花魁 โออิรัน ผีเสื้อสีขาว [จบบริบูรณ์]

ตอนที่ 16 : บทที่ 14 改変 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,627
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    20 มี.ค. 56

เมื่อดวงอาทิตย์ที่เคยส่องให้ความสว่างคล้อยเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกจนใกล้จะหายลับไปจากขอบฟ้า บรรดานกน้อยต่างก็เริ่มทยอยโบยบินกลับรังพลางส่งเสียงร้องบอกทุกคนที่อยู่ในทางผ่านของมัน

แสงแดดในยามเย็นย้อมขอบฟ้าให้กลายเป็นสีแดง รวมไปถึงกระดาษที่บุบนโซจิสีขาวที่ยังปิดสนิท

ฮิบารินอนกลิ้งไปมาบนฟูกอย่างเกียจคร้าน

หลังจากที่เด็กสาวนั่งรอให้นินจาหนุ่มจัดการกับราเมงชามที่สองของเขาเสร็จแล้ว โซจิก็พาเธอกลับมาส่งยังเรอิจินดังที่เคยทำเป็นประจำ

เพียงแต่ในวันนี้ มีอีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษกว่าทุกครั้ง...

 

ฮิบาริจัง

เด็กสาวไม่รู้ว่าทำไมจึงได้รู้สึกว่าเสียงที่ใช้ขานชื่อเธอของเขานั้นอ่อนโยนยิ่งกว่าทุกครั้ง

คะ

เจ้าของชื่อขานรับด้วยความสงสัย ลดมือจากประตูหลังของสำนักเรอิจินแล้วหันไปมองยังร่างสูงในชุดสีดำทะมึนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

ดวงตาสีดำของฮิบาริเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอเห็นของบนฝ่ามือที่ยื่นออกมาตรงหน้า

นี่... อะไรหรือคะ เซ็นเซ

สิ่งที่ดวงตาของเด็กสาวจับจ้องอยู่นั้นคือผ้าเช็ดหน้าสีแดงผืนหนึ่งที่พับอย่างเรียบร้อยบนมือของโซจิ สีแดงสดนั้นตัดกับลวดลายดอกกุหลาบสีขาวที่ปักอยู่บนริมผืนผ้าซึ่งประดับประดาด้วยลูกไม้แบบตะวันตก

ผ้าเช็ดหน้าไง

โซจิตอบพลางเลิกคิ้ว คล้ายกับจะถามต่อว่า เจ้าไม่รู้จักหรือ

เด็กสาวเลิกคิ้วขึ้นบ้าง เพราะเธอไม่ได้ต้องการคำตอบแบบนี้

ข้ารู้แล้ว แล้วท่านเอามาให้ข้าดูทำไมกัน ฮิบาริถามกลับพลางก้มลงไปมองผืนผ้าในมือของชายหนุ่มอีกครั้งหนึ่งราวกับจะให้มันเป็นผู้ให้คำตอบแก่เธอแทนคนเป็นเจ้าของ

เจ้าชอบไหม

โซจิให้คำตอบด้วยการถามเธอกลับกันคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง ทำให้คนถูกถามกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะยินยอมให้ความร่วมมือโดยพยักหน้ารับ

เจ้าคิดว่าสวยหรือเปล่า

ฮิบาริพยักหน้ารับ ในใจก็เริ่มงุนงงว่าเขานึกอยากจะเล่นอะไรกันแน่

และเพราะเด็กสาวยังคงก้มลงมองผ้าเช็ดหน้าบนฝ่ามือใหญ่ด้วยความงุนงงที่มีมากขึ้นกว่าเดิมจึงทำให้เธอไม่เห็นว่าริมฝีปากของโซจิหยักเป็นรอยยิ้ม

ข้ายกให้

เด็กสาวเกือบจะพยักหน้าตอบรับเป็นครั้งที่สามเสียแล้ว ถ้าหากว่าสมองของเธอไม่สามารถประมวลผลได้ทันและออกคำสั่งให้เธอชะงักไปเสียก่อน

ท่านพูดว่าอะไรนะ!’

ฮิบาริถามพลางทำตาโต ทำให้ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาด้วยความขบขันกับสีหน้าของเธอ

ข้ายกให้

ชายหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้ม และในครั้งนี้ เขาถือวิสาสะดึงมือของฮิบาริออกมาและวางผ้าเช็ดหน้าสีสดลงไปบนฝ่ามือน้อยนั้น แถมท้ายด้วยการจับมือของเธอให้กำรอบผ้าเช็ดหน้าเพื่อกันไม่ให้มันหล่นลงไปบนพื้นด้วยเสียอีก

ให้ข้า...หรือคะ

เด็กสาวถามด้วยความงุนงงไม่หาย ยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกที่จู่ ๆ เขาก็เอ่ยปากยกผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ให้ ก่อนที่ฮิบาริจะถามต่อเมื่อเห็นโซจิพยักหน้ายืนยันในเจตนารมย์ของตัวเอง

เนื่องในโอกาสอะไรกัน วันนี้ไม่ใช่วันเกิดของข้าเสียหน่อย

เนื่องในโอกาสที่...ข้าอยากให้

พูดจบ โซจิก็ส่งยิ้มให้ฮิบาริอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไปอย่างว่องไวจนเด็กสาวเรียกรั้งตัวเอาไว้ไม่ทัน เธอจึงทำได้เพียงแค่ก้มลงมองผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยในมือพร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่แผ่ซ่านอยู่เต็มหัวใจ

ทั้งหวาน...ระคนนุ่มนวล

 

พอหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อบ่ายแล้ว ฮิบาริก็รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

ว่าแล้ว เด็กสาวก็เอาหน้าของตัวเองไปซุกลงบนฟูกนอนราวกับผ้าหนานุ่มนั้นจะสามารถช่วยดูดซับความร้อนจากใบหน้าของเธอได้

“บ้า...”

เธอพึมพำในขณะที่หวนนึกถึงเจ้าของรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม มือข้างหนึ่งนั้นก็เลื่อนไปดึงเอาผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมาจากใต้โคโซเดะ

ฮิบาริคลี่ผ้าออกดูเป็นครั้งที่สิบเห็นจะได้ เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจึงได้อยากดูผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่บ่อยนัก

สัมผัสนุ่มนิ่มจากเนื้อผ้านั้นทำให้ฮิบาริรู้ว่าผ้าที่นำมาใช้ตัดนั้นมีเนื้อดีพอสมควร และสีแดงของผ้าผืนน้อยนั้นตัดกับสีผิวของคนถือและลวดลายที่ปักอยู่ตรงมุมข้างหนึ่งเป็นอย่างมาก

เส้นด้ายบนผ้านั้นเย็บปักเป็นลายดอกกุหลาบอย่างประณีต กลีบดอกกุหลาบสีขาวที่เบ่งบานอยู่บนนั้นโดดเด่นขึ้นมาจากพื้นหลังสีสดสวย

นิ้วเล็ก ๆ ไล้ไปตามแนวเส้นด้ายอย่างแผ่วเบาคล้ายกับกลัวว่าหากแตะแรงเกินไป กลีบดอกไม้นั้นจะช้ำเอาเสียได้

ฮิบาริคงจะเหม่อมองผ้าเช็ดหน้าที่โซจิให้มาต่ออีกสองนานถ้าหากไม่ได้ยินเสียงคุ้นเคยของเพื่อนร่วมห้องดังขึ้นขัดภวังค์ของเธอเสียก่อน

“ตายแล้ว ถ้ามิทสึโคชิมาเห็น เจ้าต้องโดนตีแน่ ๆ ชิโรอิโช”

ชินโซอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอุทานเมื่อเห็นสภาพที่ไม่เรียบร้อยนักของเด็กสาว เพราะคนที่นอนแผ่อยู่บนฟูกนั้นพลิกตัวไปมาจนเสื้อผ้าย่นไปหมด

เพราะนอกจากผ้าผ่อนจะยับยู่ยี่แล้ว ยังเปิดให้เห็นเนื้อขาวนวลบางส่วน ทั้งปกเสื้อที่แหวกออกจากกันกว้างกว่าปกติ และกระโปรงที่ถลกขึ้นมาจนถึงเข่า

“มิทสึเน่ซังจะรู้ก็เพราะเสียงของเจ้านี่ล่ะ”

ฮิบาริเถียง แต่ก็ยอมลุกขึ้นมาจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่

“ผ้าเช็ดหน้าใหม่หรือ”

คำถามจากเด็กหญิงทำให้ฮิบาริแทบสะดุ้ง ก่อนที่เธอจะรีบนำผ้าผืนน้อยสอดเข้าไปใต้โคโซเดะโดยพยายามไม่รีบซ่อนผ้าผืนนั้นจากสายตาเพื่อนอย่างร้อนรนจนเกินไปเพื่อให้ดูมีพิรุธน้อยที่สุด ส่วนปากนั้นก็ให้คำตอบ

“อือ มิทสึเน่ซังให้ข้ามาน่ะ”

ชื่อของโออิรันพี่เลี้ยงทำให้อีกฝ่ายพยักหน้ารับอย่างไม่คิดติดใจอะไร และทำให้นึกถึงข้อความที่เจ้าของชื่อนั้นฝากมากับตน

“มิทสึโคชิฝากมาบอกว่าให้เจ้าแต่งตัวให้เรียบร้อย วันนี้ท่านมินามิกับผู้ติดตามจะมาที่นี่”

หากว่าในขณะที่ฟังนั้น ฮิบาริกำลังดื่มน้ำอยู่ เธอคงจะพ่นน้ำออกมาทางปาก และแถมท้ายด้วยการสำลักอย่างแน่นอน

“อ...อะไรนะ” เด็กสาวทำตาโต

“วันนี้มิทสึโคชิมีแขก เลยฝากให้ข้ามาบอกเจ้าว่าให้เตรียมตัวได้แล้ว” อีกฝ่ายตอบซ้ำอีกครั้งด้วยประโยคที่มีใจความเหมือนกัน

“ขอบคุณเจ้ามาก”

ฮิบาริบิดขี้เกียจเพื่อไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่าง

“เย็นแล้วหรือนี่”

เด็กสาวจำได้ว่า ก่อนที่เธอจะล้มตัวลงนอนเล่นบนฟูกหนานุ่ม ท้องฟ้ายังเป็นสีฟ้าสดใส มีปุยเมฆสีขาวประปรายประดับอยู่บนนั้นอยู่เลย

“เพราะเจ้ามัวแต่นอนขี้เกียจน่ะสิ” ชินโซน้อยได้ทีแกล้งเย้าแหย่เพื่อนร่วมห้อง

“ข้าไม่ได้นอนเสียหน่อย” คนที่ถูกกล่าวหาเถียงแล้วเป็นฝ่ายนิ่งไปเสียเอง เพราะเธอดันเผลอนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เธอนอนกลิ้งไปมาอยู่กับที่หลายชั่วโมง

“เจ้าไม่สบายหรือ ชิโรอิโช”

เด็กสาวถามด้วยความสงสัย เพราะเห็นว่าจู่ ๆ แก้มของฮิบาริเป็นสีชมพูระเรื่อ

“ข้าสบายดี”

ฮิบาริตอบพลางพยายามไล่ภาพของคนที่เป็นต้นเหตุหรือก็คือเจ้าของผ้าเช็ดหน้าออกไปจากศีรษะ รอยยิ้มที่มักปรากฏอยู่บนใบหน้าคมคายนั้นมักทำให้หัวใจของเธอเต้นเบาหวิวผิดจังหวะอยู่เรื่อยไป

“หน้าเจ้าแดง” เด็กสาวว่า

“คงจะเป็นเพราะแสงน่ะ” เธอหาข้อแก้ตัวที่คิดว่าฟังดูเข้าทีมากที่สุดในเวลานี้

เมื่อได้ฟังแล้ว อีกฝ่ายก็เอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะเห็นคล้อยไปกับเหตุผลที่ฮิบารินำมาใช้แก้ต่าง และเลิกให้ความสนใจกับใบหน้าที่แดงระเรื่อของเด็กสาว

“รีบ ๆ แต่งตัวเข้าสิ อีกประเดี๋ยวแขกของมิทสึโคชิก็คงจะมาถึงแล้วนะ”

เพื่อนร่วมห้องของเธอหันมาเร่งด้วยความหวังดี หลังจากที่เจ้าหล่อนเดินเข้ามาหยิบของที่ต้องการและเตรียมจะเดินกลับออกไป

“เข้าใจแล้ว”

ฮิบาริตอบรับเสียงยาน เธอจำใจต้องลุกขึ้นยืนเพื่อไปเตรียมตัวเสียอย่างช่วยไม่ได้

ลับหลังร่างเล็กบางของเด็กสาวอีกคน คนที่ยังอยู่ในห้องก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เลื่อนมือไปแตะบนโคโซเดะในตำแหน่งที่ตรงกับบริเวณที่เธอเก็บผ้าเช็ดหน้าเอาไว้

“เซ็นเซ ท่านนี่มัน...สร้างปัญหาให้ข้าได้ตลอดเวลาจริง ๆ”

ทั้งที่พร่ำบ่นแบบนั้น แต่ริมฝีปากจิ้มลิ้มกลับขยับเป็นรอยยิ้มบาง

ฮิบาริผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและนำเครื่องสำอางมาแต่งหน้าด้วยความรวดเร็ว ดังนั้น เธอจึงสลัดคราบจากลูกเป็ดขนยุ่งเป็นหงส์ตัวน้อยได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

“มิทสึเน่ซัง”

เด็กสาวร้องเรียกโออิรันรุ่นพี่ที่กำลังบรรจงระบายสีลงบนดวงตา ทำให้มิทสึเหลือบมองเธออย่างตำหนิเล็กน้อยเนื่องจากทำให้หล่อนเสียสมาธิ

“มีอะไร”

หญิงสาวถามโดยไม่หันกลับไปสนทนา เธอให้ความสนใจอยู่กับเงาสะท้อนบนกระจกของตัวเองมากกว่าชินโซในความดูแลที่ทำหน้ามุ่ย

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”

คิ้วเรียวของมิทสึเลิกขึ้นเล็กน้อย

“แล้วจะเรียกข้าทำไมกัน หือ”

“แค่จะบอกว่าข้ามาถึงแล้วเท่านั้น” ฮิบาริว่าพลางเดินตรงไปนั่งข้าง ๆ โคชิแห่งสำนักเรอิจิน ทำให้มิทสึหัวเราะเบา ๆ คล้ายกับจะไม่เชื่อในคำตอบของเธอ

“ไปดูความเรียบร้อยให้นาโอสึกิกับนาโอฮารุให้หน่อยสิ” หญิงสาวสั่ง

“ข้าแต่งตัวเองได้แล้วค่ะ มิทสึโคชิ” นาโอฮารุแย้งขึ้นในทันที โดยมีนาโอสึกิ เด็กหญิงที่มีชื่อคล้องจองกันพยักหน้ารับเป็นลูกคู่ ช่วยสนับสนุนคำพูดเต็มที่

“ให้ชิโรอิโชตรวจดูว่าพวกเจ้าแต่งตัวถูกหรือไม่อีกครั้งหนึ่ง”

มิทสึไม่สนใจคำคัดค้านของเด็กหญิงทั้งสอง ซึ่งเมื่อฮิบาริลองตรวจตราความเรียบร้อยดูแล้ว เธอก็พบว่าเด็กหญิงผูกโอบิผิดวิธี

“นาโอฮารุ ไหนเจ้าบอกว่าแต่งตัวเองได้แล้วล่ะ หือ” มิทสึถามเจ้าของชื่อด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเด็กหญิงก็ตีความหมายได้ว่าโออิรันพี่เลี้ยงของตนกำลังพูดเย้าแหย่มากกว่าจะดุว่า

“ก็... ข้าไม่มีตาข้างหลังนี่คะ”

เด็กหญิงตัวเล็กอ้อมแอ้มตอบ เนื่องจากชุดของคามุโระนั้นต้องผูกปมโอบิไว้ที่ข้างหลัง

มิทสึกลั้นหัวเราะต่อไปอีกไม่ไหว ฮิบาริจึงได้ยินเสียงขลุกขลักในลำคอจากหญิงสาวผู้สูงวัยกว่าในระหว่างที่เธอช่วยผูกโอบิให้นาโอฮารุใหม่

โคชิแห่งเรอิจินนึกอยากย้อนถามว่าแล้วทำไมนาโอสึกิจึงได้ผูกโอบิถูกทั้งที่ไม่มีตาหลังเหมือน ๆ กัน แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะคร้านจะ แกล้งเด็ก ไปมากกว่านี้

“มานั่งนี่สิ นาโอสึกิ ข้าจะแต่งหน้าให้เจ้า” เธอเรียกเด็กหญิงอีกคนหนึ่ง “ชิโรอิโช เจ้าจัดการแต่งหน้าให้นาโอฮารุด้วยเลยก็แล้วกัน”

ฮิบาริขานรับเป็นเวลาเดียวกันกับที่เธอผูกโอบิให้นาโอฮารุเสร็จพอดี เด็กหญิงจึงทรุดตัวลงนั่งรอบนพื้นในระหว่างที่รอให้ฮิบารินำเครื่องสำอางออกมา

“เมื่อไหร่ชิโรอิโชชินโซถึงจะได้เป็นโออิรันอย่างนั้นหรือ”

นาโอฮารุถามขึ้นในระหว่างที่ฮิบาริทาแป้งลงบนใบหน้ากลมของเด็กหญิง

“แล้วข้าจะได้เป็นชินโซของท่านหรือเปล่า ชิโรอิโชชินโซ” คนถามที่ยังไม่รู้สึกได้ถึงมือที่ชะงักไปเล็กน้อยของฮิบาริถามต่อเสียงเจื้อยแจ้ว ไร้เดียงสาจนฮิบาริรู้สึกขุ่นเคืองไม่ลง

“ยังไม่ถึงเวลาหรอก”

มิทสึเป็นคนให้คำตอบแทน

ฮิบาริได้ยินแล้วก็เม้มปาก เพราะเธอยังคงจดจำข้อตกลงระหว่างโซจิและโคมากิเมื่อตอนที่ชายหนุ่มได้เอ่ยปากขอไถ่ตัวเธอออกไปจากสำนักเรอิจิน

แม้ว่าเธอจะยังต้องอาศัยอยู่ในสำนักโออิรันแห่งนี้ต่อ แต่โคมากิก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้งานเธอได้ตามอำเภอใจเหมือนเมื่อก่อน อย่างมากก็เพียงแค่ปล่อยให้เธอทำงานไปตามหน้าที่ของชินโซประจำตัวมิทสึเท่านั้น

“...ชินโซ ชิโรอิโชชินโซคะ!”

นาโอฮารุเร่งเสียงของตัวเองให้ดังขึ้นกว่าปกติเมื่อเห็นว่าฮิบารินั่งนิ่ง ไม่มีการตอบสนองต่อเสียงร้องเรียกของเธอเลยสักนิด

ฮิบาริกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อเรียกสติของตัวเอง ก่อนจะถามเด็กหญิงกลับ

“หือ มีอะไรหรือ”

“ท่านถือแปรงค้างไว้ตั้งนานแล้ว ทำไมถึงไม่เริ่มทาตาให้ข้าเสียที” นาโอฮารุว่าพลางใช้ดวงตากลมโตไร้เดียงสาจ้องไปยังแปรงในมือของฮิบาริ

“ขอโทษที พอดีว่าข้ากำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่น่ะ”

เด็กสาวยิ้มกลบเกลื่อน ก่อนจะรีบลงมือแต่งหน้าให้คามุโระตัวน้อยโดยต้องใช้ความพยายามในการปัดภาพใบหน้าของโซจิออกไปจากศีรษะเกือบตลอดเวลา

หลังจากที่ฮิบาริและมิทสึช่วยกันแต่งตัวให้คามุโระทั้งสองเสร็จแล้ว พวกเธอก็เดินผ่านห้องรับรองแขกซึ่งมีเสียงพูดคุยสลับหัวเราะเย้าแหย่กันให้ได้ยินผ่านโชจิที่กั้นระหว่างภายในห้องและทางเดิน ก่อนจะหยุดตรงหน้าห้องที่สาวใช้ได้บอกว่าโนบุได้จองเอาไว้ให้ตัวเองกับผู้ติดตาม

“เดี๋ยวก่อน มิทสึโคชิ”

เจ้าของนามชะงัก ลดมือลงจากประตู ก่อนจะหันหน้าไปทางต้นเสียงและพบว่าผู้พูดคืออาเคมิ สาวใช้ของโคมากินั่นเอง

“ท่านแม่ต้องการอะไรหรือคะ”

มิทสึถามด้วยเสียงเฉื่อยชาเมื่อเห็นใบหน้าของผู้พูด

“ท่านมินามิกับผู้ติดตามของเขาเพิ่งมาถึง พวกเขาอยู่ข้างล่าง ข้าจึงคิดว่าบางที เจ้าอาจจะอยากลงไปต้อนรับแขกก่อน”

อีกฝ่ายตอบกลับแล้วเดินจากไปโดยไม่รอฟังว่าโออิรันอันดับสองแห่งสำนักเรอิจินจะพูดอะไรตอบกลับมาหรือไม่

“นาโอสึกิ นาโอฮารุ รออยู่ตรงนี้ก่อน” มิทสึตัดสินใจ “ส่วนเจ้า ชิโรอิโช ตามข้ามา”

พูดจบ เจ้าของร่างบอบบางในชุดสีบานเย็นก็เดินนำออกไปโดยไม่รอฟังคำทักท้วงของฮิบาริ เนื่องจากนางถือว่าตัวเองเป็นผู้ดูแลชิโรอิโชชินโซ อีกฝ่ายจึงต้องทำตามคำสั่งของเธอทุกอย่าง

“มิทสึ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”

โนบุว่าพลางโอบกอดร่างบางที่เดินตรงเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้มในขณะที่เท้าของฮิบาริชะงักกึกเมื่อเห็นซามูไรหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ห่างออกไปจากเจ้านายของตนเท่าไรนัก

“โยชิโอะซัง...” เด็กสาวครางเสียงแผ่วเบา

ใจหนึ่งก็อยากจะเข้าไปหา อยากฉอเลาะออดอ้อน อยากชวนเขาพูดคุยเหมือนอย่างเคย

แต่อีกใจหนึ่งก็ร้องสั่งให้เธอหันหลังให้โยชิโอะ และเดินเลี่ยงออกไปอีกทางหนึ่งเสียให้รู้แล้วรู้รอด

“ชิโรอิโช”

เขาร้องเรียกพร้อมรอยยิ้มดีใจ

ยิ่งเมื่อได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของซามูไรหนุ่ม มันก็เปรียบเสมือนกับการตอกย้ำให้ฮิบาริหวนนึกถึงภาพและบทสนทนาระหว่างเขากับผู้หญิงที่เธอเห็นในร้านราเมงเมื่อวาน

เด็กสาวรู้สึกได้ว่าริมฝีปากของเธอกระตุกเป็นรอยยิ้ม แต่คงจะเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว แปลกพิกลอย่างแน่นอน

“ค่ะ”

เธอรับเสียงเบาหวิวจนอีกฝ่ายรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ

“เป็นอะไรไป”

โยชิโอะถามด้วยความงุนงง เขาไม่เคยเห็นเธอหลบหน้าหลบตาเช่นนี้มาก่อน เพราะถึงแม้ว่าฮิบาริจะชอบหลบสายตาของเขาพร้อมแก้มที่แดงเหมือนมะเขือเทศสุกปลั่ง แต่นั่นเป็นเพราะความเขินอาย ไม่ใช่ความอึดอัดใจอย่างที่เขาสามารถสัมผัสได้ในตอนนี้

“ไม่มีอะไรค่ะ”

ฮิบาริส่ายหน้าทั้งที่ยังก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเองอยู่เช่นนั้น เธอเม้มปากของตัวเองเข้าหากันแน่นจนรู้สึกได้ว่าริมฝีปากนั้นบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว

ใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้ายังคงเด่นชัดอยู่ในความทรงจำ

เด็กสาวไม่รู้จักเธอคนนั้นหรอก แต่ก็ยอมรับว่าผู้หญิงคนนั้นสวย ดูอ่อนหวานและบอบบาง น่าทะนุถนอม และที่สำคัญ เธอคงจะเติบโตมาท่ามกลางโลกที่สวยงาม ไม่รู้จักกับอีกด้านหนึ่งของเมืองในยามค่ำคืนอย่างที่เธออาศัยอยู่

ก็ดีแล้ว...ไม่ใช่หรือ

“เหมาะสมกันดีนะคะ โยชิโอะซัง”

ฮิบาริพูดพึมพำเสียงแผ่วเบาจนเจ้าของชื่อต้องขมวดคิ้ว เพราะได้ยินไม่ถนัดนัก แต่ครั้นพยายามเพียรถาม เด็กสาวก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ

“คนขายดอกไม้”

หูของเด็กสาวได้ยินเสียงของโนบุตะโกนเรียกชายหนุ่มในเสื้อผ้าสีหม่นที่เดินหาบดอกไม้หลากสีสันผ่านไปไว ๆ แต่เมื่ออีกฝ่ายยังไม่หยุด ชายวัยกลางคนก็ร้องเรียกอีกครั้งหนึ่งด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเก่า

“เจ้าน่ะ! มานี่สิ”

“ข... ขอรับ”

คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือก รีบเดินลนลานเข้ามาหา

เสียงตะกุกตะกักของคนขายดอกไม้ทำให้ฮิบาริลืมตัว เงยหน้าขึ้นไปมองคนพูดที่เดินเข้ามาพร้อมกับดอกไม้ในหาบที่ส่งกลิ่นหอมหวาน ยั่วยอนให้เหล่าแมลงตัวเล็ก ๆ พากันไต่ตอมเพื่อลิ้มรสน้ำหวาน

“ท่านอีกแล้วหรือ!”

เด็กสาวอุทานเสียงแผ่วเบาในขณะที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาเหลือบมองเธอเล็กน้อย ทำให้ฮิบาริมองเห็นใบหน้าที่เมื่อครู่ถูกหมวกสานใบเก่าบังไปเกินครึ่งชัดเจนมากขึ้น

ชิราอิชิ โซจิ...

นี่เขาจะมาปรากฏกายอยู่ใกล้ ๆ เธอในสภาพที่เธอนึกไม่ถึงอีกกี่ครั้งกัน!

ในขณะที่ฮิบาริตกใจจนแทบจะอ้าปากเหวอทั้งที่เธอควรจะเริ่มเคยชินได้แล้ว โนบุก็หันไปพูดกับโออิรันที่เขาหลงใหลตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบเธอ

“มิทสึ เจ้าอยากได้ดอกไม้ดอกไหนก็เลือกเอาได้ตามใจชอบ เพราะผู้ชายอย่างข้าไม่รู้ว่าควรจะเลือกดอกไม้ให้เหมาะกับสาวงามอย่างเจ้าอย่างไรดี หากข้าต้องเลือกเอง ข้าคงต้องเหมาทั้งหมด”

คิ้วเรียวที่ถูกตบแต่งอย่างประณีตของมิทสึโคชิเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอคิดว่าตัวเองเห็นชายขายดอกไม้ทำท่าเหมือนกับหันไปโก่งคออาเจียนประชดคำพูดของลูกค้า

แต่หญิงสาวก็หาได้ใส่ใจกับกริยาไร้มารยาทเช่นนั้นไม่ เธอหันไปคลี่รอยยิ้มอ่อนหวานกึ่งยั่วยวนให้โนบุ

“ข้าเองก็เลือกไม่ถูกค่ะ มินามิซัง”

มือขาวผ่องของมิทสึเลื่อนไปแตะที่ท่อนแขนแข็งแรงอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เธอจะใช้ปลายนิ้วเรียวลากไล้ไปตามแนวแขนของโนบุที่หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ

“ถ้าข้าอยากได้ดอกไม้ทั้งหมด ท่านจะว่าอย่างไรเล่า”

มิทสึถามด้วยเสียงออดอ้อน อมยิ้มคล้ายกับจะท้าทายว่าเขาสามารถทำตามที่เธอขอได้หรือไม่

“ย่อมได้”

โนบุหัวเราะ ก่อนจะหันไปหาโซจิในคราบคนขายดอกไม้

“ข้าจะซื้อดอกไม้ทั้งหมดของเจ้า” ชายวัยกลางคนประกาศเจตนารมย์ของตน แล้วหันไปหาโคมากิที่เดินตรงมาเพื่อหวังจะทักทายลูกค้ารายใหญ่ของนาง

“โอกะซัง ท่านจะว่าอะไรหรือไม่ หากว่าข้าจะให้เขาเอาดอกไม้ทั้งหมดไปวางไว้ที่ห้อง” คหบดีวัยกลางคนถาม

“เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมากค่ะ ท่านมินามิ”

หญิงวัยกลางคนเจ้าของสำนักเรอิจินตอบพลางส่งเสียงหัวเราะคิกคักประหนึ่งว่านางเป็นสาววัยแรกรุ่นก็ไม่ปาน ทำให้ชายวัยกลางคนหันไปสั่งให้คนของตนนำเงินค่าดอกไม้ให้แก่โซจิ

ว่าแล้ว โคมากิก็บุ้ยหน้าไปทางสาวใช้คนหนึ่งที่ยืนรอด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม

“ตามนางไปสิ”

โซจิคร้านจะบอกว่าเขาเดินเข้าออกสำนักเรอิจินจนรู้เส้นทางเป็นอย่างดีแล้ว แต่นินจาหนุ่มก็เลือกที่จะเงียบเอาไว้เพราะเขายังไม่ลืมว่าในตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในสถานะอะไร

ลับหลังสาวใช้และคนขายดอกไม้ไปได้ไม่นาน โนบุก็ชวนลูกน้องเดินไปยังห้องที่ได้จองเอาไว้แล้ว

ทว่า ขณะที่พวกเขากำลังจะเข้าไป โซจิในชุดมอมแมมและมีหมวกสานใบโตช่วยอำพรางหน้าตาก็เดินสวนออกมาพร้อมกับหาบดอกไม้ เพียงแต่ในหาบนั้นไม่ได้ว่างเปล่า ยังมีดอกกุหลาบสีขาวเหลืออีกดอกหนึ่ง

“ข้าบอกว่าจะซื้อทั้งหมดไม่ใช่หรือ” โนบุขมวดคิ้ว สายตาจับจ้องไปยังดอกกุหลาบสีขาวดอกใหญ่ที่ผลิบานสวยเต็มที่

โซจิยิ้ม ก่อนจะตอบ

“กุหลาบดอกนี้มีเจ้าของก่อนที่ท่านจะขอซื้อมันไปแล้ว”

คำตอบของชายหนุ่มร่างสูงกว่าทำให้โนบุเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเอ่ยปากถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะเขาไม่เคยเจอพ่อค้าคนใดที่ทำท่าเหมือนไม่อยากจะขายสินค้าและมีลับลมคมในอย่างนี้มาก่อน

นินจาหนุ่มหัวเราะเสียงขลุกขลักอยู่ในลำคอ ก่อนที่เขาจะขยับเท้าก้าวหนึ่งไปทางฮิบาริที่ยืนจ้องมองเขาด้วยความงุนงงเช่นเดียวกับคนอื่นที่ยืนอยู่ข้างหลังโนบุ

“ของเจ้า สาวน้อย”

ดวงตาคู่โตเบิกกว้างเมื่อโซจิยื่นดอกกุหลาบสีขาวสะอาดมาตรงหน้า ทำให้สายตาทุกคู่พร้อมใจกันเลื่อนมาจับจ้องยังเธอโดยพร้อมเพรียง

เขากำลังเล่นตลกอะไรกัน!

เด็กสาวนึกอย่างตะโกนใส่หน้าของโซจิเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริง แค่จะขยับปากกระซิบถามคนตรงหน้า เธอก็ยังไม่กล้า

“ของข้าหรือ...”

ฮิบาริหัวเราะแห้ง ๆ หลังจากที่ควานหาเสียงตัวเองจนเจอ

“ฮื่อ ใช่แล้ว” โซจิพยักหน้ารับ ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะหยักเป็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “กุหลาบขาว... หมายถึงความบริสุทธิ์และไร้เดียงสา เหมาะกับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง”

พอได้ยินประโยคนั้น ใบหน้าของเด็กสาวก็แดงวูบ เธอรีบหลบสายตาของโซจิในขณะที่มือนั้นก็ยื่นออกไปรับดอกกุหลาบขาวมาถือเอาไว้

“บังอาจ!”

เสียงคำรามดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของโยชิโอะที่ถลันเข้ามาหาโซจิอย่างรวดเร็ว

เพียงแค่ชั่วเวลากะพริบตา ซามูไรหนุ่มก็ขยับไปยืนประชิดนินจาร่างสูงในคราบคนขายดอกไม้เสียแล้ว มือข้างหนึ่งของโยชิโอะกระชากปกเสื้อโคโซเดะของอีกฝ่าย

“ข้าทำอะไรผิดหรือ ท่านซามูไร”

คนถูกคุกคามถามด้วยเสียงใสซื่อ ดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนว่าอาจจะถูกทำร้ายร่างกายได้ทุกเมื่อ ผิดกับร่างเล็กที่ยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความตกตะลึง

“เจ้า...”

ซามูไรหนุ่มกัดฟันกรอด ดวงตาวาววับด้วยความโกรธ

แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงไม้ลงมือ ฮิบาริก็ร้องห้ามขึ้นเสียก่อน

“โยชิโอะซัง อย่าทำอะไรเขานะ!

เด็กสาวอุทานพลางปราดเข้าไปดึงเจ้าของชื่อให้ถอยออกมา

“ยางิ พอได้แล้ว”

เสียงปรามของโนบุทำให้เจ้าของนามสกุลยินยอมรามือ

ถึงแม้โยชิโอะจะยินยอมถอยออกมาแต่โดยดี หากเขาก็หรี่ตาลงในขณะที่มองหน้าของฮิบาริ ก่อนจะใช้ดวงตาคู่คมเหลือบมองดอกกุหลาบสีขาวที่เธอถือเอาไว้ ไม่ยอมทิ้งมันไปทั้งที่รู้ว่าเจ้าดอกไม้ในมือนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก

ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วอาณาบริเวณในระหว่างที่คนอื่น ๆ ทยอยเดินเข้าห้องไป เหลือเพียงโซจิ โยชิโอะ และฮิบาริที่ก้าวขาไม่ออกขึ้นมาดื้อ ๆ

“เจ้าปกป้องมันอย่างนั้นหรือ”

ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก่อนที่เธอจะเผลอเหลือบมองโซจิโดยอัตโนมัติ

“ป...เปล่านะ” ฮิบาริตอบพลางภาวนาไม่ให้เขาจับได้ว่าเสียงของเธอสั่นด้วยความหวาดกลัวสักเพียงไร “ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านมีเรื่องกับเขาเท่านั้น มีแต่จะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายเสียเปล่า ๆ”

โยชิโอะชักสีหน้าใส่เธอ

“ชิโรอิโช เจ้าเป็นอะไรกับมัน”

เขาถามพลางชี้นิ้วไปยัง...อากาศว่างเปล่า

“มันหายหัวไปไหนแล้ว ขี้ขลาดนัก

เด็กสาวลอบกลืนน้ำลายที่จับตัวกันเป็นก้อนลงไปในลำคออย่างยากลำบาก ก่อนที่เธอจะฝืนทำใจดีสู้เสือด้วยการส่งยิ้มให้กับโยชิโอะพลางเอื้อมมือไปแตะท่อนแขนของเขา

“เขาคงจะให้ข้าเป็นของกำนัลที่ขายดอกไม้ได้หมด อย่าอารมณ์เสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้เลย...นะคะ” ฮิบาริยิ้มประจบซึ่งดูเหมือนว่าการกระทำของเธอก็ได้ผลพอควร สีหน้าแข็งกร้าวของโยชิโอะผ่อนคลายลงไปมาก

“คงจะเป็นเช่นนั้น...”

โยชิโอะรำพึง ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ฮิบาริพลางเอ่ย

“ข้าต้องขอโทษด้วยที่พูดจาหยาบคายกับเจ้า”

เด็กสาวส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“ข้าคงจะหวงเจ้ามากไปหน่อย”

หากเป็นเมื่อก่อน ฮิบาริคงจะใจอ่อนยวบและหวั่นไหวไปกับถ้อยคำออดอ้อนของซามูไรหนุ่ม แต่ในตอนนี้ ในใจของเธอกลับนึกถึงร่างสูงที่จู่ ๆ ก็หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวกันเลยสักนิด

“ข้าขอตัวไปยกสาเกก่อนนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวคนอื่นจะรอนาน” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นบอกกับโยชิโอะที่พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย

“ข้าจะรอเจ้า” เขาเอ่ยพลางส่งยิ้มให้เธออีกครั้งหนึ่ง

เมื่อประตูปิดลงแล้ว ฮิบาริกลับไม่ขยับเขยื้อน ไม่ได้เดินไปยังโรงครัวเพื่อนำสาเกอุ่น ๆ มาให้แก่แขกตามข้ออ้างของตัวเอง แต่เธอกลับยืนมองดอกกุหลาบสีขาวในมือ

ฮิบาริก้มลงดมกลิ่นหอมจาง ๆ พลางอมยิ้ม ภายในใจรู้สึกสงบและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

แต่เมื่อเธอหวนคิดถึงคนที่เพิ่งเดินเข้าไปในห้อง รอยยิ้มบนริมฝีปากก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

เด็กสาวเหม่อมองเข้าไปในห้อง เธอมองเห็นเงาของกลุ่มคนที่กำลังทานข้าวสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน และไม่รู้ว่าเธออุปทานไปเองหรือเปล่า ฮิบาริจึงได้ยินเสียงหัวเราะของโยชิโอะปะปนอยู่ด้วย

ข้าคงจะหวงเจ้ามากไปหน่อย

ข้าคงจะหวงเจ้ามากไปหน่อย...

ประโยคนี้วนเวียนอยู่ในศีรษะของฮิบาริพร้อม ๆ กับภาพของโยชิโอะกับหญิงสาวที่ชื่อมิกิที่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง

ฮิบาริถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ความจริงแล้ว ท่านคิดอย่างไรกับข้ากันแน่ ยางิ โยชิโอะ” เด็กสาวถามขึ้นลอย ๆ กับตัวเอง

และเธอ...

รู้สึกอย่างไรกับเขากันแน่...

เพราะฮิบาริเริ่มไม่มั่นใจ และเริ่มหวนคิด...

ความรู้สึกที่เธอเคยคิดว่าเป็นความรักนั้น...แท้ที่จริงแล้วคืออะไรกันแน่

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

307 ความคิดเห็น

  1. #186 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 เมษายน 2556 / 21:54
    เซ็นเซ! XD
    มามาดนี้เอาใจไปเลยเถอะ! น่ารักอะไรอย่างนี้ >w< !
    #186
    0
  2. #145 kornfern (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2556 / 13:25
    สบายใจ เลิกเชียร์โยชิโอะเเล้ว ฮิๆ
    #145
    0
  3. #144 iluminat (@iluminat) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2556 / 12:58
    เกือบได้เรื่องแล้ว โซจิตั้งใจจะแกล้งฮิบาริรึเปล่าหว่า555
    #144
    0
  4. #142 He ! Ya (@peachoffires) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2556 / 11:42
    ต่อเร็วๆน้าา
    #142
    0
  5. #86 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 มกราคม 2556 / 00:58
    ไรเตอร์รับผิดชอบด้วยนะ ทำเค้าร้องไห้ >3< อิอิ
    #86
    0
  6. #64 นางมารร้าย (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2555 / 23:30
    แว้กกกกกกกกกกกกกกกกกกก เศร้าแท้หนอ กุ๊กกิ๊กหวานแหววอยู่หนายยยยยยยยยยยยยยยย แต่อย่างไรก็จะอ่าน
    #64
    0
  7. #37 jib-john (@jib-john) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 / 02:54
     ดราม่าจริงเรื่องรี้
    #37
    0