คัดลอกลิงก์เเล้ว

5HT – SEROTONIN [Yaoi][END]

โดย Xiaoai

"ผมกำลังจมดิ่งลงสู่บ่อน้ำลึก ส่วนคุณคือคนแปลกหน้าที่เอื้อมมือไปดึงผมขึ้นมา" - เพราะโรคซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องง่าย

ยอดวิวรวม

486

ยอดวิวเดือนนี้

46

ยอดวิวรวม


486

ความคิดเห็น


5

คนติดตาม


19
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  31 ส.ค. 61 / 01:27 น.
นิยาย 5HT – SEROTONIN [Yaoi][END] 5HT – SEROTONIN [Yaoi][END] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

5HT SEROTININ [Yaoi]

Heart made of glass my mind of stone.

 

เรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า โดยนำเสนอผ่านตัวเอกที่เป็นลูกชายคนเล็กของบ้านชาวจีนที่ชื่อ ตงกับผู้ชายที่เหมือนสารเซโรโทนินของเขา ฮีล ที่แปลว่ารักษา

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 ส.ค. 61 / 01:27


5HT SEROTININ [Yaoi]


 

 

Thought I found a way

But you never go away

 

ผมคิดว่าผมพบทางออก

แต่ยังไงผมก็ไม่สามารถไปจากมันได้

 

So I guess I gotta stay now

Oh I hope someday I'll make it out of here

Even if it takes all night or a hundred years

Need a place to hide but I can't find one near

Wanna feel alive outside I can fight my fear

 

ผมเลยคิดว่าผมต้องอยู่กับมันแล้ว

โอ้ ผมหวังว่าวันหนึ่งผมจะสามารถจากที่นี่ได้

แม้ว่าต้องใช้เวลาทั้งคืนหรือเป็นร้อยปีก็ตาม

ต้องการที่พักพิง แต่ไม่อาจหาได้

อยากจะมีชีวิตชีวาข้างนอกนั่น แต่ผมไม่สามารถต่อสู้กับความกลัวของตัวเอง

 

(เพลง Lovely – Billie Eilish with Khalid)

 

            เสียงเพลงสากลดังจากเฮดโฟนราคาแพง เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังโหนอยู่บนรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัด สายตาของเขาทอดมองยาวออกไปผ่านหน้าต่าง เห็นห้างสรรพสินค้าหรูหราคุ้นตาผ่านไปอย่างทุกวัน

           

            รอบข้างเต็มไปคนมากมาย แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกโดดเดี่ยวว่างเปล่าขนาดนี้ ทั้งยังรู้สึกไม่ปลอดภัยจนในอกวูบโหวง สายตาใต้กรอบแว่นหนาไม่ได้มองใครชัดเจน เพราะใบหน้าของคนเหล่านั้นต่างพร่าเลือนไปหมด


            เสียงประกาศถึงสถานีที่หมาย เขาก้าวเคลื่อนตามผู้คนออกไป ในคลื่นมวลชน กระเป๋าเป้ดูหนักขึ้นทั้งๆ ที่ปกติก็แบกหนังสือไปเรียนไม่มากเท่าไหร่

           

            เมื่อเดินลงยังบันไดแพลตฟอร์มชั้นแรกไปยังบริเวณทางแยกลงสู่ศูนย์การค้า เขาได้หยุดยืนชั่วขณะหนึ่ง สอดส่ายตาด้วยความมึนงง จู่ๆ ก็รู้สึกสับสนทิศทางขึ้นมา

           

            ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลาเก้าโมงกว่าๆ

 

            สายแล้ว แต่เขาควรลงทางไหนนะ ถึงจะใกล้ที่สุด?

 

            น่าขบขันและน่าหัวเสียพอๆ เมื่อเขาอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว เดินทางมาโรงเรียนอย่างนี้ทุกวัน ไม่รู้ทำไมช่วงนี้สมองตื้อ นึกคิดอะไรไม่ออกบ่อยๆ กอปรกับเขาฝันร้าย เลยตัดสินใจหาอะไรไร้สาระทำเพื่อจะไม่ต้องนอน เลยตื่นสายแบบนี้นี่เอง

 

            เสียเวลาอยู่สักพัก ในที่สุดเขาก็นึกขึ้นได้ว่าควรพาร่างกายผอมแห้งของตัวเองไปโรงเรียนได้อย่างไร ผู้คนรอบกายดูเหมือนจะมองเขาด้วยสายตากึ่งแปลกใจกึ่งดูแคลน เขาจึงก้มหน้าหลบสายตาเหล่านั้นเสีย

 

            ในที่สุดก็มาถึงโรงเรียน เขาส่งไลน์ถามเพื่อนว่าเปลี่ยนคาบรึยัง เมื่อได้คำตอบว่าทางสะดวก จึงลากสังขารขึ้นตึกไป

 

            “ไงไอ้ตง สายอีกแล้วนะ! เมื่อคืนดึกอะดิ อ่านจบไปกี่รอบแล้ว”

 

            ตงเจ้าของชื่อหัวเราะ ยิ้มน้อยๆ ปกปิดหมอกเมฆภายในใจที่ขมุกขมัว นั่งลงข้างๆ คนทัก

 

            “ห่า กี่รอบอะไร กูเล่นเกมทั้งคืน”

 

            “ฮื่อ กูไม่เชื่อหรอก ไอ้นี่แม่งซุ่ม”

 

            เขาเล่นเกมทั้งคืนจริงๆ แม้จะรู้สึกผิดก็ตาม สำหรับเด็กม.6 ที่ถือเป็นหัวกะทิของประเทศเพราะสามารถสอบเข้าเรียนโรงเรียนรัฐชั้นนำแห่งนี้ได้แล้ว ความจริงเขาควรต้องอ่านหนังสือสอบเข้าอย่างหนัก ให้สามารถเข้าคณะแพทยศาสตร์ที่คะแนนสูงที่สุดในประเทศได้อย่างที่ป๊าม๊าหวัง

 

            แต่ไม่รู้ทำไม ในใจเขาหงุดหงิดงุ่นง่าน เขาไม่สามารถอ่านได้สักตัวอักษร แม้พยายามอ่านแล้วก็ได้แค่นิดๆ หน่อยๆ มิหนำซ้ำที่เคยจำได้กลับจำไม่ได้

 

            หากไม่เล่นเกมเป็นบ้าเป็นหลัง สิ่งที่เขาทำคือนอน นอนทั้งวัน บางวันง่วงมากถึงขนาดตัดสินใจเพื่อโดดเรียนคาบบ่ายเพื่อไปนอน  

 

            เขาคิดว่าตัวเองแค่เครียด... ทำให้ถึงหมดเรี่ยวแรงและไม่อยากทำอะไรขนาดนี้

 

            คาบต่อไปอาจารย์ได้เข้ามาสอน ตงแค่ได้ยิน แต่ไม่ได้ฟัง เขาเหม่อลอยอีกแล้ว

 

            ความง่วงเหงาไร้ที่มาเข้าเกาะกุม เขาหลับ พอได้ยินเสียงเรียกทำความเคารพ ถึงได้ตื่นขึ้นมา

 

            ลื้อมันขี้เกียจ! แล้วแบบนี้จะสอบหมอได้ยังไง ดูเฮียเขาซิ ไม่ต้องเรียนพิเศษมากมายก็สอบได้

 

            รู้ไหมว่าป๊ากับม๊าเสียเงินให้ลื้อเรียนดีๆ ในกรุงเทพเท่าไหร่ ตั้งใจกว่านี้สิ เฮียลื้อเนี่ยตื่นมาอ่านหนังสือตั้งแต่ตีสี่

 

            เขาอยากบอกว่า ตงเหนื่อย แต่ขนาดไม่พูด เพียงแค่เกรดที่ดรอปลงยังมีผลขนาดนี้ เขาถึงเลือกปิดปากเงียบ เก็บงำความน้อยใจไว้ลำพังเรื่อยมา และทำเป็นชินชากับคำว่ากล่าวเหล่านั้น ไม่สนเกรดที่ดิ่งลงเรื่อยๆ ขอแค่ให้เรียนจบก็พอ

 

            เขาอยากสอบหมอให้ติด ความคาดหวังของที่บ้านจะได้ลุล่วง เขาจะได้ไม่โดนเปรียบเทียบกับเฮียอีก

 

             ที่บ้านเขาไม่ใช่ไม่รัก ป๊าม๊าส่งเงินมาให้ไม่ขาดมือ แต่ก็มีความคาดหวังสูงด้วยเช่นกัน ร่วมทั้งยังเชื่อว่าใช้ไม้แข็งเลี้ยงลูกย่อมได้ผล เพราะใช้กับเฮียของเขาประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงมีแต่คำตำหนิ น้อยนักที่จะมีคำชม

 

            ที่บ้านไม่เคยมาเยี่ยมเขาที่นี่ มีแต่ที่เขาจะต้องกลับไปเอง เด็กชายต่างจังหวัดเข้ากรุงมาคนเดียวโดยไม่มีญาติโกโหติกาใดๆ เรียนรู้การขึ้นบีทีเอส ขึ้นรถเมล์ เรียนรู้ทุกอย่างที่นานวันเข้าเมื่อกลับมายังห้องที่ไร้ผู้คน เขาก็เริ่มจมอยู่กับตัวเอง

 

            ตงมีเพื่อน แต่เขาไม่เคยเปิดใจคุยเรื่องนี้กับใคร พูดตรงๆ คือเขาอายที่ตัวเองอ่อนแอ เปราะบาง ทั้งยังคิดมาก บางครั้งมีเผลอเคยเกริ่นบ้าง ส่วนใหญ่ก็ได้คำแนะนำว่า มึงแค่ขี้เกียจเองรึเปล่า หรือไม่ก็ ทนๆ ไปเดี๋ยวก็หาย ช่วงนี้แม่งก็เครียดกันทุกคนแหละ

 

             การสอบปลายภาคใกล้มาถึงพร้อมการสอบครั้งใหญ่ครั้งแรกสำหรับยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนหน้าสองอาทิตย์เขาปวดหัวจนแทบบ้า เลยตัดสินใจกินยาแก้ปวดทุกวันติดต่อกัน นอนกลางคืนได้สองสามชั่วโมงก็สะดุ้งตื่น แล้วมาง่วงกลางวันแทน

 

            เขาเริ่มอยากอาหารน้อยลง จนบางครั้งสองสามวันกินแค่หนึ่งมื้อ วันหยุดก่อนสอบก็เก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร ปฏิเสธทุกคำชวนที่เข้ามา วันๆ หนึ่งนอนอยู่กลางกองหนังสือ มีโจทย์คณิตและวิชาต่างๆ กระจายอยู่รอบตัว แต่ไม่ได้ทำให้เสร็จสักเล่ม

 

            เขาเริ่มหมกหมุ่นกับการเล่นโซเซี่ยล เป็นการเล่นที่เลื่อนดูไปเรื่อยๆ ไม่คอมเม้นต์ ไม่ทำอะไร เพียงแค่ดูเท่านั้น การดึงความสนใจทำให้ความเจ็บปวดบางชนิดที่เกิดขึ้นน้อยลง ทว่าก็ได้แค่ชั่วคราว เมื่อหยุดเล่น ก็กลับมารู้สึกผิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

 

            ก่อนวันสอบหนึ่งวัน เขาทะเลาะกับเพื่อนอย่างรุนแรง ตอนแรก ตงนั่งที่ม้านั่งที่โรงอาหาร ดูหนังสืออย่างเลื่อนลอย สักพักกลุ่มเพื่อนก็เข้ามาทักและนั่งด้วย ก่อนจะเริ่มติวหนังสือกัน เริ่มพูดภาษาอะไรสักอย่างที่เขาไม่รู้

 

            เขารำคาญ หงุดหงิด เลยพูดขึ้น “อ่านเงียบๆ ได้ไหมวะ”

 

            “คนเยอะขนาดนี้ ยังไงก็เสียงดัง มึงก็มาติวด้วยกันดิ”

 

            “ไม่อ่ะ”

 

            คนพูดไม่สนใจ ดึงดันติวต่อไป ก่อนเจ้ากี้เจ้าการจี้ถามทีละคน เมื่อเขาโดนหลายครั้งเข้า เส้นอารมณ์ที่ไม่เคยขาดสะบั้นมาก่อนจึงได้ขาดลง

 

            “เป็นเหี้ยอะไรนักหนา กูบอกว่าไม่อยากฟัง!

 

            เขาลุกพรวดแล้วตะโกนสุดเสียง คนแถวนั้นที่ได้ยินถึงกับตกใจหันมามอง เพื่อนคนนั้นหน้าเสีย อ้าปากอย่างอึ้งๆ พลันขอบตาของเขาก็รู้สึกร้อนผ่าว หัวใจเต้นร้าวเหมือนหน้าอกจะระเบิด เขารีบเก็บกระเป๋าและวิ่งออกมาจากตรงนั้นทันที

 

            “...”

 

อารมณ์และนิสัยของเขาเปลี่ยนไป เขาไม่เคยตะโกนใส่ใครอย่างก้าวร้าวขนาดนี้มาก่อน เพื่อนถึงขนาดขนานนามเขาว่า ไอ้ตงคนดีของสังคม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

 

เขาเข้ามายังห้องน้ำที่ไม่มีคน ร่างสั่นเทิ้มและรวดร้าว หอบหายใจด้วยการวิ่งที่ไม่รู้ว่าเร็วเท่าไหร่

 

ตงเงยหน้ามองกระจก

 

ใคร?


ผู้ชายในกระจกตาแดงกล่ำ น้ำตาคลอเบ้า ผอมจนแก้มซูบตอบ ผิวคนจีนที่เพื่อนผู้หญิงหลายคนเอ่ยว่าอิจฉาทรุดโทรม เส้นผมกระเซอะกระเซิงกับเสื้อนักเรียนที่ยับยู่

 

ปากเขาซีด ยิ่งจ้องหน้าคนๆ นั้น ก็ยิ่งยากที่จะเก็บกักอารมณ์

 

เขาร้องไห้ออกมา

 

ด้วยเพราะตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว... หรือถึงไม่ใช่ตอนเย็นก็เถอะ เขาถึงระเบิดอารมณ์เหมือนคนบ้า ไม่อายฟ้าดิน ร้องไห้ชนิดที่เรียกว่าฟูมฟายจนเจียนตายก็ไม่ผิด

 

สะอื้นจนตัวโยน น้ำตาไหลทะลักเหมือนเขื่อนแตก มือไม้และริมฝีปากสั่นริก สิ่งเหล่านี้อยู่เหนือการควบคุมทั้งหมด สอบมือปิดใบหน้าไว้ ตัวเขาแทบจะทรุดลงกับพื้นห้องน้ำ

 

ทว่าจู่ๆ ได้มีมือหนึ่งมาจับที่ไหล่ไว้อย่างแผ่วเบา ตงมองผ่านม่านน้ำตา เห็นหน้าคนๆ นั้นไม่ชัด แต่รู้ว่าใส่เสื้อเชิ้ตที่สกรีนตราโรงเรียน คงจะเป็นรุ่นพี่ที่จบไปแล้วคนหนึ่ง เสียงที่ถามนุ่มนวลดูเป็นห่วง

 

“ไหวไหม”

 

เขาเหมือนตกอยู่ในหลุมลึก ไม่รู้จะไขว่คว้าอะไร แต่สติส่วนลึกยังมีความกระดากอายอยู่บ้าง จึงพยายามหยุดร้องไห้ แต่ไม่เป็นผล เลยส่ายหัวแล้วพยายามซ่อนใบหน้า

 

มือของเขาเอื้อมไปกอดตัวเองไว้เมื่อไหร่ไม่รู้ คนแปลกหน้าสูงกว่าเขา ก่อนที่จะเดินเข้ามาแล้วเอียงศีรษะเขาไปพิงไหล่กว้าง

 

กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจางๆ สะอาดสะอ้าน สมองของตงเหมือนหมุนติ้ว ทุกวันที่อยู่เพียงลำพังทำให้กระหายอยากจะมีคนอื่นอยู่ด้วย เป็นใครก็ได้ ใครก็ได้ที่ยินดีแบ่งเบาความรู้สึกเหมือนจมลึกในบ่อน้ำออกไป

 

พิงแล้วก็ร้องไห้ จากนั้นก็กลายเป็นการกอด ความอบอุ่นจากร่างกายของคนอื่นเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน เขานึกถึงป๊าม๊า นึกถึงวันที่เคยกอดครั้งสุดท้าย คิดแล้วน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมา

 

ท้องฟ้าสีส้มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ร้องไห้จนแทบจะหมดแรงแล้ว สติก็เริ่มแจ่มชัด ตงที่น้ำหูน้ำตาไหลจึงกลืนก้อนสะอื้น ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมา ก้มหน้าเอ่ยเสียงเครือ

 

“ผม... เอ่อ ขอโทษครับ”

 

“ยินดีครับ”

 

หูเขาแดงขึ้นมา นึกในใจว่าฉิบหายแล้ว ใครใช้ให้รุ่นพี่มีเสียงยิ้มๆ กึ่งไม่ถือสาแบบนี้ เขายิ่งระอาใจ

 

ตงสูดขี้มูก กลั้นใจเงยหน้ามองคนแปลกหน้าตรงหน้า

 

เขาเป็นผู้ชายตัวสูง หน้าตาดี ดูอบอุ่น พอยิ้มแล้วมีลักยิ้มหนึ่งข้าง ตัดผมทรงสั้นคล้ายๆ กับพระเอกซีรี่ย์เกาหลีคนหนึ่งที่เขาจำชื่อไม่ได้ ว่าไปก็ไม่ได้หล่อมากขนาดระดับเดือนมหาวิทยาลัย แต่ดูมีเสน่ห์

 

“...เอ่อ เสื้อพี่” เขาชี้ไปที่เสื้อ พี่พระเอกเกาหลีเหลือบมอง “อ้อ ไม่เป็นไร เดี๋ยวล้างเอา”

 

ว่าแล้วก็หันไปล้างรอยเปื้อน ตงกระแอมไอ พยายามเรียบเรียงคำพูดอีกครั้ง “ขอบคุณนะครับ พี่...”

 

“พี่ชื่อฮีล รุ่น 71

 

“อ่า ผมชื่อตงครับ รุ่น 76” ตงล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย มองนาฬิกาแล้วแทบช็อก “นี่ผม... ร้องไห้ไปสองชั่วโมงกว่า!?”

 

เขารีบหันไปขอโทษขอโพยอีกรอบ “คือ... ขอโทษจริงๆ ครับ ไม่รู้ว่าทำให้เสียเวลาขนาดนั้น”

 

“อืม อันที่จริงก็ไม่เป็นไรหรอก พี่เองเต็มใจช่วย พอดีวันนี้ได้วันลามาเยี่ยมโรงเรียนด้วย” พี่ฮีลยิ้มสุภาพ “แต่พี่อยากคุยกับน้องนิดหน่อย ได้ไหม”

 

“ครับ” ทั้งสองเดินออกจากห้องน้ำ ก่อนที่จะเดินไปนั่งยังม้านั่งหิน ไฟสลัวๆ กับลมพัดเย็นๆ คลายความร้อนบนใบหน้าได้บ้าง

 

พี่ฮีลกดโทรศัพท์ ก่อนจะส่งแบบฟอร์มบางอย่างให้เขา

 

“น้องทำให้พี่หน่อยได้ไหม”

 

 “แบบประเมินโรคซึมเศร้า?”

 

(คลิกที่นี่ <-สำหรับผู้สนใจทดสอบจริงๆ ค่ะ)

 

“อืม” พี่ฮีลพยักหน้า ตงเคยได้ยินโรคนี้อยู่บ้าง แต่เขาคิดว่าตัวเองยังไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ตัดสินใจตอบตามความจริง

 

ผลลัพธ์ที่ออกมากลับน่าตกใจกว่าที่คิด เขาเข้าข่ายโรคซึมเศร้าจริงๆ

 

พี่ฮีลรับผลไปดู อธิบายอย่างใจเย็นกับหน้าตื่นๆ ของเขาว่า “โรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคน่ากลัวขนาดนั้น ก็เหมือนโรคอื่นๆ นั่นแหละ ถ้าเราดูแลรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถหายขาดได้”

 

“อันที่พี่ให้ทำคือแบบประเมินตนเอง พี่เองยังเป็นนิสิตแพทย์อยู่ คนที่ช่วยน้องได้จริงๆ คือจิตแพทย์นะ”

 

“แต่ผมไม่ได้บ้า”

 

พี่ฮีลหัวเราะ “จิตแพทย์ไม่ได้มีหน้าที่รักษาคนบ้าอย่างเดียว คนที่เครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าก็สามารถไปปรึกษาจิตแพทย์ได้ เชื่อพี่เถอะว่าไม่ได้น่ากลัว ส่วนมากการรักษาก็จะเป็นปรึกษาพูดคุย ให้ทานยา หรือไม่ก็จิตบำบัด”

 

“อ่อ ครับ”

 

เพิ่งรู้จักกันแค่ไม่นาน ตงกลับรู้สึกไว้ใจคนตรงหน้า “ผม... ผมจะไปยังไงดี”

 

“ที่โรงพยายาล C ก็ได้นะ อยู่ใกล้ แถมน้องน่าจะมีสิทธิรักษาที่นี่

 

ตงเกาหัวแกรก อ้ำอึ้งอยู่ก่อนที่จะสารภาพในที่สุด “คือผมไม่เคยไปโรงพยาบาลเองสักครั้งเลยครับ แล้วผมก็เป็นเด็กต่างจังหวัดด้วย ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่ถ้ารบกวนก็ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ก็ขอบคุณมากแล้ว”

 

พี่ฮีลยิ้มน้อยๆ “งั้นเอาไลน์พี่ไป มีอะไรก็ทักมาถามได้”

 

“ขอบคุณครับ”

 

คุยกันอีกเล็กน้อย ทั้งสองคนจึงจะแยกกัน ตงเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หันกลับมา

 

“พี่ฮีล”

 

“ครับ?”

 

พี่ฮีลกำลังกดปลดล็อกรถสีเงิน ตงรู้สึกคางคาใจ เลยถามออกไป “คือ ถ้าเป็นคนอื่น ก็น่าจะตกใจแล้วออกห่างๆ ผม ทำไมพี่เลือกเข้ามาปลอบล่ะ”

 

อีกฝ่ายขยับยิ้ม “พี่รู้สึกเหมือนเห็นภาพซ้อน ก่อนหน้านี้คนสำคัญของพี่ก็เคยเป็นซึมเศร้า แต่พี่ไม่รู้ จนเกือบสูญเสียเขาไป พี่เลยไม่อยากให้ใครเป็นแบบนี้อีก”

 

“อ้อ” ตงพยักหน้า นึกประทับใจอีกฝ่ายขึ้นมา “ขอบคุณอีกครั้งครับพี่!

 

รุ่นพี่โบกมือลาแล้วขับรถออกไป

 

 

 

จากนั้นเขาก็คุยกับพี่ฮีลมากขึ้น รู้ว่าอีกฝ่ายมีน้องชายที่เป็นโรคซึมเศร้า เคยเชือดข้อมือแต่ไม่ตาย เลยฝังใจเรื่องนี้มาตลอด

 

ตอนนี้พี่ฮีลเรียนหมออยู่ปี 6 กำลังใกล้จะเป็นหมอเต็มตัว ตอนอยู่ที่โรงเรียนมีผลการเรียนดีมาตลอด ถึงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยว่างนัก แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะทักไปถามถึงการเตรียมตัว เรื่องโรคซึมเศร้า บางครั้งก็ถามไถ่ถึงชีวิตในรพ.

 

พี่ฮีลมักตอบช้า แต่ก็จะตอบเขาตลอด บางทีตอบข้ามวัน ก่อนสำทับว่าไม่ได้อาบน้ำมาสองวันแล้ว

 

หลังจากพบจิตแพทย์ ตงได้พูดคุยและระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมา การได้ระบายความอัดอั้นทำให้โล่งขึ้นมาก ก่อนที่เขาจะได้รับยามาสองชนิด เป็นยาคลายกังวลกับยาแก้เศร้า

 

            สำหรับเขาแล้ว พี่ฮีลก็ไม่ต่างจาก เซโรโทนิน

 

            ยาต้านซึมเศร้าที่เขาทานอยู่ทุกวัน เป็นยาชนิดที่ช่วยระงับการดูดกลับของสารสื่อประสาท เซโรโทนิน หรือ 5-HT’ ให้ยังค้างอยู่ในร่างกาย ช่วยเรื่องสมาธิ การนอนหลับ การควบคุมอารมณ์ ทำให้สงบมากขึ้น

 

ด้วยคำแนะนำของจิตแพทย์และการให้กำลังใจจากพี่ฮีล เขาเริ่มพยายามพูดคุยกับที่บ้านมากขึ้น โดยระบุอ้อมผ่านค่าใช้จ่ายว่าไปหาจิตแพทย์

 

ตอนแรกที่บ้านของเขาตกใจ เป็นกังวล และโกรธ โชคดีที่เฮียของเขาพอเข้าใจ จึงได้เกลี้ยกล่อมที่บ้านด้วยอีกแรง หนึ่งสัปดาห์ต่อมาหลังจากการทะเลาะกัน ที่บ้านก็ส่งสัปปะรดภูแลที่เขาชอบมาให้ลังใหญ่ พร้อมกับมีโน้ตว่า ถ้าว่างก็กลับมาบ้านบ้างนะ

 

ตงไปขอโทษเพื่อน และบอกคนที่สนิทในกลุ่มให้รู้ว่าเขาเป็นอะไร เสียแรงที่เขากังวลไปเอง เพราะเพื่อนต่างให้กำลังใจกันล้นหลามแทนที่จะมีใครซ้ำเติม

 

ช่วงสัปดาห์แรกๆ ที่กินยานั้นทรมานมาก ด้วยเพราะเป็นการปรับสารเคมีในสมอง ต้องบอกว่าโชคดีที่คนรอบข้างเข้าใจมากขึ้น จึงพยุงอาการให้ไม่ย่ำแย่มากนัก


หนึ่งในคนรอบข้างที่ช่วยเหลือและเข้าใจดี เห็นจะเป็นพี่ฮีล ที่พักนี้โทรมๆ เพราะโหมเรื่องเรียนและงาน ดีใจที่ยังเจียดเวลามาคุยโทรศัพท์กับเขาได้

 

[แสดงว่าเรียนหมอหนักมากน่ะสิพี่]

 

[หนักสิ] อีกฝ่ายตอบมา [ลองถามตัวเองดีๆ นะว่าอยากเรียนจริงรึเปล่า จะได้ไม่เสียใจภายหลัง]

 

ตงยิ้มกับตัวเอง ช่วงนี้เขาชอบยิ้มโง่ๆ เวลาคุยกับพี่ฮีล ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยารึเปล่า แต่เขาว่าน่าจะใช่นั่นแหละ

 

[แต่ก่อนน่ะไม่ แต่ผมอยากเรียนเพราะพี่เลย พี่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมากๆ ถ้าไม่ได้เจอพี่วันนั้น ไม่รู้ว่าผมจะเป็นยังไง]

 

[...]

 

พี่ฮีลเงียบไป เพราะคุยจนเริ่มสนิท ตงถึงรู้จังหวะ อดไม่ได้ที่จะล้อ [เขินล่ะสิๆๆ]

 

[เออ เขินแล้วจะทำไมครับ]

 

[ฮ่าๆๆ] ตงหัวเราะ ก่อนว่า [พี่ฮีล ผมก็คุยกับพี่มานานแล้ว พี่มีแฟนรึเปล่าน่ะ]

 

[ไม่มี มีแต่คนคุย]

 

[โอ้ ร้ายนะครับ]

 

[ใช่พี่ร้าย] ปลายสายหัวเราะในลำคอ [ถึงตอนแรกจะไม่มีเจตนา แต่พอคุยไป พี่กลับใช้การเทคแคร์เป็นข้ออ้างให้ได้คุย ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่คนไข้ของพี่เลย]

 

[มีงี้ด้วย เธอชื่ออะไรครับ]

 

[ไม่ใช่เธอ แต่เป็นเขา ชื่อนำหน้าด้วย เฮ้อ ถึงไม่มีเวลา แต่เด็กมันก็ชอบชวนคุยจริงๆ]

 

ตงรู้สึกเมายาชั่วขณะ ก่อนที่เลือดจะสูบฉีดขึ้นไปหน้า

 

[คงไม่ใช่...]

 

[คิดเอาเอง! ไปล่ะ ฝันดีนะ น้อง ]

 

เหยดเขร้...

 

ตงได้แต่กะพริบตาปริบๆ กลายเป็นว่าคืนนั้นนอนตาค้างไปทั้งคืน

 

 

 

ก่อนเข้าห้องสอบวิชาที่ใช้สอบแพทย์ ตงส่งข้อความไปขอกำลังใจจากพี่ฮีล

 

[ทำให้เต็มที่นะ พี่เอาใจช่วย ไม่ว่าผลเป็นอย่างไงพี่ก็จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ

รักมากๆ]

 

ตงยิ้ม เอามือถือแนบหน้าอก ปลอบให้ตัวเองใจสงบ ก่อนจะไปกอดป๊าม๊ากับเฮียที่มาส่งที่สนาม ครอบครัวพร้อมหน้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ม๊าของเขายังกังวลเลยถามว่าแน่ใจเรื่องเรียนหมอเหรอ เพราะยังไงก็มีความเครียดสูง

 

“ตงว่าจะสู้ครับม๊า”

 

“ได้ๆ ม๊ากับป๊าแล้วก็เฮียเป็นกำลังใจให้นะ ยังไงก็อยากให้รู้ว่าม๊ารักตง”

 

“ครับ ตงก็รักม๊า”

 

เด็กหนุ่มที่กำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้าอยู่เดินเข้าสู่สนามสอบท่ามกลางเด็กนักเรียนอีกนับพัน อนาคตเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ วันนี้อาจมีแรง บางวันอาจอ่อนแรง แต่เขามีคนรอบข้างช่วยเหลือ ทั้งยังพยายามพยุงตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร เขาก็จะมีใช้ชีวิตต่อไป

 

สักวัน เขาต้องหายจากโรคซึมเศร้า เขาเชื่อว่าอย่างนั้น

 

 



ผลงานทั้งหมด ของ Xiaoai

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 22:40

    เอาใจช่วยน้องนะ

    #5
    0
  2. #4 TAT47 (@TAT47) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 14:39

    โคตรดี อ่านจบแล้วฮึบเลยเนี้ย
    #4
    0
  3. #3 Meen2495 (@ding2017) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 / 02:10
    ดีจัง หาทางแก้ไขได้ตรงจุด
    คนรอบข้างก็ช่วยได้เยอะเลย
    #3
    0
  4. วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 18:16
    เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆนะคะ
    #2
    0
  5. #1 Light n Shadow (@hibarijang) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 06:52
    พี่ฮีลน่ารักจังเลย รออ่านต่อนะคะ เป็นกำลังใจให้จ้า
    #1
    0