Fallin' 'n Love 'n PARIS กลร้าย เกี่ยวรัก ณ ปารีส

ตอนที่ 7 : บทที่ 5 สลักใจไว้บนลานรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 เม.ย. 61


บทที่ 5 สลักใจไว้บนลานรัก

โรงแรมเดอวิลล์ (Hotel de Ville) สถาปัตยกรรมเรอเนอซองส์แบบฝรั่งเศษ หรือที่เป็นที่รู้จักกันอีกในนามสถาปัตยกรรมของยุคฟื้นฟูวิทยาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสี่คน หากแต่ฉากส่วนหนึ่งถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังโรงเรือนสำหรับลานไอซ์สเก็ต แต่ถึงอย่างนั้น แสงสีเหลืองทองจากโคมไฟที่สาดส่องลงมายังตัวตึกในยามที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเสริมสร้างบรรยากาศได้ไม่แตกต่างไปจากเทพนิยาย โดยได้เครื่องเล่นม้าหมุนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลห่างจากพวกเขาทางฝั่งซ้ายมาช่วยสร้างสีสัน ในการระลึกนึกถึงครั้งเยาวัยอันแสนสวย ในกรณีที่พวกเขาเหล่านั้นเคยมี และหากว่าใครในที่นี้ไม่เคยมี นี่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะเก็บเกี่ยวมันเอาไว้สำหรับเติมเต็มส่วนหนึ่งของความทรงจำ

เสียงดนตรีจากม้าหมุนบรรเลงขึ้นเป็นสัญญาณเตือนว่าความสนุกหรรษากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เด็กๆ ที่นั่งอยู่บนนั้นต่างรู้สึกตื่นเต้นเมื่อม้าหมุนเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าเป็นวงกลม วนเวียนไปรอบแล้วรอบเล่า ตะวันมองดูเด็กเหล่านั้นหัวเราะสนุกสนานด้วยแววตาทอประกายอย่างรู้สึกสนุกร่วมไปกับพวกเขา เสียงเล็กๆ หลายเสียงที่หัวเราะอย่างสดใสพลางประกาศเรียกพ่อแม่ของตนเป็นภาพแห่งความสุขทำให้ตะวันอยากจะมีเวทมนตร์เพื่อหยุดวินาทีนั้นเอาไว้ชั่วนิรันดริ์

นอกจากนั้นแล้ว ภายในสายลมเย็นที่กำลังโอบล้อมเหล่าบรรดาผู้คนมากมายด้วยรัก คลอเคล้าไปกับกลิ่นถั่วอบคาราเมลหอมหวาน เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเสียงครวญครางจากกระเพาะของเด็กหนุ่มทั้งสามที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ผู้กำลังจะเติบโตเป็นชายหนุ่มภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไรอัน หนึ่งในสามหนุ่มไม่รีรอที่จะพุ่งตรงไปยังรถขายถั่วเคลือบคาราเมลที่อยู่ใกล้ๆ ในขณะที่เจคกำลังพินิจพิจารณาอย่างลังเลว่าเขาจะซื้อเครปดีไหม เพราะกลิ่นของมันก็ยั่วยวนไม่แพ้กัน

“ฉันกินเครปดีกว่า” เขาตัดสินใจได้ในที่สุด แล้วพุ่งตรงไปที่นั่น “ผมขอเครปน้ำตาลซินนาม่อนครับ”

“คุณอยากได้อะไรไหม” ฟลินน์หันมาทางตะวันที่กำลังมองแผงถั่วสลับไปมากับร้านขายเครป

“ฉันอยากได้เครปค่ะ ถึงจะกินอาหารมาอิ่มแล้วแต่ฉันคิดว่าฉันพลาดโอกาสนี้ไม่ได้เป็นอันขาด เครปอุ่นๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นๆ แบบนี้” เธอหลับตาพริ้มพลางยกมือขึ้นมากุมระหว่างอก ฟลินน์อดยิ้มกับภาพดังกล่าวไม่ได้

“คุณชอบรสอะไรครับ”

“ฉันชอบรสน้ำตาลซินนาม่อนค่ะ” ไม่ว่าเปล่าเธอก็วิ่งตรงไปที่นั่น ฟลินน์รีบจ้ำเท้าตามเธอไป

“ผมขอรสน้ำตาลซินนาม่อนสองที่ครับ” เขาสั่งก่อนที่หญิงสาวจะอ้าปาก

“คิดค่าเครปของผมรวมกับรายการของเขาได้ตามสบายเลยครับ” เจคบอกพนักงานขายหลังจากรับเครปมาหน้าตาเฉย จากนั้นก็หันมาสบตาฟลินน์ที่กำลังมองดูเขาหน้านิ่งจนเกือบจะดูเหมือนเขากำลังถลึงตาใส่เพื่อนรักเสียมากกว่า “อะไร”

“ฉันไม่น่าซื้อถั่วเลย หากรู้ว่าจะมีเจ้ามือเลี้ยงเครปมื้อนี้” ไรอันเดินมาสมทบท่าทางผิดหวัง จากนั้นก็ยื่นถุงถั่วมาทางตะวัน “อยากลองชิมไหมครับ อร่อยดีเหมือนกันนะ”

“ขอบคุณค่ะไรอัน” ตะวันหยิบมันมาอย่างไม่เกรงใจ ทุกคนหัวเราะเมื่อถั่วหนึ่งเมล็ดหลุดออกมาตอนที่เธอพยายามจะยัดพวกมันใส่ปากพร้อมกัน

“อาหารมื้อเย็นของพวกเราคงน้อยไปนะเนี่ย สงสัยหลังเล่นไอซ์สเก็ตเสร็จเราต้องไปกินต่ออีกรอบ” เจคเสนอ

“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” ไรอันหยิบถั่วเข้าปากก่อนคิดอะไรขึ้นได้ “นี่ฉันยังสั่งเครปทันการที่ฟลินน์จะจ่ายให้ไหมเนี่ย”

“ไม่ทันแล้ว” ฟลินน์รีบควักตังค์จ่ายก่อนที่เพื่อนจะถลุงเขาหมดตูด

“เสียใจด้วยนะเพื่อน” เจคหันมาตบไหล่ไรอันเหมือนกับเห็นใจ แต่เสียงหัวเราะที่ติดจะดังมากของเขากลับไม่ใช่

“คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายให้ฉันหรอกคะฟลินน์ ขอฉันจ่ายส่วนของฉันเองนะคะ” ตะวันพยายามล้วงเงินในกระเป๋าออกมา

“อย่าขัดใจมันเลยครับ เดี๋ยวคืนนี้มันจะนอนร้องไห้เอา” เจคแตะข้อมือเธอเบาๆ เป็นสัญญาณให้เธอเก็บเงินไว้ในกระเป๋าตามเดิม “เพราะมันกำลังจี...โอ้ย” ประโยคของเขาไม่อาจถูกเติมเต็มได้เพราะโดนศอกเพื่อนรักถองเข้าสุดแรงที่หน้าท้อง

“อยากจ่ายค่าเครปเองรึไง”

“เปล่าจ้ะเพื่อนรัก”

“ขอบคุณนะคะฟลินน์” ตะวันยิ้มให้เด็กหนุ่ม

“ด้วยความยินดีครับ”

“ผมบอกแล้วว่ามันกำลังจี...” เขาถูกมือของฟลินน์ปิดปากเข้าอีกรอบ

“เดี๋ยวกินเสร็จแล้วพวกเราไปต่อแถวซื้อตั๋วกันไหม ก่อนที่คนจะเยอะไปมากกว่านี้ เพราะดูเหมือนยิ่งดึก จำนวนคนที่มาเข้าแถวก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย” ไรอันเสนอ

“เราต่อไปกินไปก็ได้ ฉันสามารถกินเครปนี่ให้หมดได้ภายในหนึ่งนาที”

“แต่ใช่ว่าคนอื่นๆ จะกินได้เหมือนนายนะ” ฟลินน์ทักเสียงเรียบ นึกถึงหญิงสาวที่อยู่ใกล้ๆ

“ฉันสามารถจัดการกับอาหารได้ช้ากว่าเจคแค่สองนาทีค่ะ”

“ฮาๆ เห็นไหม พวกเรากินเครปเสร็จก็สามารถซื้อตั๋วได้ทันที” เจคหัวเราะชอบใจ ส่วนอีกสองหนุ่มกำลังตกใจเสียมากกว่า พวกเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ไหนยอมรับเรื่องแบบนี้ง่ายๆ เสียด้วยสิ

เมื่อทุกคนต่างเห็นด้วยกับความคิดของเจคแล้ว พวกเขาก็เดินไปต่อแถว พลางกินเครปไปเรื่อยๆ ไรอันและฟลินน์มองเห็นว่าสิ่งที่ตะวันพูดเป็นความจริง เธอสามารถกินเครปได้เร็วพอๆ กับเจค เพราะเธอตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่สนใจใครเลยจริงๆ ในขณะที่เจคและไรอันยังพูดมากไม่เสื่อมคลาย ส่วนฟลินน์นั้นปลีกตัวออกจากบทสนทนา เพราะเขาไม่อาจละสายตาจากตะวันได้เลย ไม่ว่าเธอจะทำอะไร สำหรับเขาแล้วมันดูน่าสนใจไปเสียหมด

ไม่นานนักเด็กหนุ่มทั้งสามและหนึ่งสาวก็เดินมาถึงเคาน์เตอร์ซื้อตั๋ว เนื่องจากว่ามีเคาน์เตอร์เปิดอยู่หลายช่อง พวกเขาจึงเข้าไปซื้อตั๋วได้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้ตั๋วและรองเท้าสเก็ตมาแล้ว พวกเขาก็ต้องไปต่อคิวเข้าห้องเปลี่ยนรองเท้า ซึ่งใช้ระยะเวลาไม่นานเท่าไรนัก

ไรอัน ฟลินน์และเจคสามารถเปลี่ยนรองเท้าได้โดยไม่ต้องนั่ง ทว่าตะวันนั้นไม่สามารถทำได้เหมือนอีกสามหนุ่ม เธอนั่งลงบนเก้าอี้พลางมองรองเท้าสเก็ตอย่างงุนงงเล็กน้อย มันทำให้เธอนึกถึงครั้งแรกที่เธอเพิ่งจะหัดเรียนผูกเชือกรองเท้า แท้จริงแล้วรองเท้าสเก็ตไม่น่าจะใส่ยากอะไร แต่เธอจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะยืนอยู่บนนั้นได้อย่างไร เพราะขนาดโรลเลอร์เบรดเธอยังเล่นไม่ได้ด้วยซ้ำ และนี่เธอตัดสินใจมาทำอะไรอยู่นะ

“คุณใส่รองเท้าไม่ได้หรือครับ” ไรอันถามขึ้น

“ก็ไม่เชิงค่ะ”

“เดี๋ยวให้ฟลินน์ช่วยละกัน”

“ทำไมนายไม่เหวี่ยงฉันออกนอกโลกไปเลยวะ” ฟลินน์หันมาบ่นเพราะเขาเกือบจะหยุดตัวเองไว้ไม่ได้ เขาไม่ได้โกรธที่โดนผลักใส แต่เขาเกือบจะเหยียบหญิงสาวตรงหน้าด้วยรองเท้าสเก็ตอยู่แล้ว  

“นายไม่อยากถูกเหวี่ยงออกนอกโลกหรอกฟลินน์ ช่วยคุณตะวันซะ”

ฟลินน์ย่อตัวลงนั่งบนเข่าพลางถอดรองเท้าออกให้ตะวันโดยไม่คิดอะไร หญิงสาวที่กำลังรู้สึกขำเด็กหนุ่มทั้งสองอยู่ถึงกับตั้งตัวไม่ติด ตะวันรู้สึกชาไปทั้งตัวตอนที่มือใหญ่สัมผัสกับข้อเท้าเล็กๆ ของเธอ มือเล็กถึงกับกุมม้านั่งเอาไว้แน่น ไม่อาจละสายตาไปจากเด็กหนุ่มเบื้องหน้าได้ ฟลินน์สวมรองเท้าสเก็ตให้เธออย่างระมัดระวัง จังหวะนั้นเองที่เสียงหัวเราะของเธอขาดหายไป เธอได้ยินเพียงเสียงอัตราการเต้นของหัวใจที่ถี่รัวมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเวลาที่มือของเขาสัมผัสถูกเชือกรองเท้าของเธอ ความรู้สึกนั่นก็ยังไม่จางหายไปเลย

เมื่อสวมรองเท้าให้ตะวันเสร็จฟลินน์ก็ลุกขึ้นยืนพลางส่งมือให้ตะวัน เพราะจังหวะนั้นเป็นช่วงที่ลานสเก็ตเปิดให้รอบของพวกเขาพอดี แต่ตะวันยังไม่ทันจะมีโอกาสได้วางมือของตนลงบนฝ่ามือของเด็กหนุ่มตรงหน้า เด็กหนุ่มอีกสองคน เจคและไรอันก็เอื้อมมือมาดึงมือเธอคนละข้างให้ลุกขึ้นแล้วพาเธอออกไปสู่ลานสเก็ตเสียแล้ว ปล่อยให้ฟลินน์ยื่นมือเกล้อไว้เบื้องหน้าตนอย่างรู้สึกมึนงงไม่หาย

ฟลินน์ตั้งสติได้หลังจากที่เจคและไรอันต่างลากตะวันไปจนเกือบจะถึงครึ่งลานสเก็ต ในขณะที่เขาลากสังขารให้เคลื่อนไปด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายแกมหมั่นไส้เพื่อนสองคนที่หัวเราะชอบใจอย่างสนุกสนานเฮฮา มันทำให้เขารู้สึกตะหงิดเหมือนถูกแกล้งชอบกล แต่ทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากมองไปรอบๆ ทว่าอดใจไม่ให้มองดูตะวันไม่ได้อยู่ดี เธอกำลังหัวเราะท่าทางสนุก ราวกับลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขาอยู่แถวนี้ด้วย เพราะเพื่อนทั้งสองของเขาคงจะทำให้เธอรู้สึกขำขันได้ตลอดเวลาจนไม่สามารถสรรหาอะไรมาแทนที่ความหรรษาที่พวกเขาสร้างขึ้นได้

ในทางกลับกัน สำหรับตะวันแล้วเธอเองก็รู้สึกสนุกดีกับการถูกลากไปรอบๆ โดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรสักอยากเพราะสองหนุ่มคอยระวังไม่เธอล้มและช่วยเหลือเธออยู่ตลอดเวลา หากแต่เธอยังคิดในใจว่าจะดีเสียกว่าหากเธอได้มีโอกาสเรียนรู้หลักการการเล่นไม่ใช่แค่โดนลากไปลากมาแบบนี้ และในขณะเดียวกันที่ตะวันกำลังคิดอยู่นั้น ไรอันและเจคก็เกิดความรู้สึกอยากเลิกแกล้งฟลินน์ขึ้นมาแล้วหันมาถามเธอว่าอยากทำอะไรเป็นพิเศษไหม จึงได้คำตอบจากหญิงสาวว่าเธออยากเล่นสเก็ตน้ำแข็งได้

“ผมสอนคนไม่ค่อยเก่งด้วยสิ สงสัยคุณต้องขอให้ฟลินน์ช่วยแล้วละ” เจคเอ่ยขึ้้น

“จากที่ดูคุณเล่นเก่งมากเลยนะคะ”

“อย่าให้หมอนี่สอนเลย เชื่อผมเถอะ ให้ฟลินน์สอนดีกว่า” ไรอันเสนอ ก่อนจะจูงมือตะวันไปหาฟลินน์ที่กำลังยืนเกาะอยู่ข้างขอบสนามราวกับเล่นสเก็ตไม่เป็น “คุณตะวันอยากรู้วิธีเล่น นายจะสอนรึเปล่า”

ฟลินน์ที่เคยยืนอย่างขี้เกียจรีบเหยียดหลังยืนตัวตรงด้วยท่าทางทะมัดทะแมงขึ้นมาทันตาเห็น เขากระพริบตาถี่รัว มือของเขายื่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วกว่าที่เขาจะตั้งตัวติดเสียอีก ตะวันไม่รู้ตัวว่ามือของเธอถูกส่งต่อให้ฟลินน์ไปตั้งแต่เมื่อไร เธอไม่รู้ตัวด้วยว่ารอยยิ้มอ้อยอิ่งปรากฏอยู่บนใบหน้าของเธอขณะทอดมองไปในดวงตาของฟลินน์ หญิงสาวเพิ่งตระหนักได้ว่าดวงตาคู่สีฟ้าของเด็กหนุ่มนั้นสวยงามมากขนาดไหน หน้าเธอร้อนผาวหากแต่เจ้าตัวไม่ได้พยายามหลบสายตาของเขาเสียทีเดียว

“รบกวนด้วยนะคะ”

“ผมมั่นใจว่าเขายินดีให้คุณรบกวนเป็นอย่างมาก ใช่งานเขาโดยไม่ต้องเกรงใจเลยนะครับคุณตะวัน”

ฟลินน์ไม่ใส่ใจเสียงของไรอันอีกต่อไป แววตาของเขาแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาสนใจคนตรงหน้ามากกว่า เขาสนใจรอยยิ้มของเธอที่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

“คุณหัดเล่นสเก็ตครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไรคะฟลินน์”

“ตอนผมอายุได้ห้าขวบ”

“คุณคงเล่นคล่องเลยทีเดียว”

“ในระดับหนึ่งครับ ไม่ถึงกับเก่งมาก” ฟลินน์จ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้ม เพิ่งรู้สึกได้ถึงความอุ่นแผ่ที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งมือของตน ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังเดินทางไปทั่วทั้งร่างกายของเขาเสียแล้ว “ไม่ต้องกลัวนะครับ” เขาไม่แน่ใจว่าประโยคนั้นถูกเอ่ยขึ้นเพื่อบอกตัวเขาเองรึเปล่า

“ค่ะฟลินน์” รอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงที่เปล่งชื่อเขาออกมาอย่างอ่อนหวานมีอนุภาพมากพอที่จะหยุดเวลาเอาไว้ได้จริงๆ ใช่ไหม ฟลินน์ไม่ค่อยแน่ใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ เช่นเดียวกับตะวัน ที่เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมร่างกายของเธอถึงถูกสูบฉีดไปด้วยอุณหภูมิความร้อน และในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกหนาวสั่นจนขนลุกไปทั้งตัว “อากาศเริ่มเย็นแล้วนะคะ”

“แต่ผมกลับรู้สึกร้อนไปทั้งตัวเลย” ฟลินน์พึมพำก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้าอย่างเชิญชวน “เห็นทีผมจะต้องเริ่มสอนคุณแล้วละ การขยับตัวจะทำให้ร่างกายคุณอุ่นขึ้น คุณถนัดให้ผมจับมือด้านไหนดีครับ”

“ตอนนี้ฉันไม่อยากเลือกเลยรู้ไหม ทั้งที่รับปากคุณไว้แล้วว่าจะไม่กลัว แต่ขาฉันสั่นไปหมดเลย” ตะวันถอนหายใจท้องไส้ปั่นป่วน กุมมือฟลินน์แน่นกว่าเดิม ขณะที่สายตาเธอก้มมองดูเท้าตัวเองตลอดเวลา 

“ถ้าคุณตะวันกลัว นายก็ไม่ต้องให้เธอเลือกแล้วจับมือเธอไว้ทั้งสองมือเลยสิวะ” เจควนเวียนผ่านมาตะโกนบอก

“หรือว่านายอยากจะให้พวกเราไปช่วย” ไรอันสมทบจากอีกฟากราวกับรู้ว่าฟลินน์และตะวันยังตกลงเรื่องอะไรกันไม่ได้

“ไม่ต้อง ขอบใจ” ฟลินน์ตัดบท กระชับมือทั้งสองของตะวันเอาไว้ เขาตวัดตามองเท้าหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธออีกครั้ง ดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของเขา “ยกขาข้างที่ถนัด แล้วค่อยๆ ก้าวมาข้างหน้าเลยครับ”

“เหมือนเดินปรกติใช่ไหมคะ”

“ก้ำกึ่งระหว่างเดินกับลากเท้า เมื่อเท้าที่คุณเลือกก้าวแตะถึงพื้น คุณก็ยกขาอีกข้างขึ้นแล้วปล่อยตัวให้สไลด์ไปข้างหน้า” แววตาของฟลินน์มุ่งมั่นขณะบอก แต่เขาคงจะมุ่งมั่นกว่านี้หากไม่ได้จ้องไปยังริมฝีปากของหญิงสาวที่เม้มแน่นเข้าหากันมากจนเกินไป เพราะมันทำให้เขาเองรู้สึกไขว้เขว ขาดสมาธิ

“มีอะไรคะฟลินน์ คุณขมวดคิ้วแน่นเลย”

“เปล่าครับ ผมแค่ใช้ความคิด” 

“ปรกตินายสอนเก่งมากเลยนี่หว่า วันนี้เป็นอะไรไปซะล่ะ” เจควนมาอีกรอบ

“อย่าแซวสิวะเจค เดี๋ยวมันก็ส่งสายตาพิฆาตรใส่นายหรอก อุ้ย นั่นไง เตือนยังไม่ทันไร ไหงฉันดันโดนลูกหลงด้วยวะเนี่ย” 

“พวกเขามีนิสัยชอบป่วนคุณแบบนี้เสมอเลยใช่ไหมคะ” ตะวันหัวเราะคิก ฟลินน์ตวัดสายตาอาฆาตรกลับมาที่ตะวัน “อุ้ย”

“ขอโทษครับ ผมเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน” เขาส่ายหัว “พวกนั้นทำให้ผมเสียสมาธิ”

“แน่ใจเหรอเพื่อน”

“ไอ้เจค” 

“เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว นายกำลังสอนคุณตะวันไปได้สวยเลย อย่าหงุดหงิดสิจ้ะ ฟลินน์” 

“พวกคุณทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายได้มากเลยค่ะเจค ไรอัน” ตะวันหัวเราะร่า ไม่รู้ตัวว่ากำลังก้าวขาไปข้างหน้าได้อย่างสบาย แม้ว่ามือของเธอจะยังไม่ได้ปล่อยจากฟลินน์ก็ตาม

“หรือไม่ก็เป็นเพราะฟลินน์ ที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้น” ไรอันขยิบตาใส่ทั้งฟลินน์และตะวัน 

“แน่นอนที่สุด เครดิตอีก 90% ต้องยกให้คุณนะคะ ฟลินน์” เมื่อเธอหันกลับมาสบตากับเด็กหนุ่มตรงหน้า การหายใจของเธอก็เกิดติดขัดขึ้นมาจนรู้สึกได้ถึงความต้องการความช่วยเหลือจากผองเพื่อนของเขาขึ้นมาอีกครั้ง เครดิตอีก 10% นั้นช่วยเปิดโอกาสให้หัวใจเธอได้เต้นแรงตามปรกติบ้าง แต่ดูเหมือนว่าผู้ช่วยจอมป่วนจะทิ้งเธอไว้ข้างหลังไปสักระยะแล้ว สมองของเธอจึงต้องเริ่มสั่งการอีกครั้ง “คุณช่วยสอน และประคอง ลงทุนเล่นสเก็ตถอยหลังขนาดนี้ ไม่สมกับที่พูดเอาไว้ว่า ‘ไม่ถึงกับเก่งมากเลยนะคะ’ สำหรับฉัน คุณเก่งเอาเรื่องเลย ถ้าเป็นฉัน ต้องเดินถอยหลังบนลานสเก็ตแบบนี้ สงสัยจะกลิ้งจากอีกฟากไปถึงอีกฟาก และไถลต่อไปจนครบทุกแปดทิศ หากไม่โดนเหยียบจนแบนติดพื้นน้ำแข็งไปเสียก่อน แต่ถ้าไม่มีพวกคุณ ฉันอาจจะยืนแข็งตายตั้งแต่ตรงทางเข้าแล้วก็เป็นได้ คงไม่กล้ามาไกลถึงกลางลานขนาดนี้ ฉันว่า...ฉันเริ่มพูดมากไปแล้วใช่ไหมคะ” 

“เปล่าเลยครับ” นัยน์ตาคู่สีฟ้าทอประกายระยับ แม้ว่าริมฝีปากของเขาจะคลี่ยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของตะวันถึงได้พองโตขนาดนี้ แม้แต่ฟลินน์เอง ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังดึงตะวันเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้นกว่าเดิม 

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ หมอนี่เป็นนักฟังที่ดี เขาสามารถฟังคุณต่อได้เป็นชั่วโมงเลย” เจควนกลับมา มีไรอันไสลท่ากระต่ายขาเดียวตามมาติดๆ 

“สำหรับคุณแล้ว เขาคงฟังได้เป็นสิบชั่ว...เอ้ย เฮ้ย” 

“เฮ้ยๆ ไรอัน นายหยุดตัวเองเอาไว้ให้ได้เลยนะเว้...”

ผลั๊ก ตุบ ฟุ๊บ หมับ

“ไรอัน นายออกไปจากตัวฉันเดียวนี้เลยนะ” เจคที่นอนกองอยู่บนพื้นโอดครวญ

“นายทำไมไม่ช่วยหยุดฉันวะ”

“แล้วนายเป็นบ้าอะไรไสลท่ากระต่ายขาเดียวพุ่งเข้ามาไม่ยอมหยุดเนี่ยฮ๊ะ”

“ก็ฉันอดใจไม่ให้เข้ามาร่วมวงสนทนาไม่ได้นี่หว่า แล้วฉันก็รีบด้วย กลัวจะได้รับข้อมูลสนทนาไม่ครบ” ไรอันลุกขึ้นปัดแข้งปัดขาแล้วหันมายิ้มกรุ่มกริ่มให้ฟลินน์ที่กำลังมองเขาตาเขม็ง ส่วนตะวันหัวเราะคิกคัก “แต่ผมคิดว่านะครับคุณตะวัน ผมจะย้ายไปเล่นฝั่งโน้นดีกว่า แล้วจะลากไอ้เจคไปด้วย” 

“เฮ้ย อะไรวะ” เจคที่เพิ่งจะลุกขึ้นโดนฉุดกระชากลากถูไปไกล ตะวันหัวเราะขำขันต่อไปได้อีกสักพักก็แทบจะหยุดไม่ทันเมื่อรู้ตัวว่าตนนั้นอยู่ในอ้อมกอดของฟลินน์ไปเรียบร้อยแล้ว กลิ่นหอมจากตัวเด็กหนุ่มที่ลอยมาเตะจมูกเธอสะกดเธอให้นิ่งไป ในขณะที่ฟลินน์พยายามพาเธอกลับเข้าข้างขอบลานสเก็ตอย่างระมัดระวัง

“พวกบ้านี่ ไม่รู้จักระมัดระวัง” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วขณะมองตามเพื่อนเจ้าปัญหาไปอย่างอาฆาต และเมื่อหันกลับมามองหน้าหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของตัวเองแล้ว ระบบสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายของเขาก็เริ่มที่จะทำงานหนักผิดปรกติมากขึ้นไปทุกที “คะ...คุณเจ็บรึเปล่า ตอนเจคถอยมาชน”

“ไม่ค่ะ ฟลินน์” ตะวันยิ้มบาง “เขาแค่เฉียดแขนฉันไปเท่านั้น ฉันรอดตัวมาได้เพราะคุณลากฉันมากอดเสีย...แน่นเลย” 

ฟลินน์รีบปล่อยตัวตะวัน แต่ไม่ลืมที่จะเลื่อนกลับมากุมมือเธอไว้อย่างว่องไว ก้มหน้ามองพื้นน้ำแข็งอยู่ครู่หนึ่ง หันไปมองเพื่อนของเขาเพียงแค่แวบเดียว และหันกลับมาสบตากับตะวัน ไม่อาจแน่ใจได้ว่าใบหน้าที่ร้อนผาวของเขาในตอนนี้ มันจะแดงด้วยรึเปล่า จะอะไรก็แล้วแต่ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอทำให้เขาต้องเรียกสติของตัวเองกลับมาให้ได้

“ไปต่อเลยไหมครับ”

“ก็ได้ค่ะ แต่ตอนนี้...คุณแค่กุมมือขวาฉันอย่างเดียวได้ไหมคะ ฉันอยากลองที่จะไม่ยึดติดกับคุณจนเกินไป” เมื่อเห็นว่าฟลินน์นิ่งไปตะวันก็รีบอธิบายต่อ “เผื่อมันจะช่วยให้ฉันเล่นได้ดีขึ้นบ้าง ด้วยตัวฉันเอง” 

“ก็ได้ครับ”  


_____________



หายไปนานมาก มาราทอนมาก จนเกือบลืมไปหมดแล้วว่าฟลินน์และตะวันควรรู้สึกยังไง ดีนะเมื่อเช้านี้พอจะบิ้วตัวเองได้ ตอนบิ้วฟินกว่านี้ ไม่รู้เขียนออกมาได้ครึ่งของความรู้สึกที่มีรึเปล่า เพราะเหมือนเขียนนิยายไม่เป็นไปเลยทีเดียว แต่ก็พยายามมากเลยค่ะที่จะกลับมา อยากกลับมาได้อย่างเต็มตัว อยากดำเนินเรื่องราวไปให้ถึงที่สุดจังเลย พี่นาตต้องอดทนและต่อสู้ต่อไปให้ได้ใช่ไหมคะ ขอบคุณน้องนันที่ติดตาม และหากใครหลงเข้ามาอีกก็ขอบคุณด้วยนะคะ 






นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #48 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 08:00
    น้องฟลินน์น่ารัก มุงม้ิง ส่วนอีกสองหน่อ ตลก 5555
    ช่วยเพื่อนได้เยอะเลย ><
    #48
    0
  2. #47 นัน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2557 / 18:24
    พี่เอาใจช่วยน้องฟลินน์เต็มที่ ><

    กล้าๆกว่านี้หนอยนะ55
    #47
    0
  3. #46 fene_sun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 23:19
    งื้อออ :3 เคยแต่ไปดูคนอื่นเล่น ไม่เคยกล้าเล่นเองเลย ฮ่าๆๆ
    #46
    0