Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,618 Views

  • 56 Comments

  • 65 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    443

    Overall
    2,618

ตอนที่ 26 : มังกร กับการรุกรานของชาวปักษา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    20 ม.ค. 62

กองกำลังฝ่ายปักษาทั้งสิ้นสองแสนนายได้เหลืออยู่เพียงแค่แปดหมื่นนายแล้ว

อัศวินสีแดงที่เป็นดาวเด่นใหม่ของกองทัพเองก็สิ้นชีพไปแล้วเช่นกัน

ในเวลาเดียวกับที่ความสิ้นหวังเริ่มกระจายไปในกองทัพของชาวปักษา

“อ๊าก! ”

ร่างของพญาอินทรีสีขาวบริสุทธิ์ก็ได้ถูกย้อมไปด้วยเลือดในเวลาต่อมา

เพราะการโจมตีแบบฉับพลันของเผ่าอาร์โธร์โพดา เลยทำให้ผู้นำของพวกเขา [ไฮเจน] เสียชีวิตลงในทันที

“ท่านจ่าฝูงย่อยไฮเจน! ”

“จ่าฝูงไฮเจนตายแล้ว!? หนี… หนีโว้ย! ”

พอขาดผู้นำทัพ บรรดาเผ่าปักษาที่เหลือก็พากันบินหนีขึ้นท้องฟ้าไป

และนั่นทำให้สนามรบแห่งนี้เหลือเพียงแค่ฝ่ายมนุษย์กับฝ่ายอาร์โธร์โพดาเท่านั้น



กองกำลังฝ่ายอาร์โธร์โพดาได้ทิ้งมดทหารเลวเอาไว้ที่ป้อมปราการ [แฟต] ห้าหมื่นนาย

ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งแสนห้าหมื่นนายที่ผสมปนเประหว่างมดทหารเลว มดทหารระดับสูง และมดทหารองครักษ์นั้น ได้ลอดผ่านใต้ดินมาสู่แนวหน้ากันแล้ว



ในทางตรงข้าม กองทัพของฝ่ายมนุษย์กลับเริ่มเข้าสู่สภาวะที่ตกเป็นรองแทน

เพราะถูกโจมตีอย่างไม่คาดคิดจากใต้ดิน เลยทำให้กองกำลังมากกว่าครึ่งเสียชีวิตไปในทันที

กองพลปืนไฟหนึ่งพันนายได้ตายเรียบ เพราะพวกเขาเป็นเป้าหมายหลักในการจู่โจมฉับพลันของเผ่าอาร์โธร์โพดา

กองพลทหารราบกับทหารม้าเองก็เสียหายหนัก

แม้แต่ผู้บัญชาการของสนามรบ [เฉินซิง] เองก็เสียชีวิตไปแล้ว

ผู้นำแห่งนาโต้ [ทอม] ที่เห็นเช่นนั้นได้รีบทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทัพแทนทันที

“ทหารทุกนาย ถอยทัพ! ทหารม้าทั้งหมด รูปขบวนลิ่ม ทะลวงทัพ ไปทางตะวันตก! ”

กองกำลังผสมระหว่างอัศวินยุโรปกับจอมยุทธแดนมังกรต่างรีบมารวมตัวที่ใจกลางสนามรบตามคำสั่งนั้น

กองทัพม้าแฟนตาซีที่เหลืออยู่สามหมื่นนายได้ตั้งทัพอยู่แถวหน้าสุด

กองพลทหารราบห้าหมื่นนายตั้งเป็นแถวหน้ากระดานปิดปีกซ้าย ขวา และหลัง

ส่วนกองพลธนูอีกสองหมื่นนายจะประจำอยู่ที่ช่วงตรงกลางของกองทัพ

กองทัพม้าเพกาซัสหนึ่งร้อยตัวได้โบยบินบนฟ้าทำหน้าที่ระวังหลังให้กับพวกเขา

กองทัพมนุษย์ใช้เวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้น สำหรับการจัดทัพขึ้นมาใหม่นี้



กองทัพเผ่าอาร์โธร์โพดาทั้งหมดหนึ่งแสนห้าหมื่นนายได้กรูเข้าปิดล้อมจากทั้งสี่ทิศ

ทอมรู้ดีว่าเพียงกำลังพลทหารม้าเพียงสามหมื่นคงไม่อาจพอทะลวงออกไปไหวได้

ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้ [ไพ่ตาย] ที่เตรียมเอาไว้

“แอร์บาส์ร! เรียกมังกรของเจ้าออกมา เดียวนี้เลย! ”



***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

เสียงเป่าแตรได้ดังก้องไปทั่วสนามรบ

นักรบของปีศาจน้อยที่น่ากลัวยังคงจับจ้องมาทางผมอย่างไม่ละสายตา

ผมจำใบหน้านั้นได้ รู้สึกจะเคยเห็นมันวาดลวดลายโดดเด่นอยู่ในสนามรบก่อนหน้านี้

ไม้พลองเหล็กที่ยาวสองเมตรได้ถูกวาดขึ้นบนอากาศเพื่อเตรียมรับมือศัตรูตรงหน้า

ชุดเกราะที่เป็นสายโซ่เหล็กได้ต้องสะท้อนแสงเป็นประกายเงางาม

ชุดคลุมขนนกสีแดงที่สวมทับนั้น ได้พริ้วไปตามลมอย่างน่าเกรงขามบนสิงมีชีวิตสี่ขาสีดำที่ดูน่ากลัว

รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลส่งออกมาจากเธอ

“ (เสียเปรียบ…) ”

ผมในตอนนี้ไม่มีโอกาศเอาชนะเธอได้เลย

และบางทีเสียงเป่าแตรศึกเมื่อกี้ อาจจะเป็นสัญญาณแผนการบางอย่างของศัตรูอีกด้วย

“ (ช่วยไม่ได้ คงต้องขอถอนตัวก่อน) ”

หากชีวิตของผู้บัญชาการรบหายจากไปบนสนามรบ กองทัพก็จะระส่ำระสาย และอาจจะทำให้ป้อมปราการแฟตที่พึ่งสร้างถูกตีแตกไปด้วย

ดังนั้นผมจึงมุดลงดินหนีออกจากแนวหน้ากลับไปที่ป้อมปราการ

“ (คนเจ็บให้ถอนตัวกลับป้อมเดียวนี้ ส่วนที่เหลือให้ทำการกวาดล้างศัตรูซะ!) ”

และออกคำสั่งเช่นนั้นออกไป

เอาละ ขอดูหน่อยซิว่าพวกปีศาจสองแขนกำลังวางแผนอะไรเอาไว้อยู่นะ



***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

ตัวที่อยู่ตรงหน้าได้มุดดินหนีลงไป

ช่างขี้ขลาดจริง ๆ

แต่รู้สึกเหมือนกับว่าเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนจริง ๆ นั่นละ

จำได้ว่าในสงครามครั้งที่แล้ว เคยเห็นมันจากที่ระยะไกล ๆ นี่แหละ

“...เอาเถอะ ตอนนี้รีบไปรวมทัพก่อนดีกว่า”

เสียงเป่าแตรได้ดังกระหึ่มขึ้นแล้ว

นั่นคือเสียงแตรสัญญาณเรียก [กลาส] กับ [มิลเลอร์] นั่นเอง

มังกรสองแม่ลูกที่แอร์บาส์รจับมาเลี้ยงเอาไว้

หากเป่าแตรเรียกพวกมันมา งั้นแสดงว่าอีกเดียวพวกเราจะเริ่มทำการถอยทัพกันแล้ว

“ทั้งที่อยากจะสู้ต่อแท้ ๆ …”

ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนที่จะเริ่มควบม้าปีศาจของตัวเองไปที่แนวหน้าบุกทะลวงของกองทัพตัวเอง



ขบวนทัพรูปลิ่มของกองทหารม้าอันเกรียงไกรของมนุษย์ได้เริ่มเคลื่อนพล

เป้าหมายคือแนวรับของอาร์โธร์โพดาตรงหน้า

คลื่นสีเงินจากแสงสะท้อนของชุดเกราะเหล็กกล้าได้พุ่งถาโถมเข้าใส่กองทัพสีดำที่ยืนตั้งรับ

แต่ก่อนที่หอกเงินอันทรงพลังจะเข้าปะทะกับแนวกำแพงที่แกร่งกล้า บางอย่างก็ได้บินแหวกอากาศพุ่งตรงลงมาใส่กองทัพสีดำเสียก่อน

สิ่งนั้นคือ [มังกร] แม่ลูกสองตัวของฝ่ายมนุษย์

ตัวหนึ่งสูงราวสามเมตร ชื่อ [กลาส] อีกตัวสูงครึ่งเมตร ชื่อ [มิลเลอร์]

ปีกและเกล็ดสีน้ำตาลได้แผ่ขยายออกกลางท้องฟ้าที่เปิดกว้าง

เสียงคำรามได้ดังสั่นสะท้านจนทำให้ฝ่ายอาร์โธร์โพดาเริ่มเสียขวัญ

แล้วเปลวไฟก็ได้พวยพุ่งลงมาจนกลายเป็นฝันร้ายของพวกอาร์โธร์โพดา

สเลบที่กลับไปบนป้อมปราการรู้สึกตกใจต่อสิ่งที่เห็นตรงแนวหน้า

เขาไม่อยากเชื่อว่าพวกมนุษย์จะสามารถควบคุมสัตว์ร้ายขนาดยักษ์แบบนั้นได้

สเลบไม่สามารถสั่งให้พวกแนวหน้าถอนตัวกลับมาที่ป้อมได้

เพราะหากสั่งให้ถอนตัวกลับมาทันที มันอาจจะไปกระตุ้นให้กองทัพศัตรูเปลี่ยนใจกลับมารุกรานที่ป้อมนี้ได้

สเลบรู้ว่าพวกศัตรูกำลังจะถอนทัพจากการคาดเดาทิศทางที่พวกมันกำลังพุ่งออกไป

ดังนั้นเลยไม่อาจจะทำให้รูปการของสนามรบเปลี่ยนทิศไปได้ในตอนนี้

“ทุกหน่วย ยิงสติงเกอร์ไปที่สัตว์ยักษ์! หน่วยที่หลือให้เฝ้าระวังตีกรอบล้อมเอาไว้ แต่ห้ามเข้าตีปะทะเด็ดขาด! ”

เพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด และเพื่อกดดันศัตรูว่า [ทางนี้ยังได้เปรียบ] สเลบจึงจำใจสั่งการลงไปเช่นนั้น

ฝ่ายมนุษย์เองก็กลัวการสูญเสียมังกรของตนไปเช่นกัน

มีเพียงแค่มังกรสองตัวนี้เท่านั้น ที่ยอมเชื่องกับพวกเขา

ไม่สิ ต้องบอกว่ายอมเชื่องเฉพาะกับ [แอร์บาส์ร] กับ คนในหน่วยของเขาเท่านั้นมากกว่า

ดังนั้นความคิดในการใช้มังกรทั้งสองเพื่อโจมตีศัตรูจึงไม่มีอยู่ในหัวแต่แรก

ที่ใช้ในตอนนี้ก็เพื่อเปิดทางหนีเท่านั้น

ก้อนหินทรงรักบี้ได้ถูกขว้างปาใส่มังกรและกองทัพฝ่ายมนุษย์

แต่ของแบบนั้นไม่อาจทำอะไรเกราะเหล็กหนากับเกล็ดที่แข็งแกร่งของพวกเขาได้

มีเพียงบาดแผลเล็กน้อย กับบางคนที่โชคร้ายโดนจุดสำคัญเท่านั้น ที่ต้องมีอันเป็นไป

กองทัพมนุษย์ที่เหลือรอดได้วิ่งตีฝ่าออกมาทางตะวันตกเป็นผลสำเร็จ

พวกเขาเคลื่อนทัพตรงไปโดยไม่คิดแม้แต่จะหันกลับมามองพวกอาร์โธร์โพดา

พวกอาร์โธร์โพดาเองก็ไม่คิดที่จะไล่ล่าตามเช่นกัน

แสงสว่างได้ดับมืดลงไปที่ขอบฟ้าพร้อมกับราตรีที่มาเยือน

และแล้ว สงครามในวันที่ 28 ณ ป้อมปราการแฟตก็ได้จบลงในลักษณะเช่นนี้ไป



วันต่อมา

ณ เมืองหลวงของเผ่ามนุษย์ [ฮิวซิตี้] ช่วงเวลาเช้าของวันที่ 29

***พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]

กองทัพปักษาสามแสนนายที่นำทัพโดยกระผมนั้น ได้บินมาถึงรังของพวกตัวสองแขนแล้ว

กำแพงหินที่สูงกว่าสามสิบเมตร สิ่งก่อสร้างสีแดงประดับลวดลายที่แปลกประหลาดซึ่งถูกปลูกเป็นตารางสี่เหลี่ยมอย่างมีระเบียบ

ที่ตรงใจกลางของรังพวกมัน มีสิ่งก่อสร้างสีเทาแลดูมั่นคงแข็งแรงแปลกตาผิดจากสิ่งก่อสร้างโดยรอบ

สิ่งนั้นเป็นภูเขาทรงเรขาคณิตแปดเหลี่ยมสูงเหนือพื้นดินราวสิบห้าเมตร

มันไม่มีรู ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแค่ประตูเหล็กหนาบานเล็กตรงพื้น

เหนือขึ้นไปของสิ่งก่อสร้างนั้น ยังมีโครงสร้างประหลาดที่ยังคงกำลังต่อเติมสูงขึ้นไปปรากฏอยู่

ผมกลับไปมองที่กำแพงรอบนอกของรังอีกครั้ง

กำแพงหินนั้นยาวทอดตัวออกจากหน้าผาริมภูเขาจากทิศเหนือจรดใต้

หักมุมวิ่งไปจากทิศตะวันออกไปตะวันตก

แล้วหักมุมกลับเข้าสู่ภูเขาอีกทีจนเป็นการปิดล้อมรังของพวกมัน

บนกำแพงที่ทอดยาวนั้น มีนักรบของสองแขนในชุดเกราะเหล็กหลากหลายรูปแบบคอยเดินลาดตระเวนไปมาอยู่

ช่างเป็นการเฝ้าระวังที่น่าประทับใจอะไรเยี่ยงนี้

“จะเอายังไงดีครับท่าน? ”

“ถึงจะน่าเกรงขาม แต่กำแพงนั้นช่างไร้ค่าต่อหน้าพวกเรา จงเตรียมธนูระเบิดกับธนูไฟให้พร้อม พวกเราจะไปแจกของขวัญรับอรุณให้พวกสองแขนกัน! ”

“โอ้ว! ”

เสียงกู่ร้องได้ดังกระหึ่มขึ้น

ผมเห็นพวกสองแขนหันมามองทางหุบเขา

ใช่แล้ว ทางหุบเขาซึ่งเป็นทิศที่พวกเราได้เลือกบุกโจมตี

การล่าที่ดีควรเข้าจู่โจมจากด้านหลังของเหยื่อในตอนที่ไม่ระวัง

และสำหรับรังของพวกสองแขน มันก็ชัดเจนว่าทิศที่ติดกับภูเขาคือด้านหลังที่ว่านั้น

“ฝูงบินที่หนึ่ง ยิง! ”

ชาวปักษาได้ร่อนถลาลงจากฟ้าที่ความสูงกว่าห้าร้อยเมตรสู่ระดับสองร้อยเมตร

ห่าฝนสีดำได้ถูกโปรยปรายจนมิดทั่วนภา

เฉกเช่นซานต้าที่โปรยปรายของขวัญให้แด่เด็กน้อยผู้ใสซื่อ

ระเบิดขนาดย่อมได้ปะทุไปทั่วรังของสองแขน

แสงสีแดงเพลิงหนึ่งแสนดวงได้ผลิบานเรียงร้อยเป็นแถวยาว

จากทิศตะวันตกสู่งทิศตะวันออก

“ฝูงที่สอง ฝูงที่สาม ยิง! ”

หลังจากฝูงแรกโบยบินพัดผ่าน ฝูงที่สองกับสามก็บินถลาตัดผ่านเป็นแนวกากบาทเข้าหากัน

ธนูไฟสองแสนดอกได้ถูกโปรยปูพรมจากฟากฟ้า

อาคารสิ่งก่อสร้างได้ลุกไหม้แผดเผา

รังของพวกมันซึ่งพึ่งเกิดใหม่ได้จมดิ่งสู่ทะเลเพลิงในทันที

ทุกสิ่งทุกอย่างของรังมนุษย์ได้จมอยู่ในกองเพลิง

จะมีก็เพียงแค่อาคารประหลาดสีเทาใจกลางเมือง ที่ไม่สะทกสะท้านต่ออาวุธใด ๆ ที่พวกเราได้โจมตีไป

“ทุกคนระวัง! ”

สัญชาตญาณของผมได้กรีดร้องลั่น

เสียงดังคำรามขนาดใหญ่ได้ดังต่อเนื่องไปทั่วฟ้า

ผมเห็นควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากกระบอกโลหะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ ณ ยอดสุดของสิ่งก่อสร้างสีเทาตรงนั้น

ในเสี้ยววินาทีต่อมา เคียวแห่งยมทูตก็ได้ถูกเหวี่ยงลงมาสู่ฝูงบินของพวกเรา

วัตถุขนาดเล็กที่แทบมองไม่เห็นได้พุ่งทะลุผ่านหน้าอกของบรรดาลูกน้องผม

ระเบิดไฟดวงใหญ่อันงดงามที่กินพื้นที่กว่าสิบเมตร ได้แผดเผาฝูงบินจำนวนหนึ่งของพวกเรา

นั่นมันบ้าอะไรกัน!?

เสียงเตือนอันตรายยังคงกรีดร้องภายในหัวอย่างไม่หยุดยั้ง

ระเบิดไฟมากกว่าสิบดอกได้พลิบานอย่างต่อเนื่อง

“ทุกคนกระจายตัว! และส่งหน่วยกล้าตายไปจัดการเจ้าท่อนเหล็กบนอาคารสีเทานั้นซะ! ”

แต่คำสั่งนั้นกลับไม่อาจถ่ายทอดสู่ทั้งกองทัพได้

เสียงอันดังกระหึ่มของระเบิดได้กลบเสียงของเราไปจนสิ้น

“ชิ! คนที่ได้ยินเสียงนี้ จงบินตามผมมา! ”

ถึงจะเผารังทั้งหมดของพวกสองแขนได้ แต่ก็ไม่อาจเอาชนะอาคารสีเทานั้นได้

ต่อให้ขนมาทั้งเผ่า ก็ไม่อาจทำลายสิ่งนั้นได้

ผมได้ตระหนักถึงสิ่งนั้น จึงรีบสั่งถอยทัพทันที

จริงอยู่ว่าตายแล้วเกิดใหม่ได้ แต่มันใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม

ดังนั้นจึงจะให้กำลังพลสามแสนตายเปล่าแบบนี้ไม่ได้

ผมรีบบินหนีขึ้นฟ้าไปทางตะวันออก ใช่แล้ว มันคือทิศทางที่ถอยห่างออกจากภูเขานั่นเอง

ที่เลือกหนีทางนี้ เพราะไม่อยากให้ศัตรูเดาได้ว่ารังของเราอยู่บนภูเขาตรงด้านหลังของพวกมันเอง

“หน่อย! จัดการเผาทุ่งหญ้า เผาพื้นที่รอบรัง แล้วก็เผาป่าที่ตีนเขาด้วย! ”

แต่จะให้กลับไปอย่างพ่ายแพ้แบบนี้ไม่ได้

ผมพาฝูงบินที่รอดชีวิตราวสองแสนไล่เผาทำลายทุ่งหญ้า สัตว์ และป่าที่อยู่โดยรอบของรังพวกมัน

หากทำลายล้างพวกมันไม่ได้ งั้นก็ขอเผาทำลายทรัพยากรณ์แทนแล้วกัน!

“ฮัดเช่ย!? ”

ในตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกไม่สบายขึ้นมา

จะมาป่วยอะไรตอนนี้ฟะ!

ผมฝืนตัวเองบินนำฝูงเผาพื้นที่โดยรอบรังของพวกสองแขน

พื้นโดยรอบหนึ่งกิโลเมตรได้มอดไหม้ไปจนสิ้น

พอได้เห็นภาพตรงหน้าที่กำลังลุกเป็นไฟราวกับนรก ผมก็รู้สึกพอใจกับผลงานตรงหน้า

แบบนี้ถึงจะแพ้ในการเข้าตีรัง แต่ก็ไม่ถือว่าพ่ายแพ้ในการรบเช่นกัน

“กลับ---”

[กลับรัง] นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจจะเปล่งเสียงออกมา

แต่กลับไม่สามารถทำแบบนั้นได้

ร่างกายรู้สึกหนาวสั่น

รู้สึกได้ว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วผิดปกติ

ลูกน้องที่บินตามมาต่างร่วงหล่นพร้อมกันทั้งฝูง

ดวงตาของพวกเราทุกคนได้แดงก่ำราวกับคนป่วย

“นี่มัน---”

แล้วสติของผมก็ดับวูบลงโดยที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

0 ความคิดเห็น