Fallin' 'n Love 'n PARIS กลร้าย เกี่ยวรัก ณ ปารีส

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 มนตร์รักปารีส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 307
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    22 ก.ย. 57

Fallin' 'n Love 'n Paris

กลร้าย เกี่ยวรัก ณ ปารีส

 

 

 

บทที่ 1 มนตร์รักปารีส

ลอนดอน

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.. 2012

ฉันเลื่อนเมาส์ไปตามหน้าเฟสบุ๊คของ Mr. Happy Smiley เพื่ออ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการทัวร์ปารีสที่เขาจัดขึ้น เพื่อนของฉันเป็นคนส่งมันมาให้ เนื่องจากว่าพวกเราต้องการจะไปเที่ยวด้วยกันที่นั่น และก็ได้เกริ่นเรื่องเที่ยวกันเอาไว้คร่าวๆ ตั้งแต่หลังคริสต์มาสที่ผ่านมาแล้ว นี่เป็นโอกาสดีๆ ที่พวกเราต่างมีเวลาตรงกันและฉันก็สามารถลางานได้พอดี

ฉันเช็ครายละเอียดในเวปแล้ว ตกลงว่าทุกคนจะเอาทัวร์นี้ใช่ไหม” ฉันกรอกเสียงเข้าไปในโทรศัพท์ บุคคลที่ฉันกำลังคุยด้วยอยู่นั้นคือวันวาน เพื่อนคนไทยที่กำลังเรียนถ่ายภาพอยู่มหาวิทยาลัยเวสท์มินส์เตอร์ “ยังไงเธอลองถามจอมป่วนดูอีกทีสิว่าจะให้ฉันจองเลยรึเปล่า เดี๋ยวฉันขอตัวไปเตรียมอาหารก่อน หากพวกเราทุกคนไม่มีปัญหาฉันจะจองมันคืนนี้เลย”

จอมป่วนบอกว่าจัดเต็มไปเลยเพื่อน เราจะไปทริปนี้กันแบบไม่ต้องยั้งมือเลยนะ” วันวานพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นสดใส ฉันได้ยินเสียงหัวเราะของจอมป่วนอยู่ด้านหลัง เธอคงจะกำลังเล่นเกมลูกโป่งในโทรศัพท์มือถือเธออยู่จนไม่อยากคุยกับฉันเองกับตัว

ตกลงตามนั้น หากจองตั๋วเสร็จแล้วเดี๋ยวฉันจะส่งรายละเอียดไปให้พวกเธอก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ขอเวลาไปทำอะไรกินก่อนได้ไหม หิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวอยู่แล้ว”

รีบไปเลย ก่อนที่เธอจะกินพวกฉันเข้าไป ฮ่าๆ” วันวานหัวเราะดัง ฉันส่ายหน้าเบาๆ “แล้วคุยกันตะวัน”

ไว้คุยกันวันวาน” ฉันกดวางสายก่อนจะรีบวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ตรงไปยังห้องครัวเพื่อรื้อหาอาหารในตู้เย็นออกมาจัดเตรียมสำหรับปรุงแต่งรสชาติให้สุดฝีมือ ระหว่างทำอาหาร ฉันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมหุงข้าว ฉันรีบวางมือจากตะหลิวบนกระทะแล้ววิ่งเอาหัวชนตู้เข้าอย่างจังตอนตั้งใจจะไปตักข้าวใส่หม้อ “โอ้ย...ให้มันได้อย่างนี้สิ”

ฉันโอดครวญ ยืนเอาหัวพิงฝาตู้ขณะเปิดน้ำจากก็อกใส่ลงไปในหม้อ...จนล้น ฉันรีบปิดก็อกน้ำแทบจะไม่ทัน โชคดีที่ข้าวไม่ลอยตัว ไม่อย่างนั้นฉันคงทิ้งข้าวหมดทั้งหม้อ ฉันรีบเอื้อมมือไปคว้าผ้าที่แขวนอยู่ตรงฝาเตาอบ กระชากจนสุดแรง คว้าเอาตะหลิ่วในกระทะให้กระเด็นลอยตามมาด้วย จนเกือบจะหลบแทบไม่ทัน โชคดีของฉันที่อาหารในกระทะยังอยู่ดี ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งโครงการเลยทีเดียว

ฉันรีบจัดหม้อหุงข้าวให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนหันไปใส่ใจกับอาหารในกระทะตามเดิม ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อดยกมือขึ้นปาดเหงื่อไม่ได้ ฉันเอนหลังพิงกำแพงอย่างหมดแรงตอนปิดเตา เดินซมซานไปนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่โต๊ะกินข้าวอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะทิ้งหัวลงบนโต๊ะแล้วรอคอยจนกว่าข้าวจะสุก

ฉันตักข้าวใส่ปากขณะที่สายตาเพ่งไปยังหน้าจอแลปทอปคู่ชีวิตที่มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของฉันในอนาคต เพราะเราใช้ชีวิตร่วมกันมากถึง 60% ต่อวันและเข้าใจกันดีอย่างหาใครเปรียบเทียบไม่ได้ มันซื่อสัตย์ต่อฉันมากเลย ทั้งที่ทำท่าจะตายไปหลายต่อหลายหนแล้วก็ตาม ฉันรู้สึกภูมิใจที่มันยังอดทนอยู่เพื่อฉัน เอาละ...ฉันติดจะนอกเรื่องไกล กลับมาที่เรื่องจองตั๋วกันดีกว่า ฉันวางจานข้าวไว้บนตัก ใช้มือข้างซ้ายจับช้อนตักอาหารเข้าปาก ส่วนข้างขวาใช้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เดินทางที่ฉันเป็นคนจองตั๋วให้และอื่นๆ ไปจนถึงการสั่งจ่ายแบบออนไลน์ ฉันกดปุ่ม Enter หลังจากจัดการทุกอย่างจนครบสิ้น เอนตัวไปด้านหลังพิงเก้าอี้แล้วรอเมลตอบรับกลับมา

 

ร้านหนังสือวอร์เตอร์สโตนสาขาพิคคาดิลลี่ ลอนดอน

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.. 2012

หลังจากเลิกเรียน ผมก็รีบเดินสำรวจร้านหนังสือต่างๆ ว่าจะหาข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ไหนบ้าง และต้องการจะเข้าไปในร้านวอร์เตอร์สโตนสาขาพิคคาดิลลี่เป็นครั้งสุดท้ายสำหรับวันนี้ ผมหยุดอยู่หน้าร้านหนังสือชั่วคราวเพราะเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อใส่หูฟังแล้วผมก็กดรับสายอย่างไม่รีรอ ขนาดนั้นก็ยังโดนต่อว่าอยู่ดี

นายไม่ได้ประกอบกิจกรรมล่วงเวลาอยู่ใช่ไหม” เสียงคู่สนทนาซึ่งโทรมาจากมุมใดมุมหนึ่งของลอนดอนถามจริงจัง เขาคือไรอัน “ทำไมถึงได้รับโทรศัพท์ช้าจัง”

วันนี้ไม่มีกิจกรรมล่วงเวลา” ผมตอบไปอย่างนึกตั้งคำถามอยู่ในใจว่า พวกเราเพิ่งจะแยกจากกันมา เขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมว่างหลังเลิกเรียน

ฉันหมายถึงกิจกรรมอย่างลึกซึ้งกับแจน สาวน้อยคนที่เข้ามาจีบนายวันนี้ไง”

ฉันอยากพาเธอเข้าไปจัดการในห้องน้ำอยู่เหมือนกัน แต่พอดีแม่เธอมารับไปเสียก่อน” ผมประชดเสียงเย็น หมอนั่นรู้ทันทั้งยังหัวเราะสนุกสนาน

เดี๋ยวนี้นายชักจะร้ายเดียงสามากขึ้นแล้วนะ” ผมจินตนาการออกเลยว่าหมอนั่นคงตัวงออยู่แน่ๆ กับการยั่วโมโหผมด้วยมุขมืดแบบนี้

แน่สิ ตั้งแต่ฉันคบพวกนายความไร้เดียงสาของฉันมันก็ถูกทำลายจนย่อยยับ เหลือไว้แต่ความร้ายเดียงสาแล้วไง ช่วยบอกเจคให้เลิกหัวเราะเยาะฉันได้แล้ว ทีนี้พวกนายก็บอกมาสักทีว่าจะให้ไปเจอกันที่ไหน”

อิตาเลียนการ์เดนในสวนเคนซิงตัน”

สวนน้ำพุประดับที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเจ้าชายอัลเบิร์ตสามีของราชินีวิกตอเรียน่ะหรือ”

นั่นล่ะ ว่าแต่ทำไมนายไม่นั่งเล่าประวัติศาสตร์ให้ฉันฟังตั้งแต่ต้นยันจบไปเลยล่ะ” หมอนั่นประชด

ฉันเองก็ไม่มีปัญหา หากนายอยากจะฟัง” ผมบอก

นายรีบไปหารายละเอียดเกี่ยวกับเมืองแห่งรักในฝันของนายเถอะ เดี๋ยวพวกฉันจะไปจีบสาวรอก็แล้วกัน”

ก็ดี ฉันจะได้ไม่เสียเวลามากนัก” ผมกดวางสาย เดินเข้าไปในร้านหนังสือ ขึ้นไปยังชั้นบนที่เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอยู่ เดินไปหยิบหนังสือเกี่ยวกับปารีสมากองใหญ่แล้วหอบหิ้วมันไปวางไว้บนโซฟา นั่งลงบนนั้นแล้วเปิดดูแหล่งท่องเที่ยวอย่างลวกๆ สายตาเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ แท้จริงแล้วการไปปารีสครั้งนี้ผมและเพื่อนมีจุดประสงค์หนึ่งคือเพื่อระเบิดแนวความคิดทางด้านการถ่ายภาพโดยเฉพาะ

พวกเราเป็นนักเรียนบัลเลต์จากรอยอลบัลเลต์ไฮสคูล งานของพวกเราส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับศิลปะทางการแสดง การถ่ายภาพไม่ได้จัดอยู่ในเนื้อหาของบทเรียนที่พวกเรามี แต่มันคือความสนใจส่วนตัวระหว่างผมและเพื่อนอีกสองคน เราตั้งใจจะไปที่นั่นเพื่อเชื่อมโยงความชอบทางการถ่ายภาพให้เข้ากับสิ่งที่กำลังทำอยู่คือการเต้นบัลเลต์ พวกเราจะสลับกันเป็นนายแบบตามพื้นที่ต่างๆ เรียกง่ายๆ ว่าสลับกันฆ่ากันทางอ้อมในฤดูหนาวแบบนี้ เพราะผู้ที่เป็นนายแบบจะสามารถสวมใส่ได้แค่ชุดบัลเลต์เท่านั้นขณะถูกถ่ายภาพ

เมื่อผมจดไปได้ครึ่งทาง โทรศัพท์ผมดังขึ้นอีกครั้ง ผมสบทอยากให้มันไร้สัญญาณและถูกตัดไปเสียแต่ไม่เป็นผล ผมจึงมีความจำเป็นต้องรับมันอย่างจนใจ

รู้รึเปล่าว่าพวกนายกำลังขัดจังหวะกิจกรรมล่วงเวลาของฉันอยู่น่ะ” ผมพ่นลมออกจมูกอย่างจงใจให้อีกฝ่ายได้ยิน

บอกตามตรงว่าพวกฉันไม่อยากขัดจังหวะเวลาที่นายกำลังจะขึ้นสวรรค์”

ฉันดีใจอย่างสุดซึ้งที่นายยังอุตส่าห์รู้ตัว” ผมยกมือขึ้นกุมหน้าผาก “รีบพูดในสิ่งที่นายอยากจะพูดออกมาสักทีแล้วเลิกยัดเยียดให้ฉันต้องสานต่อบทสนทนาที่ดูเหมือนกับว่าฉันกำลังมีสัมพันธ์รักอย่างลึกซึ้งกับใครอยู่ เข้าใจไหม”

นายต้องรีบมา อย่างเร่งด่วน เดี๋ยวนี้เลย เฮ้ยเจค เดี๋ยวก่อนสิวะ นายจะรีบไปไหนไอ้เพี้ยน”

พวกนายรอฉันอยู่เฉยๆ โดยไม่สร้างเรื่องไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียวใช่ไหม”

ก็ทำนองนั้น” ไรอันตอบส่งๆ “เราได้วีวสุดเจ๋ง และแดดก็กำลังออก นายก็รู้ว่าแดดประเทศอังกฤษมันไว้ใจไม่ได้ ถ้านายไม่มาตอนนี้เราอาจจะพลาดภาพสวยๆ”

แสงแดด ภาพสวย ประโยคนี้ยั่วยวนผมยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก ผมรีบหอบหนังสือกลับไปเก็บไว้ที่ชั้นตามเดิมแล้ววิ่งออกจากร้านหนังสือมาทันที มุ่งหน้าตรงไปสถานีย์รถไฟใต้ดินพิคคาดิลลี พุ่งตัวแทรกผ่านประตูรถไฟสายเบเคอร์ลูไลน์ที่กำลังจะปิดตัวลงได้ทันการอย่างเฉียดฉิวและเกือบจะโดนประตูหนีงคอเข้าให้ ผมหายใจเหนื่อยหอบ มองหาที่นั่ง มีที่ว่างอยู่หนึ่งที่พอดี

ผมทิ้งกายนั่งลงบนที่นั่งว่างข้างผู้หญิงเอเชียคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาจดอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึกของเธอ ผมเผ้าของเธอที่รวบขึ้นไปอย่างลวกๆ ติดจะยุ่งเหยิงพอๆ กับหน้าผากและหัวคิ้ว ดูเหมือนว่าเธอกำลังใช้ความคิดอะไรอยู่ ผมเห็นกระดาษแผ่นเล็กแทรกอยู่ในสมุดของเธอ ทำให้นึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้ไปทำมาเมื่อก่อนหน้านี้ได้ รายละเอียดเกี่ยวกับปารีส กระดาษเอสี่แผ่นนั้น ผมไม่ได้เอามาด้วย

ไอ้งั่งเอ้ย” ผมสบถ ผู้โดยสารฝั่งตรงข้ามมองหน้าผมอย่างกับอยากรู้ว่าผมด่าเขารึเปล่า ผมยกมือขึ้นค้ำคางก่อนจะขยี่หัวให้ยุ่งเหยิงตามผู้ร่วมโดยสารสายเบเคอร์ลูไลน์ไปด้วย ผมถอนหายใจออกมาแรงๆ อย่างหมดความอดทน

เมื่อรถไฟจอดที่สถานทีถัดไป ผมแทบจะไม่สนใจใยดีว่าใครจะขึ้นหรือลง เอาแต่นั่งกุมหัวตัวเองอย่างอยากจะระเบิดมันให้เป็นจุณ ผมส่ายหน้าเบาๆ หันไปเห็นหญิงสาวชาวเอเชียคนนั้นวิ่งออกจากรถไปอย่างเร่งรีบและไม่ได้ปิดกระเป๋าของตัวเอง ผมก้มหน้ามองพื้นเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่น่าจะเป็นของเธอร่วงอยู่ จึงนึกขึ้นได้ว่าผมเองก็ต้องเปลี่ยนรถไฟที่สถานีย์นี้เหมือนกัน ผมเก็บเศษกระดาษนั่นแล้ววิ่งออกจากรถไปในสภาพเดียวกับที่เคยวิ่งเข้า ผมยืนมองตัวเองอยู่ข้างรางรถไฟอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ ผมรีบมองหาหญิงสาวคนดังกล่าวแต่เธอถูกกลืนหายไปในกลุ่มคนจำนวนมากที่เดินกันขวักไขว่ในสถานีย์ออกฟอร์ดเซอร์คัส

ผมเดินตามลูกศรที่ชี้ทางไปยังรถไฟสายเซ็นทรัลไลน์ เพื่อขึ้นรถไฟขบวนนั้นต่อไปยังสถานีย์แลนเคสเตอร์เกท ผมก้มมองดูกระดาษในมือของตัวเองแล้วอ่านข้อความที่ปรากฏอยู่บนนั้น

Paris 10.02.12 – 13.02.12

Tawan

ผมเบิกตากว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าวันและสถานที่ที่ปรากฏอยู่บนกระดาษนั้นตรงกับวันที่ผมและเพื่อนจะเดินทางไปปารีสเหมือนกัน

ทาแวนหรือ” ผมขมวดคิ้วมองแล้วจับมันยัดลงในกระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจ หากมีรายละเอียดอยู่เพียงแค่นี้ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีเดือดร้อนอะไรหรอกหากมันหายไป ขนาดผมลืมเอากระดาษแผ่นนั้นมาผมยังคงหายใจได้อยู่เลยแม้ว่าจะโมโหตัวเองมากจนอยากจะเอาเท้าเตะประตูรถไฟ แต่ผมขอออมแรงไว้ไปเตะก้นไอ้คนเร่งผมดีกว่า



วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.. 2012

เวลา 12:13 น.

วันนี้ฉันเลิกงานตอนเที่ยง ในที่สุดฉันก็มีโอกาสสละเวลาส่วนตัวเพื่อจะก้าวข้ามถนนไปยังอีกฝั่งถนนเพื่อมุดหัวเข้าไปในร้านวอเตอร์สโตนสักที ฉันทำตัวเหมือนกับที่ทำงานของฉันอยู่ห่างจากมันไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร เพราะกว่าฉันจะเสนอหน้าโผล่มาที่นี่ได้ต้องใช้ระยะเวลานานเสียเหลือเกิน

หลังจากกวาดตามองดูรายละเอียดเกี่ยวกับหมวดหมู่หนังสือที่ถูกจัดวางในชั้นต่างอย่างลวกๆ จนเหลือบไปเห็นว่าหมวดหนังสือท่องเที่ยวถูกจัดไว้ชั้นบน ฉันก็รีบวิ่งขึ้นไปแล้วพุ่งตรงเข้าไปหยิบหนังสือทุกเล่มที่สันปกมีตัวอักษรขนาดใหญ่สลักคำว่า ปารีส เอาไว้ ลากสังขารไปที่ซอกใดซอกหนึ่งที่ฉันพอจะนั่งเอาหลังพิงอย่างสบายได้โดยไม่เกะกะหนทางเดินของใคร แท้จริงแล้วที่นี่มีโซฟาด้วย แต่มีคนนั่งอยู่ที่นั่นแล้ว และฉันก็ขี้เกียจแบกหนังสือจำนวนมหาศาลข้ามไปหาที่นั่งที่โซนอื่น

เมื่อวางหนังสือกองลงบนพื้นเสร็จแล้ว ฉันทิ้งตัวลงข้างพวกมัน หยิบขึ้นมาเปิดดูลักษณะการจัดวางหน้ากระดาษที่จะสามารถเปิดอ่านได้อย่างรวดเร็วในเวลาที่แสนกระชั้นชิด กวาดตามองรายละเอียดต่างๆ เพื่อหาแหล่งที่เที่ยวที่น่าสนใจไปเรื่อย ฉันเปิดหนังสือไปทุกเล่ม แต่หาเล่มถูกใจไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนาดหนังสือที่หนักเกินไปและยากต่อการพกพา หรือไม่ก็ราคาหนักเกินไปที่จะเป็นสาเหตุทำให้เงินในกระเป๋าฉันร่อยหลออย่างเสียไม่ได้ ฉันส่ายหัวไปมาอย่างเลือกไม่ถูก นั่งมองดูความสวยงามจากหน้าปกอย่างช่างใจคิดว่าจะหยิบส่งๆ มาแล้วไปลุ้นเอาว่าจะมีอะไรพิเศษในหนังสือเล่มนั้นบ้าง แต่ที่แน่ๆ รายละเอียดบางอย่างก็ถือว่าซ้ำๆ กันเกือบจะหมดทุกเล่ม มีแค่บางเล่มเท่านั้นที่มีเนื้อหาบางอย่างแตกต่างออกไป

ฉันเลือกไม่ได้ จึงต้องเริ่มต้นเปิดหนังสือใหม่อีกรอบ คราวนี้กระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงมาบนตัก ฉันคลี่มันออกอย่างไม่รีรอ ในนั้นมีรายชื่อร้านอาหารน่าสนใจและสถานที่ท่องเที่ยวแบบรวบยอดย่อยๆ รวมไปจนถึงลำดับการเดินทางที่ดูเหมือนว่าคนวางแผนนั้นมีความคิดที่ค่อนข้างปั่นป่วนพอทน เพราะเขาเรียงลำดับหมายเลขไว้หน้าพวกมัน แล้วกลับขีดเขียนลูกศรพร้อมหมายเลขสลับไปมาหลังจบประโยคอีก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลในกระดาษแผ่นเดียวที่มีแต่รายชื่อสถานที่นี้มันเยี่ยมมาก ที่สำคัญมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือและไม่มีราคาใดๆ แปะไว้

ฉันยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ และเก็บกระดาษแผ่นนี้เอาไว้ ก่อนที่จะเอาหนังสือไปเก็บฉันจดรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมลงไปด้วยอีกนิดหน่อย จากนั้นก็รีบมุ่งหน้ากลับบ้านทันที เพราะความหิวกำลังทำให้โลกที่ควรจะสวยงามของฉันหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ ฉันเหนื่อย และเพลีย ซึ่งมาจากความหิวล้วนๆ


 

13 :13 น.

เมื่อวานผมและเพื่อนถ่ายรูปกันจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน แล้วก็ออกไปกินอาหารญี่ปุ่นกันต่อหลังจากนั้นก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านเพราะความเพลีย ผมไม่มีเวลาย้อนกลับไปที่ร้านหนังสือนั่นอีกเลย จึงได้ตัดสินใจกลับมาหลังเลิกเรียนวันนี้ แท้จริงแล้วผมตั้งใจจะมาที่นี่คนเดียว แต่ไรอันและเจคดันติดสอยห้อยตามผมมาด้วย ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่สมควรดีอยู่แล้ว เพราะเรากำลังจะไปฝรั่งเศษด้วยกัน แต่พวกเขากลับยังนิ่งเฉยไม่กระตือรือร้นที่จะหาข้อมูล ทั้งยังปล่อยหน้าที่ไว้ให้ตกเป็นของผมอีกต่างหาก

“พวกนายมาก็ดี ช่วยกันหาจะได้เร็วๆ”

“นายบอกว่ามันมีไม่เยอะไม่ใช่หรือ ฉันว่านายหาคนเดียวก็น่าจะพอแล้ว” เจคมองไปทางอื่นมากกว่าจะให้ความสนใจผม ที่สำคัญสองขายาวๆ ของเขายังนำพาร่างของเจ้าตัวไปทางอื่นด้วย

“ฉันเองก็ว่าจะไปดูหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายภาพสักหน่อย” ไรอันเอ่ยขึ้นเมื่อผมหันไปมองดูเขา

“ทำตัวเป็นประโยชน์ดีจริงๆ เลยพวกนายเนี่ย” ผมบ่นพึมพำ

“เราแบ่งหน้าที่กันไปในตัวไง” ไรอันตบไหล่พลางหัวเราะ “เจคไปดูภาพนางแบบ เพื่อศึกษาข้อมูลการโพสต์ท่าอันสุดแสนจะสง่า ส่วนฉันก็ไปหาความรู้เรื่องเคล็ดลับเกี่ยวกับการถ่ายภาพ ส่วนนาย...ที่ว่างอยู่ก็ไปหากระดาษรายละเอียดเกี่ยวกับปารีสที่นายลืมทิ้งไว้”

“ฉันหวังว่าสิ่งที่พวกนายไปดูจะเป็นประโยชน์สำหรับพวกเราได้จริง ไม่ใช่แค่การแสวงหาความรื่นรมส่วนตัวเพียงเท่านั้น”

“แน่นอนสิ พวกเราจะช่วยกันรวบรวมข้อมูลไปแสวงหาความสุขร่วมกันในปารีสต่างหาก” เจคหันกลับมากระพริบตาปริบๆ ทำท่าบิดกายส่ายสะโพกเดินเชิงยั่วยวนเยี่ยงนางบำเรออย่างไร้ซึ่งความเขินอายต่อสายตาของชายหญิงคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่เดินขึ้นบันไดมาเจอภาพชวนตกใจพอดี ผมไม่ได้พูดเล่นนะ พวกเขาตกใจจริงๆ จนแทบจะเดินถอยหลังกลับลงไป แต่ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ได้ว่ามันคือพฤติกรรมกวนประสาทผมก็ตอนที่ไรอันไม่สามารถเก็บซ่อนเสียงหัวเราะเอาไว้ได้ ผมมองเขาด้วยแววถากถางอย่างจงใจที่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสะทกสะท้านได้เลย

“โอ้...ฟลินน์คะ เสาร์นี้คุณว่างไหม คุณพ่อคุณแม่ของฉันอยากจะชวนคุณไปรับประทานอาหารเที่ยงพร้อมจิบน้ำชาในช่วงบ่ายร่วมกัน คุณสนใจไหมคะ” เจคกอดแขนไรอันล้อเลียนท่าทางของแจนที่ยังตามจีบผมไม่เลิก

“อะ...อาหารเที่ยงหรือแจน เสาร์นี้ผมจะออกนอกเมือง คงไม่สะดวกเท่าไร” ไรอันเอ่ยเสียงขรึมพร้อมกับเลียนแบบมาดเท่ๆ ของผม ก่อนเขาจะต่อในสิ่งที่ติดจะนอกเรื่อง “แท้จริงแล้วผมอยากจะกินคุณคืนนี้เลย หากไม่ติดที่ว่าพ่อกับแม่ผมอยู่บ้าน”

“พวกนายควรจะหยุดล้อเลียนฉันแบบนั้นได้แล้ว ในเมื่อพวกนายก็รู้ว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับแจน” ผมชักสีหน้าดุ พวกเขาสองคนไม่สะทกสะท้าน

“ฉันเห็นนายยืนสั่น หมายความว่านายต้องรู้สึกอะไรบ้างล่ะเวลาที่เธอสัมผัสตัวนาย” เจคพูดด้วยโทนเสียงปรกติ “ผู้หญิงสวยขนาดนี้ เอาแขนนายไปกอดแนบอกขนาดนั้น เป็นไปได้หรือ ที่นายจะไม่รู้สึกอะไร”

“ฉันไม่ได้รู้สึกในรูปแบบนั้น แต่ฉันรู้สึก...” ผมพูดคำนั้นไม่ออก

“นายรู้สึกอะไร” ไรอันเลิกคิ้วสูง “อยากลากเธอเข้าห้องน้ำอย่างนั้นหรือ”

“ฉันเขินต่างหาก ฉันเขินอาย และกลัว” ผมกัดฟันบอก “ฉันกลัวแจน กลัวความต้องการของเธอ กลัวพันธะและสิ่งที่เธอจะต้องเรียกร้องหากฉันตอบตกลงที่จะสานต่อความสัมพันกับเธอไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม”

“โอ้” ทั้งเจคและไรอันต่างทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้

“นั่นสินะ แฟนเก่าแจนมีชีวิตที่ไม่สวยงามเท่าไรเลยตอนคบอยู่กับเธอ” เจคเอ่ย

“ฉันไม่ได้ตามข่าวด้วยสินอกจากรู้ว่าเธอจัดอยู่ในหมวดหมู่ดวงดาวประจำโรงเรียนบัลเลต์”

“เธอมีข่าว...”

“ช่างเถอะ” ผมตัดบทขึ้นมาก่อนที่เจคจะได้อธิบาย “พวกนายอยากไปดูอะไรก็เชิญ ฉันจะหารายละเอียดและกระดาษแผ่นนั้นเองคนเดียวก็ได้” ผมบอกปัด

“อันที่จริงเราช่วยนายหาก็ได้นะ” ไรอันรีบสวนกลับมาราวกับสำนึกผิด

“ฉันคิดว่าพวกเราคงพอจะรู้ว่าควรโพสต์ท่ากันยังไงจากความรู้ที่พวกเราเรียนมา หากเราช่วยกันคิด มันจะออกมาได้ดีอย่างแน่นอน” เจคบอก ผมมองดูพวกเขาลูบหลังผมหลังจากตบหัวจนกระโหลกผมร้าวแทบแยกออกเป็นสองเสี่ยงอย่างปราศจากคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อนผมสองคน ไม่เคยทำอะไรให้ราบรื่นไปด้วยดีโดยไม่มีการโต้เถียงกันเลยสักครั้งเดียว

ผมเดินกลับไปที่ชั้นหนังสือล็อกเดิม จากนั้นก็หยิบหนังสือทุกเล่มโยนให้เพื่อนช่วยเปิดหา พวกเรานั่งอยู่บนพื้นอยู่นาน แทบจะคลี่กระดาษทีละแผ่น แต่ไม่เจออะไรที่ผมตามหาอยู่เลย

“นายแน่ใจนะว่าเอาสอดไว้ในหนังสือจริงๆ น่ะ” เจคขยี่ตา เรานั่งอยู่ที่นี่มาเป็นชั่วโมงแล้ว เขาเลิกทำท่าง่วงทันทีที่สบตากับผม “เดี๋ยวฉันจะลองไปถามพนักงานให้ว่าพวกเขาเห็นกระดาษอะไรร่วงอยู่บนพื้นรึเปล่า”

“ฉันคิดว่านะ การที่เราซื้อหนังสือสักเล่มติดมือไปมันจะง่ายกว่าไหม หรือไม่ก็...ไปหาข้อมูลตามเวบไซต์แล้วปริ้นออกมา หรือไม่ก็...ฉันจะลองจดใหม่ดูก็ได้” เขาเอ่ยเสียงแผ่วแล้วรีบรื้อกระดาษออกมาจากกระเป๋า

“อันที่จริงการตามหากระดาษที่หายไปทำให้พวกเราเสียเวลามาก มันไร้ประโยชน์สิ้นดี”

“ทำไมนายไม่บอกพวกฉันตั้งแต่แรกวะเนี่ย” ไรอันขยี่หัวจนยุ่ง

“ฉันคิดว่าเราจะหามันเจอ แต่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้” ผมรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย เพราะอะไรก็ตามที่เป็นครั้งแรกมันมักจะฝังใจเรามากกว่าครั้งต่อไปเสมอ

“ฉันไปถามพนักงานมาแล้ว พวกเขาบอกว่าไม่เจอเลย จากเวลาที่นายให้การมาพวกเขายังอยู่และได้ตรวจเช็คทุกอย่าง ไม่มีใครเก็บกระดาษอะไรไปทั้งนั้น และหนังสือเกี่ยวกับปารีสก็ยังอยู่เหมือนเดิม เขาไม่ได้เอาเล่มใหม่มาแทนแต่อย่างไร” เจคกลับมาสมทบกับพวกเรา

“พวกนายต้องรีบไปไหนกันรึเปล่า เดี๋ยวฉันจัดการทำมันขึ้นมาใหม่เองดีกว่า”

“ฉันว่านายอย่ามาเสียเวลาจดให้เหนื่อยเลย เดี๋ยวฉันกลับไปปริ้นที่บ้านให้ก็ได้” ไรอันบอก

“ฉันชอบอ่านข้อมูลที่มาจากลายมือตัวเองมากกว่าสิ่งที่พิมพ์มาจากเวบไซต์” เพราะมันทำให้ผมรู้สึกได้ถึงการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบมากกว่า

“ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกฉันก็จะอยู่ช่วยเรื่องรายละเอียดแล้วเราค่อยกลับบ้านกัน” เจคบอกแล้วนั่งลง ผมและเพื่อนรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับปารีสใหม่ด้วยกัน สมองผมยังจดจ่อฝังใจกับการหายไปของกระดาษ แต่ก็ต้องพยายามสลัดความคิดนั้นออกไปจากหัวทันทีเพราะมันไม่สามารถทำให้ผมได้กระดาษแผ่นนั้นกลับคืนมา

 

 



 

 



 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #20 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 เมษายน 2556 / 06:40
    ฟลินน์น่ารักอะ มากจริงๆ นะ >\\\<
    อยากลากกลับบ้าน 555

    #20
    0
  2. #19 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2556 / 22:32
    น่ารักๆๆๆ 
    อยากให้เจอกันเร็วๆๆๆๆๆๆอะ >O<
    #19
    0
  3. #16 Deadly nightshade (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2556 / 22:23
    ตามมาอ่านเรื่องนี้ด้วยคน นันทวัน :)
    #16
    0
  4. #15 เจ้าชายอัศวิน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2556 / 21:52
    อ่านชื่อเพี้ยน 555
    แต่น่ารักใช่ไหมล่ะ
    #15
    0
  5. วันที่ 11 เมษายน 2556 / 21:26
    ฟลินน์เป็นนักบัลเลต์ โอ้ มันน่ารักมาเลย555
    อ่านชื่ออะไรแบบนั้น กร๊ากกกกกกกก
    #14
    0
  6. วันที่ 11 เมษายน 2556 / 18:32
    ฟลินน์ไม่ไร้เดียงสาแล้วจริงๆ เหรอ
    ชอบมากเลยอะตอนประชดเพื่อน555
    ยังไม่จบบทใช่ไหม ส่งมาให้หมดซะดีๆ ค่ะ5555
    #13
    0
  7. #11 แกมแก้ว (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 เมษายน 2556 / 00:12
    ห๊ะ หมดอย่างไม่รู้ตัว

    หมดแล้ว TT
    #11
    0