Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,583 Views

  • 55 Comments

  • 64 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    408

    Overall
    2,583

ตอนที่ 6 : ชุมชน สังคม กับการออกล่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61

***นักรบสมองกล้ามเอรีส

วันที่สิบของการมาถึงโลกใบนี้

หลังจากออกเดินทางอพยบมาได้หกวันห้าคืน พวกเราก็พบกับภูเขาขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

มันเป็นแนวเทือกเขาขนาดใหญ่ที่สูงทะลุเหนือเมฆจนไม่อาจคาดเดาถึงความสูงของมันได้

การจะไปภูเขาลูกนั้น จำเป็นจะต้องข้ามแม่น้ำตรงหน้าไปก่อน

มันเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่กว่าห้ากิโลเมตร อีกทั้งยังดูลึกจนยากที่จะข้ามไปได้

แต่การตั้งชุมชนติดริมน้ำ ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี

ทุกคนรวมทั้งฉันจึงเห็นด้วยกับผู้นำกัง ที่จะมาตั้งถิ่นฐานกันอยู่ที่นี่

แต่เห็นว่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะพื้นที่โล่งกว้างอย่างทุ่งหญ้าแห่งนี้ มันไม่เหมาะกับการทำศึกป้องกันเลยสักนิด

แต่ยังไงการเดินทางต่อเนื่องหกวันห้าคืน มันก็ได้ทำให้พวกเราเหนื่อยล้า

ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ให้พวกลงหลัก และเริ่มสร้างเมืองขึ้นที่ริมแม่น้ำตรงนี้

และเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนในช่วงสี่วันแรก การแบ่งกลุ่มอย่างชัดเจนเพื่อสังการอย่างเป็นระบบสังคมจึงได้ถูกจัดทำขึ้นอย่างจริงจังเสียที

คนหนึ่งล้านคน ได้ถูกแบ่งย่อยออกเป็นสิบกลุ่ม

และในสิบกลุ่มนั้น จะถูกแบ่งย่อยลงไปอีก

จำนวนคนที่แบ่งนั้น จะถูกแบ่งโดนเชื้อชาติและศาสนาตามการสมัครใจ

ที่ทำแบบนี้ เป็นเพราะว่าจะได้รับความร่วมมือง่ายกว่าการไปบีบบังคับผู้คนละนะ

ถึงฉันไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองดีเท่าไหร แต่การตัดสอนใจเช่นนี้ของผู้นำกัง ก็สามารถทำให่ชุมชนของพวกเราเริ่มเป็นรูปเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

ความขัดแย้งของเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตก่อนตาย ล้วนได้ถูกโยนทิ้งออกไปจากสมองของผู้คน

เพราะว่าศัตรู่ซึ่งสร้างความน่าหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นในสี่วันแรกนั้น มันได้ตราตรึงลงไปในจิตใจของพวกเราแล้ว

ยามศึกเราจับมือ ยามสงบเราตีกันเอง บางครั้งมนุษย์อย่างพวกเราก็ดูน่าขันดี

ส่วนกลุ่มที่ฉันมาร่วมสังกัดนั้น เป็นกลุ่มของอดีตกองทัพสมาชิกนาโต้

สาเหตุที่ฉันเลือกมาเข้ากลุ่มนี้นั้น เป็นเพราะคิดว่าตัวเองคงเหมาะสมที่จะมาอยู่ตรงนี้

กองทัพนาโต้ในโลกนี้มีทั้งหมดประมาณหนึ่งพันคนซึ่งเกิดจากทั้งคนที่เป็นอดีตทหารของแต่ละประเทศ กับอดีตของสมาชิกนาโต้

จำนวนถือว่าน้อยยิ่งนัก แต่เพราะแบบนั้นเลยสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวหน้าของกลุ่มนาโต้คือ [ทอม] เป็นชายชาวอเมริกาที่มีผมสีทองตัดสั้นรูปร่างใหญ่โต

เห็นว่าอดีตคือหนึ่งในระดับผู้บัญชาการของทหารกองทัพนาโต้

นอกเรื่องมาซะไกล ตอนนี้กลับมาที่หน้าที่ซึ่งฉันกำลังทำอยู่ในตอนนี้ดีกว่า

สิ่งนั้นคือการล่าสัตว์นั่นเอง

ในเมื่อการตั้งชุมชนและสังคมได้ถูกรื้อฟื้นกลับมาแล้ว การออกล่าหาอาหารจึงเป็นเรื่องถัดไปที่ต้องทำกัน

กองทัพต้องเดินด้วยท้องละนะ

พวกเราได้พบความจริง ว่าที่โลกนี้เองก็มีสัตว์ปกติทั่วไปให้ล่าอยู่เช่นกัน

ดังนั้นอาหารการกินในช่วงหกวันที่ผ่านมาจึงไม่ลำบากอะไรมากนัก

แต่ประเด็นคือนอกจากช้าง ม้า กวาง ที่เห็นเต็มทุ่งหญ้าแล้ว มันดันมีพวกตัวประหลาดปะปนอยู่ด้วยนี่สิ

อย่างเช่นเจ้ากระต่ายที่มีเขาแหลมตรงหน้า

กระต่ายที่ตัวเล็กขนปุยสีขาวน่ารัก [ฝูงหนึ่ง] กำลังกัดกินเนื้อช้างที่ตัวโตกว่าอยู่ตรงหน้า

ฉันลุกขึ้นเพื่อแสดงตัวให้พวกมันเห็น

ชุดคลุมขนนกสีแดงได้ดูโดดเด่นอยู่บนทุ่งหญ้าที่รกชันแห่งนี้

ทันทีที่เห็นฉัน พวกกระต่ายมีเขาก็แยกเขี้ยววิ่งไล่ฉันทันที

ฉันวิ่งหนีกลับไปทางแคมป์ของตัวเอง

เงาคนที่ซ่อนตัวอยู่ในกองหญ้าโบกมือเป็นเชิงให้สัญญาณกับฉัน

ฉันรีบกระโดดขึ้นมา

พวกกระต่ายมีเขาที่วิ่งตามมานั้น ไม่ได้สงสัยอะไรกับพฤติกรรมนั้น แล้ววิ่งไล่ล่าต่อ

ฉันหยุดวิ่งแล้วหันไปทางพวกมัน

พวกมันคงคิด ว่าเหยื่อตรงหน้าได้ยอมแพ้ไปแล้ว

แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น

พวกกระต่ายมีเข่าทั้งฝูงได้ตกหลุมพรางซึ่งอยู่ในจุดที่ฉันกระโดดข้ามมาเมื่อกี้

ถึงจะมีบางตัวที่รอดมาได้ แต่ก็ต้องโดนพรรคพวกที่ซ่อนตัวอยู่ ปาหินเข้าใส่จนตายลงอย่างไม่ทันตั้งตัว

ส่วนพวกที่ตกลงไปในหลุ่ม ต่างก็ตายลงด้วยการถูกฉันและพรรคพวกอีกสิบกว่าคนที่ยืนตรงปากหลุมปาหินเข้าใส่

มื้อเย็นวันนี้คือเนื้อกระต่ายมีเขาจำนวนสามสิบตัว

เนื่องจากมีสัตว์ที่ดูไม่คุ้นตาและอันตรายรวมอยู่ด้วย ดังนั้นหน้าที่ในการล่าสัตว์จึงตกเป็นของอดีตคนที่เคยเป็นพรายป่าหรือพวกทหารอย่างฉัน

ส่วนคนอื่น ๆ นั้น จะไปทำงานในส่วนที่ตนเองถนัดตามแต่เดิมที่ก่อนตายเป็นกัน

ฉันกลับมาที่ชุมชนของตัวเองที่ติดอยู่ริมน้ำพร้อมกับหน่วยของตัวเอง

ไม่มีการตัดแนวขบนวนป้องกันหรืออะไรเหมือนอย่างสี่วันแรก เพราะมันไม่จำเป็น

ชุมชนสังคมขนาดย่อยที่กระจายตัวไปรอบทุ่งหญ้าโดยมีคริสตั้นแห่งชีวิตเป็นศูนย์กลางนั้น จะช่วยเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันข้าศึกแทนให้

ฉันเห็นต้นไม้ที่ขึ้นรอบริมแม่น้ำกำลังถูกโค่นล้มลงมาทำเป็นแนวรั้ว

“โอ้ กลุ่มของ แอร์บาส์ร ล่าช้างมาได้อีกแล้วแฮะ”

ในตอนที่ฉันเดินเข้าไปตรงกลุ่มเต็นท์ที่ทำจากหนังสัตว์ของชุมชนนาโต้ มันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มของแอร์บาส์รกลับมาพอดี

กลุ่มของเขาประกอบด้วยคนแอฟริกาทั้งหมดสามสิบคนพอดี

เป็นชายสิบ และผู้หญิงยี่สิบคน

พวกเขาเป็นกลุ่มที่น่าทึ่งมาก เพราะวันนี้วันเดียวก็สามารถล่าช้างกลับมาได้ห้าตัวแล้ว

แถมยังมีตัวประหลาดที่คล้ายกับไดโนเสาร์อีกตัวหนึ่งด้วย

ฉันนำฝูงกระกระต่ายที่ล่ามาได้ไปส่งให้กับฝ่ายเสบียง

ฝ่ายเสบียงจะทำหน้าที่ชำแหละและคัดแบ่งอาหารเป็นมื้อตามปริมาณของผู้คน

และเนื่องจากกลุ่มของเราชำนาญการด้านต่อสู้มากที่สุด จึงต้องเป็นภาระคอยสนับสนุนชุมชนอื่นที่มีอาหารไม่พออีกด้วย

ในขณะเดียวกัน บางชุมชนที่มีพวกช่างฝีมือเยอะ พวกเขาก็จะแบ่งคนมาช่วยทำชุด อุปกรณ์ และอาวุธที่ทำจากหินกับหนังสัตว์ให้กับพวกเรา

เป็นรูปแบบของชุมชน สังคม ที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน

ฉันคิดว่าอีกเดียวคงได้แบ่งเป็นขอบเขตเมืองกับประเทศแน่ ถ้าหากทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว

“กระต่ายมีเขาสามสิบตัว กลุ่มของเอรีสค่ะ”

“วันนี้ได้น้อยจังเลยนะ ช่วยออกไปล่าเพิ่มอีกรอบได้หรือเปล่า? ”

“ได้สิ”

ฉันตอบผู้ชายตรงหน้าไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มไม่หุบ

จะได้ออกไปล่าอีกรอบแล้ว ดีใจสุด ๆ

ฉันเป็นพวกที่อยู่นิ่งไม่ค่อยจะได้นะ เลยรู้สึกดีใจผุด ๆ ที่จะได้รับอนุญาตให้ออกไปลุยอีกรอบ

แต่ทว่า---

“โอ้ย… หัวหน้า พวกเราไม่ไหวแล้ว ขอพักก่อนเถอะ”

“หัวหน้าออกไปล่าคนเดียวแล้วกัน ไม่เห็นต้องตามใจพวกฝ่ายเสบียงเลยสักนิด แค่วันนี้ก็ออกไปล่ามายี่สิบรอบแล้วนะครับ”

พวกลูกน้องในกลุ่มของฉันทั้งสิบคนกลับบ่นอุบอิบออกมากันเสียแล้ว

ใช้ไม่ได้เลยไอพวกนี้ แสดงว่ายังฝึกพลังกล้ามเนื้อมาไม่พอสินะ

“ได้ งั้นฉันออกไปคนเดียวเอง พวกแกนั่งพักกันตรงนี้ก่อน เดียวพอฉันกลับมา แล้วค่อยออกไปล่าพร้อมกันอีกครั้ง”

“ขอบคุณครับหัวหน้า”

เอาละ คราวนี้จะออกไปล่าตัวอะไรอีกดีนะ~



***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]

ในวันที่สิบของการมาเกิดในโลกใบนี้

ด้วยการนำของ [ท่านท้องฟ้า] เทพเจ้าสูงสุดที่พวกเรานับถือ ในที่สุดก็ได้เจอกับสถานที่ทำรังชั้นยอดแล้ว

มันเป็นแนวปราการภูเขาสูงที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนจะสามารถบินขึ้นมาถึงได้แน่นอน

พวกเราคือปกครองท้องฟ้า ไม่ว่าจะเป้นโลกเดิมหรือในโลกใบนี้ พวกเราก็จะเป็นเช่นนั้น

เป็นผู้ที่มีอิสระไร้ซึ่งพรมแดนขวางกั้นในการเดินทาง

“ถึงทุกคนในเผ่าของข้า พวกเรา เหล่าปักษาจะเลือกสถานที่บนยอดเขานั้นเป็นรังของพวกเราตามการชี้นำจากท่านพยากรณ์ [คาร์เนต] ด้วยสถานที่แห่งนี้ คงไม่มีใครสามารถบุกมาโจมตีพวกเราได้แน่นอน”

ท่าน [ออกเซอร์] ผู้นำฝูงของพวกเราได้ตะโกนดังก้องขึ้นมา

ขนสีดำทั่วทั้งตัวของเขาช่างดูน่าเกรงขามยิ่งนัก

แท่งคริสตั้นแห่งชีวิตที่ทุกคนพากันบินแบกขึ้นมานั้น ได้ถูกปล่อยลงบนพื้นที่ราบแห่งหนึ่งตรงช่วงยอดเขา

หนูเห็นว่ารอยแผลบนคริสตั้นที่ถูกกรงเล็บปักกดลงไปนั้น ได้ถูกฟื้นฟูจนไร้รอยแผลอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยตัวของคริสตั้นเอง

“จากรายงานของหน่วยสำรวจ ศัตรูของพวกเรานั้นเป็นสัตว์ที่มีภูมิปัญญา ไม่ว่าจะพวกสี่แขน สองแขน สองเขา พวกมันทุกตัวต่างมีภูมิปัญญาเช่นเดียวกับพวกเรา ดังนั้นพวกเราจะประมาณไม่ได้ ต้องรีบสร้างอารยะธรรม สร้างอาวุธ แล้วลงไปจัดการพวกมันเพื่อเอาตัวรอดจากเกมส์สงครามที่ [ท่านท้องฟ้า] ได้มอบมาให้กับพวกเรา! เอ้าละ แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว! ”

ว่าแล้วทุกคนก็โบยบินขึ้นท้องฟ้าตามคำสั่ง

เพราะพวกเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าต้องทำอะไร

หนูบินลงใต้ตามสัญชาตญาณ

พวกเราเผ่าปักษานั้น สามารถรับรู้ทิศทางได้ด้วยสัญชาตญาณที่ตัวเองมีอยู่ในร่าง

“รอก่อนไฮเจน~”

“...”

เจ้าไฮเจนกำลังพยายามบินตามฉันมา

น่ารำคาญจริง

หนูรีบบินลงต่ำ แล้วกลืนตัวเองลงไปในแมกไม้ของป่าที่ขึ้นอยู่ตามภูเขาแห่งนี้

ดีละ สลัดเจ้าไฮเจนพ้นไปได้เสียที

“ก่อนอื่นก็ต้องวัสดุที่ใช้ก่อสร้างละนะ”

หนูคิดถึงรายการสิ่งของที่ตัวเองควรจะขนกลับไป

ไม่ว่าจะไม้ พงหญ้า หิน ดิน จะสิ่งใดพวกเราก็สามารถนำไปใช้ก่อสร้างรังได้ทั้งหมดเลย

และวัสดุที่ฉันเลือกก็คือ [หิน]

สัญชาตญาณของหนูบอกว่าควรใช้ [หิน] นะ

“แต่ว่าแถวนี้ไม่มีหินเลยนี่สิ…”

บนภูเขานี้มีแต่หินก้อนยักษ์ทั้งนั้น

หนูขนกลับไปไม่ไหวงะ

“ช่วยไม่ได้ บินกลับไปหาแถวทุ่งหญ้าแทนก็แล้วกัน~”

หนูเลยตัดสินใจบินกลับไปที่ทุ่งหญ้านองเลือดแทน

ถัดจากตีนเขาลงไปช่วงทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะมีแม่น้ำวิ่งไหลผ่านอยู่

แม้น้ำขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาจากภูเขาจะแยกออกเป็นสองสาย หนึ่งคือแม่น้ำที่กว้างห้ากิโลเมตร และอีกหนึ่งคือแม่น้ำที่กว้างกว่ายี่สิบกิโลเมตร

ใหญ่ดีนะ

หนูเลือกบินลงไปตามเส้นทางของแม่น้ำสายที่เล็กกว่า

“หิน หิน และหิน~”

ใช้ขาเก็บก้อนหินขนาดที่พอเหมาะขึ้นมา~

แล้วเก็บลงไปในถุงหนังสัตว์ที่แขวนสะพาย~

“ลัล ลา ล่า ล้า~”

หนูเก็บหินคนเดียวตรงแถวริมแม่น้ำอย่างมีความสุขอยู่คนเดียว

โดยลืมไปว่าการแตกฝูงออกมาคนเดียวเช่นนี้มันอันตรายยิ่งนัก

“ลัล ล่า~ … ว้ายย!? ”

อยู่ ๆ ก็มีตัวอะไรก็ไม่รู้ เข้ามาจับร่างของหนูจากทางด้านหลัง

หนูไม่รู้ตัวเลย สัญชาตญาณเอาตัวรอดเองก็ไม่ทำงานอีกด้วย

ทำยังไงดี กรี๊ด~!!!

“ใครนะ!? ”

“@! #@#^R! @ED”

สิ่งนั้นพูดออกมาไม่เป็นภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ

หนูเลยหันกลับไปมองดู

สิ่งที่กำลังกอดร่างของหนูด้วยรอยยิ้มกับลูบขนของหนูอย่างดีอกดีใจนั้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีใบหน้าซึ่งคุ้นเคยดี

ผมสีดำ ดวงตาสีดำกลมโต

ผิวหนังสีเนื้อขาวนวลผ่องสะอาด

ที่ตรงหน้าอกมีเนินเขานุ่มนิ่มปูดออกมาอยู่สองลูก

เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสองแขน สองขา และตัวสูงประมาณร้อยหกสิบเซนติเมตร

และชุดที่มันสวมใส่อยู่นั้น ก็คือชุดคลุมขนนกที่มีสีแดงแลดูคุ้นตา

ใช่แล้ว มันคือคนที่ฆ่าหนูในวันที่สองของการมาเกิดในโลกใบนี้

ส่วนชุดคลุมที่ว่านั้น มันก็คือหนังที่มีขนสีแดงของหนูเอง

ม่าย!! นี่หนูกำลังจะถูกฆ่าอีกรอบแล้วหรือเนี่ย!?



***แผนที่สรุปผลการรบในวันที่ 10***


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 09:41
    สนุกๆๆ
    #1
    1
    • #1-1 Diamos (@Diamos) (จากตอนที่ 6)
      28 ธันวาคม 2561 / 20:34
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ !
      #1-1