[OS/SF] Because i love u #อูซอบ

ตอนที่ 1 : Campfire

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 ต.ค. 61







         ท้องฟ้าในยามค่ำคืนก็ทอประกาย

         ด้วยเสียงร้องเพลงและเสียงหัวเราะของเรา


         พอค่อยๆมองถ่านที่กำลังคุอยู่ทีละนิด


         ความทรงจำของเราก็ยิ่งส่องประกาย



         “อ้าว… อูจิน ยังไม่นอนอีกหรอ?” ฮยองซอบที่เพิ่งไปเข้าห้องน้ำมา เอ่ยทักพัคอูจินที่กำลังนั่งผิงไฟอยู่หน้าเต็น ท์ทั้งๆที่อูจินหน้าจะนอนหลับสนิทไปแล้วแท้ๆ

         “ตื่นมาแล้วไม่เจอซอบเราเลยตกใจน่ะ คิดว่าซอบน่าจะออกไปเข้าห้องน้ำเลยมานั่งรอ” เพราะเขาและอูจินนอนอยู่เต็นท์เดียวกัน พออูจินตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอเขาเจ้าตัวคงจะตกใจไม่น้อยที่คนข้างกายหายไปกลางดึกแถมอยู่ในป่าในเขาแบบนี้อีก อูจินคงจะเป็นห่วงสินะ

         “อ่อ… งั้นไปนอนต่อเถอะ” ฮยองซอบทำท่าจะเดินเข้าเต็นท์แต่ก็ต้องชะงัก เพราะดันถูกพัคอูจินเรียกไว้ซะก่อน

         “ไม่มานั่งด้วยกันก่อนหรอ วันนี้พระจันทร์สวยนะ” เมื่อฮยองซอบเห็นอูจินเงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์เขาจึงลองมองขึ้นไปบ้าง และก็เป็นอย่างที่อูจินบอกจริงๆ ว่าวันนี้ดวงจันทร์ส่องแสงสว่างสวยงามกว่าทุกวัน

         คนตัวเล็กเดินเข้าไปนั่งข้างๆกับคนที่ชวนให้เขามานั่งด้วย ตอนแรกเขาก็ว่าจะไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งแล้วแต่พัคอูจินดันเอามือตบลงพื้นที่ข้างตัวแล้วมองมาที่เขาเป็นเชิงบังคับว่าต้องมานั่งตรงนี้นะเจ้ากระต่าย ฮยองซอบจึงต้องเดินไปนั่งข้างๆอูจินอย่างจำใจ

         ทั้งคู่นั่งอยู่ข้างกันเงียบๆโดยที่ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีก ไม่ใช่ว่าเขาสองคนอึดอัดต่อกัน แต่เป็นเพราะเขาทั้งคู่อยากซึบซับบรรยากาศดีๆนี้ไว้ต่างหาก

         เพราะทริปมาตั้งแคมป์กลางป่าเขาแบบนี้จะมีแค่ปีละครั้งเท่านั้น เนื่องจากตอนนี้ทุกคนก็ต่างมีภาระหน้าที่เป็นของตัวเอง ชีวิตมหาลัยนี่ไม่ใช่เล่นๆจริงๆ กว่าทุกคนจะหาเวลาว่างให้ตรงกันได้ก็เลื่อนไปเรื่อยๆจนกว่าจะสามารถมาได้ครบทุกคน ต่างจากมัธยมที่อยากมาตอนไหนก็มา จะโดดเรียนมายังได้เลย

         เพราะฉะนั้นอูจินกับฮยองซอบจึงพยายามเก็บบรรยากาศอันเงียบสงบในชนบทไว้ให้ได้มากที่สุดก่อนจะต้องกลับไปเจอกับสังคมความวุ่ยวายในเมือง

         ทั้งสองคนนั่งเงียบมาได้สักพัก ก็เป็นชายหนุ่มผิวแทนที่เป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบ พาให้คนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์

         “ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ ว่าเราจะคบกันมาได้ตั้ง5ปี” ฮยองซอบหันไปมองคนข้างกายที่อีกฝ่ายก็กำลังมองเขาอยู่เหมือนกัน วินาทีที่ได้สบตากันจังๆก็พาให้ใจดวงน้อยของทั้งคู่เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครหลบตากันเลย อาจเป็นเพราะไม่บ่อยนักที่เขาสองคนจะได้มองตากันได้นานขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าแต่ก่อนคนที่แค่ได้สบตากับเขาเพียงวิเดียวก็ต้องหลบตาไปเขินอย่างอูจินกลับจะกล้าสบตาเขาได้นานขนาดนี้

         และความหมายของคำว่า ‘คบ’ ของอูจิน ไม่ใช่คบแบบเพื่อนเหมือนเมื่อ5ปีก่อนที่เขาสองคนเป็น

         ใช่ ฮยองซอบกับอูจินคบกันแบบแฟนมาได้5ปีแล้ว ตั้งแต่ม.ปลายปี3 จนตอนนี้เขาสองคนจะเรียนจบมหาลัยกันอยู่แล้ว

         เขายังจำวันแรกที่เราสองคนเป็นแฟนกันได้อยู่เลย อูจินเป็นคนมาสารภาพกับเขาเองในห้องเรียนม.ปลายปีสุดท้ายของเราในตอนเลิกเรียน เจ้าตัวคิดว่าต่อไปนี้เราสองคนอาจจะต้องแยกกันไปคนละทางและอาจจะไม่ได้เจอกันอีก อูจินจึงตัดสินใจนัดเขาหลังเลิกเรียน ตอนนั้นคนอื่นๆกลับไปหมดแล้วในห้องจึงเหลือเพียงแค่เราสองคน และวันนั้นก็เป็นวันที่ฮยองซอบเสียจูบแรกไปให้กับพัคอูจิน…

         “อืม… 5ปีนี่ทำไมมันดูเร็วจัง เรายังรู้สึกเหมือนเมื่อวานอูจินเพิ่งมาสารภาพรักกับเราอยู่เลย” ฮยองซอบเขยิบตัวเข้าใกล้อูจินแล้วเอนหัวพิงไหล่ของคนตัวสูง อีกคนจึงยกมือขึ้นมาโอบคนตัวเล็กเอาไว้

         “ซอบจะรู้สึกแบบนั้นก็ไม่แปลก เพราะเมื่อวานเราเพิ่งบอกรักซอบไปเอง แต่จริงๆคือเราบอกทุกวันนั่นแหละ”

         “เราเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าไอเด็กหน้าตากวนตีนท้าต่อยแบบนั้นจะมีมุมหวานเลี่ยนแบบนี้ด้วย” เมื่อพูดจบทั้งคู่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแต่ก็ต้องรีบเบาเสียงลงเพราะลืมไปว่าเพื่อนคนอื่นๆกำลังนอนหลับฝันดีอยู่ในเต็นท์ใกล้ๆนี้

         “จริงๆเราก็เป็นคนหวานเลี่ยนแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะ ซอบนั่นแหละที่ไม่รู้”

         “หืม?” ประโยคเมื่อครู่ทำเอาฮยองซอบต้องเงยหน้ามองอีกคนด้วยความสงสัย ก็พอจะรู้อยู่หรอกนะว่าเมื่อก่อนพัคอูจินน่ะเจ้าชู้จะตาย แต่เปลี่ยนสาวควงไม่เว้นวันแบบนั้นจะไปมีมุมหวานกับใครด้วยหรอ นึกไปนึกมาก็แอบหึงนิดๆแหะ ใครกันนะที่ได้เห็นมุมหวานๆของพัคอูจินก่อนเขา

         “ก็เราน่ะชอบซอบมาตั้งแต่ ม.ต้น แล้ว ไอดอกไม้ จดไม้สีชมพู ขนมที่อยู่ในตู้ล็อกเกอร์ของซอบทุกวันก็ฝีมือเราทั้งนั้นแหละ” ข้อมูลใหม่ของพัคอูจินที่ฮยองซอบเพิ่งรู้ทำเอาเขาอึ้งไปไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าไอจดหมายข้อความชวนเลี่ยนนั่นจะเป็นฝีมือของคนเจ้าชู้ประจำโรงเรียน

         ไม่ต้องสงสัยว่าคบกันมาตั้ง5ปีทำไมเขาไม่รู้ เพราะเขาเองก็ไม่ได้เอะใจกับอะไรพวกนั้นเหมือนกัน เลยไม่ได้ถามอะไรอูจินไป ก็คิดว่าคงจะเป็นพวกเพื่อนๆที่ชอบแกล้ง เขาเลยเอาไปทิ้งหมดเลยยกเว้นขนม เพราะมีแต่ของโปรดเลยเสียดาย

         “นี่อูจินเป็นคนเลี่ยนๆแบบนี้มานานแล้วหรอ รู้ปะว่าข้อความในจดหมายอะอ่านกี่ครั้งก็ต้องเบะปาก”

         “ก็เราจีบใครไม่เก่งนี่หว่า ส่วนมากก็มีแต่คนเข้าหาก่อน ไอจดหมายพวกนั้นก็ให้จีฮุนเขียนนั่นแหละ จีฮุนมันบอกว่าใช้ได้เราก็ว่าใช้ได้”

         “ใช้ได้ที่ไหนกัน… อูจินน่ะโดนจีฮุนแกล้งแล้ว” หลังจากนั้นฮยองซอบก็ได้ยินเสียงอูจินพึมพำเบาๆเหมือนบ่นอะไรจีฮุนสักอย่าง

         เราสองคนนั่งคุยถึงเรื่องในสมัยตอนมัธยมไปเรื่อยๆจนเวลาล่วงเลยไปนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ทั้งคู่รู้แค่ว่าช่วงเวลานี้มันช่างมีความสุขเหลือเกิน เขารู้สึกว่าไม่อยากให้คืนนี้ผ่านไปเลย อยากอยู่ตรงนี้ตลอดไป แต่เวลามันไม่เคยรอใครอยู่แล้ว ยังไงค่ำคืนนี้ก็ต้องผ่านไป ดวงจันทร์สีเหลืองนวลที่เราสองคนนั่งมองมันก็ต้องตกลับขอบฟ้าหายไปและแทนที่ด้วยดวงอาทิตย์อยู่ดี

         อูจินคลายมือที่โอบไหล่ของฮยองซอบออกแล้วเปลี่ยนมาเป็นจับมือเล็กของอีกคนมาสอดประสานกันแล้วซุกไว้ในเสื้อโค้ทของตัวเอง

         ฮยองซอบเหม่อมองเข้าไปในกองไฟเบื้องหน้าที่กำลังทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่เราสองคน เปลวไฟข้างในยังคงลุกไหม้ และถ่านที่กำลังคุอยู่ในนั้นกำลังส่องสว่างเหมือนกับความทรงจำของเราในตอนนั้น ความทรงจำทั้งดีและร้ายไหลผ่านเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งตอนที่เราคบกันวันแรก เดทครั้งแรก รวมถึงตอนที่เราทะเลาะกันครั้งใหญ่ แต่นั่นก็ถือเป็นความทรงจำหนึ่งที่เขามีร่วมกับอูจิน ไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน ขอแค่มีอูจินอยู่ในนั้นฮยองซอบก็พร้อมจะเก็บมันเอาไว้เสมอ

         “นี่… ฮยองซอบ”

         “หืม?”

         “ถ้าเกิดเราดับไฟกองนี้ ซอบว่ามันจะมืดปะ?”

         “ถามไรของอูจินเนี้ย ก็แสงจากพระจันทร์ไง”

         “แล้วถ้าไม่มีแสงจากดวงจันทร์ มันจะมืดปะ”

         “ก็มีแสงจากดวงอาทิตย์”

         “ไม่ใช่สิ เราหมายถึงตอนกลางคืน ตอนกลางวันมีดวงอาทิตย์แล้ว แต่ถ้าเกิดตอนกลางคืนไม่มีดวงจันทร์ล่ะ?”

         “ก็ต้องมืดอยู่แล้วสิ ว่าแต่อูจินถามทำไมอะ”

         “ป้าว… เรากำลังจะบอกว่า ถ้าเกิดรอบตัวของซอบมันมืดไปหมด เราจะเป็นแสงสว่างให้ซอบเอง เราจะเป็นแสงนำทางให้ซอบ”

         “555เล่นอะไรเนี้ย พาเราเลี่ยนหรอห้ะอูจิน”

         “อือ… จีฮุนบอกให้ลองเล่นดู”

         “โดนแกล้งอีกแล้วรู้ตัวมั้ย555”  หลังจากนั้นก็มีประโยคด่าสาปส่งพัคจีฮุนออกมาเบาๆจากคนข้างๆ

         ถึงเมื่อกี้จะตกใจนิดหน่อยกับประโยคชวนเลี่ยนของอูจิน แต่ก็ต้องยอมรับละนะว่าพาใจเต้นไม่น้อย จีฮุนนี่ใช้ได้เหมือนกันแฮะ…

         “นี่อูจิน” จากที่เจ้าตัวกำลังด่าจีฮุนอยู่เบาๆก็ต้องหันมามองหน้าเขาแบบงงๆ คงกำลังเขินกับประโยคเลี่ยนของตัวเองอยู่สินะ จริงๆเมื่อกี้อยากจะเล่นกลับไปว่า ‘แต่อูจินผิวคล้ำขนาดนี้จะสว่างให้เราไหวหรอ’ แต่คิดอีกทีไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวหนุ่มปูซานคนนั้นจะเฟลเอา

         “ต่อให้แสงจากดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เปลวเพลิงในกองไฟจะส่องสว่างแค่ไหน ยังไงสิ่งที่สว่างพอจะส่องนำทางเราได้ก็มีแค่พัคอูจินคนนี้คนเดียวเท่านั้นแหละ” พอเขาพูดจบ อีกคนก็รีบหันหน้าหนีไปอีกทางทันที ฮยองซอบเองก็ไม่อยากเซ้าซี้ให้เจ้าตัวหันมาหาเท่าไหร่ เพราะหูของอูจินตอนนี้แดงมาก ขนาดในความมืดเขายังมองเห็นเลย ปล่อยให้อีกคนเขินไปก่อนแล้วกัน

         เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ เผลออีกทีดวงจันทร์ก็ตกไปอยู่ขอบฟ้านู่นแล้ว และบนท้องฟ้าก็กำลังจะแทนที่ด้วยแสงของดวงอาทิตย์

         แต่ยังไงซะความทรงจำดีๆของเราในวันนี้ก็จะไม่หายไปกับก้อนถ่านที่ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นขี้เถ้า และจะไม่หายลับขอบฟ้าไปกับแสงจันทราแน่นอน...

         แม้ว่าวันพรุ่งนี้แสงจันทราจะดับไปก็ตาม

         แต่ใจของเราก็ไม่ได้ดับมืดไปด้วยหรอกนะ

         คุณที่อยู่เคียงข้างผม ผมที่อยู่เคียงข้างคุณ

         ส่องประกายให้กันและกัน

         แคมป์ไฟของเรา♡
T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 Poonimlovelove (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 13:55
    ฮืออออ น่ารักกกก
    #1
    0