花魁 โออิรัน ผีเสื้อสีขาว [จบบริบูรณ์]

ตอนที่ 15 : บทที่ 13日光 แสงตะวันอันอบอุ่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,649
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    18 มี.ค. 56

“ท่านจะพาข้าไปไหนกัน”

ฮิบาริถามขึ้น ในขณะที่โซจิเอื้อมมือของตนมาปิดตาของเธอ และพาเด็กสาวเดินไปเรื่อย ๆ

วันนี้สำนักเรอิจินหยุดให้บริการเป็นวันที่สอง ชายหนุ่มจึงแวะมาหาฮิบาริตั้งแต่ตอนสาย และพาเธอออกไปนอกย่านโยชิวาระอีกเช่นเคย แต่ในครั้งนี้ เขาอมยิ้มด้วยท่าทีมีเลิศนัยบางอย่าง แล้วพาเธอไปยังที่ไหนสักแห่งโดยไม่ยอมบอกอะไรสักคำ แม้ว่าฮิบาริจะพยายามรบเร้ามาตลอดทางแล้วก็ตาม

“อีกประเดี๋ยวเจ้าก็รู้”

เขาตอบเช่นนี้เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้

ฮิบารินึกสงสัยอยู่ในใจว่าเขานึกอยากจะกลั่นแกล้งอะไรเธอขึ้นมาอีกก็ไม่รู้ แต่ก็ยินยอมปล่อยให้โซจิเป็นฝ่ายนำทางต่อ

“เอาล่ะ” เสียงของโซจิดังขึ้นพร้อมกับที่เขาลดมือลงจากดวงตาทั้งสองข้างของเธอ แต่ก็ยังไม่วายร้องสำทับ “อย่าเพิ่งเปิดตานะ ฮิบาริจัง”

“ทำไมล่ะ”

เด็กสาวถามด้วยความสงสัย ก็เขาพาเธอมาถึงที่หมายแล้วไม่ใช่หรือ

“ถ้ารีบเปิดตาตอนนี้ก็ไม่สนุกน่ะสิ” โซจิให้คำตอบพลางยิ้มกว้าง ซึ่งเด็กสาวที่มองไม่เห็นรอยยิ้มนั้นได้แต่ขมวดคิ้ว รู้สึกสงสัยหนักขึ้นไปกว่าเก่า

“ท่านจะพาข้าไปไหนกันแน่”

เธอถามคำถามนี้เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้

“ไม่ได้พาไปฝึกอะไรหรอก” โซจิตอบกลับมา “วันนี้ข้าให้เจ้าพักผ่อนได้หนึ่งวัน”

ฮิบาริมองไม่เห็นว่าชายหนุ่มใช้สายตาเอื้อเอ็นดูยามที่เขาเหลียวมามองเธอ โซจิเอื้อมมือไปปลดบังเหียนม้าสีน้ำตาลเข้มที่หันมาทำเสียงฟืดฟาดใส่ผู้เป็นนาย

“นั่นเสียงอะไรน่ะ”

เด็กสาวถามพลางก้าวถอยหลัง เริ่มรู้สึกไม่ไว้วางใจโซจิขึ้นมาตงิด ๆ ทำให้นินจาหนุ่มหัวเราะกับปฏิกิริยาตอบสนองของเธอ

โซจิไม่ได้ตอบ แต่กลับคว้าข้อมือของเธอแทน

“เอ๊ะ!”

ฮิบาริสะดุ้งเมื่อมือสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่นุ่มลื่น

“นี่มันตัวอะไรหรือ” เธอพอจะเดาได้ลาง ๆ ว่าสิ่งที่อยู่ใต้ฝ่ามือของตนนั้นคือมัดกล้ามเนื้อแข็งแรงที่ปกคลุมไปด้วยขนสั้น ๆ แต่ลื่นมือ

“ม้าของข้า” ชายหนุ่มตอบพลางตบลงไปบนลำคอหนาของอาชาคู่ใจ

ครั้นได้ยินเช่นนั้น เด็กสาวก็เลิกคิ้ว

“วันนี้เราจะไปไกลกันถึงไหนหรือ เซ็นเซ” ฮิบาริลืมตัว เผลอถามคำถามเดิมออกมาเสียได้

เพราะปกติแล้ว โซจิมักจะพาเธอเดินไปยังหุบเขาที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ปราศจากผู้คนซึ่งเหมาะแก่การใช้เป็นสถานฝึกซ้อมเป็นอย่างยิ่ง

“เมื่อไปถึงแล้วก็จะรู้เอง”

คำตอบของชายหนุ่มไม่ได้ช่วยคลายความสงสัยของฮิบาริแต่อย่างใด

โซจิส่งตัวเองขึ้นไปนั่งบนหลังม้าก่อนที่จะดึงเอาร่างเล็กบางของเด็กสาวขึ้นไปด้วย ทำให้ฮิบาริที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวสะดุ้งเล็กน้อย

“อะไรน่ะ!

เธออุทานเมื่อรู้สึกว่าร่างทั้งร่างกระตุกวูบ

“ยึดเอาไว้ให้ดีล่ะ”

ฮิบาริได้ยินโซจิตอบกลับมา เป็นเพราะเด็กสาวยังคงหลับตาตามคำสั่งของชายหนุ่ม เธอจึงยังไม่เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นมาบนริมฝีปากของเขา

ขาดคำ โซจิก็ผ่อนบังเหียน กระทุ้งเท้าทั้งสองใส่ข้างลำตัวของเจ้าม้า ทำให้อาชาแสนรู้เริ่มวิ่งทะยานออกไปข้างหน้า

“ว้าย!”

เด็กสาวอุทานเสียงดังลั่นเมื่อร่างของเธอเซไปซบกับแผ่นอกกว้างอย่างแรงเพราะสูญเสียการทรงตัวอย่างกะทันหันจากการที่เธอไม่ได้นั่งคร่อมบนหลังม้าให้ดี

“บอกแล้วว่ายึดเอาไว้ให้ดี”

เสียงทุ้มกลั้วหัวเราะดังขึ้นข้างใบหูพร้อมกับลมหายใจอุ่นจัดที่เป่ารดผ่านแก้ม ทำให้ฮิบาริผงะถอยออกมาตามสัญชาตญาณโดยไม่ทันได้คิดว่าผลที่จะเกิดตามมาจากการกระทำนั้นคือสิ่งใด

ฮิบาริเกือบจะหลุดกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเธอหงายหลัง หากก็ได้ท่อนแขนแข็งแรงรวบเอวได้ทัน

“เจ้านี่นะ” โซจิพึมพำเหมือนกับจะบ่นอย่างระอาใจเสียมากกว่าดุว่า “นั่งให้ดีล่ะ ถ้าตกลงไปแล้วข้าคว้าตัวเจ้าเอาไว้ไม่ทันเหมือนอย่างเมื่อครู่นี้แล้วล่ะก็ กระดูกหักไม่รู้ด้วยนะ”

“ก็...”

พอได้ยินประโยคหลังสุดแล้ว เด็กสาวก็ตัวเกร็งขึ้นมาในทันที

“ก็ข้าไม่เคยขี่ม้าเลยสักครั้งนี่” ฮิบาริเถียงเสียงตะกุกตะกัก

และเหมือนกับจะจงใจแกล้งกัน โซจิกระตุ้นเจ้าอาชาสีน้ำตาลด้วยการใช้เท้ากระทุ้งมันเบา ๆ อีกครั้งหนึ่ง ทำให้อาชาตัวพ่วงพีเร่งความเร็วขึ้นจังหวะหนึ่ง ฮิบาริจึงคว้าหมับเข้าที่ปกเสื้อของเขา

“ช้า ๆ หน่อยสิ”

เด็กสาวประท้วงเสียงหลง ตะโกนแข่งกันสายลมที่พากันส่งเสียงกรีดร้องอื้ออึงรอบกาย

“ปกติข้าขี่เร็วกว่านี้อีกนะ”

โซจิก้มหน้าลงมาโกหกหน้าตายกับคนในอ้อมแขน เพราะความจริงแล้ว โซจิมักจะปล่อยให้ม้าควบด้วยความเร็วตามปกติของมัน อีกทั้งเขาไม่ค่อยจะได้ใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทางไปไหนมาไหนเท่าไรนัก

ดวงตาคู่คมหรี่ลงมองใบหน้าของเด็กสาวที่แทบจะเอนมาซบเขาอยู่รอมร่ออย่างขบขันระคนพึงพอใจ

ความจริง... เขาอยากจะสั่งให้มันห้อทะยานไปให้เร็วกว่านี้เสียด้วยซ้ำ

“ข้าไม่ใช่ท่านนะ” ฮิบาริโอดครวญ

“ยิ่งม้าวิ่งเร็วเท่าไหร่ พวกเราก็จะไปถึงเร็วขึ้นเท่านั้นนะ” โซจิพูดเหมือนจะไม่สนใจคำประท้วงของคนที่ขึ้นม้ามาเพราะถูกบังคับอยู่กลาย ๆ

ดูเหมือนว่าเด็กสาวคร้านจะต่อปากต่อคำกับนินจาหนุ่มเสียแล้ว ฮิบาริจึงได้เงียบไป และเอาแต่นั่งตัวแข็งเกร็งโดยพยายามหลีกเลี่ยงการแตะเนื้อต้องตัวโซจิให้ได้มากที่สุด

ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เป็นเพราะฮิบาริกลัวว่าเขาจะสามารถรับรู้ได้ถึงปลายนิ้วมือที่สั่นระริกสอดคล้องไปกับจังหวะการเต้นระรัวของเจ้าหัวใจไม่รักดี

กระทั่งม้าเริ่มชะลอความเร็วลง เด็กสาวจึงได้หายใจคล่องขึ้นบ้าง

“ถึงแล้วล่ะ ที่ที่ข้าอยากพาเจ้ามา” โซจิพูดขึ้นพลางรั้งบังเหียน เป็นสัญญาณบอกให้ม้าคู่ใจหยุดวิ่ง

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กสาวก็ถามด้วยความตื่นเต้นเพราะอยากรู้ว่าเขาพาเธอไปที่ไหน จึงต้องใช้ม้าเป็นสัตว์พาหนะอย่างนี้

“ข้าลืมตาได้หรือยัง”

“ใจเย็น ๆ ก่อนสิ” โซจิตอบกลับด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

ชายหนุ่มกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนหันไปอุ้มตัวเด็กสาวลงมาอย่างระมัดระวัง

“เดินตรงไป ช้า ๆ นะ” เขาว่า ใช้มือแตะที่ศอกของฮิบาริอย่างแผ่วเบาเพื่อเป็นการนำทางเธอไปยังสถานที่ซึ่งเขาต้องการพาเธอมา

กระทั่งโซจิบอกให้หยุดและลืมตาขึ้น ฮิบาริก็รีบทำตามอย่างกระตือรือร้นในทันที

“นี่มัน...”

ภาพที่สะท้อนเข้าสู่สองตานั้นคือทิวทัศน์ของเอโดะในมุมมองที่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อน

ฮิบาริเพิ่งได้รู้ว่าบ้านเรือนในเอโดะนั้นปลูกเบียดเสียดกันมากแค่ไหน เมื่อมองลงไปในตัวเมืองจากบนเนินเขาเช่นนี้ เธอเห็นเพียงแค่หลังคาสีน้ำตาลที่เรียงรายเป็นทิวแถว มีถนนเส้นเล็ก ๆ ตัดผ่านบ้านเรือนและร้านค้า ผู้คนตัวเล็กเท่าเม็ดถั่วเดินสวนผ่านกันไปมา

และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังทิวทัศน์เมืองที่มีชีวิตชีวานั้นคือฟุจิยามะหรือภูเขาฟุจิที่ทอดตัวยาวอย่างสงบนิ่ง มีท้องฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีทองของแสงตะวันยามรุ่งอรุณเป็นฉากหลัง

“ในวันที่ท้องฟ้าสดใส ไม่ว่าจะมองในมุมใดของเมืองเอโดะก็จะสามารถมองเห็นฟุจิยามะได้” โซจิที่ยืนอยู่ข้างหลังเด็กสาวพูดขึ้น “แต่เจ้ายังไม่เคยเห็นฟุจิยามะจากที่นี่ใช่ไหมล่ะ”

ฮิบาริพยักหน้าเห็นด้วยอย่างช้า ๆ พร้อมกับคลี่ยิ้มกว้าง

“มัน...งดงามเหลือเกิน”

เธออดคิดไม่ได้ว่า หากได้มาเห็นภูเขาฟุจิในฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกไม้บานสะพรั่ง ภาพที่เห็นอยู่ในยามนี้จะงดงามมากขึ้นสักเพียงใดกัน

โซจิก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างฮิบาริ ดวงตาคู่เรียวเหลือบมองมายังใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใสของเด็กสาวด้วยความพึงพอใจ

“ขอบคุณท่านที่อุตส่าห์พาข้ามาไกลถึงที่นี่ค่ะ เซ็นเซ” เธอหันมาหาโซจิทั้งที่ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า “ไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรดีแล้ว”

ชายหนุ่มยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน

“แค่เห็นรอยยิ้มของเจ้า ข้าก็ดีใจแล้ว”

หลังจากได้พบเห็นโยชิโอะโดยไม่คาดฝันแล้ว ฮิบาริก็มีท่าทางซึมลงไปอย่างชัดเจน ดวงตาคู่โตที่เคยเป็นประกายสดใสดั่งเอาดาวมาประดับเอาไว้ดูหม่นหมองราวกับมีเมฆฝนมาบดบัง ไม่ว่าโซจิจะพยายามพูดคุยหรือถามอะไรเธอ เด็กสาวก็เอาแต่ถามคำตอบคำ

ชายหนุ่มจึงตัดสินใจไปหาฮิบาริตั้งแต่เช้าตรู่ และพาเธอออกมาจากโยชิวาระ พร้อมทั้งกำชับให้เธอปิดตาไปตลอดทาง

แม้ว่าฮิบาริจะมีท่าทางร่าเริงสดใสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะเนื่องจากเธอเพิ่งตื่นนอนหรือลืมคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานไปชั่วคราว แต่โซจิก็ยังไม่อยากเห็นสีหน้าหม่นหมองของเด็กสาวอีก เขาจึงพยายามกลั่นแกล้งเธอเพื่อไม่ให้เด็กสาวเผลอคิดถึงเรื่องของโยชิโอะอีก

“เอ๋...” ดวงตากลมโตของฮิบาริเบิกกว้างขึ้น “หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”

โซจินึกอยากจะถอนหายใจออกมาเสียงดังสักเฮือกสองเฮือกเป็นการประชดเสียจริง ๆ เชียว

“เห็นเจ้าชอบ ข้าก็ดีใจ”

นินจาหนุ่มเลือกที่จะไม่สะกิดบาดแผลของเธอ

“ท่านคิดอะไรอยู่ จึงได้พาข้ามาที่นี่”

ฮิบาริถามในสิ่งที่ชายหนุ่มภาวนามาตลอดทาง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลใจเธอไม่ให้ตั้งคำถามที่เขายังไม่สามารถหาคำตอบ (ข้อแก้ตัว) ได้ แต่ดูเหมือนว่าแรงอธิษฐานของเขาคงจะยังน้อยเกินไป

“ก็...”

เด็กสาวเอียงคออย่างนึกฉงนเล็กน้อย เพราะนาน ๆ เธอจึงจะได้เห็นชายหนุ่มมีท่าทีอึกอักเหมือนกับคนกำลังคิดหาคำโหกเช่นนี้

“อะไรหรือคะ เซ็นเซ”

คำถามของฮิบาริเปรียบเสมือนกับการเร่งเร้า

“ก็... ข้าคิดว่าที่ผ่านมามัวแต่สั่งให้เจ้าฝึกฝนนินจุทสึแทบไม่เว้นวัน ตกกลางคืนก็ต้องทำงานอีก คงจะเหนื่อยน่าดู เลยอยากให้เจ้าได้ผ่อนคลายเสียบ้าง”

โซจิลอบระบายลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อตนคิดหาทางออกได้สำเร็จ ซึ่งเมื่อเด็กสาวได้รับคำตอบอันเป็นที่น่าพอใจแล้ว เธอก็ส่งยิ้มให้เขาอีกครั้งด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในใจ

“ขอบคุณค่ะ ที่อุตส่าห์คิดถึงข้า”

พูดจบ เธอก็ผินหน้ากลับไปมองภูเขาฟุจิอีกครั้ง หิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมอยู่บนยอดเขาค่อย ๆ ถูกกลุ่มเมฆริ้วบางเคลื่อนมาบดบัง

จู่ ๆ เด็กสาวก็ถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

“นี่... ข้าขอถามอะไรท่านสักอย่างหนึ่งจะได้ไหม เซ็นเซ”

โซจิหันไปมองหน้าเด็กสาวด้วยความแปลกใจ แต่ก็ตอบรับความต้องการของเธอ

“ว่ามาสิ”

“เหตุใด...” ริมฝีปากเล็กค่อย ๆ เอื้อนเอ่ย ในขณะที่ฮิบาริหันมาใช้ดวงตาคู่กลมโตสบตากับเขาที่จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว “ท่านจึงได้เลือกที่จะไถ่ตัวข้าเพื่อนำมาฝึกให้เป็นคุโระอิจิกัน”

คำถามนี้คอยวนเวียนอยู่ในใจเธอมาแสนนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยเอ่ยปากถามออกมาตรง ๆ ก็เท่านั้น

โซจิขยับตัวเล็กน้อย

“ทำไมจึงได้อยากรู้ขึ้นมาเล่า”

ครั้นได้ยินเช่นนั้น เด็กสาวก็หลุบตาลงมองพื้นพลางว่า

“ข้าไม่มีสิทธิ์ถามคำถามนี้อย่างนั้นหรือ ถ้าหากท่านไม่สะดวกใจจะตอบ ข้าก็ไม่ว่าอะไรค่ะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

โซจิรีบแก้ความเข้าใจของฮิบาริเสียใหม่ ก่อนที่เธอผู้อยู่ในอารมณ์ไม่มั่นคงจะเข้าใจผิด และคิดจินตนาการไปไกลยิ่งกว่านี้

“เจ้า...จำเรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อนได้หรือไม่”

เมื่อเจอคำถามนี้ เด็กสาวก็หลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความฉงน ก่อนจะนึกทบทวนดูว่ามีเหตุการณ์อะไรที่พิเศษเกิดขึ้นนอกจากการที่เธอต้องจากเมืองบ้านเกิดและครอบครัวมาอยู่ในสำนักเรอิจินบ้างหรือไม่

เจ็ดปีที่แล้ว...

“มีอะไรเกิดขึ้นหรือคะ เซ็นเซ”

ฮิบาริถามอย่างสงสัย หลังจากที่ไม่ว่านึกอย่างไรก็นึกไม่ออกเสียที

โซจิอยากจะยกมือขึ้นก่ายหน้าผากจัง...

“เจ้าจำอะไรไม่ได้เลยหรือ” ชายหนุ่มยังคงถามอย่างมีความหวัง แม้ว่าความหวังของเขาจะกลายเป็นเปลวไฟบนไส้เทียนที่กำลังจะหดหายไปแล้วก็ตาม

เด็กสาวส่ายหน้าแทนคำตอบ

“เจ้ากับข้าได้พบกันเป็นครั้งแรกอย่างไรเล่า” โซจิเฉลย

“หา!”

ฮิบาริอุทานเสียงหลัง เกือบจะยกมือขึ้นแคะหูด้วยความลืมตัวเสียแล้ว เพราะคิดว่าตัวเองอาจจะหูฝาดหรือหูเฝื่อนไป จึงได้ยินในสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในสารบบความจำแม้แต่น้อย

“ถึงเจ้าจะจำไม่ได้...”

เขาแสร้งทำเสียงปวดใจจนน่าฟาดสักยก

“แต่ข้าก็ยังคงจำคามุโระที่ซุ่มซ่ามวิ่งมาชนข้าได้ดี แถมนางยังชอบอกชอบใจที่ข้าสามารถรับถาดและกาน้ำชาของนางได้โดยไม่ตกแตกแม้แต่ชิ้นเดียวจนถึงขนาดขอให้ข้าช่วยสอนวิธีรับให้อีกด้วย ข้าเลยนึกติดใจนางนับแต่นั้นมา”

ได้ยินมาจนถึงตรงนี้สักครู่หนึ่งดวงตาของเด็กสาวที่เคยฉายแววงุนงงก็เบิกกว้างยิ่งกว่าเก่าจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า

“เป็นท่าน...”

ภาพอันเลือนรางค่อย ๆ ย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ

“ข้ายิ่งถูกชะตากับคามุโระคนนั้นก็ตอนได้เจอกับนางหลังจากที่นางกลายเป็นชินโซไปแล้ว แววตาเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ใครของนางทำให้ข้าอยากรู้จักนางมากขึ้นกว่าเดิม และรู้ว่านางจะสามารถช่วยข้าทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน”

โซจิพูดต่อด้วยเสียงเรียบเรื่อย มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาของฮิบาริด้วยรอยยิ้มบาง

“ท่าน...”

ฮิบาริครางเสียงแผ่ว

“ท่านคือผู้ดูแลคนนั้นเองหรอกหรือ”

เด็กหนุ่มคนที่ส่งรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นและอ่อนโยนมาให้ ทำให้เธอในตอนนั้นรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างน่าประหลาดทั้งที่ไม่เคยพบกับเขามาก่อน

สุดท้ายแล้ว เขาก็คือคน ๆ เดียวกับชายผู้เปรียบเสมือนดวงตะวันที่สาดส่องไล่ความหนาวเหน็บและอ้างว้างในหัวใจของเธอ

ชิราอิชิ โซจิ...

ท่านจะรู้ไหมว่าข้าเคยตามหาท่านทั่วทั้งเรอิจินเพียงเพื่ออยากได้พบกับท่านอีกสักครั้งหนึ่ง...

และในตอนนี้... เธอก็ได้พบกับเขาแล้ว

ดวงอาทิตย์ผู้อบอุ่นของเธอ






 


เอาล่ะค่ะ ตอนนี้ ไรท์เตอร์กำลังจะเข้าสู่สถานการณ์จำลองการเปิดเทอม (?) แล้ว

ไม่มั่นใจว่าจะมาอัพให้บ่อยเท่าช่วงต้นเดือนรึเปล่านะคะ

แต่ก็จะพยายามอัพให้ถี่ ๆ ที่สุดเท่่าที่จะทำได้ค่ะ

อสิรยา
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

307 ความคิดเห็น

  1. #268 sweetrainbow (@sweet-season) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 มีนาคม 2557 / 19:20
    หวานมากอะ ฟิน ><
    #268
    0
  2. #185 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 เมษายน 2556 / 21:45
    อุ๊ยโยะ~~
    ในที่สุดตะวันก็ชนะจันทรา! คนที่สว่างน้อยกว่าอย่างโยชิโอะหรือจะสู้เซ็นเซ วะฮ่าๆๆๆ ! XD
    #185
    0
  3. #137 Black Cloud (@diamon-n) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มีนาคม 2556 / 23:23
    สนุกมากๆเลย
    #137
    0
  4. #135 valana (@chog-horim) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มีนาคม 2556 / 16:08
    จูบเลย จูบเลย จูบเลย 
    #135
    0
  5. #133 Sunday morning (@preyabobo) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มีนาคม 2556 / 09:36
    โซจิ!โซจิ!โซจิ!
    เฮ้ๆ เฮ้ๆ เฮ้! >.,< 
     
    อยากทราบว่าใกล้ไคลแม็กยังคะ ?
    คือมันลุ้นนนนนนนนนนนน น่ะ 55555
     
     
    ##คุณอสิรยาตอบทุกคอมเม้นเลยน่ารักจริงไรจริง 
    เอาใจไปเลยย <
    #133
    0
  6. #132 kornfern (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มีนาคม 2556 / 09:15
    หวานน่าร้กที่สุดดด
    #132
    0
  7. #85 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 มกราคม 2556 / 00:48
    T^T ความเศร้าต่อเนื่องสินะT^T,,
    #85
    0
  8. #63 นางมารร้าย (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2555 / 23:17
    กำลังจมดิ่งสู่ความเศร้าได้ที่เลย
    #63
    0
  9. #36 jib-john (@jib-john) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 / 02:46
     แง ยังไม่ค่อยหวานกันเลย ขอหวานๆ
    #36
    0