Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,538 Views

  • 55 Comments

  • 62 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    363

    Overall
    2,538

ตอนที่ 39 : สงครามพันธมิตร-วันที่ 38

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 ก.พ. 62

วันที่ 38 ของเกมส์แห่งสงคราม

***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]

“ทุกหน่วย เคลื่อนทัพ เป้าหมายคือทิศตะวันตก! ”

“รับทราบครับท่าน! ”

กองทัพขนาดใหญ่จำนวนสองแสนกำลังเคลื่อนพลออกจากเมืองหลวงไปยังทิศตะวันตก

ปัจจุบันกองทัพของเราได้แบ่งออกเป็นตามนี้

ทิศตะวันตก ดินแดนที่ติดกับพวกปีศาจน้อยกับปีศาจปีก มีทหารประจำการสองแสนนาย ขุนพลประจำการคือ สเลบของฉัน

ทิศเหนือ ดินแดนที่ติดกับพวกปีศาจยักษ์ ทหารประจำการสามแสนนาย ขุนพลประจำการคือฮอร์เนส ขุนพลที่เก่งที่สุดของพวกเรา

ทิศตะวันออก ดินแดนที่ติดกับผืนป่ากว้าง ทหารประจำการหนึ่งแสนนาย ขุนพลประจำการคืออลูฟ ผู้คอยทำหน้าที่ดูแลป้อนทรัพยากรณ์ภายใต้การนำของราชินีแห่งความจู้จี้ [บอส]

และด้วยแผนการบุกถล่มพวกปีศาจน้อยเป็นฝ่ายแรก ฉันจึงได้ส่งกำลังหลักจากเมืองหลวงไปเพิ่มให้อีกสองแสนนาย

แต่ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนทัพออกไปจากกแนวเขตกำแพงในตอนนั้นเอง---

“ (ท่านราชินีทั้งห้าครับ มีเรื่องด่วนจะแจ้งครับผม!) ”

---ก็ได้มีเสียงรายงานเช่นนั้นดังแทรกเข้าสู่สมองของฉัน

“ (เจ้าคือ?) ”

“ (กระผมคือสเต็ก ลูกน้องของท่านขุนพลสเลบครับ เมื่อวานเวลาเช้า ป้อมปราการแฟตที่ทิศตะวันตกได้ถูกพวกปีศาจน้อยกับปีศาจปีกบุกถล่มไปครับ!) ”

“ (ว่ายังไงนะ! แล้วสเลบเป็น--- สถานการที่นั่นเป็นเช่นไรบ้าง!?) ”

“ (ข้าไม่ทราบ แต่กองทัพศัตรูมีมากล้นจนสุดขอบฟ้า ต่อให้เป็นท่านสเลบ ตอนนี้เขาก็คง---) ”

“ (รายงานองค์ราชินีทั้งห้า~ ข้า [ฮอร์เนส] เมื่อวานที่แนวปราการทางเหนือนั้นได้ถูกตีแตกแล้ว ส่วนข้าก็พึ่งตายเกิดใหม่เมื่อกี้ จึงเรียนมารายงานให้ทราบครับ~) ”

อะไรละนั่น… เรื่องเก่ายังไม่ทันจบ ดันมีรายงานชวนปวดหัวแทรกขึ้นมาเสียอย่างงั้น

“ (ขุนพลฮอร์เนส เรื่องของเจ้าเอาไว้ทีหลัง รอรายงานต่อหลังจากที่---) ”

“ (รายงานองค์ราชินีทั้งห้า! ข้าขุนพลอลูฟ เมื่อวานปราการทางตะวันออกถูกการโจมตีลึกลับ กับสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายก้อนดินบุกครับ! ข้าพยายามต้านทานสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่อาจต้านเอาไว้ได้ ตอนนี้คงถูกทำลายไปแล้วครับ!) ”

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันยะ!?

ตะวันตก ตะวันออก แล้วก็ทิศเหนือ จะบอกว่าพวกเราถูกบุกจากทั้งสามทิศทางพร้อมกันเลยเรอะ?

แถมจะบอกว่ามีเผ่าใหม่คล้ายก้อนดินบุกมาจากทิศตะวันออกอีกด้วยเรอะ!?

“ (นี่ราชินีคอมพาเนียนพูด นี่ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ศัตรูคงมีการนัดหมายโจมตีแน่นอน) ”

“ (นี่ราชินีแฟตพูด มันจะเป็นไปได้หรือ?) ”

“ (ได้สิ ถ้าหากพวกมันพยายามหาทางสื่อสารกันได้ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นไปได้) ”

“ (อืม…) ”

ภายในหัวของฉันเริ่มคิดหาแผนการ

บนแผนที่หนังสัตว์ที่วางอยู่บนโต๊ะดินเผาภายในห้อง มีก้อนหินจำนวนมากมายวางเรียงเอาไว้อยู่

กำลังพลของฝ่ายเราในตอนนี้กระจัดกระจายมากไปแล้วสิ แบบนี้คงต้องเรียกมารวมทัพที่เมืองหลวงก่อน

“โดนบุกจากสามทิศเลยหรือ? ”

นี่ไม่ใช่เวลาโจมตีพวกปีศาจน้อยแล้ว

ถ้าหากที่เจ้าพวกนี้พูดมาถูกต้อง อีกเดียวกำลังพลที่ตายไปก็น่าจะเกิดใหม่กัน

หากคิดถึงกำลังพล แต่ละเผ่าจะมีอยู่หนึ่งล้านนายไม่ขาดไม่เกิน

นั่นแปลว่ามีความเป็นไปได้สูง ที่พวกเรากำลังโดนโจมตีจากกำลังพลที่เหนือกว่าประมาณสองเท่าตัว

หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือโดนทุ่มโจมตีด้วยกำลังพลสูงสุดฝ่ายละประมาณหกถึงแปดแสนนาย หรือราว ๆ ทั้งหมดสองล้านสี่แสนนายที่เป็นไปได้

แต่ทว่าหากพิจารณาจากพฤติกรรมที่พวกมันบางเผ่าสามารถใช้สัตว์ร้ายในการรบ มันก็ตีความได้ว่าอาจมีศัตรูมากกว่านั้นไปอีก

ให้จินตนาการเอาไว้ว่ากำลังโดนศัตรูจำนวนสามล้านบุกอยู่ น่าจะดีกว่า

“ (ขุนพลฮอร์เนสขอรายงานเพิ่ม อาวุธธนูหน้าไม้ทดแรงของพวกเรา ไม่สามารถโจมตีพวกที่บินบนฟ้าได้เลยครับ) ”

“เลวร้ายที่สุด…”

และด้วยรายงานของฮอร์เนส เลยยิ่งทำให้ฉันทุกข์ใจ

จะบอกว่าพวกปีศาจยักษ์ทางเหนือบินบนฟ้าได้? แค่พวกมันที่เจอในครั้งก่อนยังเลวร้ายไม่พออีกหรือ?

“ (นี่ราชินีฟรีด้าพูดถึงขุนพลฮอร์เนส พวกศัตรูบินได้สูงแค่ไหน?) ”

“ (สูงพอ ๆ กับเผ่าปีศาจปีก หรืออาจเหนือกว่า) ”

“ (ถึงราชินีโอเปอร์ แบบพิมพ์เขียวอาวุธใหม่ที่ส่งไปเมื่อวันก่อนของฉัน เร่งผลิตเร็วสุดได้วันไหน?) ”

“ (นี่ราชินีโอเปอร์พูด มีตัวจำลองขนาดเล็กเสร็จแล้วหนึ่งชุด ส่วนรุ่นผลิตจำนวนมากคงต้องรออีกสิบห้าวันหลังจากนั้น) ”

จากบทสนทนาของราชินีทั้งสอง ทำให้ฉันพอจะเดาได้แล้วว่าพวกเธอจะพูดอะไรต่อไป

“ (ต้องการให้ฉันหาแผนการถ่วงเวลาให้ได้ตามนั้นสินะ?) ”

“ (ถูกต้อง อย่างน้อยด้วยอาวุธใหม่ ระยะโจมตีจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป) ”

“ (คราวก่อนเจ้าก็พูดแบบนี้กับอาวุธหน้าไม้ทดแรงไม่ใช่หรือ?) ”

“ (คราวนี้มันผิดกัน! นี่คืออาวุธล้ำยุคจากเทคโนโลยีศัตรูที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน! คราวนี้ไม่มีทางผิดพลาดแน่!) ”

ขอให้เป็นอย่างที่โม้เถอะ…

“ (...ได้ เรื่องอาวุธฉันจะฝากให้พวกเธอสองคนจัดการ ส่วนราชินีคอมพาเนียน หากเป็นกรณีที่พวกมันจับมือเป็นพันธมิตรกันจริง ฉันขอฝากเธอช่วยหาแผนยุแยงศัตรูด้วย ราชินีบอส ฉันของฝากเธอช่วยดูเรื่องสเบียงและคลังแสงว่ามีเพียงพอทำสงครามป้องกันยาวอย่างน้อยหนึ่งเดือนได้ ส่วนแผนการฉันจะจัดการเอง พวกเราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน เลิกประชุมเท่านี้) ”

“ (รับทราบ) ”

หลังจากแจกงานกันเสร็จแล้ว ฉันก็รีบสั่งเบรกกองทัพสองแสนที่กำลังจะยกไปตะวันตกในทันที

“เจ้าสเลบ…”

ใบหน้าขุนพลของฉันได้ผุดลอยขึ้นมาภายในหัว…

นี่ฉันเป็นห่วงมันเช่นนั้นหรือ?

ฉันปัดความคิดเช่นนั้นออกไปแล้วเริ่มลงมือวางแผนรับมือ

ให้ตายสิ มีสมาธิหน่อยสิตัวฉัน!



***อัศวินสีแดง [โซเดียม]

“ไฮเจน ไม่คิดจะไปพยายามทำความเข้าใจกับพวกสองแขนหน่อยเรอะ? ”

“ไอสวะชั้นต่ำ! อย่าริอาจมาพูดกับชั้นนะ! อยากทำความเข้าใจ? ช่างหัวพวกสวะสองแขนสิ แค่เล่นละครลิงร่วมทำสงครามก็เครียดจะตายห่าอยู่แล้ว! ”

ว่าแล้วเขาก็ถ่มน้ำลายใส่เรา

ให้ตายสิ หมอนี่ยังคิดดูถูกเราอยู่อีกเช่นนั้นหรือ?

เราหันกลับไปมองฝั่งกองทัพของพวกเผ่าสองแขนอีกครั้ง

สงครามพันธมิตรครั้งแรกเมื่อวานนี้ เป็นไปอย่างราบลื่นดี

ถึงจะมีจุดน่าเป็นห่วงเรื่องการสื่อสาร และการประสานงานบ้างเล็กน้อยก็ตาม

อย่างตอนที่พวกเรายิงธนูสกัดอาวุธของศัตรู หากตอนนั้นเล็งพลาด คงได้ยิงถูกพวกกองทัพพันธมิตรไปแล้ว

เรียกว่าโชคดีมาก ที่ในวันแรกไม่มีพลาดโจมตีใส่พวกเดียวกันเลย

“ถ้าหากไม่ทำความเข้าใจเรื่องภาษากัน… คงได้มีผิดพลาดในวันหลังแน่”

เราคิดเช่นนั้น

เมื่อวานนี้หลังจากที่ถล่มรังของพวกสี่แขนได้ พวกเราก็บุกข้ามสะพานไปที่อีกฝั่งของแม่น้ำทันที

แน่นอนว่าศัตรูมันต้องพยายามทำลายสะพานทิ้ง แต่ด้วยหน่วยรบประชิดเคลื่อนที่เร็ว จึงทำให้สามารถป้องกันเหตุการณ์นั้นเอาไว้ได้

และด้วยพลังอาวุธร้ายของสองแขนที่เป็นท่อโลหะยักษ์ เลยทำให้สามารถถล่มรังของศัตรูซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของแม่น้ำจนพังทลายลงมาได้ภายในหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

หลังจากที่ถล่มพวกศัตรูจนราบ และตรวจสอบว่าไม่มีศัตรูเหลือแอบซ่อนอยู่ใต้ผิวดินแล้ว พวกเราจึงตั้งค่ายพักกันหนึ่งคืนจนถึงเช้าวันนี้

สรุปคือตอนนี้มีเวลาว่างพักผ่อนเตรียมตัวเหลือเพื่อ เราเลยอยากจะสานสัมพันธ์กับพวกสองแขนเอาไว้หน่อย

แต่ไอเจ้าไฮเจนมันไม่ยอมเนี่ยสิ

“ให้ตายสิ เราทำเองคนเดียวก็ได้”



***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

“ปี้~! ”

“ดีมาก ดีมาก ฮะ ฮะ ฮะ”

“เจ้า [มิลเลอร์] เริ่มติดเธอแล้วนะนี่”

ชายชาวแอฟริกาหน้าตาดี [แอร์บาส์ร] ได้เอยเช่นนั้นออกมา

ฉันกำลังเล่นปาจานร่อนกับเจ้ามังกรน้อยเกล็ดน้ำตาลอยู่

หากยังไม่ลืม พวกเราเผ่ามนุษย์นั้นมีมังกรเลี้ยงอยู่ด้วยกันทั้งหมดอยู่สองตัว

ตัวหนึ่งคือเจ้า [กลาส] แม่ของเจ้าตัวน้อยที่กำลังเล่นกับฉันอยู่

มังกรสองแม่ลูกนี้ติดแอร์บาส์รมาก ถึงขนาดที่ว่าสงครามครั้งนี้มันยอมตามพวกเรามาด้วย แทนที่จะยอมอยู่เฝ้าที่เมืองหลวง

และเนื่องจากมีเวลาว่างพอควร ฉันเลยใช้เวลาทั้งเช้าไปกับการขว้างจานร่อนร่วมกับเจ้ามังกรน้อย

“ฮี่! ”

“อะไร แกหึงมันเรอะ [ไนท์แมร์] ? ”

เจ้าม้าสีดำที่มีเปลวไฟลุกโชนในดวงตา [ไนท์แมร์] ได้วิ่งเข้ามาแย่งจานร่อนไปจากเจ้ามังกรน้อย

มังกรน้อยมิลเลอร์แสดงความโกรธแล้วเข้าไปยื้อแย่งจานจากเจ้าม้าปีศาจอย่างเอาเป็นเอาตาย

ตลกดีแฮะ

“จะว่าไป วันนี้จะเคลื่อนทัพกันราวกี่โมงละแอร์บาส์ร? ”

“คงใกล้เที่ยง ไม่รู้ว่าทางพวกมนุษย์นกจะเคลื่อนทัพกันตอนไหน แต่พวกเราต้องรอให้หน่วยทหารช่างวางรางรถไฟกับเสาไฟฟ้าชั่วคราวเสร็จก่อน กับให้หน่วยสุนัขตรวจสภาพใต้ดินก่อน ถึงจะเริ่มเคลื่อนทัพต่อไปได้นะ”

“อะฮะ”

“ด้วยกำลังพลพันธมิตร อีกทั้งความเตรียมพร้อมแบบนี้ พวกเราคงไม่มีทางแพ้”

ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับแอร์บาส์ร

และนี่คือสาเหตุที่ทำไมพวกเราฝ่ายมนุษย์ถึงกล้าตบปากรับคำเงื่อนไขสงครามพันธมิตรในครั้งนี้

เพราะว่าพวกเราเล็งเห็นโอกาสชนะสูงมาก และไม่จำเป็นต้องกลัวการทรยศจากฝ่ายอื่น ๆ ด้วย

อย่างแรกเลยคือทุกเส้นทางที่พวกเราเคลื่อนทัพผ่าน พวกเราจะวางรางรถไฟกับเสาไฟฟ้าทิ้งเอาไว้

ด้วยสองสิ่งนี้ จะทำให้พวกเราสามารถติดต่อสื่อสารกับเมืองหลวงได้ทุกเวลา รวมไปถึงไม่ต้องห่วงเรื่องทัพสนับสนุนหรือการส่งกำลังพลกลับเมืองหลวง

หากการคำนวณไม่มีผิดพลาดอะไร อีกห้าวันรถไฟรุ่นต้นแบบขบวนแรกก็น่าจะสามารถใช้งานได้แล้ว

และไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าศัตรูจะใช้เส้นทางรถไฟนี้มาโจมตีพวกเรากลับ เพราะว่าหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น พวกเราจะสามารถระเบิดรางนี้ทิ้งได้ในทันที

เท่านั้นไม่พอ ตอนนี้โรงงานผลิตอาวุธสงครามเองก็เสร็จแล้ว

เห็นว่ารถถังกับเครื่องบินรุ่นต้นน่าจะเสร็จพร้อมกับรถไฟพอดี

หากมีใครคิดทรยศพวกเราไปลอบโจมตีเมืองของมนุษย์ในอีกห้าวันให้หลัง คงเป็นได้เจอกับอาวุธล้ำสมัยนั่นละ

“หน่วยสุนัขเองก็ใช้งานได้ไม่เลว ดูนั่นสิ มันเจอพวกศัตรูที่ซ่อนอยู่ในดินอีกตัวแล้วละ”

“ใช่ ไม่ว่าจะโลกไหน สุนัขคือมิตรแท้ของมนุษย์จริง ๆ ”

ตรงพื้นที่ซึ่งพวกเราตั้งค่ายอยู่ริมแม่น้ำนั้น คืออดีตแนวกำแพงเนินดินซึ่งเป็นป้อมปราการของศัตรู

ด้วยสุนัขทางการทหารอย่างสายพันธุ์ยอดนิยม [เยอรมันเชพเพิร์ด] เลยทำให้พวกเราสามารถทราบตำแหน่งของพวกศัตรูที่กำลังซ่อนอยู่ในดินได้

ดูถูกจมูกของเจ้าพวกตูบไม่ได้เลยจริง ๆ

ความจริงมีแนวคิดที่จะใช้มอนสเตอร์รูปร่างคล้ายสุนัขอยู่เหมือนกัน แต่เนื่องจากพวกมันไม่เชื่องกับคน แถมจมูกไม่ได้ไวเท่าสายพันธุ์ของโลกมนุษย์ พวกเราจึงล้มเลิกความคิดเหล่านั้นไป

“แต่สำหรับผม ผมอยากลองเลี้ยงมอนสเตอร์ที่คล้ายสุนัขพวกนั้นสักตัวจัง เพราะว่าพวกมันแปลกดี ทั้งพ่นไฟได้ พ่นน้ำกรดได้ เป่าพายุได้ บางตัวก็ปล่อยสายฟ้าได้ด้วย”

“แฟนตาซีเกิ้น”

ฉันคัดค้านแอร์บาส์ร

เจ้าพวกตัวแบบนั้นเลี้ยงไม่ไหวหรอก แถมมอนสเตอร์คล้ายสุนัขพวกนั้นมันตัวใหญ่เวอร์ด้วย

ตัวใหญ่สุดที่เคยพบคือสี่เมตร มีรูปร่างคล้ายหมาป่า ขนสีขาวราวหิมะ

มันมีรูปร่างคล้ายกับหมาป่าเฟนริลที่ปรากฏในตำนานเทพเจ้าของสแกนดิเนเวียเลย

“มีเวลาถึงเที่ยงอย่างงั้นหรือ…”

ระหว่างนี้จะทำอะไรดีนะ?

ในตอนนั้นเองที่มีบางสิ่งบินลงมาจากฟ้า

สิ่งนั้นคือเผ่ามนุษย์นกที่มีขนสีแดงสดทั่วทั้งตัว

ใบหน้าของเขาดูเรียวสวยงามเหมือนผู้หญิง แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนกับบุรุษที่มีความอ่อนโยน

เสื้อผ้าที่ทำมาจากการเย็บใบพืชสาหร่ายทะเลขนาดยักษ์เข้าด้วยกันนั้น มีรูปลักษณ์คล้ายกับเสื้อผ้าของชนชาวกรีกโบราณ

“@! #! %”

มนุษย์นกสีแดงได้ร่อนถลาลงมาบนพื้นข้างพวกเราพร้อมกับโค้งคำนับให้

สุภาพจัง

“สะ...สวัสดีค่ะ”

ถึงจะฟังไม่ออก แต่ฉันเข้าใจว่าเขาคงกำลังกล่าวทักทายพวกเรา

“@! #$ [โซเดียม] ! @#%”

คงพยายามจะแนะนำตัวกับพวกเราละมั้ง?

“เออ… [เอรีส] ? ”

“ [แอร์บาส์ร] ”

“ [เอรีส] … [แอร์บาส์ร] … ”

เขาชี้เรียงคนพร้อมกับพูดชื่อออกมา

เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะ

ฉันรู้แล้วละว่าจะใช้เวลาถึงเที่ยงไปกับสิ่งใด

“แอร์บาส์ร พวกเรามาใช้เวลานี้ทำความเข้าใจภาษาของพวกมนุษย์นกด้วยกันเถอะ”



ในเวลาเดียวกัน สถานการณ์ทางด้านทิศเหนือ...

***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

“ทุกคนเคลื่อนทัพ! ”

พวกเรากองทัพยักษาจำนวนแปดแสนได้เริ่มเคลื่อนพลต่อในอีกครั้งหนึ่ง

สงครามวันแรกนั้น พวกเราพึ่งจะเสียกองกำลังไปเพียงห้าหมื่นเท่านั้น

ในขณะที่ฝ่ายศัตรูถูกฆ่าไม่เหลือซากเลย

และจำนวนหน้าหมื่นนั้น อีกไม่กี่วันคงเดินทัพกลับมาสมทบได้แล้ว

แต่จะเสียเวลารอไม่ได้ ดังนั้นพวกเราจึงเริ่มออกเคลื่อนทัพต่อในตอนช่วงเช้าของวันต่อมาทันที

“บานา จะขึ้นมาขี่เจ้าโทเมมั้ย? ”

แครอทเสนอให้ข้าขึ้นไปซ้อนท้ายอยู่บนเจ้าอสูรปีกโทเมของเธอ

“…ขอปฏิเสธ”

แต่ข้าไม่เอาด้วยหรอก เพราะว่าข้าคือแม่ทัพของกองทัพบก แล้วจะให้แม่ทัพอย่างข้าไปขี่อสูรสบายคนเดียวได้เช่นไรละ?

แต่ทว่าก่อนที่พวกเราจะเดินทัพ อยู่ ๆ ก็เกิดเรื่องบางอย่างที่แปลกประหลาดขึ้นมาก่อน

“กรรร! ”

พวกอสูรปีกจำนวนสองหมื่นห้า… ไม่สิ ต้องบอกว่าเกือบสองหมื่นห้านั้น มันได้พ่นเปลวไฟขึ้นท้องฟ้าที่ไม่มีอะไรกัน

เปลวไฟสีทองได้พวยพุ่งขึ้นฟ้าจนอากาศบริเวณนี้ร้อนระอุ

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่อสูรวัวเองยังส่งเสียงขู่คำรามออกมาในพื้นที่อากาศซึ่งว่างเปล่าเช่นกัน

“เดียว! พวกแกเป็นอะไร---”

แครอทรีบพยายามยื้อหยุดพวกมันเอาไว้อย่างสุดความสามารถ จนทำให้พวกมันสงบลงกันได้ในท้ายที่สุด

พวกอสูรมันดูตื่นกลัวกันมาก… เป็นเพราะอะไรกันนะ?



ในเวลาเดียวกัน สถานการณ์ทางด้านทิศตะวันออก

***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

“จะทำก็ทำได้นี่ดอง~”

ฉันพูดกับตัวเองเช่นนั้น

ไม่รู้ว่าจะโง่ตื่นกลัวพวกศัตรูทำไมตั้งหลายวัน ทั้งที่พวกมันอ่อนแอกันขนาดนี้นะ

ด้วยพลังแปรสสารจากปีกของพวกเรา แล้วทิ้งลูกไฟจากท้องฟ้าที่สูงลิบแบบปูพรม เลยทำให้พวกเราสามารถถล่มฐานศัตรูได้ภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ส่วมทางภาคพื้นดินก็ใช้พวกโกเลมบุกโง่ ๆ เก็บกวาดเอา

พวกเราจึงสามารถชนะศึกแรกได้โดยไม่ต้องเสียใครไปเลยสักคน

“ว้าว~ เผ่าปีกแสงเก่งจัง”

“ฮะ ฮะ ฮะ ใช่มั้ยละดอง~! ”

เจ้าสายลับ (?) เผ่าปักษาที่มีขนสีแดงสลับขาวได้เอยชื่นชมฉัน

เท่านั้นไม่พอ ยัยนี่ยังเข้ามาถูไถฉันอย่างเริงร่าอีก

อืม.. ขนนุ่มดีแฮะ

ตกลงยัยนี่มาเพื่อจับตาพวกเราจริง ๆ ใช่มั้ยดอง~? ฉันคงไม่ได้คิดมากไปเองใช่มั้ยดอง~?

“ท่านทูตแห่งชาวปักษาค่ะ หากไม่รังเกียจ มาคุยกับดิฉัน [ลิลลี่] ได้นะคะ ตอนนี้ท่าน [เอสเทอ] มีภารกิจต้องดูแลกองทัพอยู่ค่ะ”

เนื่องจากดูแล้วคงเป็นภารกิจทางการทูต ลิลลี่จึงออกหน้ารับมือเธอไปแทน

ค่อยยังชั่วดอง~ เรื่องการทูตอะไรนี่ฉันคงรับมือไม่ได้หรอกนะดอง~

“หลังจากนี้ทำอะไรดีนะดอง… แบบนี้มีแต่ต้องเดินทัพต่ออย่างเดียวแล้วสิดอก~”

ฉันถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

เพราะมียัยนี่จับตาดูอยู่ แผนการที่ควรยื้มมือคนอื่นทำสงครามจึงพังทลายลงมาหมดเลยดอง~

จะฆ่าปิดปากก็ไม่ได้ เพราะโลกนี้ดันเกิดใหม่ได้ ความจำก่อนตายก็ไม่ได้ถูกลบด้วย

แบบนี้ลำบากจริง ๆ นะดอง

“ช่วยไม่ได้ บุกก็บุกฟะ ทุกคนเตรียมเคลื่อนทัพ เป้าหมายคือทิศตะวันตก บุกได้! ”



ณ ช่วงเวลาดึกของวัน

***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]

“สเลบยังไม่กลับมาเกิดอีกหรือ? ”

ฉันเฝ้ารอแล้วเฝ้ารออีก เฝ้ารอราวกับคนรักที่รอ---

มีสมาธิหน่อยตัวฉัน มันก็แค่เหงาปากอยากหาคนด่าใส่เท่านั้นเองนั่นละ

ไม่ใช่ความรักอะไรเทือกนั้นหรอก เจ้าสเลบมันเป็นแค่มดทหารเลวระดับล่างที่เก่งกว่าชาวบ้านนิดหน่อยเท่านั้นเอง

“แต่การที่มันยังไม่กลับมาเกิด ทั้งที่ทหารซึ่งตายจากเมื่อวานกลับมาเกิดเกือบครบแล้ว… หรือว่า…”

หรือว่าสเลบยังไม่ตาย?

หากเขากับกองทัพส่วนหนึ่งของเขาหนีไปได้ทันละ?

จากจำนวนที่กลับมาเกิดใหม่นั้น มันมีจำนวนพลทหารเลวหายไปอยู่หนึ่งพันนาย

จำนวนน้อยขนาดนั้น หากเป็นคนอื่นคงฆ่าตัวตายเพื่อกลับมารวมทัพแล้ว แต่สเลบกลับไม่ทำ

หรือว่าเขามีแผนการอื่นซ่อนอยู่เช่นนั้นหรือ?

ในตอนนั้นเองที่สมองของฉันได้เริ่มโลดแล่นแผนการบางอย่างขึ้นมาได้

“หรือว่าสเลบมันจะ…!? ”

ฉันรีบมาดูแผนที่หนังสัตว์

ส่วนที่ขาดหายไป ณ ทิศตะวันตกนั้น คือดินแดนของพวกปีศาจน้อยกับพวกปีศาจปีก

หากศัตรูร่วมมือกันบุกพวกเรา แล้วสเลบหาทางพากองทัพส่วนหนึ่งหนีออกไปได้…

ถ้าหากเป็นสเลบของฉัน เขาคงจะนำทัพส่วนน้อยนั้นไปที่…

“ฮะ... ฮะ ฮะ… ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ! ใช่แล้ว! ต้องเป็นแบบนี้แน่!? สมกับเป็นสเลบของฉัน! ต้องใช่แน่ ๆ! ”

หากเป็นเขา เขาคงต้องคิดแบบนี้แน่นอน

แล้วเขาคงรู้ว่าฉันต้องส่งบางอย่างไปช่วยเขาที่นั่นแน่นอน

ดังนั้นฉันก็ควรที่จะสนับสนุนเขามิใช่หรือ?

“ (นี่ราชินีแฟตพูดถึงราชินีโอเปอร์ เมื่อเช้าเจ้าบอกว่ามีอาวุธตัวจำลองขนาดเล็กเสร็จแล้วหนึ่งชุดใช่มั้ย? ช่วยส่งมันมาให้ฉันทีสิ) ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

0 ความคิดเห็น