Fallin' 'n Love 'n PARIS กลร้าย เกี่ยวรัก ณ ปารีส

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 ความคลาดเคลื่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ก.ย. 57



Fallin' 'n Love 'n Paris

กลร้าย เกี่ยวรัก ณ ปารีส



 

 

 

บทที่ 2 ความคลาดเคลื่อน

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.. 2012

วันสุดท้ายก่อนเดินทาง พอเลิกงานปุ๊บฉันก็รีบสั่งคอฟฟี่แฟรบปูชิโน่แก้วใหญ่พิเศษวิปครีมอย่างไม่อั้นเพื่อดื่มต่างยาชูกำลัง พอได้เครื่องดื่มก็บอกลาเพื่อนร่วมงานแล้ววิ่งออกมาจากร้านอย่างเร่งรีบ รีบกระโดดขึ้นไปบนรถบัสสาย 38 ที่มาจอดเทียบท่าอยู่ไม่ห่างจากที่ทำงานฉันพอดี และฉันก็ต้องไปลงที่สถานีย์ทอตแนมคอร์ทโรด (Tottenham Court Road) จากนั้นก็เดินย้อนศรจากฝั่งที่ลงไปตามถนนอ็อกฟอร์ดสตรีท แล้วข้ามถนนเส้นที่ตัดผ่านไปยืนรอรถบัสหมายเลข 73, 10, 390 อันไหนก็ได้ที่จะพาฉันไปถึงเซนต์แพนครัส (St. Pancras)ให้เร็วที่สุด แท้จริงแล้ว...พรุ่งนี้เช้าฉันก็ต้องมาขึ้นรถไฟยูโรสตาร์ไปปารีสจากเซนต์แพนครัสอยู่แล้ว แต่วันนี้ฉันมีความจำเป็นต้องไปที่นั่นก่อนเพื่อซื้อตั๋วรถไฟเมโทรสำหรับการเดินทางสามวันในปารีส

ขณะที่รอ รถบัสสาย 10เดินทางใกล้ฉันเข้ามาเรื่อยๆ ฉันมองขึ้นไปยังชั้นบนเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังลุกขึ้นจากที่นั่งของเธอตรงฝั่งที่ติดทางเดิน ฉันคิดว่าเธอลุกขึ้นเพื่อให้คนด้านในออก แต่ก็ตั้งใจภาวนาให้เธอลงจากรถด้วยเหมือนกัน

สาธุๆ จงลง จงลงจากรถเถอะฉันยกมือขึ้นมาประสานกันไว้อย่างใจจดใจจ่อและรอลุ้น และเมื่อเธอลุกขึ้นฉันก็ยิ้มออกอย่างดีใจจนเผลอกระโดดเล็กน้อย ทำให้คอฟฟี่แฟรบปูชิโน่ที่ยังเหลืออยู่ในมือเกือบจะหกเละเทะ ฉันรีบดึงกระดาษทิชชู่ในกระเป๋าออกมาเช็ดขอบแก้ว สายตาเหลือบไปเห็นคนขับรถบัสสาย 10 กำลังอมยิ้มมองดูฉันท่าทางขำขัน ฉันอดยิ้มออกมาอย่างเขินอายไม่ได้ ฉันกล่าวทักทายเขาเมื่อบานประตูเปิดออกแล้วไม่รีรอที่จะกระโดดขึ้นไปบนนั้นพร้อมแนบบัตรออยสเตอร์ (Oyster) กับที่แตะบัตร ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปยังชั้นสอง มุ่งตรงไปยังที่นั่งด้านหน้าว่างที่ก่อนหน้านี้ฉันแทบจะใช้มนตร์ดำร่ายใส่เพื่อให้มันว่างสำหรับฉัน ฉันนั่งลงบนที่ดังกล่าวอย่างสุขใจ หน้ายังร้อนผาวด้วยความเขินปฏิกิริยาน่าอายที่ควบคุมไม่ได้ของตัวเองเมื่อก่อนหน้านี้ ฉันส่ายหน้ารัวสองสามทีเพื่อเรียกสมาธิกลับคืนมาแล้วดูดเครื่องดื่มในแก้วอย่างผ่อนคลายมากขึ้น

ฉันเปิดกระเป๋าดึงสมุดเล่มเล็กที่ฉันเพิ่งซื้อมาสำหรับจดบันทึกเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในปารีสออกมาแล้วเริ่มบันทึกรายละเอียดและรายการที่ฉันต้องทำลงบนนั้น และจัดการลงบันทึกประจำวันต่อ ก่อนจะมองออกไปเบื้องหน้าเพื่อปลดปล่อยความคิดอันว้าวุ่นที่ก่อตัวขึ้นภายในระยะเวลาหลายๆ วันที่ผ่านมานี้ให้หลุดลอยไปกับตึกและอาคารต่างๆ ของเมืองลอนดอน

เรามาวางแผนกัน ว่าวันแรกที่เดินทางไปถึงใครจะเป็นแบบที่สะพานพอนท์เดสอาร์ทน้ำสียงกระตือรือร้นที่น่าจะเป็นเสียงของเด็กหนุ่มพูดคุยจากด้านหลัง ฉันไม่ได้อยากจะแอบฟังหรือตั้งใจฟังบทสนทนาของพวกเขาหรอกนะแต่หูดันได้ยินเข้า

ไรอันเสียงหนึ่งตอบขึ้นมา ฉันฟังโทนเสียงการพูดจาที่ติดจะราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนไม่ใส่ใจแต่แท้จริงแล้วบ่งบอกชัดเจนว่าตรงกันข้ามของเขาแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้

เฮ้ย ทำไมต้องเป็นฉันวะเสียงของเด็กหนุ่มที่เปิดบทสนทนาคนแรกกำลังประท้วง เขาคงเป็นเจ้าของชื่อไรอัน

นายไม่รู้หรือไง ว่านายคือเป้าหมายแรกที่ฟลินน์อยากจะจัดการเมื่อไปถึงปารีสน้ำเสียงสดใสของอีกคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะ

ปารีสหรือฉันพึมพำกับตัวเองมองออกไปด้านหน้า รถของเรากำลังจะเลี้ยวเข้าสถานียูสตัน (Euston)

ไม่เอาน่าฟลินน์ นายก็รู้ว่าฉันไม่มีเจตนาจะทำให้นายต้องหากระดาษแผ่นนั้นไม่เจอเสียงของไรอันพูดออกมาอย่างตัดพ้อและฉันก็ไม่ได้อยากจะล้อเรื่องนายกับแจนบ่อยๆ นักหรอกนะ แต่ว่านายมันน่ารักน่าชังจนฉันอดไม่ได้

หยุดพูดเหมือนกับว่าฉันมีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนผู้หญิงได้แล้วน่า ฉันไม่ได้เลือกนายเป็นแบบเพราะแค้นเรื่องนั้นสักหน่อยเสียงของเด็กหนุ่มที่บ่งบอกว่าเขาสนุกสนานและทะเล้นน้อยที่สุดชื่อว่าฟลินน์โต้ตอบกลับไป

ก็แค่เป็นเกย์ใช่ไหมเสียงของเด็กหนุ่มคนที่สามที่ฉันยังไม่รู้จักชื่อเขาดังขึ้น

ถ้าฉันเป็นเกย์ นายคงโดนประตูหลังเป็นคนแรกเลยเจค

เฮ้ยสองหนุ่มร้องขึ้นเสียงดัง บ่งบอกว่าตกใจ ในขณะคนพูดกลับไม่สะทกสะท้านกับคำปรามาสของเพื่อนๆ ทั้งยังโต้กลับมาเสียงเย็นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ทำไมพวกนายต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นด้วยล่ะ

ฉันยกมือขึ้นกุมปากอย่างพยายามเก็บเสียงหัวเราะของตัวเอง มันยากลำบากมากจนฉันต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อซ่อนตัวเองเอาไว้ก่อนที่พวกเขาจะมองเห็นว่าฉันแอบฟัง...เอาล่ะ...ตอนนี้ฉันยอมรับว่าแอบฟังแล้วจริงๆ ก็บทสนทนาของพวกเขาจะช่วยให้ฉันได้ฝึกฝนทักษะการฟังภาษาอังกฤษได้นี่นา

ฉันกอดกระเป๋าและไดอารี่ของตัวเองไว้แน่น รอคอยให้อารมณ์ของฉันกลับมาคงที่เพื่อจะได้นั่งตัวตรงได้อีกครั้ง โดยไม่หัวเราะ

นายล้อเล่นใช่ไหมฟลินน์เจคถามฉันคงไม่ใช่คนที่นายจะอยาก...เออ...ด้วยหรอกจริงไหม

นายไม่รู้รึไง ว่าตัวเองน่าฟัดขนาดไหนฟลินน์พูดเสียงเรียบ ฉันอยากหันไปมองจริงๆ ว่าเขาตีหน้าแบบไหนอยู่

มิน่าล่ะ นายถึงไม่ชอบแจน ทำไมฉันมองไม่ออกเลยนะว่าเพื่อนเป็นเกย์น้ำเสียงของไรอันฟังดูครุ่นคิด วินาทีต่อมาฉันก็ได้ยินเสียงพวกเขาซัดกันตุบตับเคล้าเสียงหัวเราะจนถึงขั้นต้องมีคนใดคนหนึ่งลงไปกองอยู่ที่พื้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันใช้โอกาสนี้หันกลับไปมองเพียงแค่ชั่วคราวแต่ไม่เห็นหน้าของพวกเขาที่กำลังนอนกอดก่ายฟัดกันอยู่กับพื้นที่ด้านหลังรถ บนรถไม่มีใครเลยนอกจากฉัน และก็พวกเขาสามคน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันถึงได้ยินแต่เสียงของพวกเขา ยังไม่ทันที่ฉันจะได้มีโอกาสเห็นโฉมหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสาม เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันดังขึ้น

“ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนแล้วตะวัน”

“ฉันกำลังจะลงจากรถแล้ว ป้ายหน้าก็เซนต์แพนครัสพอดีวันวาน มีอะไรรึเปล่า”

“ฉันจะบอกว่า ถ้าหากเธอยังไม่ได้ซื้อตั๋วรถไฟเมโทรของปารีส เธอไม่มีความจำเป็นต้องซื้อให้พวกฉันแล้วนะ”

“พวกเธอได้ตั๋วแล้วหรือไง”

“เปล่าหรอก แต่ฉันมีข่าวร้ายจะบอกเธอ” น้ำเสียงของวันวานแผ่วเบาลง

“ข่าวร้ายอะไร มีใครเป็นอะไรรึเปล่า”

“ไม่มีใครเป็นอะไร แต่ฉันกับจอมป่วนต้องกลับเมืองไทยในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ทันที เราจึงไปปารีสไม่ได้ ฉันเสียใจจริงๆ”

“เรื่องของพวกเธอ...เครียดมากไหม” ฉันหวั่นวิตกเป็นห่วงเรื่องเหตุผลที่กำลังจะตามมา เกรงว่าจะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวพวกเขารึเปล่า วันวานกับจอมป่วนเป็นญาติกัน และหากพวกเขาต้องกลับพร้อมกันแบบนี้ก็หมายความว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่เชื่อมโยงพวกเธอทั้งสองคนอยู่ด้วย

“ธุรกิจและกิจการที่พ่อของพวกเราสองคนดูแลอยู่ขาดคนกระทันหัน พวกเขาต้องการให้ฉันกับจอมป่วนกลับไปช่วยงานสักเดือนสองเดือนทันทีเลย” วันวานครางด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ “ฉันขอโทษจริงๆ นะ เธอจะเป็นอะไรไหม จะยกเลิกทริปรึเปล่า”

“โล่งอกไปที” ฉันหายใจโล่งท้องมากขึ้นเมื่อได้ยินแบบนั้น “ไม่เป็นไรหรอก ฉันดีใจที่เธอสองคนกลับไปเพราะธุรกิจของครอบครัวและไม่ใช่เหตุผลอื่น มันทำให้ฉันเกือบหัวใจวายตอนจินตนาการถึงเรื่องร้ายๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น  “จริงๆ ฉันใจหายเหมือนกันที่พวกเธอจะไม่ได้ไปด้วย แต่ฉันก็คิดว่าจะเดินหน้าต่อไป เพราะจ่ายตังค์ไปแล้ว ที่สำคัญฉันคงหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้ง่ายนัก”

“ดีแล้วละ เธอไปเถอะนะ พวกฉันรู้สึกเสียดายมากแต่ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ พ่อฉันเพิ่งโทรมาบอกเมื่อเช้านี้เอง พอดีฉันรู้ว่าเธอทำงานอยู่เลยไม่อยากจะส่งข่าวบอก เลยรอมาถึงตอนนี้”

“ดูเหมือนแผนการท่องเที่ยวระหว่างเราสามคนจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรเลยว่าไหม แต่เอาเถอะ...ฉันยังไม่ได้ซื้อตั๋วไม่เป็นไรหรอก เฮ้ย...ให้ตายสิ ฉันนั่งเลยป้ายแล้ว”

“อ้าว...ซวยละ ถ้าอย่างนั้นไว้คุยกันอีกทีภายหลังแล้วกันนะตะวัน เธอรีบลงก่อนจะเลยป้ายไปอีกสิบป้าย”

“ตอนนี้ก็ใกล้แล้วละ” ฉันรับมุขของวันวาน แท้จริงแล้วฉันผ่านมาแค่ป้ายเดียว จากนั้นก็รีบวิ่งลงที่คิงส์ครอส (Kings Cross) เดินย้อนกลับขึ้นไปที่เซนต์แพนครัส วิ่งตัดผ่านผู้คนเข้าไปด้านในแล้วมองหาออฟฟิตขายตั๋วยูโรสตาร์ที่นั่น ฉันเดินเข้าไปด้อมๆ มองๆ ดูว่ามีระบบซื้อตั๋วผ่านตู้ให้บริการรึเปล่า ซึ่งดูเหมือนกับว่ามันจะใช้ไม่ได้กับตั๋วรถไฟเมโทรสำหรับท่องเที่ยวในปารีส ใช้ได้แค่กับยูโรสตาร์เท่านั้น ฉันเลยต้องไปยืนต่อคิวที่ไม่ถึงกับยาวมากนัก แค่ในระดับหนึ่งเพียงเท่านั้น ระหว่างรอฉันก็นึกเสียดายเรื่องวันวานและจอมป่วนไม่หาย ฉันกวาดตามองไปรอบๆ อย่างเลื่อนลอย ก่อนจะเบิกกว้างเมื่อเห็นด้านหลังเด็กหนุ่มสามคนที่เมื่อก่อนหน้านี้เคยนั่งรถมากับฉันกำลังยืนคุยกับเจ้าหน้าที่พนังงานที่เคาน์เตอร์ หัวของพวกเขายุ่งเหยิง ซึ่งฉันเดาว่าคงจะมาจากการตะลุมบอนกันและกันเองเมื่อก่อนหน้านั้นบนรถ พวกเขาเหมือนพี่น้องกันเลย เพราะทุกคนต่างมีระดับความสูงเดียวกัน ผมสีน้ำตาลอมทองเหมือนกัน ต่างกันแค่ทรงผมเพียงเล็กน้อยแต่ก็ยากเกินกว่าจะแยกออกหากไม่เห็นหน้าพวกเขา

ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาหน้าตาเป็นยังไง จนกระทั่งโดนใครบางคนที่ต่อคิวจากฉันอยู่กระชากความสนใจฉันออกจากพวกเขาทั้งสาม

“คุณคะ ขยับไปต่อได้ไหม” หญิงสาวคนหนึ่งท่าทางดูหงุดหงิดกำลังกัดฟันบอกฉันอย่างรำคาญใจ

“ขอโทษค่ะ พอดีฉันไม่เห็น” ฉันบอกเธอ ขยับตามคิวเข้าไปด้านใน และเมื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อจะหันไปมองดูเด็กหนุ่มทั้งสามพวกเขาก็ไม่อยู่ตรงนี้นั้นแล้ว ฉันหมุนตัวไปรอบๆ เพื่อมองหาพวกเขา แต่ผู้คนในสถานีเซนต์แพนครัสเดินขวักไขว่กันให้วุ่น ฉันละสายตาจากการตามหา อย่างไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องสนใจพวกเขาขนาดนั้น เพียงเพราะได้ยินว่าพวกเขากำลังจะไปปารีส เพราะแท้จริงแล้ว...ผู้คนจำนวนมากมายที่กำลังยืนอยู่กับฉัน ณ ตอนนี้ก็มีเป้าหมายเดียวกันกับฉันเหมือนกัน ปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศษ

 

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.. 2012

เวลา 3:30 น.

ผมลุกขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แน่นอนว่านอกจากผมแล้วจะต้องมีใครอีกสองคนลุกจากที่นอนเช่นเดียวกันกับผมด้วย แต่พวกเขากลับไม่ทำแบบนั้น ทั้งยังแทรกตัวไปซ่อนไว้ใต้ผ้าห่มก่อนจะม้วนเข้าจนดูเหมือนหนอนผีเสื้อที่มีแต่หน้าโผล่มาเล็กน้อยเพื่อรับอากาศหายใจ ผมนั่งมองดูเพื่อนทั้งสองที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับผมอย่างรู้สึกง่วงมากพอกันอยู่ประมาณสองสามนาทีเพื่อรอให้ตื่นตัวขึ้นมา ก่อนจะตัดสินใจทุบหมอนกับหัวทั้งสองคนอย่างเต็มแรง

“โอ้ย...ฟลินน์” ไรอันส่งเสียงครวญครางขณะที่เจคยังนอนกรนต่อไม่รู้เรื่อง “นายจะรีบไปไหน รถออกตั้งตีห้าสีสิบ”

“แต่เราต้องนั่งรถบัสไปที่เซนต์แพนครัส ถ้าพวกนายไม่ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวเดี่ยวนี้มีหวังเสี่ยงตกรถแน่”

“ฉันบ้วนปากแค่ห้านาทีก็เสร็จแล้ว” เขาโอดครวญ แต่ผมไม่ปล่อยให้เจ้าตัวได้หลับสบายตามใจชอบ ผมจัดการดึงผ้าห่มของพวกเขาออกก่อนจะหยิบเหยือกน้ำมาเทใส่เท้าของทั้งคู่

“เฮ้ย ไอ้บ้านี่” คนที่เคยโอดครวญลุกพรวดขึ้นมามองผมตาเขม็ง เมื่อเห็นผมเขม็งตอบเขาจึงเฉหน้ามองไปทางเจค “ฉันล่ะอิจฉามันจริงๆ ที่ไม่เคยมีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งรบกวนใดๆ ทั้งสิ้น”

“ระหว่างที่ฉันไปเตรียมตัวฝากนายปลุกเขาให้ตื่นๆ หากฉันกลับออกมาหมอนี่ยังไม่ตื่นฉันจะถีบเขาลงจากเตียง”

“จะไปเที่ยวกับนายนี่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับโดนคุณแม่จับส่งไปเข้าค่ายลูกเสือตอนช่วงปิดเทอม” เขาโง่นเง่นโอนเอนทำท่าเหมือนจะทิ้งตัวลงนอนต่อแต่ก็ตั้งตัวตรงเมื่อเห็นว่ามือผมยังถือเหยือกน้ำอยู่ จากนั้นก็ย้อนกลับมาตาสะลึมสะลือ “เราต้องเตรียมตัวไม่ใช่รึไง หากนายเอาเหยือกน้ำมาจ่อจมูกฉันแบบนี้ตลอดเวลาจนไม่เป็นอันจะทำอะไรเราอาจตกรถได้นะ”

“ทำหน้าที่ให้ดีด้วยล่ะ” ผมยื่นแขนข้างถือเหยือกตรงเข้าไปหาเขาก่อนชี้ไปทางเจคอย่างตักเตือน ไรอันโบกมือบอกปัด จากนั้นก็ยกขาขึ้นแล้วจัดการถีบก้นเจคจนตกเตียง

“นาฬิกาปลุกแล้วหรือ” เจคลุกขึ้นมาเกาะขอบเตียงมองมาทางเรา ผมและไรอันมองหน้าเขาก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ หมอนั่นไม่ได้รู้ตัวเลยจริงๆ คนอย่างเขาปลุกด้วยวิธีธรรมดาเหมือนชาวบ้านไม่ค่อยจะได้ด้วยสิ

 

เซนต์แพนครัส (St. Pancras)

เวลา 5:05 น.

ผมและเพื่อนลากกระเป๋าเดินทางคนละใบเดินเข้าไปด้านในสถานีอันเกือบจะว่างเปล่า สภาพไรอันในตอนนี้ถือว่าตื่นเต็มที่แล้ว แต่เจคยังดูเหมือนจะไม่ค่อยตื่นสักเท่าไร เขาเดินโซเซไปมาโดยมีไรอันและผมคอยมองอยู่เรื่อยๆ ขณะที่พวกเรากำลังจะเดินไปยังด่านตรวจ เสียงวิ่งกระหืดกระหอบพร้อมกระเป๋าลากก็ตามหลังพวกเรามาติดๆ พอผมหันไปยังทิศทางที่คาดการเอาเองว่าใครคนนั้นกำลังวิ่งมา เขา...ไม่ใช่สิ เธอคนนั้นก็วิ่งเฉียดผมไป ผมมีโอกาสเห็นหน้าเธอจากด้านข้างแค่ไม่ถึงห้าวินาที มองตามเธอที่วิ่งไปหยุดอยู่หน้าร้าน Pain Quatidien Coffee โดยหันหลังมาทางเรา ผมของเธอมีสีดำและถูกรวบไว้ด้วยที่หนีบเพียงหนึ่งอันอย่างลวกๆ ณ กึ่งกลางหลังศีรษะ

“ฉัน...มา...ทันเวลาใช่ไหมคะ” เธอทรุดลงนั่งกับพื้น เสียงของเธอคงจะสดใสกว่านี้หากเจ้าตัวไม่ได้หอบอยู่ ผมไม่อยากจะรู้สึกขำ เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้มาเร็วกว่าเธอมากนัก เวลาเช็คอินกำลังจะเปิดในไม่ช้า แต่ผมปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกขำจนเผลอส่งเสียงหัวเราะออกมาตอนมองดูสภาพร่างเธอใหลลงไปกองอยู่กับพื้น

“เธอมาไม่ทันเวลา” ชายสูงวัยร่างท้วมที่นั่งก่ายเก้าอี้อยู่พูดหน้านิ่ง ผมเห็นเขาแอบยิ้มตอนเธอนั่งคอตก เขากำลังแกล้งเธอ คนอื่นๆ ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วร่วมกับชายคนนั้นมองดูเธอด้วยรอยยิ้มเช่นกัน ผมคาดการว่านี่คงจะเป็นกลุ่มทัวร์ที่กำลังจะไปปารีส

“เอาเถอะ ฉันดีใจที่เห็นคุณ มันช่วยบอกว่าฉันไม่ได้ตกรถ หรือไม่ก็ฉันกำลังฝันอยู่ ฉันหวังว่าหลังจากความฝันนี้ฉันจะตื่นขึ้นมาแล้วเพราะนาฬิกาไม่ได้ตายหรืออะไร และฉันก็จะไปปารีส...เมืองที่ฉันใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตได้ทันเวลา” ดูเหมือนเธอกำลังพูดกับตัวเองมากกว่าคุยกับชายคนนั้น ผมพอจะจับใจความได้ว่าเธอคงจะมาสายเพราะนาฬิกาเธอตาย และผมก็มั่นใจว่าเธอไม่ได้ฝัน เธอยังคงจะไปปารีสทันอยู่หากเธอไม่ฟังคำชายคนนั้นมากจนเกินไป

“เธอเหลือเวลาอีกห้านาทีให้ปลุกตัวเองตื่นจากฝันแล้วมาเอาตั๋วรถเธอไป เดินเข้าไปในด่านตรวจซะ” ชายคนนั้นบอก “ฉันจะนั่งรอคนอื่นอยู่ที่นี่ก่อนสักพัก หากใครมาช้าจะปล่อยทิ้งให้หมดเลย”

“นายหัวเราะอะไร” เสียงเจคดังขึ้น ผมหันไปทางเขาทั้งที่ไม่อาจหุบยิ้มได้

“เปล่าหัวเราะ” ผมโกหกเขาซึ่งๆ หน้า แต่เจคมองผมด้วยแววตาไม่เชื่อ ไรอันหันมามองผมสีหน้างุนงง “ฉันหัวเราะนาย ตลกชะมัด นายเดินเหมือนผีดิบเลยรู้ไหม” ผมตบไหล่เขาเบาๆ จากนั้นพวกเราก็เดินผ่านกลุ่มทัวร์นั่นมาแล้วเลี้ยวขวาไปยืนรออยู่เบื้องหน้าประตูทางเข้าไปยังด่านตรวจ


 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #27 fene_sun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2556 / 00:48
    ค่อยๆเขียนไปนะคะพี่นาต :)
    จะรออ่าน ชอบเรื่องนี้อ่ะ ชอบฝรั่งเศสสสสสสสส (อาการเพ้อเจ้อของคนเรียนศิลป์ฝรั่งเศส 55)

    แหม่ ใครได้เรียนฝรั่งเศสก็คงต้องอยากไปปารีสซักครั้งในชีวิตแหละเน๊อะ :)
    #27
    0
  2. #25 เจ้าชายอัศวิน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 18:23
    เข็นยากเข็นเย็นนะเรื่องนี้
    เพราะว่ามันเป็นแบบนี้ละ
    เลยเข็นยาก
    ทั้งที่อยากให้เจอกันจะแย่ 

    #25
    0
  3. #24 Summer Girl (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 11:08
    ฟลินน์ดุจัง เหมือนคุณแม่จริงๆ ด้วย5555

    น่ารัก

    พวกนีเน่ารักอะ หมดเลย>_
    #24
    0
  4. #23 Summer Girl (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2556 / 05:46
    จะสบตากันยากแท้ละ5555

    คลาดกันไปมา><



    ขอบคุณนะค่ะ

    ที่มาอัพ

    หลับฝันดี

    รักมากมาย
    #23
    0
  5. #21 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 เมษายน 2556 / 14:44
    อยากได้ผู้ชายน่ารักมาเป็นแฟน *0*
    #21
    0