Lucifer หนึ่งรักจุมพิตร้อน

ตอนที่ 10 : บทที่ 10 รุ่มรักในคืนร้อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    31 ม.ค. 62



บทที่ 10 รุ่มรักในคืนร้อน

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2014

“วันนี้เป็นวันพิเศษ” ลูซิเฟอร์คุยกับเงาสะท้อนภาพชายหนุ่มร่างสูงเรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวระต้นคอ นัยน์ตาสีเขียวฉายแววเลื่อนลอย จากนั้นภาพสะท้อนของเด็กชายผมสีทองนัยน์ตาสีเดียวกันกับเขาก็แทรกเข้ามา รอยยิ้มสดใสไร้เดียงสาบนใบหน้าของเด็กชายเรียกความทรงจำที่เคยสูญหายไปนานให้กลับมาฉายในโสตประสาทของเขาอีกครั้ง

 

ฤดูใบ้ไม้ผลิเมื่อนานมาแล้ว ท่ามกลางสวนซุ้มไม้เลื้อยที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถากุหลาบในบ้านหลังหนึ่งในประเทศแอฟริกาใต้ หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ กำลังนั่งจิบน้ำชามองผ่านระเบียงซุ้มไม้ไปยังสวนเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยต้นโครคอสเมียลูซิเฟอร์ ที่เธอเป็นคนปลูกมันขึ้นมาและดูแลเองกับมือเป็นระยะเวลาหลายปี ทว่าปีนี้เธอกลับต้องจ้างวานให้เด็กหนุ่มเพื่อนบ้านผู้ขัดสนทางการเงินให้มาช่วยเหลือดูแลสวนแทน

“ลูซิเฟอร์ ลูกรักของแม่” หญิงสาววางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เมื่อเห็นว่าลูกชายของเธอกำลังรบกวนเด็กหนุ่มผู้แสนดี ที่ต้องคอยตอบคำถามมากมายอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ให้กับลูกชายผู้มีความสงสัยอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้เช่นกัน “มาหาแม่สิจ๊ะ”

“ครับแม่” เด็กชายขานรับ ก่อนจะออกวิ่งอย่างกระตือรือร้น อ้อมสวนไปจนถึงทางเข้าโครงซุ้มไม้เลื้อย พุ่งตรงมายืนอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาวผู้เป็นแม่ภายในระยะเวลาอันสั้น

“โถลูกแม่ วิ่งไวขนาดนี้ ลูกน่าจะไปลงสมัครแข่งวิ่งนะจ๊ะหญิงสาวหัวเราะขำขัน เด็กชายหัวเราะตอบ “บางทีในอนาคตลูกอาจจะเป็นนักแข็งระดับชาติก็ได้”

“ผมไม่ชอบการแข่งขันหรอกครับ” เขายอมรับด้วยท่าทางขึงขัง “แม่ครับ แม่รู้ไหมว่าพ่อของร็อบเป็นบาทหลวงด้วย ผมไม่เคยรู้เลยว่าเขามีพ่อที่ทำงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่แม่รู้ไหมครับ ร็อบบอกว่าเขาอยากเป็นนักออกแบบสวนมากกว่า ทว่าทางบ้านเขาไม่มีเงินสนับสนุนมากพอที่จะส่งเสริมเรื่องการเรียนของเขา แม่ครับ แม่จะว่าอะไรไหมถ้าหากผมจะยกลานของเล่นที่ติดกับสวนแม่ให้เขาออกแบบสวนให้เรา ผมโตแล้ว ผมไม่ต้องการของพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว ถ้าผมอยากเล่น ผมจะออกไปเล่นที่สวนเด็กเล่นสาธารณะก็ได้ จะได้เจอผู้คนเยอะๆ ด้วย แล้วแม่รู้อะไรไหมครับ ผมจะได้เรียนรู้อะไรจากเขาด้วยไง เพื่อที่ผมจะได้ดูแลสวนให้คุณแม่ได้ในวันที่ร็อบไม่ว่าง และคุณแม่ยังออกไปตากแดดไม่ได้”

“โถ...ลูกรัก” หญิงสาวเอื้อมมือไปวางไว้บนศีรษะของลูกชาย ดวงตาของเธอปริ่มไปด้วยหยดน้ำใสๆ ที่พร้อมจะไหลรินลงมาได้ทุกเมื่อ

“คุณแม่ร้องไห้ทำไมครับ”

“แม่ไม่ได้ร้องจ้ะ แม่แค่ตื้นตันใจ”

“คุณแม่ตื้นตันจนเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่ได้ใช่ไหมครับ”

“แบบนั้นล่ะจ้ะ”

“แล้วคุณแม่ตื้นตันใจด้วยความรู้สึกอะไรครับ เพราะอะไร และทำไมน้ำตาต้องไหลเวลาที่คุณแม่รู้สึกตื้นตันด้วยล่ะครับ”

“ก็เพราะว่า...” เธอยื่นมือเข้าหาเด็กชาย ส่งสัญญาณให้เขาขึ้นมานั่งบนตักของเธอ หากเป็นเด็กคนอื่น เขาคงปฏิเสธที่จะนั่งตักแม่ในวัยเจ็ดขวบ เพราะความเชื่อที่ว่าพวกเขาโตพอ และจะไม่ทำตัวเป็นเด็กอีกต่อไป ทว่าลูซิเฟอร์ไม่เคยปฏิเสธความต้องการของแม่เขา ไม่ว่าจะในที่สาธารณะ ต่อหน้าสาวที่เขาแอบชอบ เขาไม่อายที่จะต้องนั่งตักแม่เขาต่อหน้าทุกคน “เพราะว่าแม่รักลูกมาก และก็ดีใจมากที่ลูกของแม่รู้จักเสียสละ แม่ดีใจที่ลูกมีความเห็นอกเห็นใจต่อร็อบ จิตใจของลูก ทำให้แม่รู้สึกตื้นตัน และรู้สึกขอบคุณต่อพระเจ้าที่มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับแม่เสมอมา และเป็นเพราะว่าแม่รักลูกมาก การได้รับรู้ว่ารากฐานทางจิตใจของลูกเป็นอย่างไร ทำให้แม่ไม่ต้องห่วงอีกต่อไปว่าลูกจะเติบโตเป็นคนแบบไหน เมื่อถึงเวลาที่แม่ต้องไป แม่ก็จะจากไปอย่างมีความสุข”

“คุณแม่จะไปไหนครับ”

“แม่ต้องกลับไป ในที่ที่แม่จากมา”

“ที่ไหนครับ คุณแม่มาจากที่นี่นี่นา”

“เอาไว้แม่จะเล่าให้ฟังอีกทีนะจ๊ะ” หญิงสาวจูบศีรษะของลูกชายพลางกอดเขาเอาไว้แนบอก “ลูกคิดเอาไว้รึยังจ้ะ ว่าลูกอยากทำอะไรเมื่อโตขึ้น”

“ผมอาจจะเป็นเด็กฝึกทำสวนกับร็อบ ผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันครับ ตอนนี้ผมชอบวิชาเลขมากเลย คุณแม่รู้ไหมครับว่าอาชีพไหนต้องใช้ตัวเลขเยอะๆ ขนาดนั้น”

“ถ้าเรื่องตัวเลข ลูกต้องปรึกษาพ่อของลูกนะจ๊ะ แม่เองก็ไม่ค่อยเก่งเรื่องตัวเลขเท่าไร” หญิงสาวมุ่ยหน้า “ลูกคิดยังไงกับอาชีพบาทหลวงบ้างจ้ะ”

“บาทหลวงหรือครับ เป็นอาชีพที่น่านับถือยกย่องอย่างมาก พวกเขารับฟังคำสาบานจากผู้คน รับฟังคำสารภาพบาปและขอให้พระเจ้าอภัยให้ผู้คนได้ด้วย คอยเป็นสักขีพยานแก่คู่รัก รับขวัญเด็กทารก ทั้งยังส่งต่อวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้กับพระเจ้า คนหนึ่งคน ทำได้มากมายขนาดนี้ ถือเป็นเกียรติมากครับแม่”

“สำหรับตัวลูกเอง ลูกคิดยังไงกับอาชีพนี้จ้ะ” หญิงสาวเอียงหน้ามองลูกชายที่หันหน้าเข้าหาเธอ

“คุณแม่อยากให้ผมเป็นบาทหลวงหรือครับ”

“แม่แค่คิดว่า...แม่แค่คิดว่า มันเป็นอาชีพที่ช่วยส่งวิญญาณที่ดี” เธอกัดริมฝีปากของตัวเองที่เอ่ยประโยคนั้นออกไป ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้าง “และเป็นอาชีพที่ดี ตอนที่ต้องเป็นสักขีพยานต่อคู่รัก และรับขวัญทารก เหมือนอย่างที่ลูกพูดเลยจ้ะ แม่แค่คิดว่า การได้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อดวงวิญญาณความรักสองดวงเข้าด้วยกัน มันสวยงามมาก”

“ถ้าคุณแม่อยากให้ผมเป็น ผมจะเป็นบาทหลวงก็ได้ครับ” เด็กชายรับปาก ก่อนจะยืดตัวขึ้นเพื่อหอมแก้มแม่ของเขา “ผมรักแม่มากนะครับ”

 

“วันนี้ ผมได้สวดส่งวิญญาณของพวกเขาให้แก่พระเจ้าแล้วนะครับ” ลูซิเฟอร์หันไปพูดกับรูปของหญิงสาวที่วางอยู่บนชั้นบนสุดในตู้เสื้อผ้าของเขา “ตั้งแต่เดือนที่แล้วจนถึงเดือนนี้ผมทำพิธีให้คู่สมรสถึงสามคู่ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะบอกแม่ว่าทำไมวันนี้เป็นวันพิเศษที่ดี ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเพราะว่าวันนี้ ผมจะพาผู้หญิงที่ผมรักมาที่นี่ ผมจะทำอาหารค่ำให้เธอ เราจะฉลองแด่ความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสอง ผมอยากเป็นคนดี...สำหรับเธอ เหมือนที่ผมเคยอยากเป็นคนดี สำหรับคุณแม่ เธอทำให้ผมกลับมาทำหน้าที่บาทหลวงมากขึ้น และรักมันมากกว่าการเทรดหุ้นนิดหน่อย”

ลูซิเฟอร์ยิ้มให้กับตัวเองในกระจก เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นภาพจัสติน่าพยายามที่จะจัดการเขาทุกครั้งที่เขาไปค้างกับเธอแต่ไม่เคยสำเร็จ แต่เป็นเขา...ที่จัดการเธอแทน เขารู้สึกขำในความพยายามที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า และประหลาดใจที่เขาอดทนอดกลั้นต่อความปรารถนาของตนมาได้นานขนาดนี้ เขาไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไร แต่ก็รู้สึกมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดีจนไม่ได้อยากจะค้นหาคำตอบสักเท่าไร

ลูซิเฟอร์ยังมีเรื่องให้ต้องจัดการอีกสำหรับค่ำคืนนี้ นึกขึ้นได้ว่าการยืนส่องกระจกคุยกับตัวเองและภาพของแม่ไม่ได้ช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นทันเวลาการนัดหมายของเขาได้ ซึ่งเหลืออีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เขาจึงเปลี่ยนไปใส่ชุดสบายๆ สำหรับเข้าครัว และค่อยจะอาบน้ำแต่งตัวใหม่ก่อนออกไปหาจัสติน่า

 

จัสติน่ายืนมองตัวเองในกระจก ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิในใจการเลือกสรรชุดที่จะสวมใส่ในวันนี้เป็นอย่างมาก เธอรู้สึกขอบคุณแอเรียล แม่บ้านผู้น่ารักที่คอยมาช่วยดูแลบ้านให้เจสันพี่ชายของเธอ ที่มีส่วนร่วมในการเลือกสรรชุดสวยๆ แบบนี้ให้เธอได้สำเร็จทันเวลาสำหรับวันสำคัญแบบนี้ เธอค่อยๆ หย่อนเท้าเข้าไปในรองเท้าส้นสูงสีแดงสดเข้ากันกับชุดที่เธอซ่อนเอาไว้ภายในเสื้อคลุมทรงกระโปรงบานยาวคลุมเข่าสีดำ หลังจากจัดเข็มขัดเสื้อคลุมให้เข้ารูปแล้ว จัสติน่าก็หมุนตัวสำรวจร่างกายของตัวเองอีกรอบ มองดูริบบิ้นสีแดงที่เธอใช้ผูกผมหางม้าอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงข้อความจากมือถือ

“วันนี้ไม่มากินข้าวกับพี่อีกแล้วนะ ที่สำคัญ เดี๋ยวนี้น้องต้องฝากข้อความไว้กับแม่บ้านแทนที่จะเป็นฝ่ายบอกพี่เองตรงๆ แล้วหรือไง” -พี่ชายตัวป่วน-

“แหม ก็ตอนที่น้องไปหาพี่ไม่อยู่บ้านนี่คะ ที่สำคัญ...เห็นพี่ชอบใช้งานแม่บ้านจนคุ้มเงิน น้องก็แค่อยากสนองการใช้งานสุดคุ้มช่วยพี่เท่านั้น” -สาวน้อยผู้ตกหลุมรักโครคอสเมีย-

“ทำไมพักหลังๆ เราชอบทำตัวมีลับลมคมในกับแอเรียลแบบนั้น แถมพอพี่ถามอะไรไปเธอก็ไม่ตอบ พี่ชักไม่แน่ใจแล้วว่าเธอเป็นแม่บ้านหรือเป็นองค์กรกุมความลับของชาติกันแน่” -พี่ชายตัวป่วน-

“ความลับของน้อง ไม่ใช่ความลับของชาติสักหน่อย ที่พาลกลับแบบนี้ หงุดหงิดเพราะแอเรียลไม่ยอมบอกความลับของน้อง หรือว่าหงุดหงิดเพราะเธอมีหนุ่มมาจีบกันคะพี่ชาย” -สาวน้อยผู้ตกหลุมรักโครคอสเมีย-

“น้องรู้เรื่องคนมาจีบเธอได้ยังไง ตกลงมีคนมาจีบเธอจริงๆ ใช่ไหม” -พี่ชายตัวป่วน-

“ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าจีบ เขาก็แค่ทำหน้าที่บุรุษไปรษณีย์ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีก็เท่านั้น” -สาวน้อยผู้ตกหลุมรักโครคอสเมีย-

“พี่ขอตัวก่อนนะ” -พี่ชายตัวป่วน-

จัสติน่าอ้าปากค้าง นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ เจสันพี่ชายเธอคงยังไม่ปล่อยแอเรียล แม่บ้านคนสวยให้กลับบ้านเร็วแน่ๆ เพราะเป็นวันที่เขาเลิกงานทีไร และจะชอบกลับบ้านมาคุมงานเองตลอด เธอเกือบจะนึกสงสารหญิงสาวขึ้นมา แต่ก็อยากจะทำให้แอเรียลใจอ่อนกับพี่ชายเธอสักที เพราะเธอรู้ดีว่าพี่ชายเธอนั้นคลั่งไคล้ผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน เขาคลั่งไคล้เธอมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ทันที่จัสติน่าจะมีโอกาสได้ส่งข้อความไปเตือนแอเรียล เธอก็ได้รับข้อความจากลูซิเฟอร์ ที่ส่งมาเตือนว่าเขารออยู่หน้าร้านเธอแล้ว

จัสติน่าสูดหายใจเข้าเต็มปอด รีบพิมพ์ประโยคที่ว่า ระวังพี่ชายฉันด้วย แล้วกดส่งข้อความ ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายข้างสีแดงขนาดเล็กขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้องแต่งตัว ผ่านไปยังห้องนั่งเล่น ส่องกระจกที่แทรกอยู่ระหว่างพุ่มไม้ในโซนร้านดอกไม้ของตัวเองอีกครั้ง มองดูนาฬิกาฝาผนังบอกเวลา 20:20 . แล้วยิ้มกริ่ม เธอตั้งใจไว้อย่างหนักแน่นว่าคืนนี้เธอจะต้องเอาชนะใจเขาให้ได้

เมื่อจัสติน่าเดินมาทางออก ขณะที่มือของเธอเลื่อนไปกุมลูกบิดประตู เธอสังเกตเห็นว่าลูซิเฟอร์ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว แต่มีใครสักคนที่กำลังพูดคุยกับเขาอยู่ ขณะที่เขายืนหันหลังให้กับร้าน ตัวเขาบดบังคู่สนทนาเอาไว้ จัสติน่าเบี่ยงตัวเข้ามุม เพราะไม่อยากออกไปแล้วเจอใครขัดจังหวะการนัดพบของพวกเขา เธอต้องการที่จะอยู่กับลูซิเฟอร์เพียงลำพังสองต่อสองเพียงเท่านั้น แต่เมื่อลูซิเฟอร์เบี่ยงตัวเพื่อหันกลับมามองยังประตูของร้าน ในมือของเขาก็กำลังพยายามปักช่อดอกไม้สีแดงเพลิงขนาดเล็กลงในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหันไปพูดคุยกับคู่สนทนาที่จัสติน่ามีโอกาสได้เห็นหน้าอย่างชัดเจนสักที

“โรแวน โรแวนมาทำอะไรที่นี่ตอนนี้ สงสัยออกไปเที่ยวแล้วผ่านมาแถวนี้พอดี” เธอเอียงหัวเล็กน้อย และเมื่อโรแวนเริ่มออกเดิน เธอก็สังเกตเห็นว่าข้างหลังโรแวนยังมีเด็กสาวอีกหนึ่งคนยืนอยู่ด้วย เด็กสาวหน้าตาสะสวยในชุดกระโปรงเข้ารูปดูเปรี้ยวจนเข็ดฟันที่เธอไม่รู้จักยืนอยู่ตรงนั้นด้วย เธอเขย่งเท้าขึ้นจูบโรแวนหลังจากพวกเขาบอกลาลูซิเฟอร์และเดินออกห่างจากคู่สนทนาไปได้ไม่กี่ก้าวเท่านั้นเอง “นั่นโรแวนหรือคะ”

“จัสติน่า” ลูซิเฟอร์สะดุ้งโหยงเมื่อถูกหญิงสาวพุ่งเข้าใส่ เธอมาหยุดข้างเขาทั้งยังยืนถ่างขาอยู่ในท่าเตรียมวิ่งจริงจัง ในลักษณะที่เขามองแล้วไม่รู้ว่าจะตกใจหรือว่าขำดี ทั้งสีหน้าของเธอยังจริงจังยิ่งกว่าท่าทางเสียอีก

“โรแวนมากับใคร”

“แฟนเขาน่ะ”

“แฟน” หญิงสาวอ้าปากค้าง “โอ้ไม่นะ แคลริตี้ต้องอกหักแน่เลย”

“ผมก็คิดอย่างนั้น”

“ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขามีแฟน”

“นั่นสิครับ”

“เด็กคนนั้นจะลาออกไหมนะ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ดีเลย ฉันกลัวเธอจะรับมือกับมันไม่ได้เมื่อรู้ความจริง”

“ผมว่าเธอรับมือกับมันได้นะ เพราะเธอคงไม่ได้รักเขาจนหัวปักหัวปำขนาดนั้น มันก็แค่ความหลงน่ะ”

“คุณดูรู้จักแคลริตี้ดีจังเลยนะคะ” หญิงสาวหันหน้าเข้าหาชายหนุ่ม “แล้วอย่างนี้ คุณรู้ด้วยไหม ว่าฉันหลงรักคุณหัวปักหัวปำรึเปล่า”

“ถ้าเรื่องนั้น” เขาคว้าร่างบางเข้าไปกอด จัสติน่าตั้งตัวแทบไม่ติด “คุณต้องแสดงให้ผมเห็นแล้วละ ว่าหลงรักผมจนหัวปักหัวปำไหม”

“ฉันทำแน่” หญิงสาวเผยอริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย พลางเลิกคิ้วอย่างท้าทาย ก่อนจะค่อยๆ เขย่งเท้าขึ้นกัดริมฝีปากของชายหนุ่ม เบียดร่างตัวเองกับร่างของเขา ดันเข่าเข้าไปในหว่างขาของเขาขณะที่จูบชายหนุ่มอย่างดูดดื่มที่สุดเท่าที่ความสามารถของเธอจะทำได้ ลูซิเฟอร์ขำในลำคอเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่รวบเรียวขาของหญิงสาวออกจากขาตน แล้วจัดแจงหญิงสาวให้อยู่ในท่าที่ควรจะอยู่ในที่สาธารณะแห่งนี้ แม้ว่าจะไม่มีใครเดินผ่านมาแล้วก็ตาม

“คุณกะจะเผาผมทั้งเป็นเลยสินะ”

“คุณจะได้รู้ยังไงล่ะคะ ว่าฉันหลงรักคุณหัวปักหัวปำรึเปล่าน่ะ”

“ผมไม่ค่อยฉลาดเท่าไร คุณคงต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้บ่อยๆ”

“อย่าท้าฉันนะคะ ลูซิเฟอร์”

“ผมเปล่าท้าคุณเลย จัสติน่า”

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(