Fallin' 'n Love 'n PARIS กลร้าย เกี่ยวรัก ณ ปารีส

ตอนที่ 6 : บทที่ 4 สานรัก ณ ริมน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ก.ย. 57


 

Fallin' 'n Love 'n Paris

กลร้าย เกี่ยวรัก ณ ปารีส

 

บทที่ 4 สานรัก ณ ริมน้ำ

ระหว่างรออาหาร ไรอันและเจคสามารถหยิบยกเรื่องทั่วไปมาเป็นหัวข้อสนทนาได้อย่างเปิดเผยเป็นธรรมชาติ ขณะที่ฟลินน์นั่งขลุกขลิกอยู่ไม่สุข รอจังหวะและโอกาสที่จะได้แทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนานั้น การรอคอยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนเขาเริ่มมองเห็นว่าตัวเองถูกดีดห่างออกไปมากขึ้นทุกที เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะนั่งนิ่งมองดูตะวันหัวเราะสนุกสนานร่วมไปกับเจคและไรอัน เขาไม่ได้รู้สึกอิจฉาเลยสักนิดเดียว ติดจะมีความสุขมากเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และเมื่อตะวันหันมาทางฟลินน์ ใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทำอะไรต่อไปไม่ถูกนอกจากยิ้มแหยๆ ตะวันไม่ได้มองเห็นว่ามันเป็นเรื่องลึกซึ้งขนาดนั้นที่ฟลินน์จ้องมาที่เธอ เธอคิดว่าฟลินน์แค่ตั้งใจฟังเพียงเท่านั้น เธอจึงหันไปทางเจคและไรอันเพื่อสานต่อสิ่งที่พูดค้างเอาไว้

ฟลินน์ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยพลางเตะเท้าเล่นกับพื้นเพื่อควบคุมสติ เขายังรู้สึกตกประหม่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่นานนักเขาก็นึกขึ้นได้ว่า แทนที่จะเสียเวลาไปเฉยๆ เขาน่าจะฝึกเรียกชื่อเธอให้ชัดเจนกว่าที่เคยเป็น ฟลินน์เลิกพยายามเป็นส่วนหนึ่งของวงสนทนาก่อนจะดิ่งสู่โลกส่วนตัว เขาโน้มตัวต่ำเล็กน้อยเอี้ยวตัวไปอีกข้างที่คิดว่าไม่มีใครสนใจ ซึ่งเป็นฝั่งติดผนัง

เด็กหนุ่มลังเลว่าเขาจะนั่งพูดกับผนังจริงๆ รึยังไงอยู่ชั่ววินาทีหนึ่ง และก็ตัดสินใจได้ว่าเขาไม่ควรรีรอ เขามีเวลาแค่สี่วันเพื่อจะฝึกเรียกชื่อเธอให้ชัด และมันต้องชัดเจนมากพอที่จะทำให้เธอยิ้มออกมาได้และรู้สึกภูมิใจในตัวเขา นั่นล่ะ...คือสิ่งที่ฟลินน์ต้องการ

ทาแวน ทะวัน ทาวัน...ทะ...”

นายบ่นอะไรงึมงำกับกำแพง หรือว่ารองเท้า” เสียเจคทักขึ้นอย่างไม่หยุดคิดสักนิดเลยว่าเพื่อนจะรู้สึกอายต่อหน้าสาว

ฉันคิดว่าเชือกรองเท้าฉันคงหลุด เลยก้มมองดู และบ่น...พึมพำ” เขาสบตากับตะวันหน้าร้อนผาว เธอยังยิ้มอยู่พลางเอียงหัวมองดูเขาด้วยแววตาอบอุ่นอ่อนโยน

แต่รองเท้านายไม่มีเชือกผูกไม่ใช่เหรอ” ไรอันที่นั่งอยู่ติดกับตะวันชะโงกหัวข้ามโต๊ะมา

ฉันแค่วิตกจริต” ฟลินน์พ่นลมออกจมูก ทุกคนที่ได้ฟังต่างพากันหัวเราะลั่น ยกเว้นตะวันที่ยังคงมองเขาด้วยรอยยิ้มอบอุ่นตามเคย เธอรู้สึกขำบทสนทนาโตตอบกระทันหันของฟลินน์ แต่ตระหนักว่าจะทำให้เด็กหนุ่มเขินอายหากเธอผู้ยังเป็นคนแปลกหน้าอยู่หัวเราะเขา

ก็แค่นั้น สารภาพมาแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้ว”

ขณะนั้นเอง ระหว่างที่ฟลินน์กำลังจะพ่นลมออกจมูกอีกครั้ง โชคดีที่อาหารถูกนำมาเสิร์ฟพอดี พวกเขาจึงมีเวลาพักกินอาหารกันสักพัก

หลังจากนี้พวกเราว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงมหาวิหารน็อทร์-ดาม ดูจากข้อมูลที่ฟลินน์สำรวจเอาไว้แล้ว ถ้าเราเดินตามเส้นทางที่กำหนด จะใช้ระยะเวลาในการเดินไม่มากนัก ระยะทางก็แค่หนึ่งกิโลครึ่ง แต่หากพวกเราชอบที่จะซอกแซกตามตึกรามบ้านช่องต่างๆ อาจจะใช้ระยะเวลานานในการเดินพอสมควร คุณสนใจไหมครับ” ไรอันถาม

ได้ค่ะ มหาวิหารน็อทร์-ดาม อยู่ในรายการของฉันด้วยเหมือนกัน แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ” ตะวันพยายามล้วงลงไปในกระเป๋า “ฉันอยากตรวจสอบดูว่ามีอะไรที่เราสามารถชมระหว่างทางไปได้บ้าง” เธอดึงแผนที่ออกมากางบนตัก

ก่อนที่เราจะข้ามไปที่มหาวิหาร มีร้านหนังสือมือสองเช็กสเปียร์แอนด์คอมพานีอยู่ พวกเราแวะไปที่นั่นกันได้หากคุณสนใจ” ฟลินน์เสนอโดยไม่ได้คิดอะไร แต่สิ่งที่เขาเสนอนั้นเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ตะวันกำลังจ้องอยู่บนแผนที่ หญิงสาวยิ้มให้แผนที่ คิดในใจว่าฟลินน์เป็นคนเขียนรายการที่เธอเก็บได้รึเปล่านะ เพราะว่าเขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เธอต้องการตามหา และสิ่งที่เธอจะตามหาก็อยู่ในกระดาษแผ่นนั้นด้วย ซึ่งเธอลืมมันเอาไว้ที่โรงแรม ไม่เช่นนันเธอคงจะถามเขาแล้วว่าเขาเป็นคนเขียนมันขึ้นมารึเปล่า ตะวันเงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้ฟลินน์ด้วยแววตาทอระยับ แววตาของเธอที่ทอดมองมาทำให้เด็กหนุ่มหายใจติดขัด

ผะ...ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่า คุณไม่อยากไปที่นั่นรึเปล่าครับ”

นั่นคือที่ๆ ฉันอยากจะไปค่ะฟลินน์ นี่เป็นแผนการที่ดีมากเลยค่ะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ยิ้มออกมาอย่างเริงร่า เจคและไรอันเตะเท้ากันและกันพลางเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างรู้กัน เสียงหัวเราะคิกคักของพวกเขาไม่ได้ทำให้คนอีกสองคนรู้สึกเหมือนถูกรบกวนเลยสักนิดเดียว เพราะดูเหมือนว่าฟลินน์กับตะวันจะมองเห็นในสิ่งเดียวกันในโลกที่มีแต่พวกเขาสองคนเท่านั้น

 

ระหว่างมุ่งหน้าไปยังร้านเช็กสเปียร์แอนด์คอมพานี เด็กหนุ่มทั้งสามและหญิงสาวก็เริ่มมอบความสนใจของให้กับสิ่งที่อยู่รอบตัวแตกต่างกันไป เพราะแต่ละคนในทริปต่างชอบการถ่ายรูปเป็นกิจลักษณะ พวกเขาจึงมุ่งหน้าไปยังสิ่งที่สนใจเหล่านั้นอย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่ได้หยุดอยู่นานจนเกินไป

เจครวบรวมภาพตึกรามบ้านช่องที่เขาสนใจเอาไว้จำนวนมากในกล้องดิจิตอลขนาดเล็กส่วนตัวของเขาที่พกติดมาต่างหาก ไรอันใช้กล้องจากมือถือบันทึกภาพตามมุมมองที่เขาโปรดปรานและพล่ามอะไรบางอย่างกับเจคไปตลอดทาง โดยไม่รบกวนตะวัน ผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพสิ่งต่างๆ ที่ยากต่อการระบุถึงความเป็นปารีสเสียส่วนใหญ่ แต่ใช่ว่าเธอจะไม่บันทึกอะไรที่เป็นปารีสเอาไว้เลย เธอแค่บันทึกสิ่งที่เธอชื่นชอบไว้มากกว่าเท่านั้น

ส่วนฟลินน์ โดยปรกติแล้วฟลินน์มักจะสนใจรวงร้านอาหารกาแฟ รวมไปจนถึงสถาปัตยกรรม เขาชอบเก็บรายละเอียดผ่านสายตา จดจำ หากแต่จะบันทึกภาพสิ่งเหล่านั้นไม่มากนัก เขาชอบประมวลผลต่างๆ ก่อนลงมือทำเสมอ สิ่งที่สมองของเขากลั่นกรองมาแล้วมักจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทว่าตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตนกำลังสูญเสียความสามารถนั้นไป เขาควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ในหลายภาพที่เขาถ่ายจะต้องมีตะวันอยู่ในนั้นด้วย ไม่ว่าจะถ่ายเพียงแค่รองเท้าของเธอ เสื้อของเธอ กระเป๋าของเธอ ปลายเส้นผมของเธอ มุมจากด้านหลัง ด้านข้าง ด้านหน้าตอนที่เธอหันมายิ้มให้เขาโดยไม่เอะใจว่าจะโดนแอบถ่ายหรือไม่ ตะวันไม่ได้คิดอะไรจริงๆ เธอเข้าใจผิดไปว่าฟลินน์คงแค่เก็บภาพรายละเอียดทั่วไปเหมือนกับคนอื่นๆ เพียงแค่เธออยู่ในเลนส์กล้องเท่านั้น แต่สำหรับฟลินน์แล้ว มันคือความตั้งใจ เขาต้องการให้มันเป็นแบบนั้น มีตะวันอยู่ในทุกภาพที่เขาบันทึก แม้จะแค่เศษเสี้ยวเดียวที่บ่งบอกว่าเป็นเธอก็ตาม

ความเพลิดเพลินทำให้เด็กหนุ่มทั้งสามและหญิงสาวลืมไปว่าเดินทางมาไกลเท่าไรแล้ว ถึงจะซอกแซกไปหลายที่อยู่สักหน่อย แต่ด้วยความที่ทุกคนมีความเป็นชาวลอนดอนอยู่เต็มตัว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องมีความสามารถในการเดินเร็ว พวกเขาจึงทำเวลาได้ดีพอสมควร สักพักพวกเขาก็เดินมาถึงร้านดังกล่าว

ว้าว” เสียงของเจคดังขึ้นเป็นคนแรก และคนอื่นๆ ก็มายืนอยู่ใกล้ๆ เขามองดูสิ่งเดียวกันที่อยู่เบื้องหน้าหลังจากที่แต่ละคนต่างมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไปตามความสนใจของตนมาได้สักระยะ

ร้านเช็กสเปียร์แอนด์คอมพานี เป็นร้านหนังสืออิสระที่ขายหนังสือเก่าหนังสือมือสองจำนวนมาก เมื่อทุกคนก้าวเดินเข้าไปด้านในก็เห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในตัวร้านราวกับถูกสร้างด้วยหนังสือเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นผนักที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือทุกซอกทุกมุม เมื่อเดินเข้าไปด้านในอีกหน่อยพวกเขาก็พอจะมองเห็นว่าสถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้สอยเหมือนบ้านปรกติทั่วไปมาก่อน เพราะบางสิ่งบางอย่างภายในตัวอาคารหลังนี้ยังได้รับรักษาเอาไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพียงแค่พื้นที่ๆ ควรจะว่างในบริเวณใกล้เคียงกลับถูกเติมเต็มไปด้วยหนังสือแทน อาทิเช่นบริเวณอ่างล้างหน้าเก่าๆ

บางซอกมุมมีโต๊ะเขียนหนังสือเก่าแทรกอยู่ บางซองมุมก็มีเตียงพร้อมผ้าคลุมโทนสีทึบใกล้เคียงกับสีสันภายในร้าน บางมุมก็มีม้านั่งขนาดเล็กให้เหล่าบรรดานักอ่านได้นั่งพักพิงพิจารณาหนังสือที่พวกเขาสนใจ

คุณชอบที่นี่รึเปล่า” ฟลินน์ฉวยโอกาสเดินตามหลังตะวันขึ้นมาชั้นบนหลังจากที่เจคกับไรอันปีนป่ายขึ้นไปนั่งอยู่บนเตียงที่แทรกอยู่ใต้ชั้นหนังสือด้านล่าง หญิงสาวที่ไม่รู้ตัวว่าถูกตามเพราะมัวแต่หลงใหลในสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ารีบหันกลับไปหาเด็กหนุ่มพลางยิ้มกว้างเป็นคำตอบพร้อมกับพยักหน้ารัว ฟลินน์ที่ไม่ทันระวังหรือตระหนักว่าหญิงสาวจะหยุดกระทันหันจึงพุ่งเข้าใส่เธอเต็มๆ “ผมขอโทษ”

เขารีบประคองร่างหญิงสาวเอาไว้เพื่อไม่ให้ทั้งเธอและเขาต้องเสียหลัก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขาสองคนชิดใกล้กันมากพอที่จมูกของตะวันจะสัมผัสแผ่นอกของฟลินน์ จากที่เคยมองอยู่่ห่างๆ ฟลินน์รู้ดีว่าหญิงสาวติดจะตัวเล็ก แต่เขาไม่เคยคิดว่าเธอจะตัวเล็กได้ขนาดนี้เวลาที่อยู่ในมือของเขา ไหล่ของเธอนั้นเล็กบางนิดเดียว หัวของเธอสูงแค่ในระดับคางของเขาเพียงเท่านั้น เด็กหนุ่มเผลอหลับตาลงสูดกลิ่นหอมจากเรือนผมที่แทรกเข้ามาแทนที่กลิ่นหนังสือภายในตัวห้อง แม้ว่าหัวใจของเขาจะเต้นเร็วและถี่รัว แต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมปล่อยมือออกจากตัวหญิงสาวที่กำลังเก็บซ่อนใบหน้าที่ร้อนผาวด้วยการจ้องไปที่พื้น

ไม่เป็นไรค่ะฟลินน์ ฉันไม่ทันระวังเอง” เธอพึมพำ เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงและผละตัวออกทันทีก่อนยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยโดยไม่สามารถมองหน้าหญิงสาวได้ตรงๆ

ผมต่างหากล่ะที่ไม่ระวัง ผมเกือบจะเหยียบคุณแบนติดพื้นอยู่แล้ว”

ฮ่าๆ จริงด้วย โชคดีนะที่คุณยังหยุดทัน” ตะวันหัวเราะออกมาเพราะเผลอจินตนาการตามคำพูดของฟลินน์ไป มันทำให้เธอขำจนแทบจะหยุดหัวเราะไม่ได้ “ไม่อย่างนั้นฉันคงเหมือนถูกอัดเป็นหนังสือไปแล้ว”

หากคุณเป็นหนังสือ ผมจะซื้อเป็นคนแรกเลย” เขาพลั้งปากออกมาเพราะตะวันทำให้เขารู้สึกสบายใจ และเมื่อนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปเด็กหนุ่มก็อ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ถูกอีกครั้ง

ฉันคงเป็นหนังสือที่น่าเบื่อ คุณไม่อยากอ่านหรอก” ตะวันแซวโดยไม่คิดติดใจอะไร และก็ไม่ได้คิดดูถูกตัวเองด้วย ทว่าเธอแค่มองเห็นว่าหนังสือภายในห้องนี้น่าสนใจเยอะกว่ามาก จากนั้นเธอก็เดินไปที่ห้องถัดไปด้วยท่าทางตื่นเต้น

ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ” ฟลินน์พึมพำพร้อมกับรอยยิ้มบางที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า มองตามร่างบางที่ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กเล็กเมื่อเธอเจออะไรบางอย่างเข้า และหนังสือเล่มนั้นก็แย่งความสนใจของเธอจากเขาไปหมดเลย แต่ไม่เป็นไร...เพราะขณะที่ตะวันพลิกกระดาษไปแต่ละหน้าอย่างระมัดระวัง เขาก็รู้สึกว่าเหมือนกำลังได้อ่านหนังสือเล่มที่เธอเป็นคนบอกว่ามันน่าเบื่ออย่างมีความสุข ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ฟลินน์อธิบายไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงมองเห็นเธอเป็นหนังสือที่น่าสนใจที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา

นายเจออะไรรึเปล่า” ไรอันตบไหล่เพื่อนที่กำลังยืนพิงกรอบประตู ฟลินน์สะดุ้งเฮือกหันมาถลึงตาใส่เขา จากนั้นสายตาของไรอันจึงตวัดไปเห็นตะวันที่กำลังนั่งเลือกหนังสืออยู่โดยมีเพื่อนของเขายืนรอ ไรอันเลิกคิ้วขึ้นสูงเชิงหยอกล้อ ไม่คิดว่าเพื่อนของเขาจะก้าวมาไกลได้ถึงขนาดนี้ “อ้อ ขอโทษที เดี๋ยวฉันไปรอข้างนอกนะ”

เมื่อครู่นี้ไรอันมาหรือคะ” ตะวันเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ

ครับ เขาบอกว่าจะออกไปรอข้างนอก”

พวกเขาคงเสร็จแล้วสินะ” หญิงสาวกล่าวแล้วลุกขึ้น “จะว่าไปแล้ว คุณยืนอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาเลยหรือคะฟลินน์ ฉันคิดว่าคุณจะไปเดินดูอะไรแถวๆ นี้”

คือ...พอดีว่า” ฟลินน์ยืนไม่ติด เขายกมือขึ้นกำท้ายทอยเลิกลักเห็นๆ “ผมกวาดตามองดูแล้ว ขอมองเผินๆ ดีกว่า พอดีผมยังไม่อยากได้อะไรไปเพิ่ม เพราะหนังสือที่ผมมีอยู่ที่บ้านและยังไม่ได้อ่านมีเยอะมาก”

เหมือนกันเลย ฉันเลยต้องตัดสินใจว่าจะเอาแค่เล่มเดียว เราลงไปข้างล่างกันเลยไหมคะ”

คุณจะซื้อหนังสือของจอร์จ ออเวลล์หรือครับ”

ค่ะ ฉันไม่เคยมีความสนใจหนังสือจำพวกนี้เป็นพิเศษ แค่อยากรู้ว่าอะไรทำให้เขาโด่งดังได้ขนาดนี้”

พวกเขาสองคนเดินลงไปชั้นล่าง ตะวันจ่ายตังค์ค่าหนังสือแล้วเดินออกจากร้านมาพร้อมฟลินน์ จังหวะนั้นเองที่เธอรู้สึกว่าโดนเจคแอบถ่ายรูป

คุณคงไม่ว่าอะไรนะ หากผมจะขอถ่ายรูปคุณเอาไว้”

ฉันรู้สึกว่านายถ่ายไปแล้ว และก็ไม่ได้ขอนะเจค”

ฉันก็รู้สึกเหมือนกันว่าคนบางคนก็ไม่ได้ขอนะไรอัน” เจคหันไปทางไรอัน

นั่นนะสิ”

พวกคุณหมายถึงอะไรคะ”

ก็ฟลินน์น่ะ เขาแอบ...” ฟลินน์กระโดดเข้าใส่เจคพลางยกมือขึ้นปิดปากเพื่อนเอาไว้

เขาแอบถ่ายรูปคุณน่ะ” ไรอันบอกแทน ฟลินน์แทบยกมือขึ้นกุมหน้า

ฉันคงไปขวางทางเขามากกว่า จะว่าฟลินน์แอบถ่ายคงไม่ได้” ตะวันเอ่ยติดตลก ฟลินน์หันมาสบตาเธอท่าทางประหลาดใจที่เธอไม่มีทีท่าติดใจอะไร “เราถ่ายรูปด้วยกันทั้งสี่คนได้นะ ไหนๆ ก็ได้รู้จักกันทั้งทีแล้ว”

เจคและไรอันต่างกระตือรือร้นเมื่อได้ยินแบบนั้น ฟลินน์ยืนกระพริบตาปริบๆ อย่างไม่รู้มาก่อนเลยว่าอะไรๆ มันจะง่ายขนาดนี้ ทำไมเพื่อนเขาถึงกล้าพูดกล้าแสดงมันออกมา ในขณะที่เขากลับวิตกกังวลเยอะแยะไปหมด

เมื่อถ่ายรูปเสร็จ พวกเขาก็เดินไปที่สะพานเพื่อข้ามไปยังมหาวิหารน็อทร์-ดาม เมื่อไปถึงที่นั่น หนุ่มๆ มีความจำเป็นต้องเก็บภาพอย่างจริงจังสำหรับจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาตั้งแต่แรก ตะวันจึงขอตัวไปหาที่นั่งอยู่เพียงลำพัง เพื่อที่เธอจะสามารถบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ผ่านมาได้อย่างสงบ

หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ แสงอาทิตย์ที่กำลังอ่อนแรงไล้ข้างแก้มเธอพร้อมให้ความอบอุ่น เธอหลับตาลงเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์จากสายลมอ่อนๆ ที่พัดมา ดื่มด่ำกับบรรยากาศชวนเคลิ้มฝันอยู่สักพัก จากนั้นก็หันไปมองดูเด็กหนุ่มทั้งสามคนที่กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างตั้งอกตั้งใจ ไรอันกำลังโพสท่าดูสุขุมแตกต่างจากที่เธอเคยเห็นในเวลาทั่วๆ ไป เจคกำลังออกคำสั่งกึ่งจริงจังปนทะเล้น ส่วนฟลินน์...ผู้ตอนนี้เป็นตากล้อง ดูไม่เหมือนแค่เด็กหนุ่มอีกต่อไป เขาดูเหมือนชายหนุ่มเสียมากกว่า เพราะท่าทางที่ติดจะเคร่งขรึม ไม่เหมือนเด็กหนุ่มขี้อายที่เคยยืนอยู่ตรงหน้าเธอเลย

ตะวันละสายตาจากเด็กหนุ่มทั้งสาม จากนั้นก็เริ่มจดบันทึกลงในสมุดเล่มเล็กๆ ของเธอ ตั้งแต่เริ่มการเดินทาง มาจนถึงตอนนี้ และเมื่อตะวันเขียนบันทึกมาจนถึงจุดๆ หนึ่ง เธอก็หันกลับไปมองดูเด็กหนุ่มทั้งสามคนอีกครั้ง ที่ตอนนี้ทำธุระของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไรอันและเจคโบกมือให้ตะวัน ขณะที่ฟลินน์ยืนมองดูเธอพลางยิ้มบาง แต่เธอรู้สึกได้ถึงความดีใจอะไรบางอย่างผ่านรอยยิ้มนั่น

เจค...ไรอัน...ฟลินน์” ตะวันคิดว่าเธอเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ก่อนที่เธอจะได้เจอกับพวกเขา เพียงแต่เธอไม่แน่ใจว่าเธอเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหน ตอนไหน หรือว่าเมื่อไร

อีกหน่อยมหาวิหารย์จะปิด พวกเราเข้าไปดูข้างในกันก่อนไหมครับ” เจคถาม

ก็ดีเหมือนกัน เอาสิ”

คงอาจจะเยอะหน่อย หากว่าพวกเราหลงกัน กลับมาเจอกันตรงนี้ตอนประมาณห้าโมงก็แล้วกันนะครับ” ไรอันบอก “เผื่อคุณอยากเดินสำรวจเพียงลำพัง บางทีการมีพวกเราอยู่ใกล้ๆ นานๆ อาจจะทำให้คุณเบื่อได้”

ไม่เบื่อเลยค่ะ สนุกดีอีกด้วย” ตะวันลืมเรื่องที่เธอเคยสงสัยไว้เมื่อก่อนหน้านี้ไปเสียสนิทตอนที่เดินเข้าไปด้านในมหาวิหาร เธอจึงไม่ได้ถามอะไรจากสามหนุ่ม

ระหว่างที่พวกเขาต่อแถวเข้าไปด้านใน ไรอันและเจคเดินนำไปก่อน เปิดโอกาสให้ฟลินน์ไปยืนอยู่หลังสุดโดยให้หญิงสาวเพียงหนึ่งในที่นี้อยู่ตรงกลางราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้คุ้มกันความปลอดภัยให้เธอ เมื่อเข้าไปถึงด้านใน เจคกับไรอันเดินต่อไปเรื่อยๆ หากแต่ตะวันรีบปลีกตัวออกมาจากแถวโดยไม่บอกกล่าวอะไร เพื่อเดินไปยืนอยู่ที่มุมใกล้ทางออกมหาวิหารโดยไม่ได้นึกถึงใครทั้งนั้น จนทำให้ฟลินน์ที่เผลอมองไปทางอื่นในจังหวะเดียวต้องคลาดกับเธอเพราะเขาไม่สามารถปลีกตัวเองออกจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังเบียดเสียดกัน พลางผลักดันเขาให้ไกลห่างเธอไปเรื่อยๆ ได้

ทางด้านตะวันที่เดินออกมาจากตรงนั้นได้แล้วเริ่มหายใจได้สะดวกมากขึ้น วินาทีนั้นเองที่เธอตระหนักได้ว่าฟลินน์กำลังมองตามเธออยู่ซึ่งทำให้เธอรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ลืมบอกเขา จึงส่งสัญญาณมือให้ฟลินน์รู้ว่าเธอจะยืนอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา เหตุผลที่เธอต้องรีบหนีมาแบบนั้น ไม่ได้มาจากความไม่สนใจอะไรเป็นพิเศษหรืออย่างไร แต่เป็นเพราะว่าเธอไม่สามารถอดทนต่อความวุ่นวายแออัดที่ทำให้เธอหายใจติดขัดได้ เธอจึงต้องรีบหาพื้นที่โล่งให้ตัวเองเพื่อที่จะดื่มด่ำบรรยากาศภายในตัวมหาวิหารเพียงลำพังในรูปแบบที่เธอจะสามารถทำได้

ถึงแม้ว่าตะวันจะไม่สามารถดื่มด่ำความอลังค์การของมหาวิหารไปจนสุดปลายทางของตัวโบสถ์ แต่เธอก็พอจะสามารถทอดมองดูความงามวิจิตรของสถาปัตยกรรมได้จากจุดที่ยืนอยู่ ขณะที่ตะวันกำลังทอดมองผู้คนมากมายอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น ก็มีชายร่างสูงชาวฝรั่งเศษเดินเข้ามายืนอยู่ข้างเธอ

คุณมาเที่ยวหรือ” ตะวันหันไปมองดูชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบต้นๆ ผู้มีโครงหน้าตอบเล็กน้อยแต่ไม่ได้ดูแย่จนเหมือนคนสุขภาพไม่ดี

ค่ะ” เธอยิ้ม “คุณมาเที่ยวเหมือนกันหรือคะ”

ผมเป็นคนที่นี่” เขาบอก หญิงสาวมองออกไปเบื้องหน้าโดยไม่ได้คิดอะไร “คุณเป็นคนญี่ปุ่นเหรอ หรือว่าคนไทย”

ฉันเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นไทยค่ะ คุณเก่งนะที่มองออก”

ผมคุ้นเคยน่ะ”

คุณเคยไปประเทศไทยหรือคะ”

เปล่า” เขาตอบ แล้วยังไม่เดินจากไปไหน ตะวันเริ่มมองหาฟลินน์ ไรอันและเจคว่าตอนนี้พวกเขาจะอยู่ที่ไหนแล้ว อยู่ดีๆ เธอก็รู้สึกอยากออกไปข้างนอก แต่บอกกับฟลินน์ไปแล้วว่าจะรออยู่ตรงนี้

เคยมีความคิดอยากไปบ้างรึเปล่า” เธอถามลอยๆ ชะเง้อคอมองไปเรื่อย

ผมไม่ไปหรอก เขาลือกันว่าผู้หญิงประเทศไทยต้องจ่าย อยู่ในฝรั่งเศษผมไม่จำเป็นต้องจ่ายอะไร”

...” หญิงสาวหันกลับไปมองเขาหน้านิ่งอย่างไม่่คิดจะหลบตา เธอรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่นไม่ให้เกียรติจากคนตรงหน้า เธออยากจะตักเตือนสั่งสอนเขา แต่เพราะความโกรธเธอจึงเอาแต่จ้องอย่างสงบ

คุณคงไม่รู้สินะว่าผู้หญิงที่คุณเผชิญหน้าอยู่นั้นมีราคาสูงมาก ถึงได้กล้าพูดออกมาแบบนี้” เสียงแข็งกระด้างของใครบางคนเรียกตะวันให้หันไปมอง “ซึ่งคุณอาจจะต้องจ่ายด้วยสิ่งที่คุณต้องทำงานทั้งชีวิตก็หามันมาซื้อเธอไม่ได้ และนั่นก็คือ ความเคารพอย่างมีเกียรติ์ ออกห่างไปจากเธอซะ อย่าให้ผมต้องเรียกใครมาช่วยจัดการเรื่องนี้เพราะผมเกรงว่าหมัดของผมมันอาจจะไม่อยากอยู่ในกระเป๋ากางเกงเฉยๆ อีกต่อไปได้ถ้าไม่เรียกพวกเขามา”

ชายร่างสูงชักสีหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ยินฟลินน์เอ่ยออกมาแบบนั้น แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะต่อปากต่อคำอีกต่อไปเพราะรู้สึกได้ถึงความโกรธอย่างรุนแรงภายใต้สีหน้าแน่นิ่งของเด็กหนุ่ม ที่สำคัญหมัดของเขามันก็ไม่ได้อยู่ในกระเป๋าอีกต่อไปแล้ว แต่เพิ่งถูกนำออกมาอย่างเตรียมพร้อมที่จะรุกได้ทุกเมื่อ เขาจึงต้องรีบหันหลังให้แต่โดยดีและเดินจากไป

หญิงสาวมองดูเด็กหนุ่มอย่างไร้ซึ่งคำพูด ความรู้สึกขอบคุณกำลังโอบกอดเธออยู่แต่ก็ไม่สามารถปริปากบอกเขาได้เนื่องจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันยังทำให้เธอช็อกอยู่เล็กน้อย

คุณเป็นอะไรไหม” ฟลินน์ทอดมองดูเธอด้วยแววตาอ่อนโยนและเห็นใจ เขายังหัวเสียไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่องของผู้ชายปากเสียที่มาทำให้ความสดใสจางหายไปจากใบหน้าของตะวัน จนความเกลียดชังที่มีต่อชายคนนั้นแทบจะฝั่งอยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว หากแต่มันไร้สาระเกินกว่าจะเก็บมาใส่ใจเพราะเขามองเห็นว่า หญิงสาวตรงหน้าต้องการความเอาใจใส่ดูแลเสียมากกว่า และเขาอยากเป็นคนมอบมันให้เธอ

ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มให้เด็กหนุ่ม “ถึงตอนนี้ฉันจะรู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางไปบ้าง แต่คุณทำให้มันดีขึ้นเยอะเลย”

คุณอยากออกไปสูดบรรยากาศด้านนอกรึเปล่า”

ก็ดีค่ะ”

ผมขอส่งข้อความหาไรอันกับเจคก่อนนะครับ แล้วเราค่อยไปเดินอยู่แถวริมน้ำกัน”

ได้ค่ะฟลินน์”

เด็กหนุ่มไม่ได้แสดงสีหน้าพึงพอใจออกมา ทว่าแท้จริงแล้วลึกๆ เขาไม่อาจหุบยิ้มได้เลยที่ได้ยินเสียงของเธอเรียกชื่อเขาอย่างชัดเจนและติดจะบ่อยครั้ง น่าละอายแก่ใจที่เขาไม่สามารถเรียกชื่อเธอให้ถูกต้องได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เดี๋ยวพวกเขาจะส่งข้อความหาผม แล้วเราจะกลับไปเจอกันที่จุดนัดพบ” ฟลินน์เงยหน้าขึ้นสบตากับตะวัน ที่ยังคงมองดูเขาอย่างอ่อนโยนเหมือนอย่างเคย

พวกเขาเดินออกจากโบสถ์มาในความเงียบ ทว่าภายในความเงียบนั้นไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดเลย มันคือความโล่งใจเสียมากกว่า ตะวันรู้สึกโล่งใจที่ฟลินน์อยู่ตรงนี้ เธอคงหัวเสียและหงุดหงิดเพราะความไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอแน่ๆ หากไม่มีเขามาช่วยไขข้อข้องใจนั้นแล้วว่า 'เธอไม่อาจคาดหวังให้ทุกคนบนโลกต้องเป็นมิตรกับเธอได้เสมอไป แต่บนโลกนี้ยังมีบุคคลที่เป็นมิตรกับเราหลงเหลืออยู่ ซึ่งเธอเองได้เจอกับผู้คนเหล่านั้นแล้ว' นั่นก็คือฟลินน์และเพื่อนของเขา

ส่วนฟลินน์ เขาแค่รู้สึกโล่งใจที่ได้อยู่ใกล้ๆ เธอ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันจังหวะที่เขาหายไปนั้นรบกวนใจเขาไม่น้อยเช่นกัน แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าเราไม่อาจจะหลบหลีกสิ่งร้ายๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม แต่เขาก็รู้สึกว่ามันน่ารำคาญอยู่ดีที่จะต้องถูกดูหมิ่นโดยเจ้าของประเทศที่พวกเขาเที่ยวอยู่ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบนั้นก็ตาม

นอกจากมาถ่ายแบบกับเพื่อนๆ แล้ว คุณมีเหตุผลอื่นที่อยากมาปารีสนี่ไหมคะฟลินน์” ตะวันเอ่ยขึ้นระหว่างที่พวกเขาเดินไปที่สะพาน

แม่แท้ๆ ของผมเป็นคนฝรั่งเศษ” ฟลินน์เอ่ยสีหน้าจริงจังไร้ซึ่งรอยยิ้ม “ท่านเกิดและโตที่ปารีสนี่ แต่พ่อไม่เคยพาผมมาที่นี่เลย เพราะมันทำให้ท่านรู้สึกเจ็บปวด”

ตะวันเกรงว่าเธอจะสะกิดโดนเรื่องที่เปราะบางเข้า เธอจึงทอดมองเขาด้วยแววตาห่วงใย ฟลินน์เองก็เหมือนจะได้รับข้อความในใจผ่านดวงตาของเธอ ทว่าตอนนี้เขาเริ่มลังเลว่าจะส่งมือให้ตะวันจับดีไหม เนื่องจากว่าพวกเขาเดินมาถึงทางลงบันไดที่จะนำพาพวกเข้าใกล้ริมน้ำให้ได้มากที่สุดแล้ว เขาต้องตัดสินใจ

ตะวัน”

คะ” หญิงสาวขานรับพลางยิ้มกว้าง เธอได้ยินเขาเรียกชื่อเธอชัดแจ๋วเลย

เผื่อคุณ...จะต้องการที่จับ” เด็กหนุ่มเอ่ยท่าทางเคอะเขิน

ขอบคุณค่ะฟลินน์” แม้ว่าเธอจะเพิ่งมองเห็นราวบันได แต่ก็ยินยอมวางมือของตนไว้บนมือเด็กหนุ่มอยู่ดี เธอรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่าง ตอนที่มือใหญ่นั้นห่อหุ้มมือเธอเอาไว้ ตะวันมองดูมือเด็กหนุ่มพลางตกอยู่ในห้วงความคิดและนิ่งไปชั่วขณะ ฟลินน์กำลังมองดูท่าทางของหญิงสาวด้วยความรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน และเมื่อนิ้วมือของเธอขยับเล็กน้อยเพื่อกุมเขาตอบ เขาก็เห็นว่ามีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเธอ ก่อนเจ้าตัวจะหันหน้าไปมองทาง

ฟลินน์ยิ้มกว้าง ตวัดสายตาไปยังแม่น้ำอย่างไม่นึกสงสัยอีกต่อไปแล้วว่าทำไมพ่อของเขาถึงตกหลุมรักแม่ที่นี่ บางอาจจะไม่ใช่สถานที่เสียทีเดียวที่เป็นสิ่งจูงใจ แต่เป็นบุคคลที่เขาได้ใช่ชีวิตร่วมในเวลานั้นต่างหาก เด็กหนุ่มคิดว่า...ตนกำลังตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้

แม่คุณคงเป็นคนสวยมากแน่ๆ เลย” ตะวันเอ่ยขณะทอดมองไปยังแม่น้ำท่าทางสงบ “และเธอก็คงเป็นผู้หญิงที่อบอุ่น อาจจะยังไม่เคยมีใครบอกคุณ หรืออาจจะมีไปบ้างแล้ว แต่คุณเป็นเด็กหนุ่มที่น่ารักและอบอุ่นมากนะคะฟลินน์”

อันนี้ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แม่ผมดูเปรี้ยวพอตัวเลยจากที่ผมเห็นในรูป” ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ตะวันขณะพูด เขาเขินที่ได้รับคำชมจากเธอ หญิงสาวดูจริงจังและไม่ได้หันกลับมาสบตาเขาหากแต่เธอเหมือนกำลังครุ่นคิดเสียมากกว่า “ท่านเป็นคนอย่างไรนั้น ผมไม่รู้หรอก เพราะพ่อผมไม่เคยพูดถึงมัน แต่ผมมีแม่เลี้ยงที่อบอุ่นและใจดีมาก ส่วนหนึ่งผมคงจะสืบทอดมาจากท่าน”

ฉันไม่ได้อยากมาปารีสเท่าไรนักในตอนแรก ฉันอยากกลับไปเยอรมันเพื่อหาแม่ของฉันมากกว่า แต่เป็นเพราะว่าฉันเคยมีความคิดอยากจะมาที่นี่สักครั้งหนึ่งในชีวิต เลยตัดสินใจมา คุณแม่เป็นห่วงฉันมากที่ได้ยินว่าฉันเดินทางคนเดียว ถึงแม้ว่าฉันจะอายุยี่สิบสามแล้วก็ตาม” ตะวันหัวเราะเบาๆ “ฉันเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้กลับไปหาท่าน เราไม่ได้เจอกันมาเป็นปีแล้ว แต่ฉันกลับมาเล่นสนุกอยู่ในประเทศข้างเคียงนี่”

แม่ของคุณอยู่ที่เยอรมันหรือครับ ผมคิดว่าท่านอยู่เมืองไทย” ฟลินน์เลิกคิ้วสูง “ขอโทษที่ผมซอกแซกไปหน่อย พอดีผมได้ยินคุณบอกตาบ้านั่นว่าคุณเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นไทย”

แม่เป็นคนญี่ปุ่น พ่อแท้ๆ ของฉันเป็นคนไทยค่ะ คุณแม่แต่งงานใหม่กับชาวเยอรมันตอนฉันอายุสิบห้า ตอนนั้นพ่อของฉันเพิ่งจะเสีย และชาวเยอรมันที่แม่แต่งงานด้วยก็เป็นเพื่อนของพ่อด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็เลยย้ายมาที่นั่น เมื่อปี 2011ฉันจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ลอนดอน เพื่อเลือกชีวิตใหม่ให้ตัวเอง”

คุณชอบชีวิตใหม่ของคุณไหม ที่ลอนดอนนะ” ฟลินน์ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังดีใจเรื่องอะไร ทั้งที่สิ่งที่เขาได้รับฟังเกี่ยวกับเธอมันติดจะเป็นเรื่องเศร้าเสียด้วยซ้ำ

ฉันชอบค่ะ” เธอยิ้มกว้าง “คุณละคะฟลินน์ ชอบที่ไหนมากกว่ากัน ฝรั่งเศษหรือว่าลอนดอน”

ผมคิดว่าลอนดอนเหมาะสำหรับผมมากกว่า”

คุณอายุเท่าไรแล้วคะฟลินน์” ตะวันเอ่ยขึ้น ฟลินน์หันไปสบตาเธอ ดวงตาสีน้ำตาลของเธอ สดใสราวกับดวงตาของลูกกวาง มันทำให้เขาขาดการควบคุม “สิบแปดรึเปล่า”

ครับ ผมอายุสิบแปด” เธอเงียบไปสักพัก “ผมอยากให้คุณอยู่ที่ลอนดอนต่อไป”

ฉันก็อยากทำแบบนั้นค่ะ”

ไรอันส่งข้อความมาแล้ว พวกเราคงต้องไปแล้วละครับ”

ขอบคุณนะคะ ที่พาฉันมาที่นี่” ตะวันยิ้มให้เด็กหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะเดินขึ้นบันไดนำหน้าเขาไป ฟลินน์เดินตามเธอไปติดๆ แต่ไม่มีโอกาสที่จะบอกให้เธอรับรู้ว่าเขายินดีขนาดไหนที่เธอชื่นชอบมัน พวกเขาสองคนเดินตรงเข้าไปหาไรอันและเจคที่ยืนถ่ายรูปเล่นรออยู่ท่าทางสบายๆ

แวะหาอะไรกินก่อนไปที่โรงแรมเดอวิลล์ก่อนดีไหม” เจคพูดขึ้น

พวกเราว่าจะไปที่โรงแรมเดอวิลล์กัน ที่นั่นมีลานสเก็ตน้ำแข็งเปิดขึ้นอยู่ ก็เลยจะไปเล่นกันสักสองสามรอบ ไปด้วยกันไหมครับ เดี๋ยวเลิกแล้วผมจะให้ฟลินน์พาคุณไปส่งที่ๆ คุณพัก” ไรอันหันมาตะวัน

ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ แต่พวกคุณไม่เบื่อแน่นะหากฉันจะติดสอยห้อยตามพวกคุณอยู่เรื่อยๆ แบบนี้ ฉันรู้สึกสนุกมากเสียด้วยสิ”

ไม่อย่างแน่นอน” เจคพูดขึ้น “พวกเราก็สนุกมากที่มีคุณอยู่ด้วย โดยเฉพาะใครบางคนที่มีโอกาสได้อยู่กับคุณมากกว่าใครทั้งสิ้น”

หุบปากไปเลยนะ” ฟลินน์เตะเท้าเจคไปหนึ่งหน ตะวันมองภาพดังกล่าวขำๆ แล้วหันไปหัวเราะร่วมกับไรอันที่ยืนยักไหล่ทำนองที่จะบอกเป็นนัยว่า 'พวกเขาก็เป็นอย่างนี้นั่นละ'

 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #44 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 06:39
    ตาลุงนี่เดี๋ยวเหอะ กล้ามาทำบรรยากาศเสีย 
    แต่เพราะลุงฟลินน์เลยได้แสดงความแมนเต็มร้อยยของน้อง แอร๊ย พี่จะสลบคาจอคอม
    นี่เปิดอ่านจากคอมเลย ในมือถือมันไม่ได้อารมณ์เท่า5555
    #44
    0
  2. #43 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2557 / 20:01
    ขอบคุณสำหรับนิยายนะคะที่รัก
    สดชื่นจัง บรรยากาศอบอุ่นหวานๆ แบบนี้ทำให้มีความสุขมากเลยอะ
    อยากบอกอีกล้านรอบว่า เรื่องนี้น่าร๊ากกกกกกมากกกก
    รักเด็กๆ พวกนี้จัง 555

    #43
    0
  3. #42 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2557 / 17:20
    คือแค่นี้ร่างกายก็หลังสารเอ็นโดรฟินอะ โคตรมีความสุข >_<
    บรรยากาศฟุ้งตลบอบอวลด้วยความอบอุ่นอ่อนหวาน
    ีัรักเธอออออ
    #42
    0
  4. #41 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กันยายน 2557 / 15:41
    โอ้ยยย น่ารักกอะ บรรยากาศฟุ้งมากเลย 555
    ต ายๆ เขินๆ เขินแทนฟลินน์ อ้าว 555
    #41
    0