Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,636 Views

  • 56 Comments

  • 64 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    461

    Overall
    2,636

ตอนที่ 9 : สงครามแย่งชิงเขตแดน (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    30 ธ.ค. 61

ในวันที่ 11 ของเกมส์แห่งสงคราม

กองกำลังฝ่ายมนุษย์ กองกำลังฝ่ายยักษา และกองกำลังฝ่ายอาร์โธรโพดา ทั้งสามขุมกำลังต่างกำลังจะทำสงครามซึ่งกันและกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว

และฝ่ายที่เริ่มเคลื่อนไหวก่อนใครก็คือพวกอาร์โธรโพดา

ภายใต้การนำของสเลบและสกัด กองพลอาร์โธรโพดาทั้งหมดหนึ่งแสนนายจึงได้เริ่มเคลื่อนทัพไปในทิศเหนือ

เป้าหมายของพวกเขาคือเผ่า [มนุษย์] และเผ่า [ยักษา]

การเดินทางจากส่วนกลางของพื้นที่ทุ่งหญ้าไปหยั่งค่ายของทั้งสองฝ่ายนั้น ปกติต้องใช้เวลาถึงหกวันห้าคืน

แต่ด้วยความรวดเร็วอันเป็นเอกลัษณ์ของเผ่าอาร์โธรโพดา เลยทำให้พวกเขาใช้เวลาเพียงสี่วันสามคืนเท่านั้น

ซึ่งเป็นโชคดีของบานากับแครอท ที่กองทัพของพวกเขาทั้งสองไม่ได้พบกันกลางทางในช่วงวันที่ 12 ของการเดินทัพทั้งส่องฝ่ายในช่วงกลางดึก

พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าได้เดินทัพสวนกันบนท้องทุ่งที่กว้างใหญ่แห่งนี้

กองทัพที่นำโดยสเลบมีมดทหารเลวหนึ่งแสนนาย มดทารระดับสูงหนึ่งหมื่นนาย และมดระดับองครักษ์อีกหนึ่งหมื่นนาย

มดทหารเลวมีความสูงเฉลี่ยที่ร้อยห้าสิบเซนติเมตร เป็นมดทหารระดับล่างสุดของกองทัพ

มดทารระดับสูงจะมีความสูงที่สองร้อยเซนติเมตร พวกนี้จะมีปีกบินบนฟ้าได้สูงประมาณห้าเมตร และมีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามดทหารเลว

มดระดับองครักษ์ เป็นพวกที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในเผ่า พวกมันตัวสูงใหญ่ถึงสามร้อยเซนติเมตร มีเขี้ยวที่ใหญ่โตพอจะโอบรอบเสาหนึ่งเมตรได้สบาย ๆ แถมยังมีปีกบินได้เหมือนมดทหารระดับสูงอีกด้วย

กำลังพลที่ยิ่งใหญ่เหมือนกันนี้ ได้ถูกจัดมาให้กับ [สกัด] หนึ่งในขุนพลที่นำทัพมาพร้อมกับสเลบ

เมื่อรวมกำลังทั้งสองเข้าด้วยกัน จะทำให้มีกำลังพลอย่างต่ำถึงสองแสนนายทีเดียว

เรียกได้ว่าเป็นการจัดตั้งเพื่อพร้อมขับไล่ศัตรูออกจากเขตแดนได้อย่างแน่นอน

และไม่เหมือนกับช่วงสี่วันแรกของสงคราม ครั้งนี้เผ่าอาร์โธร์โพดาได้มาพร้อมกับชุดเกราะดิน และอาวุธโบราณครบมืออีกด้วย

ถึงจะเป็นรูปแบบอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ต่างไปจากมนุษย์ แต่เนื้อดินผสมพิเศษที่พอกตามตัวของพวกเขา มันมีความแข็งแกร่งพอ ๆ กับชุดเกราะหนังของมนุษย์เลยทีเดียว



ส่วนฝ่ายมนุษย์เองก็เร่งรีบตั้งรับต่อศัตรูที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร

แนวกำแพงกระดูกสัตว์ยักษ์สูงสองเมตรได้ถูกรีบสร้างเป็นแนวยาว

มันถูกสร้างเป็นครึ่งวงกลมติดริมแม่น้ำ และมีส่วนเว้านูนเข้าไปอยู่ทั้งหมดสามจุด

ส่วนเว้านูนเข้าไปนั้นคือประตูสำหรับเข้าออก และเป็นแนวตั้งรับล่อศัตรูบุกเข้ามา

ถัดจากแนวกำแพงแรก จะเป็นแนวรั้วไม้สูงหนึ่งเมตร

ไม้ที่ถูกเหลาจนแหลมและวางตั้งหันออก จะช่วยชะลอการบุกของศัตรูได้

และหลังแนวรั้วไม้ มันก็คือค่ายพักแรมที่มีเต็นท์ตั้งเรียงรายอยู่ไปทั่ว

แต่ช่างน่าแปลกที่เต็นท์เหล่านั้นกลับดูมีจำนวนน้อยนิดยิ่งนัก

สาเหตุเป็นเพราะว่าในช่วงวันที่ 12 คณะผู้นำเผ่ามนุษย์ได้ประสบความสําเร็จในการเคลื่อนย้ายคริสตั้นแห่งชีวิตข้ามแม่น้ำไปที่อีกฟากนั่นเอง

ถึงความจริงจะเกิดจากความวุ่นวายภายในก็ตาม

ในวันนั้น กลุ่มคนที่เริ่มรับแรงกดดัน และยอมรับความจริงของโลกใบนี้ไม่ได้ ต่างเริ่มคลั่งขึ้นมา

พวกเขาบุกไปที่คริสตั้นแห่งแสง ทำร้ายยามที่เฝ้า

พวกเขาตั้งใจที่จะทำลายคริสตั้น แต่เนื่องจากไม่สามารถทำได้ เลยใช้วิธีการจับโยนทิ้งลงแม่น้ำ

พวกเขาคิดว่าคริสตั้นแห่งชีวิตอันหนังอึ้งจะจมน้ำ แต่กลับกลายเป็นว่ามันไม่ยอมจม

มันลอยอยู่เหนือน้ำคล้ายกับท่อนซุง

หลังจากที่ฝ่ายมนุษย์เข้าควบคุมสงบจิตใจพวกบ้าคลั่งได้สำเร็จ พวกเขาก็เลยใช้ประโยชน์จากคริสตั้นแห่งชีวิตในการช่วยพาข้ามแม่น้ำ

และทิ้งส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อเป็นนกต่อศัตรู

และนี่คือแผนการของฝ่ายมนุษย์ ทำการอพยบฐานอีกครั้ง และทิ้งส่วนหนึ่งเอาไว้เป็นนกต่อ

และเป็นเพราะว่าคุณค่าของชีวิตในโลกนี้มันต่ำ เนื่องจากการคืนชีพใหม่ได้เรื่อย ๆ เลยทำให้มีคนจำนวนมากยินดีอยู่เป็นนกต่อให้

และกองกำลังที่รับหน้าที่นั้นก็คือกองกำลังนาโต้

จากการจัดกำลังพลใหม่ ทำให้มีคนอยู่คอยตั้งรับที่นี่ถึงห้าหมื่นนาย

ถึงจะมีเพียงแค่อาวุธยุคหินกับธนูทำมืออย่างง่ายจากเศษไม้ แต่พวกเขาต่างก็มีกำลังใจสู้ที่ไม่น้อยหน้าศัตรูที่กำลังจะรุนรานมาเช่นกัน

ฝ่ายมนุษย์พร้อมที่จะทำศึกตั้งรับแล้ว



ฝ่ายยักษาเองก็เช่นกัน

ในการศึกลอบโจมตีด้วยกองกำลังจำนวนหนึ่งแสนนาย จะเป็นหน้าที่ของบานากับแครอทในการจัดการดูแล

ส่วนกำลังที่เหลือเก้าแสนนาย จะถูกแบ่งออกเป็นแปดกลุ่มย่อย

โดยแบ่งเป็นกลุ่มละหนึ่งแสนคน ส่วนกลุ่มที่คอยปกป้องคริสตั้นแห่งชีวิตจะใช้กำลังคนสองแสนนาย

ทั้งแปดกลุ่มนี้จะต้องกระจายตัวออกไปทั่วดินแดนเพื่อสร้างเมืองและขยายอาณาเขตของเผ่าตัวเอง

ยิ่งมีอาณาเขตเยอะ ก็ยิ่งมีโอกาศเข้าถึงทรัพยากรณ์ได้มากขึ้น และเมื่อเข้าถึงทรัพยาการณ์ได้มากขึ้น การสร้างอาวุธยุคสมัยใหม่ก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเป็นเงาตามตัว

แน่นอนว่าพื้นที่ดั้งเดิมที่อยู่ในทุ่งหญ้าแห่งนี้พวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งไป

กำลังพลหนึ่งแสนนายที่นำโดยขุนนาง [แคนตาลูบ] บุรุษฉายา [มหาไททัน] ได้เริ่มทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่เตรียมกับรบอยู่

แผนการของเขานั้นง่ายดาย ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใคร เพียงแค่บดขยี้ไล่มันกลับไปเสียก็พอแล้ว

อาวุธของพวกยักษาจะเน้นไปที่ท่องซุงซึ่งทำมาจากลำต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นแถวริมน้ำ

ด้วยขนาดตัวของเผ่าพันธ์ที่สูงเฉลี่ยราวสามร้อยเซนติเมตร เลยทำให้อาวุธของพวกเขายาวกว่าห้าเมตร

นอกไปจากกำลังพลหลักที่เป็นยักษาแล้ว พวกเขายังได้ฝึกสัตว์สำหรับใช้ในสงครามอีกด้วย

เหล่าสัตว์แปลกประหลาดที่มีขนสีทอง และมีแผงขนรอบคอจำนวนกว่าร้อยตัวได้ถูกนำมาใช้ในสงครามนี้ด้วย

พวกมันมีกรงเล็บที่แหลมคม มีเขี้ยวที่อันตราย และยังมีสัญชาตญาณของนักล่า

ไม่น่าเชื่อว่าเผ่ายักษาจะสามารถฝึกให้พวกมันเชื่องได้

พวกยักษาเรียกมันว่า [อสูรขนทอง] แต่หากเผ่ามนุษย์มาเห็น พวกเขาจะเรียกพวกมันว่า [สิงโต]



ในเวลาเดียวกัน พวกเผ่าปักษากับเผ่าภูติและเผ่าโพรแคริโอต

ด้วยความที่ทั้งสามเผ่าหลบซ่อนตัวอยู่ในภูเขากับป่าที่ห่างไกล เลยทำให้พวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับสงครามในครั้งนี้

เผ่าปักษาเลือกที่จะสังเกตุการณ์ และเริ่มขยายขอบเขตการสร้างรังไปที่ภูเขาอีกลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก

ส่วนเผ่าภูติ เนื่องจากยังคิดว่าโลกนี้มีอะไรที่แปลกประหลาด และไม่ยอมรับเกมส์สงครามของเหล่าเทพ พวกเขาจึงเลือกที่จะสังเกตุการณ์จากในมุมมืดต่อไป

และสุดท้าย เผ่าโพรแคริโอต พวกสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีภูมิปัญญา ซึ่งเหล่าเทพทั้งสามได้ลืมไปแล้วว่าได้จับมาเข้าร่วมในสงครามของโลกนี้

พวกมันได้เลือกที่จะโจมตีทุกเผ่าพร้อมกัน และไม่มีใครเลยที่รู้ตัวว่ากำลังถูกพวกมันโจมตีอยู่

พวกสิ่งมีชีวิตเซลล์นั้น กำลังอยู่ใต้จมูกของทุกเผ่าโดยไม่มีใครรู้ตัว…

แต่นั่นคงเป็นเรื่องของอนาคต กว่าที่ทุกเผ่าจะรู้ตัวว่างพวกมันมีรูปร่าง และตัวตนที่แท้จริงเป็นเช่นไร



แล้วในที่สุดก็ย่างเข้าวันที่ 15 ของเกมส์แห่งสงคราม…



***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

“ช่างเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจเสียจริง”

ผมกำลังยืนมองรังของพวกปีศาจจิ๋วด้วยความชื่นชม

รังของมันเป็นระเบียบเรียบร้อยผิดกับสี่วันแรกที่ได้เผชิญหน้ากับพวกมัน

กำลังพลที่ไม่อาจทราบได้ กำลังเร่งรีบจัดแถวต้อนรับพวกเราอยู่หลังเขตแดนแนวสิ่งก่อสร้างสีขาว ที่ดูแล้วน่าจะทำมาจากกระดูกของสัตว์ยักษ์

บางทีพื้นที่นอกเขตแนวนั้น อาจจะมีกับดักรอพวกเราอยู่

จากที่ผมพิจารณาดูด้วยสายตาแล้ว มันมีส่วนเว้าแหว่งเข้าไปอยู่ด้วยกันสามจุด

ราวกับจะเชื้อเชิญให้พวกเราเข้าไปโจมตีจากจุดนั้น

“กำแพงแบบนั้น ถ้าไม่ใช่อาวุธตีรัง คงไม่น่าทำลายได้…”

ต่อหน้ากองทัพอาร์โธร์โพดาร่วมหนึ่งแสนกว่านาย มันคงแทบจะไร้ประโยชน์ในทันที ถ้าหากต้องมาติดแนวสิ่งก่อสร้างเช่นนั้น

อาวุธที่ใช้โจมตีระยะไกล กลับมีเพียงอุปกรณ์ช่วงปาหินเท่านั้น

ของแบบนี้ทำได้แค่ก่อก่อนเท่านั้น

“สเลบ เจ้าจะให้ข้าบุก หรือจะเจ้าจุบุกเอง ว่ามาได้เลย! ”

สกัด นักรบผู้ซื่อตรงที่ขึ้นกับองค์ราชินี [ฟรีด้า] ได้เข้ามาพูดคุย

เขาเป็นมดองครักษ์ที่ตัวสูงใหญ่สามเมตร

ในด้านฝีมือการต่อสู้ เขาถือว่าเหนือกว่าผมอยู่ แต่ในด้านแผนการ ผมจะเหนือกว่าเขา

“สกัด เจ้าจงนำทัพไปประจำแนวหลัง เลยไปทางเหนือยังมีพวกปีศาจยักษ์อยู่ หากมันใช้โอากาศตลบหลังตอนที่พวกเราบุกตีปีศาจน้อย พวกเราอาจจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ได้”

“แล้วเจ้าจะใช้แผนการใดถล่มรังของพวกปีศาจน้อยกันละ? กำลังพลหนึ่งแสนนายจะเพียงพอดอกหรือ? ”

“ผมมีแผนแล้ว”

แล้วผมก็เริ่มเล่าแผนการให้สกัดฟัง

หลังจากตกลงแผนการเป็นที่เรียบร้อย กองทัพของพวกเราก็เริ่มกระจายตัวเป็นวงกว้างล้อมรังของพวกปีศาจน้อยเอาไว้

ส่วนทัพของสกัดได้ตั้งค่ายห่างออกไปอยู่ข้างหลัง สำหรับใช้เป็นทัพสนับสนุนในเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแทน

เอาละมาดูกันสิว่าพวกปีศาจน้อยจะทนได้สักกี่วันเชียว



***นักรบสมองกล้าม เอรีส

กองทัพมนุษย์มดที่ยืนอยู่นอกริมรั้วนั้น ช่างดูน่าเกรงขามน่ากลัว

พวกมันมีความพร้อมยิ่งกว่าสี่วันแรกที่เจอ ทั้งชุดเกราะสีดำที่ดูน่ากลัว อีกทั้งจำนวนที่มากกว่าถึงสี่เท่าตัวได้

“จะยันไหวหรือเนี่ย…”

ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น

“ไม่เป็นไรหรอก หน้าที่ของพวกเราคือนกต่อถวงเวลา ต้องซื้อเวลาให้พวกที่อพยบไปหาทำเลดี ๆ ให้ได้ ดังนั้น มาพยายามสู้ให้ถึงที่สุดกันเถอะ! ”

แอร์บาส์รหันมาพูดกับฉันด้วยใบหน้าที่สดใส

ไม่ใช่ว่าหน่วยของนายต้องไปประจำประตูที่สามอย่างงั้นหรือ?

ประตูทั้งสามนั้น จะเรียงจากซ้ายไปขวาโดยนับจากฝั่งที่หันออกจากแม่น้ำเป็นหลัก

ซึ่งหน่วยของฉันประจำอยู่ที่ประตูสอง เลยทำให้ต้องมาอยู่ที่ช่วงกลางของแนวรั้วกำแพง

ท่ามกลางความเงียบและเสียงพึมพำ เวลาก็ได้ไหลล่วงเลยไป

“พวกมันจะเอายังไงกันแน่เนี่ย…”

ฝ่ายมนุษย์มดยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

พวกมันทำแค่ล้อมเอาไว้เท่านั้น

และท่ามกลางความตึงเครียด เวลาก็ได้ไหลผ่านไป

จากเช้า เป็นกลางวัน จากกลางวันเป็นช่วงเย็น

ทุกคนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจากความเครียดที่ต้องมายืนเฝ้าระวังเช่นนี้

แม้แต่เอรีสเองก็เช่นกัน

โชคดีที่กลุ่มคนห้าหมื่นนายนี้มีพื้นฐานจากการเป็นทหารในช่วงก่อนตาย เลยทำให้ไม่มีใครลดการระวังตัวลง

จนกระทั้งแสงจากท้องฟ้าได้หายไป จนกลายเป็นค่ำคืนที่มืดมิด

กองไฟขนาดย่อมได้ถูกจุดไปทั่วแนวรั้วโครงกระดูก และจุดไปทั่วคบเพลิงของค่ายจนสว่างไสว่ราวกับกลางวัน

แต่ถึงจะมืดค่ำ พวกมันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบุกเข้ามา

“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะบุกออกไปแม่มเลย ไม่มาอดทนบ้าบอแบบนี้หรอก”

“ห้าหมื่นต่อสองแสน เดียวก็ได้ตายเปล่าหรอกเอรีส…”

ก็คนมันเบื่ออะ

จนกระทั้งการเฝ้าระวังมาถึงช่วงราวค่ำมืด

ยามราตรีที่ทุกคนกำลังเมื่อยล้าถึงขีดสุด บางอย่างก็เริ่มเกิดการเคลื่อนไหว

ไม่ใช่กองทัพตรงหน้า แต่เป็นที่ตรงกลางของค่าย

“เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าพวกมัน---”

พื้นดินที่ตรงกลางค่ายได้ถูกดันตัวสูงขึ้นมา

มันกลายเป็นเนินดินสูงขนาดเล็กที่มีรูกว้างกว่าสองเมตร

และมันไม่ได้มีแค่รูเดียว

รูเช่นเดียวกันนั้นจำนวนกว่าหนึ่งร้อยได้ผุดขึ้นกระจายไปทั่วค่าย

และสิ่งที่กระโจนออกมาจากรูเหล่านั้นก็คือสิ่งมีชีวิตรูปร่างมดที่สวมเกราะสีดำทั้งตัว

แขนทั้งสี่ที่ควงเขี้ยวสัตว์แหลมสองมือ และมีอุปกรณ์คล้ายหนังยางใช้ปาหินถือเอาไว้อีกสองมือ

พวกมนุษย์มดไม่ได้บุกมาจากทางด้านหน้า แต่ขุดดินมาปรากฏตัวที่กลางค่ายแทน

เป็นวิธีการบุกที่เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์

“แจ้งเตือนจากประตูหนึ่ง กองทัพศัตรูเริ่มเคลื่อนพลแล้ว! ”

“แจ้งเตือนจากประตูสอง กองทัพศัตรูเริ่มเคลื่อนพลแล้ว! ”

“แจ้งเตือนจากประตูสาม กองทัพศัตรูเริ่มเคลื่อนพลแล้ว! ”

ในเวลาเดียวกัน เสียงเตือนภัยศตรูบุกก็ได้ดังก้องไปทั่วค่าย

คบเพลิงขนาดใหญ่ที่ใช้จุดเตือนส่งสัญญาณได้ปะทุขึ้นมา

ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตัวเองในทันที

คนที่ประจำแนวรั้วชั้นแรก ต่างรีบหันหน้าไปรับมือทางฝั่งศัตรูตรงหน้า

ส่วนคนที่อยู่แนวหลังภายในค่าย ต่างรีบเข้าไปปะทะกับศัตรูที่มุดดินขึ้นมา

พวกเรากำลังถูกบีบให้ทำศึกที่ถูกล้อมทั้งหน้าและหลัง

“มีแต่ต้องวางใจพวกแนวหลังเท่านั้น”

ฉันพูดกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนที่จะหันไปประจันหน้ากับพวกมนุษย์มดที่กำลังตรงดิ่งเข้ามาจากหน้ารั้ว

เนื่องจากมืดมาก ทำให้ระยะที่มองเห็นมีเพียงแค่ประมาณยี่สิบเมตรห่างออกไปจากแนวรั้ว

การที่เห็นศัตรู นั่นหมายความว่าพวกมันได้เข้ามาประชิดหน้าบ้านแล้วนั่นเอง

“สู้ตายเฟ้ย! ”

ฉันง้างธนูไม้ขึ้นมา

มันสร้างจากต้นไม้ที่ขึ้นตามริมน้ำ และใช้เอ็นสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เหนี่ยวมาทำเป็นสายรั้งยิงธนู

ลูกศรไม้ได้ถูกยิงเข้าไปในเงามืด

เสียงแหวกอากาศของลูกศรได้ดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงกระทบที่เบาจนน่าใจหาย

“เฮือก…”

ทุกคนต่างเฝ้ามองผลลัพธ์ของอาวุธที่ดูน่าเวทนานี้

แผ่นดินได้สั่นไหวหลังจากที่สิ้นเสียงกระทบลง

แม้แต่ก้อนหินที่อยู่บนพื้นยังเคลื่อนตัวไปมาได้

ฝุ่นควันได้พวยพุ่งขึ้นจนแม้แต่ในความมืดก็ยังมองเห็นได้

แสงจากดวงตาที่ลอดผ่านชุดเกราะของพวกมันทำให้ฉันรู้สึกขนลุก

“ตัวบ้าอะไรนั่น!? ”

สิ่งที่เคลื่อนทัพมานั้น มีบางสิ่งที่ผิดแปลกออกไป

นอกจากมนุษย์มดที่ตัวสูงเพียงร้อยห้าสิบเซนติเมตรแล้ว ยังมีมนุษย์มดตัวใหญ่ราวสามเมตรปะปนมาด้วย

เขี้ยวที่มีขนาดใหญ่ราวหนึ่งเมตร ทำให้พวกเราพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า---

“สัตว์ประหลาด”

ฉันรู้สึกได้

ทุกคนรู้สึกได้

ว่าที่ค่ายตั้งรับแห่งนี้ จะกลายเป็นสถานที่ตายของพวกเราอย่างแน่นอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

0 ความคิดเห็น