Merry Winter ร้อนรักร้ายผู้ชายอันตราย

ตอนที่ 6 : 4. Destination of Us

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 808
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 เม.ย. 56


สาวๆ บทนี้โดยรวมมี 9 หน้าค่ะ 555 เยอะมาก นิยายเกิน 100% จริงๆ 150% ได้เลย ปรกติมีแค่ 6 หน้าอันนี้ปาเข้าไปเยอะมาก ติดลมแต่อยากบอกว่า...กรี๊ดโคตร ToT

 

 

 

4. Destination of Us

พอผมกลับมาถึงบ้านคุณพ่อก็ตั้งโต๊ะอาหารรออยู่ก่อนแล้ว ผมโทรบอกท่านตอนใกล้จะถึง ท่านจึงออกมายืนรออยู่หน้าบ้านเหมือนอย่างที่เคยทำ เหมือนครั้งที่ผมกลับจากโรงเรียนตอนผมเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก คุณพ่อต้องเข้างานแต่เช้า เพราะต้องจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จก่อนผมจะเลิกเรียนกลับถึงบ้าน เพื่อที่จะสละเวลาส่วนหนึ่งพาผมไปประกอบกิจกรรมอื่นๆ ทั่วไปที่ผมไม่สามารถนั่งรถเมล์ไปยังสถานที่นั้นเองได้ เนื่องจากว่ารถมักจะหมดแล้วเวลาที่กิจกรรมเลิก ท่านทำอาหารเช้าไว้ให้ผม เตรียมอาหารกลางวันและอาหารระหว่างมื้อเอาไว้ให้ผมจัดใส่กระเป๋านักเรียนทุกเช้า ท่านใช้เวลาระหว่างรอผมเพื่อโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับลูกค้าและพนักงาน ท่านบริหารทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และเคยคาดหวังเพียงสิ่งเดียวในตัวผม คาดหวังว่าผมจะเป็นคนสืบทอดกิจการของท่านที่สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านเอง คาดหวังว่าผมจะเรียนต่อทางด้านที่ผมเคยรับปากกับท่านสมัยที่ความไร้เดียงสายังไม่หมดไปว่าจะทำตามความปรารถนาของท่านโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผมไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ ตัดสินใจออกจากบ้านทันทีที่เรามีปากมีเสียงกันเรื่องสายการเรียนที่ผมควรต่อ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ผมออกจากบ้านไป มันมีเหตุผลอื่นด้วย

“ฉันทำสเปซเล่กับซอสหัวหอมซาวครีมและอกไก่เอาไว้” ท่านบอกตอนที่เรากำลังเดินไปยังห้องอาหาร ตั้งหน้าตั้งตาจะเดินไปตักของพวกนั้นใส่จาน แต่ผมเดินไปหาท่านพร้อมแตะศอกท่านเบาๆ

“ให้ผมจัดการเองเถอะ พ่อไม่ต้องทำให้ผมหมดทุกอย่างก็ได้” ผมบอกพลางเลื่อนเก้าอี้ให้ท่าน พ่อมองผมด้วยสีหน้าที่ฉายแววประหลาดใจเพียงชั่ววินาทีหนึ่งแล้วก็ยอมไปนั่งบนเก้าอี้แต่โดยดี

ผมจัดการตักอาหารให้ท่านและตัวเอง จากนั้นก็นั่งรับประทานโดยไม่พูดคุยอะไรกัน โต๊ะของผมและพ่อวางเปล่าเหมือนวันวาน แต่นั่นไม่ใช่ความทรงจำที่เก่าที่สุด ครั้งหนึ่งเคยมีผู้หญิงสวยคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ตอนที่ผมยังเล็กมากๆ จากนั้นเธอก็หายไป เหลือเพียงผมและพ่อ สีสันบางส่วนบนโต๊ะกินข้าวขาดหายไป แล้วเจ้าเด็กน้อยผู้ร่าเริงก็สามารถทำให้โต๊ะกินข้าวนี้กลับมามีสีสันได้อีกสักระยะ น่าเสียดายที่ความสดใสอยู่กับเขาได้ไม่นานเท่าที่ควร เมื่อเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่ม เขาก็ทำให้ชีวิตบุรุษที่นั่งเบื้องหน้าเขาในปัจจุบันนี้ต้องทุกข์ทรมานอยู่ในโลกส่วนตัว...อย่างเจตนา...และใจร้าย

 

ไม่ต้องรอให้ถึงอาทิตย์ เกริดาเป็นฝ่ายติดต่อกลับมาหาผมเองหลังจากวันนั้นที่เราแยกกันอย่างไม่เป็นทางการแถมยังจุดประกายความหงุดหงิดของผมได้เป็นอย่างดี หากผมสามารถทำตัวว่างได้กว่านี้ผมคงจะไปดักรอเธอทุกวันจนกว่าจะได้ตัว แต่ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้น ดูเหมือนว่าหญิงสาวผู้ไร้เดียงสาจะคิดอะไรได้ขึ้นมา เธอถึงได้โทรกลับมาเพื่อตอบตกลงจะไปร่วมงานปาร์ตี้กับผมคืนนี้

ผมขับรถไปจอดไว้ใกล้ๆ ที่พักเธอ ลงจากรถแล้วไปยืนรออยู่หน้าบ้านตามธรรมเนียมและมารยาทที่ผมก็เคยเรียนรู้มาจนลืมไม่ลง แต่สามารถลืมได้อย่างเจตนาหากผมไม่อยากจะใช้มันจริงๆ ก็เหมือนกับการข่มอารมณ์ไม่ให้อยากทำอะไรเกริดานั่นแหละ

เมื่อมองดูนาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มสิบห้า ท้องฟ้าในฤดูร้อนยังคงสว่างเจิดจ้าทำลายบรรยากาศยามค่ำคืนจนหมด แต่หากเราเข้าไปในผับก็คงจะให้ความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากรัติกาลอันมืดมิดนั่นแหละ ถ้าหากถามผมว่าทำไมถึงต้องพาเกริดาเข้าไปในงานเร็วขนาดนี้ คำตอบง่ายๆ ก็คือผมจะได้มีเวลาพูดจากล่อมเธอก่อนที่จะเริ่มลงมือทำในสิ่งที่ต้องการน่ะสิ

“รอนานไหมคะ” เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นและเสียงของเธอเรียกผมที่ยืนรออย่างเบื่อหน่ายให้หันกลับไปมองทันที เกริดาสวมรองเท้าคู่สีแดงเหมือนกับริมฝีปากของเธอทำให้ดูเปรี้ยวจนผมต้องนึกชมอยู่ในใจว่าเธอแต่งตัวเก่งไม่ใช่เล่น หากไม่ใช่ว่าผมเคยสัมผัสใกล้ชิดเธอมาบ้างแล้ว ถ้ามองผิวเผินในตอนนี้ผมอาจจะไม่คิดว่าเธอไร้เดียงสาและมีโรคประจำตัวเป็นการขี้หลงขี้ลืมอย่างแน่นอน

ชุดที่เธอสวมใสเป็นชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่า โชว์เรียวขาเนียนสวยปราศจากถุงน่อง ผมไม่รู้หรอกว่าช่วงบนจะเป็นอย่างไรเพราะตอนนี้เธอสวมเสื้อโค๊ตทับไว้ แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าเธอจะรู้บ้างรึเปล่าว่าสีสันฉูดฉาดของรองเท้าและริมฝีปากแบบนี้กระตุ้นอารมณ์ผู้ชายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว อาจจะไม่นับรวมบางคน ทว่ามันใช้งานได้ผลสำหรับผม

“ผมไม่สนหรอกว่ารอนานเท่าไหร่” ผมบอกพลางส่งมือให้เธอจับ

“งานปาร์ตี้ที่คุณว่านี้ จัดขึ้นในผับใช่ไหมคะ มีอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า”

“ไม่มีอะไรพิเศษ ก็แค่งานวันเกิดลูกคนรวยใจมหาสมุทรคนหนึ่งที่อนุญาตให้ใครเข้าไปร่วมงานของเขาก็ได้ แต่เพื่อนผมรู้จักกับเขาน่ะเลยชวนผมไป”

“คุณเข้าใจพูดจาเปรียบเทียบจังเลยนะคะ คุณเป็นนักเขียนรึเปล่า” เธอเอ่ยชมด้วยแววตาสดใส ผมเริ่มรู้สึกว่าบางทีเธออาจจะไม่ได้อ่อนต่อโลกไปหมดเสียทุกเรื่อง หากเธอจับคำพูดแล้ววิเคราะห์อะไรได้ลึกซึ้งตรงจุดขนาดนี้ ถึงแม้ว่าบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญได้ก็ตามที

“คุณไม่อยากรู้หรอกว่าผมเป็นนักเขียนรึเปล่า”

“โอ้แน่นอน ฉันอยากรู้สิคะ” เธอเอ่ยกระตือรือร้น

“ผมไม่ใช่นักเขียน” ผมตัดบทเสียงห้วน แค่เรียนคณะภาษาศาสตร์และวรรณกรรมตามความชอบส่วนตัวเท่านั้น แม้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยสัญญากับพ่อไว้ว่าจะเรียนเศรษฐศาสตร์การบริหาร และอารมณ์ที่แปรปรวนเข้าใจยากของผมก็เป็นอุปสรรค์ปัญหาอันร้ายแรงต่อสายการเรียนนี้พอสมควร โชคดีที่เป็นเฉพาะตอนที่ผมต้องลงมือเขียนเรื่องราวเท่านั้น ผมเคยคิดจะเขียนเรื่องราวให้เสร็จเป็นรูปเล่ม แต่ไม่สามารถมองทะลุผ่านตัวละครอื่นได้เพราะในหัวมีแต่ตัวเอง ตัวเอง แล้วก็ตัวเอง นอกเหนือจากนั้นก็อลิเซีย ซึ่งตอนนี้มันจบสิ้นกันไปแล้ว ที่สำคัญในหัวผมมีอย่างอื่นให้คิด อาทิเช่นเรื่องของออทัม ดูเหมือนว่าจะเริ่มน้อยกว่าเรื่องของเกริดาลงมาหน่อย อาจเป็นเพราะว่าเธออยู่ใกล้มือผมด้วยละมั้ง ผมจึงไม่ค่อยโหยหาออทัมสักเท่าไหร่ในตอนนี้ อาจเป็นเพราะว่าร่างบอบบางของเกริดายังมีอะไรให้ผมรู้สึกอยากค้นหาอยู่ก็ได้

“คุณชอบอ่านหนังสือรึเปล่าคะ”

“ไม่” ผมตอบเธอไปตามสถานการณ์ตอนนี้ แม้ว่าครั้งหนึ่งผมจะเคยชอบอ่านหนังสือมากก็ตามที

ตอนที่ผมยังเด็ก ผมเริ่มต้นอ่านหนังสือของฟรีดริค ชิลเลอร์, โยฮันน์ วอล์ฟกัง ฟอน เกอเธ่, แฮร์มัน เฮสเซ่, ฟรานซ์ คาฟก้า, เฮนริคช์ ไฮเน่ และนักเขียนขึ้นชื่อคนอื่นๆ ทั้งที่เด็กส่วนมากจะเริ่มอ่านเรื่องเหล่านี้เป็นครั้งแรกตอนเรียนมัธยมเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน พ่อผมไม่เคยห้ามที่ผมมอบความสนใจให้กับทางด้านนี้เป็นพิเศษ เพราะผมเรียนควบคู่กันไปผมกับพ่อจะชอบถกเถียงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ พูดคุยเรื่องเกี่ยวกับการงานของท่าน พวกเราเคยมีความสุขกันมากเวลาที่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดกันไปมา

 “ผมอ่านเฉพาะในสิ่งที่จำเป็นต้องอ่าน ไม่ใช่ความชอบ” ผมหยุดความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตวัยเด็กเอาไว้ทันที

“คุณเคยเขียนอะไรบ้างรึเปล่าคะ อาทิเช่น บทกลอน นิยาย เรื่องสั้น”

“ในโรงเรียนไง” ผมบอก “คุณก็โตที่นี่ คุณน่าจะรู้นี่ว่าโรงเรียนสั่งพวกเราทำงานดังกล่าวหฤโหดขนาดไหน”

“ฉันได้คะแนนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในวิชานี้ อาจารย์บอกว่าเด็กอนุบาลเขียนเรื่องแบบนี้ได้ดีกว่าฉันเยอะ แต่ฉันมีความสามารถทางอื่นที่ดีมากๆ ค่ะ” เธออธิบาย

“ลืมเส้นทางรึเปล่า” ผมเกริ่นลอยๆ ไม่ได้ต้องการจะดูถูกแต่ผมนึกออกเพียงอย่างเดียวในตอนนี้

“นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งค่ะ” เธอหัวเราะท่าทางไม่ใส่ใจคำพูดของผม เราเดินมาถึงรถพอดีผมจึงเดินอ้อมไปเปิดประตูรถให้เธอ “แต่จริงๆ แล้วฉันเก่งทางด้านประสานงานและให้บริการต่างหาก”

“งั้นคุณคงบริการผมได้ดี” ผมยิ้มที่มุมปาก มองเรียวขาของเธอจรดปลายเท้า เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมายิ้มสีหน้าไร้เดียงสา

“คุณอยากให้ฉันบริการอะไรคะ”

“ไว้ผมค่อยบอกคุณภายหลังดีกว่า” ผมบอกเธอ เกริดาเอียงหัวเล็กน้อยตอนยกขาอีกข้างเข้าไปในรถ ผมปิดประตูลงแล้ววนไปอีกฝั่ง

 

เมื่อมาถึงผับที่จัดงานปาร์ตี้ ผมพาเกริดาเข้าปด้านใน นำเสื้อคลุมไปแขวน ผมจึงได้เห็นว่าเธอสวมชุดกระโปรงเกาะอกมา ผมมีเวลาปลายตามองดูแค่ไม่กี่วินาทีเพราะต้องเดินตามหาเพื่อนแต่ไม่เจอเพราะผู้คนที่มาร่วมงานมีเยอะมาก จึงถอดใจพาเธอไปหาที่นั่งสำหรับสองคนเพื่อสั่งอะไรมาดื่ม การจะตามหาที่นั่งไม่ใช่เรื่องง่าย นับว่าโชคดีที่พวกเราเจอมุมสงบผู้คนเดินผ่านไม่มากอยู่มุมหนึ่ง สาเหตุที่มันยังว่างอยู่ได้ก็คงเป็นเพราะว่าแดนซ์ฟลอถูกเปิดแล้ว ผู้คนจึงออกไปเต้นกันให้สนุกสุดเหวี่ยงกันไปข้าง

“รอผมอยู่นี่ เดี๋ยวผมมา” ผมบอกเธอ แล้วเดินไปที่บาร์ สั่งคอกเทลที่ผสมน้ำผลไม้เยอะจนแยกแยะไม่ออกว่ามีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ในนั้นด้วยมาสองแก้ว เมื่อกลับมาก็เห็นร่างใหญ่ของใครบางคนยืนค้ำที่นั่งฝั่งของเกริดาอยู่ สักพักเขาก็ทิ้งกายลงนั่งข้างเธอ รายการต่อไปหมอนี่คงถึงตัวเธอแน่ๆ

“ขอโทษนะเควิน แต่ที่ๆ นายนั่งอยู่มันที่ฉัน” ผมบอกเขา วางเครื่องดื่มลงบนโต๊ะ “คนอื่นๆ อยู่ที่ไหน”

“คนอื่นๆ เต้นอยู่ ไหนบอกว่าจะแนะนำเธอให้พวกเรารู้จัก นายทำไมเอาเธอมากักไว้ที่นี่”

“เอ็ดเวิร์ดตามหาพวกคุณไม่เจอน่ะคะ” เกริดาหันไปบอกเขาท่าทางเป็นมิตร ผมเตะเท้าเควินเต็มแรงเชิงสั่งให้เขาลุก

“ตามหาไม่เจอ” เควินแสดงท่าทีเจ้าเล่ห์ใส่เกริดาก่อนหันมาทางผม “หรือว่าจงใจไม่ให้เจอกันแน่”

“อยากให้เป็นการจงใจนักก็แล้วแต่นายจะคิด” ผมทิ้งกายนั่งลงข้างเกริดา

“เดี๋ยวฉันไปตามคนอื่นๆ ก่อน” เควินบอก

“ทำไมถึงปล่อยให้เขามานั่งเบียดกับคุณ” ผมหันไปถามเกริดาที่กำลังจะยกคอกเทลขึ้นจิบ แต่แล้วเธอก็วางมันลงบนโต๊ะตามเดิม

“เขานั่งของเขาเองนี่คะ” เธอบอกหน้าตาเฉย

“คุณก็ไม่คิดจะลุกหนีอย่างนั้นเหรอ”

“ฉันก็ไม่ได้ลุกหนีจากคุณนี่คะ จะให้ฉันลุกหนีจากเขาได้ยังไง อีกอย่างเขาก็แค่พูดคุยอะไรกับฉันนิดหน่อยเอง” รอยยิ้มและแววตาแสดงความบริสุทธ์ใจของเธอเล่นงานผมจนประสาทจะกิน

ผมกัดฟันแน่น ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไงกับเธอดี จะสั่งสอนให้รู้ซึ้งถึงสันชาตญาณของผู้ชายเสียตอนนี้เลยดีไหม อยากไร้เดียงสาดีนัก

“เพลงน่าเต้นนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นสีหน้าสดใสทั้งที่รู้ว่าผมจ้องเธออยู่อย่างจริงจัง “คุณชอบเต้นไหม”

ผมยังไม่มีโอกาสได้ตอบ บรรดาเสือผู้หญิงตัวร้ายเพื่อนของผมก็โผล่หัวมา

“หมอนี่เหรอ ไม่เต้นหรอกคุณ ผมเจเรมี่” เจเรมี่ยืนมือเข้าหาเกริดา เธอจับมือทักทายเขาท่าทางยิ้มแย้ม “สนใจจะไปสนุกสุดเหวี่ยงที่แดนซ์ฟลอกับผมสักเพลงไหมสุดสวย เควินบอกผมแล้วว่าคุณชื่อเกริดา ผมเรียนภาษาสเปนมาบ้างสมัยมัธยมจึงรู้ความหมายของชื่อคุณ มันแปลว่าสุดที่รักใช่ไหม ไหนลองเล่าให้ผมฟังหน่อยสิว่าที่มาที่ไปของชื่อคุณเป็นยังไงกันแน่”

“ก่อนที่นายจะฉวยโอกาสแนะนำเธออยู่คนเดียว ช่วยหลีกทางให้ฉันได้สัมผัสมือสวยๆ เป็นการทักทายก่อนสิ” ริคเบียดเจเรมี่ออกจากทาง “ผมชื่อริค”

“เกริดาค่ะ” เธอจับมือเขาตอบ

“ผมขอเสียมารยาท” ริคก้มหน้าลงจูบมือเธอ ขณะที่ผมหาทางสอดเท้าลอดโต๊ะไปเหยียบเขา แต่หมอนั่นรู้ตัวจึงหลบได้ทันก่อนหันมาทางผม “ใจเย็นหน่อยสิสหาย ไหนนายบอกว่าอยากแนะนำเธอให้พวกฉันรู้จักยังไงล่ะ เราก็อยากจะทำหน้าที่เพื่อนที่ดีให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนะ”

“อลิเซียมากับคนรักใหม่ของเธอด้วย นายไม่เข้าไปทักทายเหรอวะ” อาร์เธอร์หันมาทักผมก่อน ผมรู้สึกร้อนไปทั้งหูด้วยความอึดอัดใจ อาร์เทอร์โน้มตัวต่ำลงมากระซิบข้างหูผมว่า “นายได้ของดีมา ควงเธอไปให้ผู้หญิงสำส่อนนั่นเห็นจนหน้าหงายไปเลยสิวะ ก่อนที่ไอ้สามตัวนั่นจะเอาไปควงให้เสียงานก่อน”

“คอกเทลนี่” ริคประกาศเสียงดัง “ขอผมดื่มได้ไหมครับ”

“เอ็ดเวิร์ดสั่งมาให้ฉัน แต่คุณดื่มก็ได้ค่ะ ฉันยังไม่ค่อยหิวน้ำเท่าไหร่”

ผมหันกลับไปมอง ริคเลิกคิ้วพลางส่งยิ้มให้ผมอย่างเจ้าเล่ห์ เขาขยิบตาราวกับจะบอกว่าอ่านเกมผมออก

“เอ็ดเวิร์ดนี่ช่างเลือกสรรคอกเทลรสเลิศให้คุณนะครับ เอาไว้คุณไปเต้นกับผมแล้วผมจะสั่งให้ใหม่”

“เกริดาจะออกไปเต้นพร้อมฉัน ผู้หญิงของนายหว่านเสน่ห์รออยู่ทางโน้นแล้ว ไสหัวไปสักที” ผมออกคำสั่ง พยักหน้าไปทางผู้หญิงสองสามคนที่กำลังมุ่งหน้ามาที่โต๊ะเรา

“ผมอาร์เธอร์” อาร์เธอร์หันไปทักทายเกริดา “ยินดีที่ได้รู้จักคุณ เอ็ดเวิร์ดเล่าเรื่องคุณให้ผมฟังบ้างแล้วคร่าวๆ”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะอาร์เธอร์ เอ็ดเวิร์ดเล่าอะไรเกี่ยวกับฉันให้คุณฟังบ้างคะเนี่ย” เธอถามอย่างเป็นมิตร

“ความน่ารักของคุณเป็นส่วนใหญ่” อาร์เธอร์ทำปากหวาน ทั้งที่แท้จริงแล้วผมแทบจะไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับเกริดาให้เขาฟังเลย “เดี๋ยวผมจะมาหาใหม่ หากพวกคุณยังไม่คิดจะย้ายที่ไปไหน ขอตัวก่อนนะครับ”

“คุณจะให้เกียรติเต้นกับผมสักเพลงไหมเกริดา”

“ฉันจะเต้นกับเธอ” ผมประกาศเสียงดุ เจเรมี่หัวเราะขำขันจากนั้นก็โบกมือยอมแพ้ก่อนบอกว่าเขายังไม่คิดจะเลิกชวนเกริดาหรอกนะ ก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้หญิงที่เขาคงจะไปโปรยเสน่ห์ใส่มาเมื่อก่อนหน้านั้น

“คุณจะเต้นเหรอคะ” ผมรู้สึกได้ถึงมือเล็กที่ที่กุมอยู่บนลำแขนแน่น รอยยิ้มสดใสกระตือรือร้น ท่าทางตื่นเต้นเหมือนทั้งชีวิตนี้เธอไม่เคยเต้นมาก่อน และการได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์สำหรับเธอ “เอ็ดเวิร์ด” เธอเม้มริมฝีปากแน่น

“เฮ้ เอ็ด...ขอยืมตัวเกริดาได้รึเปล่า” ริคประกาศลั่น ดันร่างผู้หญิงที่ทำตัวเป็นไม้เรื้อยเกาะอยู่บนร่างเขาออกจากตัว มุ่งหน้ามาทางเรา

หมับ!

ผมกำข้อมือเกริดาแล้วดึงเธอให้ลุกขึ้น ลากเธอเดินผ่านริคและเจเรมี่มุ่งหน้าตรงไปยังแดนซ์ฟลอ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นของเกริดาถูกกลบด้วยเสียงเพลงจนมิด ผมกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะไปสะดุดเมื่อเหลือบไปเห็นใครบางคนหน้าตาเหมือนออทัม พอหันไปมองอีกทีกลับไม่เห็นผู้หญิงคนดังกล่าวอยู่ตรงนั้นอีกต่อไป รู้สึกได้ว่าข้อมือเล็กของเกริดาหลุดมือผมไปแล้ว ผมรีบแหวกผู้คนตามหาเธอไป ผู้หญิงร่างเล็กในชุดเกาะอกเข้ารูป เอวบางเล็กของเธอมีมือใหญ่ของผู้ชายหน้าไหนไม่รู้โอบรัดเอาไว้ มือนั่นเลื่อนต่ำลงมาเรื่อย ผมเดินจ้ำเท้าเข้าไปที่นั่น เธอหันไปสบตาบุคคลที่วางมือไว้บนสะโพกของเธอ สีหน้ายิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นตกใจ จากนั้นเธอก็ดันร่างใหญ่นั่นออกจากตัวทันที

ขณะที่ผู้ชายคนดังกล่าวกำลังจะขยับเข้าหาเธออีกระรอก ผมก็เดินเข้าประชิดเกริดาได้พอดี เอื้อมมือไปโอบกอดเอวบางเอาไว้ ดึงร่างเธอเข้าหาตัว จากนั้นก็เชยคางเธอขึ้น ก้มลงจูบริมฝีปากสีแดงอ่อนนุ่มเรียวสวยของเธออย่างแผ่วเบา ก่อนเงยหน้าขึ้นพร้อมขยับยิ้มให้เจ้าหมอนั่นอย่างเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะแสดงเสแสร้งออกไปได้ จนกระทั่งในที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายถอยห่างจากพวกเราไป ผมจึงหันกลับมามองเกริดาที่เอาหัวซุกแผ่นอกผมเอาไว้อยู่กอดเอวผมแน่น ผมโอบไหล่เธอเอาไว้จึงรู้ว่าเกริดาตัวเย็นเฉียบ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอรู้สึกกลัวหรือว่าเจ้าตัวกำลังรู้สึกหนาวกันแน่

เสียงเพลงที่เพิ่งจะเปลี่ยนเป็นเพลงบรรเลงสบายๆ ถูกหรี่ให้เบาลง เนื่องจากว่าเจ้าของงานวันเกิดจะประกาศอะไรสักอย่างที่ผมไม่ได้รับฟังอย่างตั้งใจเท่าไหร่นัก เพราะมัวแต่มองดูเกริดาที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาผมอย่างหงอๆ

“ฉันคิดว่าเขาเป็นคุณ” เธอสารภาพพลางเบ้ปาก “หันมาเจออีกทีตกใจจนเกือบจะหัวใจวายแหนะ” จากนั้นเธอก็ปล่อยมือจากตัวผม ขยับตัวออกห่างไปก้าวหนึ่ง

“สงสัยผมจะปล่อยให้คุณอยู่คนเดียวไม่ได้อีกต่อไป ไม่รู้ปลาฉลามหน้าไหนจะมาโฉบงาบหนีไปอีก”

“เอ็ดเวิร์ด” เกริดาเรียกชื่อผมจริงจัง “ขอบคุณนะคะ”

ผมไม่แสดงทีท่าอะไร มองดูเกริดาเขี่ยเท้าไปมาเหมือนเด็กขาดความมั่นใจ คู่เต้นรำที่อยู่ด้านหลังชนเธอจนเซถลาเข้าใส่ผมอีกระรอก แล้วมือเล็กนั่นก็รีบดันร่างผมออกจากตัวทันที

“คุณจูบฉันสองรอบแล้วนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด เงยหน้าขึ้นมาสบตาพลางอมยิ้มกลั้นหัวเราะเหมือนกำลังขำขันอะไร

“ทำไม คุณจะให้ผมรับผิดชอบรึไง” ผมโต้กลับ

“คือ...” เธอเอื้อมมือมาแตะริมฝีปากผมก่อนจะใช้นิ้วโป้งปาดไปตามมุมปากพร้อมกับหัวเราะไปด้วย “...ปากคุณแดงน่ะ”

ผมพ่นลมออกจมูกขมวดพลางคิดว่าเธอไม่มีความจำเป็นต้องเช็ดคราบนั้นออกก็ได้ เพราะอีกไม่นานผมก็จะย้อมปากตัวเองด้วยสีลิปสติกของเธอต่ออยู่ดี ผมกุมข้อมือเธอเอาไว้ ดึงร่างบางขยับเข้ามาใกล้

“ทีนี้เข้าเรื่องจูบได้รึยัง” ผมถามจริงจัง ใบหน้าของเกริดาแดงก่ำและร้อนอย่างที่ผมรู้สึกได้ในระยะห่างแค่ช่วงปลายจมูก “ผมถามคุณว่าจะให้ผมรับผิดชอบรึไง”

“ฉันเป็นคนไทยนะเอ็ด” เธอบอก “คนไทยไม่จูบกันถึงสองครั้งโดยไม่มีความหมาย”

“คุณอยากให้มันมีความหมายเหรอ”

“ฉันหมายความว่า...คุณไม่ควรจูบฉันแบบนั้นอีกหากไม่ได้รู้สึกอะไร เพื่อรักษามิตรภาพระหว่างเราเอาไว้ ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจคุณนะคะ แต่ว่าการจูบควรมีขอบเขตของตัวมันเองด้วย”

“ขอบเขตเหรอ ขอบเขตของผมอยู่ที่ริมฝีปากบน” ผมจูบริมฝีปากบนของเธอก่อนเลื่อนต่ำลงมาที่ริมฝีปากล่าง “และก็ริมฝีปากร่างของคุณเท่านั้น”

...และอาจจะเลื่อนขั้นไปตามเรือนร่างของเธอในคำคืนนี้อีกก็ได้

เกริดาสั่นสะท้านในวงแขนของผม ไม่ยอมพูดอะไรออกมาอีกเลย ผมยิ้มที่มุมปาก ให้เวลาเธอได้แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบแต่เธอไม่ยอมตอบสนอง

“เราลองคบกันได้นี่ ในฐานะแฟน ผมจะดูแลคุณแล้วผมก็มีสิทธิ์ในตัวคุณด้วย คุณคิดยังไง ต้องการอะไร”

“ฉันขอเก็บเรื่องนี้ไปคิดก่อนได้ไหมคะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาตอบ ส่วนผมนึกหงุดหงิดอยู่ในใจว่าร่างกายเธอตอบสนองด้วยการยอมรับจูบจากผมขนาดนั้นยังต้องการเวลาคิดอีกเหรอ

“ได้” ผมข่มอารมณ์บอก ปล่อยร่างเธอออกจากการรัดกุม

“เต้นกันไหมคะ เพลงนี้สนุกจัง” เธอเปลี่ยนสีหน้าเร็วควัน กุมมือผมไว้ก่อนยกมันขึ้นแล้วกระโดดหมุนตัวไปใต้วงแขนของผม กลิ่นหอมจากตัวเธอลอยมาเตะจมูก เรียวขาไล่ไปจนถึงปลายเท้าของเธอกำลังเริงร่าพอๆ กับสีหน้าของเกริดา เธอกระตุกเสื้อผมเบาๆ เป็นสัญญาณให้ผมขยับ แต่ผมไม่สามารถขยับไปไหนได้เพราะความต้องการที่จะสัมผัสแตะต้องเรือนร่างของเกริดาเริ่มไต่ไปถึงท้ายทอย

“ผมจะไปหาอะไรดื่ม” ผมหยุดเธอด้วยการจับตัวเธอหมุนกลับมาบรรจบในอ้อมกอดแล้วก้มหน้าบอก

“ฉันรอที่นี่ได้ไหม”

“คุณอยากให้ใครมาฉุดคุณไปจากตรงนี้รึไง”

“เปล่าค่ะ” เธอทำหน้าหงอ “ฉันไปดื่มกับคุณก็ได้ แล้วเรากลับมาเต้นอีกไหมคะ”

“ผมจะพาคุณไปทำอะไรที่เร้าใจกว่าการโลดแล่นบนแดนซ์ฟลอ” ผมยิ้มที่มุมปาก เกริดายิ้มกว้าง ผมจูงมือเธอไปที่บาร์สั่งเครื่องดื่มเหมือนในตอนแรก เกริดาไม่ได้สนใจแต่มองย้อนกลับไปที่แดนซ์ฟลอท่าทางอาวรมันเสียเหลือเกิน “ผมได้แต่หวังว่าคุณจะยังมีแรงขยับร่างอยู่บนเตียงผมหลังจากนี้”

ผมพึมพำ เครื่องดื่มเสร็จพอดี ผมส่งเครื่องดื่มให้เกริดา เธอยกมันขึ้นดื่มทีเดียวรวดจนหมดเกลี้ยงทั้งที่แท้จริงแล้วเธอควรจะจิบมันทีละนิด ก่อนจะหันกลับมาคะงั้นคะยอให้ผมดื่มเครื่องดื่มจนหมด

“ขอสนุกอีกสักรอบก่อนที่คุณจะพาฉันไปทำอะไรที่เร้าใจกว่านั้นก่อนได้ไหมคะ” เธอเอ่ยกระตือรือร้น ผมรู้สึกขำเธอขึ้นมาจนต้องแอบยิ้มอยู่ในใจ เธอจะไร้เดียงสาไปถึงไหน ผมควรจะเตือนเธอดีไหมว่าเธอไม่ใช่เด็กห้าขวบอีกต่อไป แต่เป็นหญิงสาวที่น่าถวิลหาชวนให้อยากลิ้มลองในระดับหนึ่ง

“ตรงนี้คุณก็เต้นได้นี่”

“แหม...ไม่สนุกหรอกค่ะ” เธอหัวเราะหน่อยๆ เดินเซเล็กน้อย “เครื่องดื่มที่คุณสั่งให้ฉันมีแอลกอฮอล์รึเปล่าคะเอ็ด”

“ทำไม”

“ฉันรู้สึกร้อนไปทั้งตัว”

“นั่นแหละคือสิ่งที่ผมปรารถนา เวลาคุณถอดเสื้อผ้าจะได้ไม่รู้สึกหนาวไง” ผมเอ่ยเบาๆ

“คุณว่าอะไรนะคะ ฉันไม่ได้ยิน” เธอเป็นฝ่ายขยับเข้าหาผมเอง

“ผมว่าจะถือเครื่องดื่มไปด้วยอีกแก้ว คุณจะเอาด้วยไหม”

“ฉันไม่ค่อยหิวน้ำเท่าไหร่”

“เอาเถอะน่า” ผมคะยั้นคะยอ “เราวางแก้วไว้แถวนั้นก็ได้ จากนั้นคุณก็เต้นต่อได้ คุณควรรู้ว่าร่างกายผมมันไม่ยืดหยุ่นพอหากไม่มีอะไรตกถึงท้องตอนนี้”

“คุณสั่งของคุณเถอะค่ะ” เธอดื้อชะมัด ผมหันกลับไปสั่งมาแก้วหนึ่ง ขณะที่หัวคิดอะไรสนุกๆ ตามไปด้วย ผมเดินผ่านผู้คนมากมาย จนกระทั่งสวนกับอาร์เธอร์ ผมสะกิดถามเขาว่าที่นี่เราขอเพลงอื่นนอกเหนือจากเพลงที่เราฟังอยู่ตอนนี้ได้ไหม ผมอยากได้เพลงช้าๆ ซึ้งๆ สักเพลง ให้เขาช่วยไปจัดการให้หน่อย

อาร์เธอร์รับปากผมว่าจะจัดการให้ เกริดายังสามารถเต้นบิดกายยั่วยวนต่อไปได้อีกสักพัก ผมวางแก้วไว้บนบาร์ขนาดเล็กที่มุมๆ หนึ่งติดกับจุดที่พวกเรายืนแล้วเดินเข้าไปแจมกับเธอ แผ่นหลังของเกริดาเบียดอกผมขณะที่เราโยกตัวไปตามจังหวะเสียงเพลง เธอหมุนตัวหันกลับมาแล้วจับมือผมเอาไว้ตอนที่ดีดตัวออกห่างก่อนจะขยับเข้าหาพร้อมกับเสียงหัวเราะท่าทางสนุก หน้าเธอแดงมากกว่าเดิมเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

“คุณเคยดื่มแอลกอฮอล์บ้างรึเปล่า” ผมถามเมื่อเรายืนชิดกัน เกริดากุมไหล่ผมไว้เพราะคงจะรู้ว่าตัวเองกำลังเซ

“นิดหน่อยค่ะ ไม่มาก เคยดื่มแชมเปญหรือไวน์ก็ไม่รู้สามแก้วแล้วหลับไปเลย” เธอหัวเราะ

“อีกหน่อยจะมีเพลงช้า ผมอยากเต้นแบบผ่อนคลายหน่อย คุณสนไหม”

“แน่นอนค่ะ ฉันน่ะชอบเต้นอยู่แล้ว” เธอบอก ผมก็เห็นมาแล้วจึงไม่ขอออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น

เสียงเพลงเริ่มบรรเลง ผมเอื้อมมือไปหยิบแก้วเครื่องดื่มมา

“คุณเชื่อเรื่องบาปเวลาที่เราดื่มหรือรับประทานอะไรไม่หมดไหม” ผมถามเกริดา

“เชื่อค่ะ ตอนเป็นเด็กฉันไม่เคยทานอะไรเหลือเลย” เธอเอ่ยท่าทางภาคภูมิใจ “จึงไม่ต้องกลัวบาป ฉันหมายความว่าทุกวันนี้ฉันก็ไม่รับประทานอะไรให้หลงเหลือตกค้างนะคะ”

“ผมบาปมาบ่อยหนแล้ว” ผมแสดงสีหน้าสลดเสแสร้งก่อนยกเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ “คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม ผมดื่มไม่ไหวแล้ว นี่จะเป็นแก้วที่สามของผมแล้วนะ”

“ก่อนหน้านั้นคุณไม่ได้ดื่มหมดสักหน่อย”

“คุณคะยั้นคะยอให้ผมดื่มจนเกลี้ยงขนาดนั้น”

“ฉันหมายถึงแก้วแรก คุณดื่มไปนิดเดียวเอง” เธอช่างสังเกตมากเลยทีเดียว

“คุณบังคับให้ผมดื่มรวดเดียวขนาดนั้น ก็ทำผมจุกแล้ว”

“คุณนี่เหมือนเด็กที่ชอบบ่นอิดออดเรื่องอาหารเวลาคุณแม่บีบบังคับให้กินรึเปล่าคะ” เธอดึงแก้วไปจากมือผม วินาทีนั้นเหมือนมีหอกแหลมปักลงกลางใจเมื่อได้ยินคำว่า แม่จากปากของเธอ สิ่งนี้ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับผมแต่มันกลับเป็นจุดอ่อนที่ผมรักษาไม่ได้

“อย่าเอ่ยคำนั้นอีก”

“อะไรนะคะ”

“ผมบอกว่าอย่าเอ่ยคำนั้นอีก” ผมกัดฟันบอก

“คำไหนคะ” เธอมองผมตาเยิ้มส่งแก้วคืนให้ผม ก่อนที่ผมจะบีบแก้วจนแตกผมจึงรีบวางมันไว้ทันที จะจับข้อมือเกริดาก็กลัวว่าจะหักแขนนั่นแทน ผมจึงยืนอยู่เฉยๆ รอให้อารมณ์สงบคงที่

เกริดาเดินเข้าหาผมเองเมื่อเพลงเริ่มบรรเลง เธอยกมือขึ้นมาโอบรอบคอผมไว้ ผมจึงวางมือไว้บนสะโพกของเธอ พวกเราขยับกายไปมาอย่างสงบ เต้นไปได้สักพักผมก็รู้สึกได้ว่าถูกเกริดาเหยียบเป็นครั้งแรก แล้วครั้งที่สอง ที่สามก็ตามมาติดต่อกัน ร่างบางเซเข้าหาผมก่อนมือนั่นจะลดต่ำลงมากอดตัวผมเอาไว้แทน ผมต้องหยุดเต้นแล้วยืนอยู่นิ่งๆ ให้เธอพิง

“เอ็ดเวิร์ดคะ” เธอเอ่ยขึ้น

“หืม”

“ฉันเพิ่งนึกได้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์ก็ทำให้บาปเหมือนกันตามศีลห้าของศาสนาพุทธ”

“วันนี้คุณถือศีลห้ารึเปล่าล่ะ”

“ไม่ถือหนึ่งวันก็ได้ค่ะ”

“คุณฉลาดมากรู้ไหมที่ตัดสินใจไม่ถือศีลหนึ่งวัน” ผมบอก อดขำเธอไม่ได้ “และก็เก่งมากด้วยที่ทำให้ผมรู้สึกขำได้”

เธอทำให้ผมขำมาหลายครั้งแล้วสำหรับวันนี้ ผมมองดูเกริดาอย่างรู้สึกชื่นชม...เป็นครั้งแรก ความรู้สึกที่บริสุทธิ์จากหัวใจ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก และผมก็ไม่สามารถบังคับหรือควบคุมให้มันเกิดได้เช่นกัน ผมนึกประหลาดใจ เหมือนมีอะไรบางอย่างในความคิดของผมเกี่ยวกับตัวเธอกำลังจะเปลี่ยนไปเช่นกัน

“ฉันคิดว่าฉันเมาแล้วแหละค่ะ” เธอบอก “พาฉันไปนั่งพักได้ไหมคะ”

“ได้สิ” ผมประคองเธอเดินกลับไปยังโต๊ะที่ว่าง วางร่างบางไว้บนนั้น เกริดาเอียงกายทิ้งหัวลงบนที่นั่งยาวแล้วยกขาขึ้นมาวางพาดกับตักผม ผมมองดูรองเท้าคู่สีแดงฉูดฉาดตัดกับสีผิวขาวเนียนเรียบของเธอจนกระทั่งอดใจไม่ไหวอีกต่อไป

ผมจับเกริดาขึ้นนั่งและกำลังจะอุ้มเธอ มือเล็กก็วางพาดบ่าก่อนที่ศีรษะจะโน้มเข้าหาหน้าของผม

“เอ็ดเวิร์ด ตัวคุณหอมจัง” เธอพึมพำคอพับพาดหัวกับไหล่ผม

“คุณก็เหมือนกัน” ผมก้มลงจูบลำคอของเกริดาอย่างแผ่วเบาก่อนจะจริงจังมากขึ้นเมื่อผิวของเธอต้องปลายลิ้นผมโดยบังเอิญ มือสัมผัสถูกผิวเนียนนุ่มก็ลูบไล้เรียวขาของเธอเป็นอัตโนมัติ

“คุณทำอะไรคะ”

“เปิดเส้นทางสู่ความเร้าใจ”

“คุณจูบคอฉันรึเปล่า”

“คุณวิเคราะห์เรื่องนี้เก่งกว่าเส้นทางและท้องถนนของนครมิวนิคเสียอีก” ผมยิ้มอย่างพึงพอใจ จูบผิวเธอดูดดื่มกว่าเดิม ผมอยากจะกลืนเธอไปทั้งตัว

“คุณทำแบบนี้ในที่สาธารณะไม่ได้หรอกนะคะ”

“ผมก็กำลังคิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน” ผมผละตัวออก มองดูเกริดาหลับตาพริ้มเหมือนเจ้าหญิง จากนั้นก็อุ้มเธอขึ้น “ผมจะพาคุณไปในที่ของผมก็แล้วกัน”

เธอไม่โต้ตอบ ดูเหมือนเธอจะหลับไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้เธอยังบอกว่าดื่มแอลกอฮอล์สามแก้วแล้วจะหลับอยู่เลย ทว่าคราวนี้เธอดื่มไปแค่สองก็กลายเป็นเด็กอ่อนเวลาง่วงนอนไปเสียแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเกริดาเวลาอ่อนปวกเปียกน่าลิ้มลองกว่าที่คิด ที่สำคัญความรู้สึกนี่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความแค้นหรือต้องการจะประชดใจ แต่เกิดจากความต้องการในตัวเธอขึ้นมาจริงๆ

“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้นะ” เสียงของออทัมหยุดผมไว้เมื่อเดินมาถึงประตูทางออก ผมหันกลับไปจึงรู้ว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ตาฝาด ตอนนี้ออทัมมายืนอยู่เบื้องหน้าผม

“ปล่อยเหรอ” ผมเลิกคิ้วสูง

“คุณไม่ควรทำแบบนี้กับเธอนะคะ”

“ผมก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้กับเธอแต่แรกหรอกนะ ผมอยากทำแบบนี้กับคุณต่างหากออทัม” ผมบอกแล้วเดินออกจากประตูมา

“เอ็ดเวิร์ด คุณจะพาเกริดาไปไหน” ออทัมวิ่งตามมา

“จะให้ผมตอบตรงๆ รึเปล่า” ผมย้อน “ผมจะพาเธอไปร่วมรัก” ผมเดินมาถึงรถพอดีจึงเปิดประตูออก วางร่างของเกริดาไว้เบาะหลัง ก่อนจะมาเผชิญหน้ากับออทัมต่อ

“ได้โปรดปล่อยเธอไปเถอะค่ะ”

“คุณจะแลกตัวเองกับเธอไหมล่ะ แล้วผมจะทำตามคำขอ คุณควรรู้ว่าหากคืนนี้ผมไม่ได้ใช้พลังงาน ร่างกายผมจะต้องระเบิดไม่มีชิ้นดีแน่ๆ”

“คุณเลิกทำตัวเป็นเด็กเจ้าปัญหาเถอะค่ะ เกริดาเป็นคนดีมาก เธอไม่สมควรถูกกระทำแบบนั้น และคุณก็ไม่ควรจะเรียกร้องอะไรจากฉันด้วย คุณไม่สามารถมีความสุขได้หรอกหากทำทุกสิ่งทุกอย่างลงไปเพราะความแค้นน่ะ”

“งั้นคุณก็ช่วยแนะนำความสุขที่แท้จริงให้ผมได้รู้จักสิ” ผมตวาดลั่น รู้สึกโมโหขึ้นมา “อย่ามาทำเป็นรู้ดีเกี่ยวกับผมหน่อยเลย ตอนที่ผมขอคบกับคุณ คุณก็ปฏิเสธ พอตอนนี้ผมได้ผู้หญิงอื่นคุณก็สั่งให้ผมเลิกยุ่งกับเธอ ระวังตัวคุณเอาไว้ให้ดีเถอะ ผมไม่เอาคุณไว้แน่”

“ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคุณจะระวังตัวเองได้ดีเหมือนอย่างที่เตือนออทัมไหม” ผู้ชายคนหนึ่งโผล่มา เขาตัวสูงพอๆ กับผม หน้าตาอ่อนหัดกวนประสาท และเขาก็ไม่ใช่ไดม่อน

“ผมไม่เคยคิดจะระวังตัวหรอก” ผมบอกแล้วหันหลังให้เขาเพื่อปิดประตูหลัง กำลังจะเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับเพราะไม่อยากเสียเวลาให้เสียอารมณ์ไปกับพวกนี้

หมืด ปัง!

หัวของผมถูกจับฟาดกับกระโปรงรถเข้าอย่างจัง รู้สึกมึนจนเกือบจะแยกแยะอะไรไม่ออก ร่างผมถูกเขากระชากขึ้นก่อนจะตามมาด้วยหมัดหนักๆ อีกหนึ่งหนบนโหนกแก้มของผม เลนส์สายตาผมมองเห็นเขาเพียงนิดหน่อย เขากำลังจะต่อยผมอีกรอบแต่ผมเตะขาเขาจนเจ้าตัวล้มลงไปกองอยู่กับพื้น

ออทัมกำลังพยายามที่จะดึงร่างเกริดาออกจากรถผม แต่ผมไม่มีเวลาที่จะไปห้ามเธอเพราะต้องจัดการกับไอ้หมาบ้าตรงหน้าที่กำลังจะลุกขึ้นมา ผมซัดหน้าเขาจนสุดแรง จากนั้นก็ถูกเขาลากลงไปบนพื้น ฟัดกันเหมือนหมูเหมือนหมาอยู่ข้างถนน เขาคร่อมร่างผม ผมต่อยเขาก่อนที่เขาจะได้ต่อยผมตอบแล้วพยายามลุกขึ้น ออทัมดึงเกริดาออกจากรถได้สำเร็จ ผมจึงรีบพุ่งเข้าหาเธอแต่ยังไปไม่ถึงก็ถูกอะไรสักอย่างกระแทกแรงบริเวณท้ายทอยจนผมเสียหลักล้มลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ

ผมเห็นหมอนั่นวิ่งเข้าหาออทัมแล้วอุ้มร่างเกริดาขึ้นไว้ในอ้อมแขน ออทัมหันกลับมามองผมสีหน้าวิตกกังวลแต่เธอก็รีบวิ่งตามผู้ชายคนนั้น ออกห่างจากผมไปเรื่อยๆ สิ่งที่ผมสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลคือรองเท้าคู่สีแดงของเกริดา หัวเริ่มหนักอึ้ง หน้ามืดตามัว ผมตะเกียกตะกายเข้าไปพักบนเบาะหลังรถอย่างยากลำบาก ทิ้งกายลงนอนบนนั้นอย่างหมดสภาพเล็กน้อย คิดแค้นออทัมและผู้ชายคนนั้นขึ้นมาอย่างห้ามใจไม่ได้

 

 

 






นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

198 ความคิดเห็น

  1. #139 Yama-Maki (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 / 00:37
    มาช่วยค่ะ ><
    เรียบร้อยแล้วน้า
    #139
    0
  2. #138 peat_peach (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 / 22:35
    เข้าไปทำมาแล้ววววว
    ผลออกมาเป็นยังไงกระซิบบอกบ้างก็ดีนะคะ ^^
    #138
    0