Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,672 Views

  • 56 Comments

  • 64 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    497

    Overall
    2,672

ตอนที่ 4 : สังคมของมนุษย์มด กับศึกป้องกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    25 ธ.ค. 61

***นักรบไร้นินทรา สเลบ

“ไล่ศัตรูได้แล้ว ก็กลับไปทำงานกันเดียวนี้! ”

เกลียดยัยป้านี่ชิบหาย

ในคืนวันที่สามของโลกนี้ บ้านของพวกกระผมได้ถูกบุกจู่โจมโดยพวกที่มีปีกบินบนท้องฟ้า

เห็นว่าคืนเมื่อวานเองก็มีการบุกรุกเช่นนี้เหมือนกัน

ต้องขอบคุณการทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบไม่พักของพวกมดทาส เลยทำให้มีอาวุธขว้างวัตถุโจมตีระยะไกล ไล่พวกปีศาจกลับไปได้

มดทาสคือชนชั้นระดับต่ำสุดของเผ่าพวกเรา เป็นกลุ่มที่มีจำนวนประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง (ราว 400,000 ชีวิต) เพราะว่ามีรูปร่างที่ตัวเล็กเพียงประมาณหนึ่งร้อยเซนติเมตร เลยทำให้อ่อนแอ และไม่สามารถนับเป็นกำลังรบได้

โดยปกติ พวกมดทาสจึงรับหน้าที่ทำพวกงานจิปาถะอย่างการหาอาหาร สร้างสิ่งก่อสร้าง และพวกอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ให้กับพวกมดระดับสูง

ถัดมาคือระดับมดทหารเลว กลุ่มนี้มีจำนวนเท่ากับกลุ่มของมดทาส และตัวกระผมเองก็นับรวมอยู่ในชนชั้นระดับทหารเลวนี้

มดทหารเลวนั้นจะมีความสูงเฉลี่ยที่ร้อยห้าสิบเซนติเมตร และมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมกับเขี้ยวอันแหลมคมที่มดทาสไม่มี

นอกจากมดทหารเลวแล้ว ยังมีพวกมดทหารระดับสูงอีกหนึ่งแสนห้าหมื่นตัว

พวกนี้จะมีความสูงเฉลี่ยที่สองร้อยเซนติเมตร อีกทั้งยังมีปีกที่สามารถทำให้บินขึ้นไปบนฟ้าได้

แต่บินได้สูงแค่ห้าเมตรเองนะ

ต่อมาคือกลุ่มของมดระดับองครักษ์ หรือในอีกชื่อว่ากลุ่มราชา พวกนี้จะมีพละกำลังสูงที่สุดในสังคมของพวกเรา พวกเขาตัวสูงใหญ่ราวสามร้อยเซนติเมตร มีคมเขี้ยวที่แข็งแกร่ง พละกำลังเองก็สูง มีปีกบินได้เหมือนพวกมดทหารระดับสูง แถมยังมีแขนขาที่คมกริบราวใบมีดอีกต่างหาก

กลุ่มนี้มีอยู่ประมาณสี่หมื่นเก้าพันห้าร้อยห้าสิบห้าตัวได้

พวกเขามีหน้าที่คอยปกป้องอารักษ์ขาองค์ราชินีของเผ่า

ในโลกเดิมนั้น พวกเราเผ่าอาร์โธรโพดาจะแบ่งเขตปกครองตามองค์ราชินี

แต่ละองค์ราชินีก็จะมีเขตปกครอง และมดทหารส่วนตัวของตัวเองที่เป็นลูก ๆ ของตน

ในหนึ่งเขตจะมีองค์ราชินีได้เพียงแค่คนเดียว ดังนั้นหากมีลูกเกิดใหม่ที่เป็นตัวอ่อนของราชินี เธอก็จะถูกฆ่าทิ้งโดยมารดาของตนเองในทันที

แต่ถ้าหากองค์ราชินีรุ่นก่อนเริ่มใกล้จะหมดอายุขัย ตัวอ่อนที่เกิดมาในช่วงนั้นจะถูกเลี้ยงดูอย่างดี เพื่อให้ขึ้นมาเป็นองค์ราชินีคนถัดไป

พวกเรานั้น ถึงจะมีปัจเจกความคิดเป็นของตัวเอง แต่คำสั่งขององค์ราชินีถือว่าเป็นที่สุด

บางทีอาจจะเป็นสัญชาตญาณที่รักและเคารพเชื่อฟังมารดาของตนก็เป็นได้

แต่ไม่ใช่กับกระผม

“สเลบ! สเลบโว้ย! เจ้ารีบออกไปลาดตระเวนได้แล้ว! อย่ามาอู้นะยะ! ”

เพราะว่ากระผมเกลียดยัยป้านี่ชิบหายเลย

ถ้าหากเป็นโลกเดิม กระผมจะรู้สึกเคารพเชื่อฟังมารดาของตนเอง

แต่ในโลกนี้ ในโลกที่ไม่แน่ใจว่าราชินีของตนคือมารดาของตัวเองหรือเปล่า เลยทำให้กระผมรู้สึกต่อต้านเธออยู่

ยัยที่กำลังส่งคลื่นไฟฟ้าสั่งงานโดยตรงในสมองของกระผมอยู่นั้น มีชื่อว่า [แฟต]

ยัยนี่เอาแต่ด่าทอ วาจาหมาไม่แดก จนกระผมเริ่มชักไม่อยากจะอยู่ใต้อำนาจยัยนี่แล้ว

ขอเปลี่ยนไปอยู่กับองราชินีอีกคนได้หรือเปล่าเนี่ย?

เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากในตอนที่ถูกส่งมาโลกใบนี้ องค์ราชินีที่มีอยู่เพียงแค่ห้าคนจึงทำการแบ่งประชากรกันเอาเองโดยไม่ถามความสมัครใจของพวกเรา

พวกองราชินีก็เป็นเสียแบบเนี่ย

“สเลบ! ยังไม่รีบออกไปลาดตระเวนอีก!? ”

“ครับ ๆ …”

กระผมเดินไปหยิบคบเพลิงขึ้นมาอันหนึ่ง

ส่วนมืออีกข้างกำลังถือก้อนหินเอาไว้

และมืออีกสองข้างที่เหลือ ก็เอาไว้ใช้ถืออาวุธที่ทำมาจากเขาของพวกปีศาจที่สู้ด้วยตอนกลางวัน

กระผมรู้สึกทึ่งและอิจฉากายวิภาคของพวกปีศาจร่างยักษ์พวกนี้มาก

พวกมันมีมือที่มีส่วนยื่นเล็ก ๆ ออกมาข้างละห้าแท่ง

ส่วนยื่นพวกนั้นมีข้อต่อ ดูแล้วน่าจะเอาไปใช้ทำงานละเอียดได้มากพอสมควรเลยละ

ผิดกับพวกเรา [อาร์โธรโพดา] ที่ทำได้แค่ใช้เขี้ยวที่มีหลายซี่ ในการขบเคี้ยว และปั้นก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา

ส่วนแขนของพวกเรา ถึงจะมีขนเล็ก ๆ ใช้สำหรับการจับถือสิ่งของ และพอจะทำงานละเอียดได้ แต่ก็ทำไม่ได้มากมายอะไรเท่าไหรนัก

ส่วนมากก็งานหยาบทั้งนั้น

ความจริงมีการคิดค้นอุปกรณ์สวมใส่สำหรับทำงานละเอียดอยู่ แต่ในตอนนี้พวกเรายังทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะยังขาดทรัพยากรณ์สำหรับสร้างสิ่งเหล่านั้นอยู่

“อยากได้ชุดเกราะจังแฮะ...”

แต่ตอนนี้คงโลภมากไม่ได้

ยังต้องใช้เวลาอีกนานมาก กว่าที่พวกมดทาสจะพร้อมสร้างอุปกรณ์ใช้งานอื่น ๆ ขึ้นมา

ตอนนี้คงต้องหวังกับแค่อาวุธยุคกาลก่อนเท่านั้น

“ตามกระผมมาได้เลย สเก็ต สเต็บ สเล็บ สเล็ด สเล็ต สเล็ก สเต็ก”

ไม่ได้เล่นมุข นั่นคือชื่อของพรรคพวกที่จะออกไปลาดตระเวนของกลุ่มผมจริง ๆ นะเออ

สเก็ตเป็นมดทหารบ้างานวาดภาพ

สเต็บเป็นมดทหารที่ชื่นชอบการเต้นรำ

สเล็บเป็นมดทหารที่มีหัวสีเขียวเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

สเล็ดเป็นมดใจป๊อด

สเล็ตเป็นมดหัวดำ

สเล็กเป็นมดทหารที่ตัวเล็กกว่ามาตรฐาน สูงแค่ร้อยยี่สิบเซนติเมตรเอง

และสุดท้าย สเต็ก มดทหารผู้ชื่อนชอบการกินเนื้อย่าง

เจ้าพวกนี้เป็นเพื่อนของกระผมตั้งแต่ก่อนที่จะตายยกฝูงมาพร้อมกันเนี่ยแหละ

เออใช่ ตายเพราะจมน้ำ จมน้ำคารังตัวเองเพราะน้ำท่วมนั่นละ

พวกเราว่ายน้ำไม่เป็นหรอกนะ

เกลียดน้ำที่สุดเลยละ

“พวกปีศาจยืนสองขาตรงมุมนู้นมันจุดไฟเป็นด้วย นะ...น่ากลัวงะ”

สเล็ดได้พูดขึ้นมาเช่นนั้นในตอนที่กระผมพาเดินลาดตระเวน

“อย่าเข้าไปมีเรื่องโดยไม่จำเป็นดีกว่า ไม่งั้นได้กลับยาวไปอีกหนึ่งวันเต็ม ๆ แน่”

กระผมคิดถึงตอนที่ตัวเองตายเพราะเจ้าปีศาจยักษ์ผมสีส้มที่คล้ายเปลวไฟคนนั้น

การถือกำเนิดใหม่โดยคริสตั้นแห่งชีวิตนั้น ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม ๆ

ดังนั้นการใช้กำลังพลทหารออกรบ จึงต้องคำนวนอย่างรอบคอบ ไม่ใช้อย่างทิ้งขว้างโดยไร้ประโยชน์

เพราะจำนวนไม่อาจเพิ่มขึ้นได้ มีประชากรเพียงแค่หนึ่งล้านคน ไม่ลด และไม่เพิ่มไปมากกว่านี้แล้ว

กระผมจึงให้คำแนะนำพรรคพวกว่าอย่าไปปะทะโดยใช่เหตุ---

“สเลบ เปลี่ยนแผน นำกลุ่มของเจ้าไปสมทบกับกองพล [สกัด] ที่ทิศทางด้านขวา เดียวพวกเราจะเข้าโจมตีพวกปีศาจน้อยที่อีกฟากของทุ่งหญ้าในคืนนี้กันเลยพรุ่งนี้พวกเราจะได้ครอบครองดินแดนแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียวกัน---แล้วก็อย่าลืมดับไฟด้วย”

---ใช่...ไม่อยากปะทะโดยใช่เหตุเลยให้ตายสิฟะ

กระผมละเกลียดยัยนี่จริง ๆ

ว่าแต่ [ปีศาจน้อย] อย่างงั้นหรือ? ช่างเป็นวิธีเรียกที่จำง่ายจริง ๆ แฮะ



***ราชินีแห่งความหยาบคาย แฟต

“สเลบ เปลี่ยนแผน นำกลุ่มของเจ้าไปสมทบกับกองพล [สกัด] ที่ทิศทางด้านขวา เดียวพวกเราจะเข้าโจมตีพวกปีศาจสองขาที่อีกฟากของทุ่งหญ้าในคืนนี้กันเลยพรุ่งนี้พวกเราจะได้ครอบครองดินแดนแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียวกัน---แล้วก็อย่าลืมดับไฟด้วย”

ฉันสั่งเจ้าสเลบ มดทหารเลวที่มีความสามารุระดับเดียวกับมดระดับองครักษ์ไปสมทบที่แนวหน้า

ที่ฉันมาเปลี่ยนแผนการตอนนี้ มันเป็นเพราะว่าจำนวนของแสงไฟที่เพิ่มมากขึ้นของพวกปีศาจน้อย

จำนวนไฟที่เพิ่มขึ้น แปลได้ว่าพวกมันกำลังขยายอาณาเขตอยู่

และการขยายอาณาเขต ก็อาจตีความได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองที่เพิ่มขึ้น

และนั่นแปลว่า จะปล่อยให้พวกมันพัฒนาการไปมากกว่านี้ไม่ได้

ฉันได้เรียนรู้จากพวกปีศาจยักษ์แล้ว ว่าพวกสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่เป็นศัตรู ไม่ใช่สัตว์ที่โง่เขล่า

จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด

อะไรที่สามารถขย้ำทิ้งได้ก่อน ก็ควระจะขย้ำทิ้งไปเสีย

ฉันคือราชินี

และราชินีที่ดี ต้องนำพาลูกหลานของตัวเองให้รอดชีวิตต่อไปได้

ดังนั้น พวกเรา ราชินีทั้งห้าจึงตัดสินใจเข้าร่วมเกมส์ของแสงสว่างนั้นได้อย่างไม่ลังเล

เอาละ ได้เวลากวาดล้างพวกปีศาจน้อยแล้ว



***นักรบสมองกล้าม เอรีส

คืนนี้คือคืนที่สามของการมาโลกใบนี้

พวกกลุ่มที่ออกไปสำรวจ กำลังรายงานผลให้กับผู้นำกังอยู่

พรุ่งนี้คงได้ข้อสรุปในการหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ของพวกเรา

ส่วนวิธีการเคลื่อนย้ายคริสตั้นแห่งชีวิตนั้น เห็นว่าจะใช้วิธีแบบอียิปต์โบราณ

เห็นได้ยินมาว่าตัวเสาจริง ๆ ไม่ได้หนักมากมายอะไรอย่างที่เห็นจากขนาดอันใหญ่โตของมัน

ใช้คนเพียงแค่ยี่สิบคนช่วยกันยกก็สามารถเคลื่อนย้ายมันได้แล้ว

จึงไม่แปลกที่จะเห็นพวกยักษ์หรือมนุษย์นก หรือแม้แต่ภูติแสงขนย้ายของเหล่านี้ออกไปกันได้

จะว่าไป ยังมีอีกพวกที่คล้ายกลุ่มหมอกประหลาด ซึ่งเห็นในแค่วันแรกแล้วหายตัวไปอย่างลึกลับอยู่ด้วยนี่น่า

“อีกไม่กี่วันคงได้ย้ายถิ่นหนีไปจากที่นี่แล้วสินะ”

ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น

บริเวณที่ฉันได้รับหน้าที่มายืนเฝ้ายามคือแนวป้องกันแรก

รูปแบบการเฝ้าระวังของพวกเรานั้น คือการใช้กำลังคนมายืนเป็นแนวกำแพงล้อมคริสตั้นในลักษณ์รูปดาวแปดแฉกซ้อนกันสามชั้น

ด้วยรูปทรงนี้ ถ้าหากมีมุมใดมุมหนึ่งเกิดเหตุปะทะขึ้นมา คนที่อยู่อีกฟากของตำแหน่งแถวก็จะเห็นสิ่งผิดปกติขึ้นมาได้ทันที

หรือไม่ก็สามารถใช้รูปทรงที่เว้าแหว่งเข้าตีโอบล้อมจากสองทิศทางได้

“ง่วงจัง…เมื่อไหรจะถึงช่วงเปลี่ยนเวรเสียที---!? ”

ในตอนที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ฉันก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่อยู่ในเงามือตรงหน้า

ฉันว่ากำลังเห็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งมาทางฉันด้วยความรวดเร็ว

“ศัตรูบุก! ”

ในตอนที่ฉันกำลังสงสัยอยู่เช่นนั้น เสียงตะโกนเตือนภัยภาษาอังกฤษก็ได้หวีดร้องขึ้นมาจากทางด้านปีกขวาของกลุ่มฉัน

น่าจะเป็นเสียงของชายชาวแอฟริกาที่เข้ามาคุยกับฉันเมื่อวันก่อน

“กรี๊ด!? ”

ฉันรีบยกขวานหินที่ทำมาจากกระดูกตัวเองขึ้นมาป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ

ดวงตาสีดำ ผิวที่หุ้มด้วยเปลือกแข็ง เขี้ยวที่กำลังกัดฝังลงไปที่ด้ามขวาน

มันมีสี่แขน สองขา ที่ดูบอบบาง

ส่วนสูงของมันอยู่ที่ประมาณร้อยห้าสิบเซนติเมตรได้

ที่ก้นซึ่งเป็นข้อปล้องนั้น มีสีเหลืองพาดยาวราวกับสายฟ้าปรากฏบนผิวสีแดงเข้มของมัน

พวกมนุษย์มดมันบุกมาแล้ว



หากบินได้เหมือนมด

หากสาดแสงให้ส่องสว่าง

เราจะได้เห็นกองกำลังสีแดงเข้ม กับกองกำลังสีเนื้อซึ่งกำลังรบราฆ่าฟันอยู่

กองกำลังของมนุษย์ได้ถูกจัดเป็นกองพลย่อยกระจายกันออกไปในลักษณะของดาวแปดแฉก

ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีกำแพงขวางกั้น อารยธรรมที่เด่นชัดของพวกเขา กลับมีเพียงแค่กองไฟ เสื้อคลุมหนังสัตว์ และขวาน-หอกที่ทำจากหินกับกระดูกสัตว์เท่านั้น

อีกทั้งยังไร้ซึ่งระเบียบวินัยทหารอีกด้วย

การสื่อสารเองก็ใช้ตะโกนพูดคุยจนเสียงดังอื้ออึงชวนสับสน

ผิดกับกองกำลังของพวกอาร์โธรโพดา

พวกมันใช้การสื่อสารผ่านคลื่นสมองโดยตรง จึงไม่มีปัญหาด้านการสื่อสาร

แถมยังมีวินัยทหาร และเป็นผู้ล่าโดยธรรมชาติ

อีกทั้งยังมีสติปัญญา ถึงพวกมันจะมีภูมิระดับอารยธรรมต่ำกว่ามนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าจะโง่เขลา

พวกอาร์โธรโพดาพิจารณาจากแสงไปที่มนุษย์ได้จุดเอาไว้ แล้วคาดการของรูปแบบการจัดทัพศัตรู

พวกมันรู้ว่าศัตรูได้วางกองกำลังในลักษณะของดาวแปดแฉก

พวกมันฉลาดพอที่จะไม่เอาตัวเองไปอยู่ระหว่างกลาง แล้วถูกศัตรูประกบหนีบจากทั้งสองฝั่งในภายหลัง

กองทัพราวหนึ่งแสนของพวกอาร์โธรโพดาได้แบ่งออกเป็นสิบส่วน

กองกำลังทั้งหมดแปดส่วนจะทำหน้าที่เข้าโจมตีตามแต่ละยอดมุมของดาวแปดแฉก

โดยจะเริ่มไล่ไปทีละแฉกตามแผนการ

ท่ามกลางความมืดมิดและสับสนอลหม่าน กองกำลังที่อยู่ดาวแฉกแรกเริ่มทำท่าจะล่มสลาย

พอเห็นดังนั้น พวกคนที่อยู่อีกแนวปีกป้องกันจึงรีบร้อนวิ่งเข้าไปช่วย

และนี่เป็ช่วงเวลาของทัพที่สองกับสามของพวกอาโธร์โพดา

พวกมันกะจังหวะบุกขึ้นมาแทรกกลางระหว่างทัพเพื่อดันศัตรูกลับไป

ไม่ให้กองทัพของศัตรูเข้ามาตีขนาบกองทัพแนกได้

หากเปรียบเทียบจำนวนแล้ว ฝ่ายมนุษย์ถือว่ามีจำนวนมากกว่าที่หนึ่งล้านต่อหนึ่งแสน

แต่ด้วยการจัดวางแนวป้องกัน อีกทั้งถูกขัดขวางการส่งกำลังเสริม จึงทำให้กำลังพลที่เหนือกว่านั้นไม่ได้ถูกใช้งาน

และในช่วงระหว่างที่ฝ่ายมนุษย์สับสนอยู่นั้น พวกกองทัพที่เหลือของอาร์โธรโพดาก็ได้เข้าปิดล้อมพื้นที่ของมนุษย์เอาไว้แล้ว

พวกเขาที่เหลือยังไม่บุก แต่รอท่าทีการเคลื่อนไหวของฝ่ายมนุษย์ตามแผนการ

หากกองทัพตรงหน้าตนเองเริ่มทำท่าจะวิ่งไปช่วยเสริมแนวป้องกันเมื่อไหร ก็จะเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะวิ่งขึ้นไปยับยั้งเอาไว้

เน้นบุกที่จุดเดียวเพื่อทำลายคริสตั้น และใช้กองทัพอื่นปิดเส้นทางหนีกับคอยยับยั้งกำลังเสริมศัตรู นี่คือแผนการรบของพวกอาร์โธรโพดา

ในเวลาเดียวกัน เหล่าผู้นำฝ่ายมนุษย์เองก็รีบจัดประชุมรับมือ

ในหมู่หัวกะทิฝ่ายมนุษย์ได้เล็งเห็นถึงภาพที่ฝ่ายตนเองพ่ายแพ้

พวกเขารู้ดีว่ากำลังพลหนึ่งล้านคนในโลกนี้ จะมีสักกี่คนกันเชียวที่อดีตก่อนตายเคยเป็นทหารมาก่อน

ถูกบุกเฉียบพลันกลางดึก แถมยังไร้ซึ่งวินัยทหาร แผนการรบก็ไม่ชัดเจน

ดังนั้นทางออกของสถานการณ์นี้จึงมีเพียงแค่---

“เตรียมตีฝ่าแนวรับศัตรู หนีไปด้านหลังเดียวนี้เลย! ”

---มีเพียงแค่หันหลังให้ศัตรูตรงหน้า แล้วเผ่นหนีเหมือนเผ่าอื่น ๆ ที่ทำกันเท่านั้น

ความจริงพวกเขาอยากจะศึกษาพื้นที่โดยรอบให้ดีกว่านี้ ก่อนที่จะเกิดการย้ายถิ่นฐาน

แต่สถานการณ์ได้บีบคั้นให้พวกเขาต้องลงทำเดียวนี้แล้ว


บันทึกของเทพทั้งสาม-สิ่งมีชีวิตทรงภูมิ [อาร์โธรโพดา]

เหตุผลที่เลือก - ต้องการสัตว์ขาปล้องมาร่วมสงครามด้วย

ระดับสติปัญญา - ต่ำ

ระดับความแข็งแกร่ง - ต่ำ

ระดับพลังชีวิต - สูง

อื่น ๆ - สังคมสัตว์ขาปล้องที่มีภูมิปัญญา และมีการแบ่งชนชั้นชัดเจนจากสภาพธรรมชาติที่เกิดมา มดทุกตัวในหนึ่งสังคมจะเกิดจากนางพญา หรือองค์ราชินีเพียงตัวเดียวเท่านั้น และด้วยสัญชาตญาณ เลยทำให้คำสั่งขององค์ราชินีถือว่าเป็นคำสั่งอันสูงสุด แต่ด้วยความที่มีสติปัญญา พวกมันเลยมีปัจเจกบุคคลเช่นกัน บางครั้งก็อาจเกิดกรณีที่ต่อต้านกันเองระหว่างระดับชั้นในสังคมของมันได้เช่นกัน


ความเห็นส่วนตัวของเทพไร้หน้า - “หากเอาเจ้าพวกที่คัดเลือกมาถอดอาวุธออกให้หมด เผ่านี้จะน่ากลัวมากที่สุด”

ความเห็นส่วนตัวของเทพไร้แขน - “ถึงจะเรียนรู้ได้ช้า และมีระดับอารยธรรมต่ำกว่าเผ่าอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้โง่ พวกมันถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำสงครามได้น่ากลัวที่สุดแล้ว”

ความเห็นส่วนตัวของเทพไร้ขา - “น่าเกลียด ข้าเกลียดแมลงที่สุด! ”


ชื่อ สเลบ

สถานะ มดทหารเลว

สูง 150 เซนติเมตร

เพศ ผู้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

0 ความคิดเห็น