花魁 โออิรัน ผีเสื้อสีขาว [จบบริบูรณ์]

ตอนที่ 14 : บทที่ 12 肌寒い สับสน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,707
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 มี.ค. 56

เช้าวันต่อมา ฮิบาริก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าต่าง

ร่างบางค่อย ๆ ขยับตัวอย่างเกียจคร้านเพราะเมื่อคืน ชินโซที่เป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอได้บอกกับเธอว่า โคมากิอนุญาตให้พวกเธอหยุดพักผ่อนเป็นเวลาถึงสามวันเต็ม ๆ ทำให้ฮิบารินั่งคุยเล่นกับเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนจนกระทั่งเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“ข้าขอนอนต่ออีกสักงีบหนึ่งเถอะน่า”

เด็กสาวครวญด้วยความเกียจคร้าน เพราะนาน ๆ เธอจึงจะมีโอกาสนอนตื่นสายเช่นนี้

“เจ้าจำได้หรือเปล่าว่าเมื่อคืนข้าพูดอะไรกับเจ้า”

คำถามนั้นทำให้ฮิบาริขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ภายในศีรษะค่อย ๆ ประมวลผลและทบทวนความจำทีละน้อย ก่อนที่เธอจะให้คำตอบอีกฝ่ายได้

“ท่านแม่ให้พวกเราหยุดงานสามวัน”

เด็กสาวพึมพำตอบเสียงงัวเงียเสียจนคำพูดของเธอฟังแทบไม่ได้ศัพท์ งึมงำอยู่ในลำคอ แล้วยิ่งฮิบาริเอาหน้าไปซุกไว้กับฟูก เสียงของเธอก็ยิ่งอู้อี้เข้าไปใหญ่

“แล้วเจ้าต้องทำอะไรบ้าง ฮิบาริจัง”

ร่างเล็กบนฟูกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะตอบ

“...นอน”

คำตอบนั้นทำให้เส้นเลือดที่ข้างขมับของคนฟังเต้นตุ้บ ๆ เขาไม่รู้ว่าตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า จึงได้รู้สึกราวกับว่าฮิบาริตอบคำถามนี้เสียงดังฟังชัด ผิดกับประโยคอื่น ๆ นัก

“ฮิบาริจัง...”

เสมือนกับว่าคำสรรพนามที่มีผู้ใช้เพียงแค่คนเดียวจะใช้ได้ผลอยู่บ้าง เพราะเปลือกตาที่เคยหลับพริ้มอยู่นั้นเริ่มขยับหยุกหยิกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะค่อย ๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างช้า ๆ

“ตื่นแล้วหรือ”

ริมฝีปากหนาหยักยิ้ม เช่นเดียวกับดวงตาเรียวรีของโซจิที่โค้งลง

“อรุณสวัสดิ์”

คนที่อุตส่าห์เข้ามาปลุกถึงข้างฟูกนอนไม่ว่าเปล่า เขายังชะโงกหน้ามาหาอีกด้วย ทำให้ฮิบาริที่กำลังสะลึมสะลือตื่นขึ้นเต็มตา...ด้วยความตกใจ

“ว้าย!”

เธอไม่ได้ร้องอุทานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ขาเล็ก ๆ ที่แข็งแรงของเธอยังทำงานโดยที่สมองไม่ทันได้สั่งการอีกด้วย นั่นคือการยกเท้าขึ้นยันโซจิที่ส่งเสียงปลุกในยามสาย

โซจิที่ไม่ทันได้นึกถึงปฏิกิริยาโต้ตอบของฮิบาริหลบฝ่าเท้าเล็ก ๆ นั้นเกือบไม่ทัน ไม่อย่างนั้นฝ่าเท้าของเด็กสาวคงจะประทับเข้าที่กลางอกอย่างแรง แต่แม้จะหลบได้ นินจาหนุ่มก็เสียการทรงตัวและหงายหลังล้มตึง

“ยายเด็กม้าดีดกะโหลก”

โซจิที่กลิ้งโคโร่ไปอีกทางบ่นอุบ รู้สึกเหมือนถูก ม้าดีด เข้าให้จริง ๆ

“เซ็นเซ ท่านเข้ามาทำอะไรในห้องข้า!

เด็กสาวผุดลุกขึ้นนั่งทันที ใบหน้าของเธอแสดงความตื่นตระหนกเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนที่เขากระโดดผลุบเข้าผลุบออกทางหน้าต่างราวกับแมวตัวยักษ์ก็ทำให้เธอทั้งตกใจได้มากพอแล้ว พอเช้าขึ้นมา เขาก็ถึงกับอาจหาญเข้ามาปลุกเธอถึงข้างฟูก

พอเห็นปฏิกิริยาของฮิบาริแล้ว โซจิก็ทำหน้าเมื่อย

“เมื่อคืนข้าพูดอะไรกับเจ้า”

เขาถามเด็กสาวด้วยคำถามเดิม แต่กลับทำให้เธอกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด และเมื่อนึกขึ้นได้ ฮิบาริก็ยิ้มแหย

“เอ้อ... ท่านจะมารับข้า...”

“รับไปไหน”

โซจิถามต่อพร้อมคลี่รอยยิ้มที่ระบายไปจนถึงดวงตา มันจึงกลายเป็นรอยยิ้มที่เมื่อฮิบาริเห็นแล้วรู้สึกว่าไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย

“ไปเดินเล่นในเมืองค่ะ”

เด็กสาวแกล้งรวน แต่ในใจก็หวังเล็ก ๆ ว่าเขาจะยอมบ้าจี้ทำตามคำบอกของเธอ

ทว่า ภายในเสี้ยววินาทีต่อมา โซจิก็จัดการดับความหวังของฮิบาริอย่างราบคาบ

“มะเหงก” เขาสวนกลับแทบจะในทันทีพร้อมกำมือใหญ่ที่เอื้อมออกมาคล้ายกับจะทำตามคำพูด ทำเอาร่างเล็กกว่ารีบทำคอย่นในทันที

แต่สัมผัสที่ฮิบาริรู้สึกได้กลับไม่ใช่กำปั้นที่เคาะลงมากลางศีรษะ หากเป็นนิ้วเรียวของชายหนุ่มที่ดีดเข้าที่กลางหน้าผากของเธอ

“ข้ามารับเจ้าไปฝึกเท็ซเซ็นต่างหาก ยายเด็กความจำสั้น” โซจิว่า ในขณะที่เด็กสาวทำปากยื่น

“ทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณชาย

เธอประชดด้วยใบหน้างอง้ำ

“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ข้าจะรออยู่ตรงนี้”

ประโยคสุดท้ายทำให้ฮิบาริจำต้องเดินไปผลัดเปลี่ยนเสื้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะกลัวว่าหนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของเธอจะกลับมาเห็นเขาเข้าแล้วจะเป็นเรื่องยุ่ง

หลังจากที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจากกิโมโนสีสันฉูดฉาดเป็นกิโมโนสีพื้น ๆ อย่างที่หญิงสาวชาวบ้านสวมใส่กันแล้ว โซจิก็เดินนำฮิบาริออกไปทางประตูด้านหลัง

เขาพาเธอไปยังเนินเขาเล็ก ๆ อันเงียบสงบ ตั้งอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองพอสมควร ซึ่งเธอและโซจิใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ในวันนี้ โซจิตั้งใจจะให้ฮิบาริฝึกเท็ซเซ็นที่ดูจากภายนอกแล้วก็คล้ายกับพัดกระดาษธรรมดา แต่วัสดุที่ใช้ในการทำพัดนั้นคือแผ่นเหล็กบางที่มีความคม ไม่ใช้กระดาษหลากสีสันที่เน้นความสวยงาม และเนื่องจากฮิบาริมีพื้นฐานการร่ายรำที่ค่อนข้างดี ประกอบกับเด็กสาวต้องฝึกหัดรำพัดอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ฮิบาริสามารถนำการเคลื่อนไหวเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการต่อสู้ เท็ซเซ็นจึงกลายมาเป็นอาวุธที่เธอถนัดที่สุด

แต่... ฝีมือก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับโซจินัก

“หากโจมตีเข้ามาตรง ๆ แบบนี้ ต่อให้เป็นซามูไรที่หัวทึบที่สุดก็ยังหลบได้” ชายหนุ่มว่า ในขณะที่เด็กสาวเริ่มทำหน้ามุ่ยเพราะความเหนื่อย

“แล้วข้าต้องทำอย่างไรกันเล่า”

ฮิบาริถามพลางสะบัดพัดใส่ชายหนุ่ม ซึ่งเขาก็เอี้ยวตัวหลบพลางขมวดคิ้วถาม

“มิทสึโคชิไม่เคยสอนเจ้าหรือว่าไม่ควรแกว่งของมีคมเล่นไปมาแบบนี้”

เธอรู้อยู่หรอกน่าว่าแค่สะบัดพัดใส่ด้วยความเร็วเพียงแค่นี้ โซจิต้องหลบทันอยู่แล้ว เพราะขณะเวลาเธออุตส่าห์ตั้งใจพุ่งใส่เขาด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ชายหนุ่มก็ยังหาว่าเธอชักช้า ต้วมเตี้ยมเป็นเต่า

“ไม่เคยบอก”

เด็กสาวเอ่ย ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงของเธอ ทำให้โซจินึกรู้ว่าฮิบาริเริ่ม เกเร เสียแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอเหนื่อยหรือต้องการจะกลั่นแกล้งเขากันแน่

“ถ้าอย่างนั้นก็จงจำเอาไว้เสียว่าข้าเป็นคนบอกเจ้าคนแรกก็แล้วกัน”

นินจาหนุ่มถอนหายใจ

“ข้าจะให้เวลาเจ้าพักสักสิบห้านาทีก็แล้วค่อยฝึกต่ออีกนิดหน่อย พอเสร็จแล้ว ข้าจะพาเจ้ากลับไปส่งที่เรอิจิน ตกลงไหม”

คำถามของโซจิมักจะเป็นการบอกเล่ามากกว่าถามความคิดเห็นหรือต้องการคำตอบ ทำให้ฮิบาริขยับยิ้มออกมาด้วยความดีใจได้บ้าง เพราะไม่ว่าจะตีความอย่างไร เด็กสาวก็จับใจความได้ว่าเธอกำลังจะได้กลับไปพักผ่อน และยิ่งในวันนี้ สำนักเรอิจินปิดให้บริการ เธอจึงมีเวลาว่างเป็นของตัวเองเสียที

“ค่ะ!

สีหน้ากระตือรือร้นผิดกับเมื่อครู่ราวหน้ามือกับหลังฝ่าเท้าทำให้โซจิต้องกลั้นรอยยิ้ม เพราะกิริยาที่เธอแสดงออกมานั้นช่างเหมือนกับเด็กตัวเล็กที่กำลังหงุดหงิด แต่เมื่อได้รับขนมชิ้นใหญ่มาเป็นของปลอบใจ กลับฉีกยิ้มร่าได้เสียนี่

เจ้าเด็กน้อย...

“เซ็นเซ ข้าหายเหนื่อยแล้ว”

ฮิบาริร้องบอกพลางลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น ดูราวกับเธออยากฝึกฝนทักษะการต่อสู้เต็มแก่ ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านไปไม่ถึงห้านาทีเสียด้วยซ้ำ

“ถ้าเช่นนั้นก็ไปเตรียมตัว”

โซจิไม่ได้ทักท้วงอะไร เนื่องจากตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการที่ต้องเป็นคู่ฝึกซ้อมให้กับฮิบาริเท่าไรนัก เพราะถึงแม้ว่าฝีมือของเด็กสาวจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรเสีย ความสามารถด้านการต่อสู้ของฮิบาริก็คงจะไม่อาจสู้เขาที่ได้รับการฝึกมาตั้งแต่เริ่มจำความได้อยู่แล้ว

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดของโซจิหรือเปล่าที่ทำให้ฮิบาริรู้สึกมีกำลังใจในการฝึกใช้เท็ซเซ็นมากกว่าเดิมหลายเท่า

สาเหตุที่เธออยากซ้อมเสร็จเร็ว ๆ นั้น ไม่ได้เป็นเพราะฮิบาริอยากกลับไปอยู่ที่เรอิจินนักหรอก

แต่เป็นเพราะเมื่อไรก็ตามที่เธอได้สบตากับโซจิ หัวใจของเธอก็มักจะเร่งจังหวะบีบตัวเร็วขึ้นกว่าเดิมจนน่ากลัวว่ามันจะทำงานหนักเกินเสียจนอยากจะประท้วงด้วยการเลิกเต้นไปเสียดื้อ ๆ

เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ในขณะที่เธอเดินไปยืนประจำที่ พร้อมสำหรับการฝึกอีกครั้งหนึ่ง

“ครั้งนี้ ข้าจะเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีเจ้าบ้าง”

โซจิที่ยืนห่างออกไปราวห้าเมตรบอก ทำให้มือเล็กที่ถือด้ามพัดนั้นสั่นระริก แข็งเกร็งขึ้นมาในทันใด เพราะแต่ไหนแต่ไรมา นินจาหนุ่มไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากโจมตีก่อนสักครั้ง

“พร้อมแล้วใช่ไหม”

ถึงปากจะถามเช่นนั้น แต่เมื่อสิ้นเสียงของโซจิ ร่างสูงโปร่งที่เคยยืนประจันหน้ากันก็หายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างด้วยความทึ่งระคนตกใจ

โซจิเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วเสียจนเธอมองตามไม่ทัน

อย่างนี้หรือ ที่เขาเรียกกันว่ารวดเร็ว... ปานสายลม

กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ฮิบาริก็พบว่าร่างสูงในชุดสีดำก็เคลื่อนมาประชิดตัว ทำให้เด็กสาวรีบตวัดเท็ซเซ็นในมือใส่เขาอย่างไม่เป็นกระบวนท่า แต่ด้วยอารามที่ตกใจและรีบร้อนจนเกินไป ทำให้แผ่นเหล็กบางหากคมกริบตวัดผ่านเนื้อ เรียกเลือดสีแดงให้ไหลออกมาจากบาดแผลบนปลายนิ้วมือของตัวเอง

“โอ๊ย!

ฮิบาริอุทานออกมาเบา ๆ หากของเหลวสีแดงสดกลับสร้างความตื่นตระหนกให้แก่โซจิได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ฮิบาริจัง! เป็นอะไรมากไหม

ชายหนุ่มรีบดึงเท็ซเซ็นออกจากมือของเธอแล้วโยนมันออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะสำรวจบาดแผลที่มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด ทำท่าราวกับมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเสียเต็มประดา ทั้งที่เขาก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าโอกาสที่พลาดพลั้งและเจ็บตัวจากการฝึกซ้อมด้วยอาวุธของจริงนั้นมีสูง

“แค่ถาก ๆ น่ะค่ะ เซ็นเซ ไม่เป็นอะไรมากหรอก” คนเจ็บกลับเงยหน้าขึ้นมาพลางส่งรอยยิ้มเหมือนมารดาปลอบลูกน้อยที่กำลังเสียขวัญ

“เห็นที คราวหน้าข้าคงจะต้องให้เจ้าใช้พัดกระดาษแทนเท็ซเซ็นของจริงเสียแล้ว” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ

“แต่ท่านเคยบอกข้าไม่ใช่หรือว่า พัดกระดาษมันเบากว่า... เอ๊ะ...”

เสียงของฮิบาริที่กำลังจะแย้งขาดหายไปเมื่อโซจิก้มหน้าลงมาและเลียแผลที่ปลายนิ้วของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา ทำให้ทั้งใบหน้าของเด็กสาวกลายเป็นสีแดงก่ำราวผลเชอร์รี่สุก เด็กสาวพูดไม่ออก เธอได้แต่ทำปากพะงาบ ๆ เหมือนกับปลาทองขาดอากาศ

ท่านเป็นแมวหรืออย่างไรกัน!

ฮิบาริอยากจะร้องตะโกนออกไปเช่นนั้น แต่ก็ร้องไม่ออก

“เจ้าพกผ้าเช็ดหน้ามาด้วยหรือเปล่า”

โซจิเงยหน้าขึ้นมาถามพลางเลิกคิ้วสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าเขินอายของฮิบาริ ประหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องปกติสามัญเป็นอย่างมาก

“ม... ไม่มีค่ะ” เธอส่ายหน้า

“ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปในเมืองกันเถอะ น่าจะมีร้านขายผ้าที่ใจดีแบ่งเศษผ้าให้เรา” นินจาหนุ่มว่า ก่อนจะย่อตัวลงเก็บเท็ซเซ็นที่ตกอยู่บนพื้นไม่ไกลออกไปนัก

เด็กสาวพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตามไปอย่างเลื่อนลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะถ้าหากเป็นฮิบาริที่ยังมีสติสตางค์ครบถ้วนแล้วล่ะก็ เธอก็คงจะยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความสงสัยว่า เธอต้องเดินทางเข้าไปในเมือง...เพื่อหาซื้อผ้าพันแผลหนึ่งผืนอย่างนั้นหรือ!

หัวใจของฮิบาริเต้นเร็วแรง และสัมผัสอบอุ่นที่ปลายนิ้วนั้นยังคงตรึงตราไม่จางหาย

“เลิกคิดเสียทีสิ!

เด็กสาวกระซิบบอกกับตัวเอง พลางนึกในใจว่าโชคดีที่เธอเดินห่างจากต้นเหตุของความว้าวุ่นใจทั้งปวงหลายก้าว แต่ดูเหมือนว่าฮิบาริจะลืมไปเสียแล้วว่าประสาทรับรู้ของโซจินั้นไวเพียงไร

“เลิกคิด... เลิกคิด...”

มือเล็กเกือบจะทึ้งผมของตัวเองเสียแล้วถ้าหากเธอไม่เกรงใจสายตาของคนที่เดินทางสวนผ่านไปมา

“ฮิบาริจัง”

ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกของนินจาหนุ่ม ร่างเล็กก็สะดุ้งเฮือก ทำหน้าตาตื่นเพราะคิดว่าเขาจะได้ยินคำที่เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง

“ค... คะ!” เธอขานรับเสียงหลง

“เร่งฝีเท้าหน่อย เกือบจะถึงแล้ว”

โซจิว่าพลางกวักมือเรียก เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮิบาริก็ลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกที่ดูเหมือนเขาจะไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินคำพูดของเธอเลยสักนิด

หารู้ไม่ว่าเมื่อหันหน้ากลับไปแล้ว โซจิก็แทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ เพราะเสียงบ่นพึมพำที่เด็กสาวพูดกับตัวเองมาตลอดทางนั้นดังลอยมากระทบโสตประสาทของเขาทั้งหมด

กว่าคนทั้งสองจะเดินทางมาถึงที่หมาย เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่เที่ยงวัน แต่บรรยากาศภายในเมืองก็ยังคงคึกคัก มีผู้คนเดินสัญจรไปมา

ฮิบาริเหลียวมองไปรอบ ๆ ข้างอย่างตื่นตาตื่นใจ เพราะถึงจะเคยได้ออกมานอกสำนักเรอิจินในตอนกลางวัน แต่เธอก็ยังไม่เคยได้เข้ามาในเมืองเลยสักครั้ง จึงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยที่ได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หญิงสาวมากหน้าหลายตาที่ไม่ได้อยู่ในเครื่องแต่งกายของเกอิชา ยูโจ หรือโออิรัน

เด็กสาวไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่าว่า หญิงสาวเหล่านั้นน่ามองกว่าเหล่าโออิรันที่มีเครื่องประทินโฉมทาทับอยู่บนใบหน้ามากมายนัก

“ทางนี้ ฮิบาริจัง”

ชายหนุ่มร้องเรียกเจ้าของชื่อที่หันไปให้ความสนใจกับร้านขายเครื่องประดับ ทำให้ฮิบาริจำต้องวิ่งไปตามเสียงเรียกของนินจาหนุ่มเสียอย่างช่วยไม่ได้ เพราะไม่อยากถูกทิ้งไว้ในเมืองตามลำพัง

“ร้านขายผ้าน่าจะอยู่ทางนั้น”

ร่างสูงว่าพลางชี้ไปยังทิศทางที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน ในขณะที่เด็กสาวกะพริบตาปริบ ๆ แล้วก้มลงมือนิ้วมือของตัวเองที่เหลือเพียงรอยแผลที่โดนเหล็กบาด

“แต่...เลือดหยุดไหลแล้วนะ เซ็นเซ”

ครั้นได้ยินเช่นนั้น โซจิก็ขยับรอยยิ้ม ซึ่งรอยยิ้มนั้นแอบแฝงเลิศนัยบางอย่าง ในขณะที่ฮิบาริขมวดคิ้ว รู้สึกสงสัยขึ้นมาเป็นรอบที่สอง

“ข้ารู้ เพราะถ้าหากตอนนี้เลือดยังไม่หยุดไหล มันคงจะไหลออกไปหมดตัวเจ้าแล้ว”

คำพูดของชายหนุ่มทำให้ฮิบาริสงสัยในการกระทำของเขายิ่งกว่าเก่า เพราะในเมื่อเขารู้...

“ท่านจะพาข้ามาที่นี่ทำไมกันล่ะนี่”

ความจริง ฮิบาริสงสัยตั้งแต่ระหว่างทางที่เดินเข้ามาในเมืองแล้วล่ะว่า ทำไมเขาจึงต้องลำบากลำบน เข้ามาในเขตชุมชนเมืองที่มีผู้คนมากมายเพื่อตามหาเศษผ้ามาพันแผลที่นิ้วให้กับเธอ ทั้งที่หากกลับไปยังเรอิจินเพื่อทำแผลยังจะเป็นการง่ายเสียกว่า แต่เด็กสาวก็เลือกที่จะเงียบ ยังไม่กล้ามองหน้าโซจิ เพราะเมื่อเห็นหน้าเขาทีไร ภาพที่เขาก้มหน้าลงมาและทำการ ปฐมพยาบาลขั้นต้นให้นั้นก็ลอยเข้ามาในศีรษะทุกที

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาอะไรกินกันดีกว่า”

โซจิขยับยิ้มกว้างขึ้น ในขณะที่ฮิบาริยังมึนงง เพราะเขาเปลี่ยนไปพูดเรื่องนู้นเรื่องนี้จนเธอตามไม่ทัน

“หรือว่าเจ้าไม่หิว”

ใบหน้าของฮิบาริขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยเพราะเธอหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ชวนให้ใจเต้นเมื่อครู่นี้อีกแล้ว เด็กสาวรีบเสหน้าหนีไปอีกทางพลางให้คำตอบ

“หิวสิ”

“มาทางนี้ ข้ามีร้านราเมงเจ้าประจำอยู่ร้านหนึ่ง อร่อยอย่าบอกใครเชียวล่ะ”

ว่าแล้ว เขาก็คว้าหมับที่ข้อมือข้างหนึ่งของฮิบาริที่ไม่ทันได้ตั้งตัว แล้วดึงให้อีกฝ่ายเดินตามไปโดยไม่ถามความเห็นของเธอสักคำ

และไม่ได้หันกลับมามองว่าใบหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนเป็นสีแดงเพียงไร

โซจิเดินนำทางไปอย่างชำนาญ เขาพาฮิบาริเดินไปตามตรอกซอกซอย ลดเลี้ยวไปมาจนเด็กสาวอดที่จะคิดในใจไม่ได้ว่าเขาคงจะเข้ามาเดินเล่นในเมืองบ่อยเสียจนจำผังเมืองได้ขึ้นใจ

สักพักหนึ่ง นินจาหนุ่มก็พาฮิบาริมาถึงร้านอาหารอันเป็นจุดหมายปลายทาง เขาคลายมือของตัวเองออกจากข้อมือของฮิบาริ และเดินนำเข้าไปข้างใน

ภายในร้านราเมงนั้นเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก สมราคาคุยของโซจิ

“ชิราอิชิคุง”

หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านร้องเรียกเมื่อเธอหันมาเห็นร่างที่สูงโปร่งจนโดดเด่นกว่าผู้อื่นในร้านด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเข้ามาทักทายเขาอย่างคนคุ้นเคยกัน

ฮิบาริจ้องมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ ด้วยความสนใจ นึกในใจว่าเขาคงจะเป็น เจ้าประจำ จริง ๆ

“เจ้าอยากกินอะไร”

เด็กสาวที่กำลังให้ความสนใจกับบรรยากาศคึกคักภายในร้านหันไปมองยังคนถาม

“เอ่อ... เหมือนท่านก็แล้วกัน”

ฮิบาริตอบ เพราะเธอไม่เคยออกมารับประทานอาหารมื้อกลางวันข้างนอกสำนักเรอิจินมาก่อน และสมัยที่เธอยังอยู่กับครอบครัวนั้น ฐานะของพวกเธอยากจนมาก อาหารที่รับประทานเพื่อประทังชีวิตในแต่ละวันนั้นจึงได้มาจากเจ้าของที่นาผู้ใจบุญ หรือเป็นผลหมากรากไม้ที่ชินจิ ผู้เป็นบิดาของเธอไปหามาจากในป่า ฮิบาริจึงไม่รู้จักราเมงสักชนิด

ฝ่ายเจ้าของร้านพยักหน้ารับขณะที่จดจำรายการอาหารไว้ในศีรษะ ก่อนจะหันไปหาโซจิ

“ข้างในมีโต๊ะว่างอยู่แน่ะ ไปนั่งรอก่อน ประเดี๋ยวข้าจะยกราเมงไปให้”

ชายหนุ่มร่างสูงพยักหน้ารับ ก่อนจะคว้าข้อมือของเด็กสาวเพื่อให้เธอเดินไปด้วยกัน

“ท่านมาที่นี่บ่อยหรือ”

ฮิบาริถามคล้ายกับจะชวนคุย หลังจากที่เธอปล่อยให้เกิดความเงียบระหว่างตัวเองกับโซจิ ไม่มีอะไรทำมากไปกว่าการนั่งจ้องตากัน ทำให้เด็กสาวรู้สึกขัดเขินขึ้นมาเสียถนัด

คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพยักหน้ารับ

“พอสมควร”

เด็กสาวพยักหน้าบ้าง เธอพอจะเดาคำตอบได้อยู่หรอก เพราะหากเขาไม่มาทานราเมงที่นี่บ่อย หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านก็คงจะจำชื่อสกุลของเขาไม่ได้หรอก

และเพราะโซจิคงจะมาที่นี่บ่อย ชามราเมงของพวกเธอจึงได้มีปริมาณเนื้อมากกว่าลูกค้าคนอื่นเล็กน้อย

“อร่อยจัง”

ฮิบาริทำตาโตหลังจากที่ได้ลองชิมราเมงคำแรก ทำให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามยิ้มกริ่มคล้ายกับว่าคำชมนั้นเป็นของเขา ไม่ใช่ของคนปรุงอาหาร

เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาหลังจากที่ก้มลงไปทานบะหมี่เป็นคำที่สอง และกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำขอบคุณโซจิ หากเธอก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นร่างของคนคุ้นเคยที่ก้าวเข้ามาในร้าน

ยางิ โยชิโอะ...

เธอคงจะไม่นิ่งอึ้งไป หากว่าเขามาตามลำพังหรือมากับเพื่อนร่วมงาน

ดวงตาคู่โตของฮิบาริจับจ้องไปยังร่างผอมบางของหญิงสาวที่มีอายุมากกว่าเธอราวสามถึงสี่ปี ฮิบาริไม่มั่นใจนักว่าสีชมพูของชุดกิโมโนบนร่างของอีกฝ่ายนั้นเป็นสีของเนื้อผ้า...หรือสีของบรรยากาศอ่อนหวานที่อบอวลระหว่างคนทั้งคู่กันแน่

เด็กสาวเห็นโยชิโอะก้มลงไปพูดอะไรบางอย่างกับหญิงสาวด้วยนัยน์ตาอ่อนหวานอย่างที่เธอได้รับจากเขาอยู่เสมอ ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะหัวเราะ และยกมือน้อยขึ้นตีไหล่หนาของเขาด้วยท่าทีสนิทสนม

“เป็นอะไรไป ฮิบาริจัง”

เสียงเรียกของโซจิทำให้ฮิบาริรีบละสายตาจากภาพของคนทั้งสอง ก่อนจะส่งยิ้มให้นินจาหนุ่มเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้าของตัวเอง

“ไม่มีอะไรค่ะ เซ็นเซ”

เด็กสาวไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงไม่อยากให้โซจิเดาอารมณ์ของเธอได้ถูก ไม่อยากให้เขาคิดว่าเธอรู้สึกไม่ดีกับภาพที่เห็น ฮิบาริจึงรีบก้มหน้าก้มตาทานราเมงที่เหลืออยู่ในจาน

มันน่าแปลกนักที่แม้ว่าฮิบาริรู้สึกเสียใจและผิดหวังกับคำหลอกลวงของโยชิโอะ แต่เธอกลับไม่ร้อนรุ่มเหมือนอย่างเมื่อก่อน...

เมื่อครั้งยังเยาว์ ฮิบาริทั้งเป็นกังวลและกลัวว่าโยชิโอะจะไปติดพันผู้หญิงคนอื่นในขณะที่เธอต้องติดอยู่ในกรงทองอย่างสำนักเรอิจิน

เธอในตอนนั้นทั้งกระวนกระวาย หวั่นวิตกไปตามลำพังจนถึงขนาดหลบไปนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวอย่างกับคนบ้า

แต่ในตอนนี้ เธอกลับไม่มีแม้แต่น้ำตาสักหยด ไม่มีความคิดที่จะลุกขึ้นและเดินตรงไปถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างโยชิโอะกับผู้หญิงคนนั้น

ทำไมกัน...

ฮิบาริถามตัวเอง และหาคำตอบได้ว่า คงจะเป็นเพราะเธอเกรงใจโซจิ เด็กสาวจึงคิดว่าตัวเองไม่ควรทำให้คนอื่นรู้ว่าชินโซอย่างเธอกลับออกมาอยู่นอกโยชิวาระทั้งที่ไม่มีสิทธิ์

ทานไปได้สักพัก มือที่กำลังคีบตะเกียบอยู่นั้นก็ชะงักไปเมื่อได้ยินบทสนทนาจากโต๊ะใกล้เคียงดังขึ้น

“อ้าว วันนี้เจ้ายอมพามิกิจังมาด้วยหรือ”

เสียงของชายที่นั่งที่โต๊ะซึ่งโยชิโอะเดินพาผู้หญิงคนนั้นไปร้องทัก ก่อนจะเอ่ยกระเซ้า

“ปกติเจ้าไม่ค่อยจะพานางไปไหนมาไหนด้วยกันนี่นา”

“ข้าขอร้องเขาตั้งนานกว่าจะยอมพาข้ามาด้วย” หญิงสาวเป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้าง “ข้าไม่เคยเดินทางมาเอโดะมาก่อนเลยสักครั้ง”

ฮิบาริที่พยายามบอกกับตัวเองว่าให้เลิกเงี่ยหูฟังบทสนทนาที่อาจจะมีประโยคทิ่มแทงหัวใจหลุดออกมาเม้มปากเข้าหากันแน่น

เธอได้ยินเสียงโยชิโอะหัวเราะ ก่อนจะตอบเพื่อนของเขา

“ข้าหวงนี่นา”

หญิงสาวที่มากับโยชิโอะร้องอุทานเสียงแผ่วเบา ก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอ่อนหวานเหมือนใบหน้าด้วยความกระดาก

“โยชิโอะซัง พูดอะไรแบบนั้น!”

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อหัวเราะอีกครั้ง

“ของใคร...ใครก็รัก”

ลมหายใจของฮิบาริสะดุดไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น เธอรู้ว่าใบหน้าของตัวเองคงจะเหยเกไม่ใช่น้อย แต่ไม่รู้ว่าสีหน้าของเธอนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน

เด็กสาวลอบเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ภาวนาไม่ให้เขารู้สึกได้อากัปกิริยาที่ผิดปกติไปของเธอ

ฮิบาริไม่รู้ว่าทำไมจึงไม่อยากให้โซจิรู้เรื่องนี้ และไม่สามารถหาคำตอบให้แก่คำถามที่เกิดขึ้นในใจของตัวเองได้เช่นเดียวกัน

ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น นินจาหนุ่มก็เอ่ยขึ้นมา

“เขาคงคิดว่าเจ้าจะไม่มีวันรู้เรื่องนี้กระมัง”

คำพูดลอย ๆ ของโซจิทำให้ฮิบาริที่ก้มหน้ามองชามที่เหลือแต่น้ำซุปสีข้นรีบเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเพราะไม่นึกว่าเขาจะเห็นซามูไรหนุ่ม

“ตามกฏของโยชิวาระ เจ้าไม่มีสิทธิ์ก้าวออกมาจากที่นั่นไม่ใช่หรือ”

“ก็คงจะเป็นเช่นนั้น”

เด็กสาวบอกปัด อยากจะจบการสนทนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับโยชิโอะให้เร็วที่สุด

“ข้าไม่คิดเลยนะว่าเขาจะ...”

ชายหนุ่มพูดด้วยความแปลกใจ เนื่องจากทุกครั้งที่เขาได้เห็นซามูไรหนุ่มที่เรอิจิน อีกฝ่ายนั้นก็มักจะเรียกหาให้ฮิบาริไปนั่งข้าง ๆ เป็นเพื่อนคุยหรือรินเหล้าเท่านั้น ไม่สนใจสาวงามคนอื่นที่เพียรทอดสะพานให้ โซจิจึงหลงคิดอยู่หลายครั้งว่าโยชิโอะน่าจะมีใจให้ชิโรอิโชชินโซไม่ใช่น้อย

แต่พูดยังไม่ทันจบ คนตัวเล็กกว่าก็แทรกขึ้นมา

“เซ็นเซ ข้าไม่อยากพูดถึงเขา” ฮิบาริเอ่ยขึ้นมากลางปล้องด้วยเสียงที่แข็งขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งที่ในใจนั้นกลับมีคำถามเกี่ยวกับชายหญิงคู่นั้นมากมาย

ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร...

ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่เป็นเช่นไร...

และ... เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น...มีความหมายกับเขาหรือไม่

โซจินิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ และทำตามคำขอของเธอด้วยการหันไปสั่งราเมงอีกชามกับเจ้าของร้านที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการประกอบอาหารแทน

ดวงตากลมโตของฮิบาริไหววูบขณะที่เธอละสายตาจากโยชิโอะที่กำลังส่งยิ้มอ่อนหวานให้แก่หญิงสาวแปลกหน้า และหลุบตาลงมองมือที่สั่นระริกทั้งสองข้างของตัวเอง

“เซ็นเซ...”

เสียงเล็ก ๆ ที่พึมพำขึ้นมานั้นถูกบรรยากาศจอแจรอบข้างดังกลบจนหมด

“ข้าไม่เข้าใจเลย...”

ข้าไม่เข้าใจว่าในตอนนี้ตัวเองกำลังรู้สึกเช่นไรกันแน่...

ทั้ง ๆ ที่เธอเสียใจกับคำหวานแต่กลับเต็มไปด้วยความหลอกลวงที่เคยได้รับมาตลอดหลายปี แต่อีกใจหนึ่งนั้นกลับหวาดกลัว...

กลัวว่า เธอจะต้องเสียที่พึ่งพิงอย่างคนตรงหน้าไปอีกคน

“ท่านจะไม่ทอดทิ้งข้าไปอีกคนใช่ไหม” เด็กสาวถามเสียงสั่น

ดวงตาคู่คมของโซจิทอดมองฮิบาริ และเพราะอารมณ์สับสนของเธอ ทำให้เด็กสาวในตอนนี้ดูเปราะบางยิ่งกว่าปกติ

สีหน้าที่เหมือนเด็กน้อยผู้หลงทางทำให้นินจาหนุ่มปรับสีหน้าของตัวเอง และส่งยิ้มให้แก่เธอคล้ายกับจะปลอบประโลม

“ย่อมไม่มีวันนั้นอย่างแน่นอน”

เสียงที่เอ่ยตอบกลับไปนั้นหนักแน่น มั่นคง ไม่แตกต่างไปจากแววตาที่ทำให้ฮิบาริรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดเลยสักนิด






 


ตั้งแต่บทนี้ไป แม่ยกของโซจิเตรียมยกป้ายไฟได้เลยนะคะ

นินจาของเราเตรียมออกตัวแล้วค่ะ >w< (ความจริง.. พี่ท่านก็ออกตัวมาตั้งนานแล้วล่ะค่ะ ฮา)


อสิรยา
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

307 ความคิดเห็น

  1. #267 sweetrainbow (@sweet-season) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 มีนาคม 2557 / 19:16
    เชียร์โซจิเต็มที่ ><
    #267
    0
  2. #230 #MissisAmelia (@minikkworkart) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 / 12:11
    อย่างสยุก
    #230
    0
  3. #208 fameka (@famemona) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 เมษายน 2556 / 12:39
    นังยางิ
    #208
    0
  4. #184 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 เมษายน 2556 / 21:39
    กรี๊ดดดด! ต่อจากนี้เซ็นเซจะมีบทมากขึ้นแล้ว! กรี๊ดดดดดดดดดดด!!
    XD รักเซ็นเซค่า! //ชูป้ายไฟ
    #184
    0
  5. #138 :} yuya$ (@chinona-yuy) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มีนาคม 2556 / 12:04
    อ๊ายยย โซจิน่ารักกกกกก >//<
    #138
    0
  6. #136 Black Cloud (@diamon-n) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มีนาคม 2556 / 23:23
    โซจิ=พระเอก>>ใช่เปล่า
    #136
    0
  7. #130 He ! Ya (@peachoffires) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มีนาคม 2556 / 20:28
    อ๋าา อัพต่อเร็วๆนะเจ้าคะ 
    #130
    0
  8. #129 เกว (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มีนาคม 2556 / 18:09
    ไรเตอร์มาอัพบ่อยๆน้าาา ^^ สู้ๆ รีดเดอร์รออ่านอยู่ ไรเตอร์แต่งเก่งมาก สู้ๆค่าาา
    #129
    0
  9. #128 Sunday morning (@preyabobo) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มีนาคม 2556 / 10:28
    ค้าง! ค้าง! ค้าง!
    ทำไมถึงทำกับชั้นได้~
    นี่มันอะไร ยังไงกันแน่ล่ะเนี่ย
    โยชิโอะนายหลอกฮิบาริสุดน่าฮักของฉันรึ(อินเกิน 555)

    ## เทใจให้โซจิเซ็นเซย์ให้หมดเบยยย T^T
    #128
    0
  10. #127 iluminat (@iluminat) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มีนาคม 2556 / 09:52
    รู้สึกว่าชอบโซจิมากกขึ้นกว่าเดิมอีกอ่ะ รีบๆมาต่อนะคะ
    #127
    0
  11. #84 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มกราคม 2556 / 00:38
    อ๊ายยยยย ย>/////////////<
    #84
    0
  12. #62 นางมารร้าย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2555 / 23:07
    โซจิเอาจริง
    #62
    0
  13. #33 jib-john (@jib-john) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2555 / 15:10
     กรี๊ดดดด โซจิ ><
    #33
    0
  14. #32 littlebirds(วิหคน้อย) (@littlebirds) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 / 18:00
    มีฉากชวนคิดลึกค่ะ ไรเตอร์มีเซอร์ไพรจริงๆค่ะวันนี้อิอิ
    #32
    0