Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,582 Views

  • 55 Comments

  • 63 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    407

    Overall
    2,582

ตอนที่ 16 : การรุกรานของมังกร และสถานการณ์ภายในของอาร์โธร์โพดา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    8 ม.ค. 62

***นักรบสมองกล้าม เอรีส

วันนี้คือวันที่ 19 ของเกมส์แห่งสงคราม

นโยบายของท่านผู้นำกังได้ถูกกระจายออกสู่ทุกภาคส่วน

และก็ถึงเวลาของการสร้างเมืองเสียที

กลุ่มนาโต้ที่ฉันสังกัดอยู่นั้น ได้รับหน้าที่ในการคุ้มกันภัยให้กับทีมจัดการทรัพยากรณ์

หรือก็คือต้องจัดกลุ่มมุ่งหน้าไปที่ภูเขาข้างหลังนั่นเอง

จากการวิเคราะห์ของทีมนักธรณีวิทยา พวกเราพบว่าที่ภูเขาข้างหลังนี้มีสินแร่มีค่าอยู่เป็นจำนวนมาก

แถมใต้พื้นเมืองลึกลงไป ก็ยังพบกับหินแกรนิตขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เช่นกัน

ถึงจะเป็นการคาดเดาเพราะยังไม่มีเครื่องมือสำรวจชั้นดิน แต่อย่างน้อยนักธรณีวิทยาก็ตั้งสมมติฐานจากผลสำรวจกายวิภาคเอาไว้เช่นนั้น

สรุปคือเป็นที่ตั้งซึ่งเหมาะสมกับการป้องกันการรุกรานของพวกมนุษย์มด เพราะพวกมันไม่น่าสามารถขุดชั้นหินแกรนิตรุกรานเข้ามาจากใต้ดินได้

และยังเป็นทำเลทองสำหรับเก็บเกี่ยวทรัพยากรณ์ต่าง ๆ อีกด้วย

อาหารการกินก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะภูเขาข้างหลังนี้มีธรรมชาติสมบูรณ์ แหล่งน้ำขนาดเล็กจากหุบเขาก็สะอาดดี และปริมาณน้ำใต้ดินก็ถูกขุดค้นพบแล้วด้วย

ท่านผู้นำกังเลือกสถานที่ตั้งได้เหมาะสมและชาญฉลาดอย่างยิ่งจริง ๆ

ฉันไม่ค่อยฉลาดเท่าไหรนัก เลยรู้สึกชื่นชมและนับถือท่านผู้นำกังอย่างที่เห็นนี่แหละ

ทุกเองก็คงคิดแบบเดียวกัน

“แอร์บาส์ร มีพวก [มอนสเตอร์] ตรงตามรายงานจริง ๆ ด้วย…”

“ใช่ ตัวตนสุดจะแฟนตาซี่อย่าง [มอนสเตอร์] จริง ๆ ด้วย…”

หนุ่มผิวดำผมหยิกใบหน้าดุดัน [แอร์บาส์ร] คู่หูของฉันตอบด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

พวกเราในชุดหนังสัตว์จำนวนสี่สิบคนต่างกระจายตัวกันออกไปเพื่อล้อมเจ้า [มอนสเตอร์] ที่ว่านั้น

[มอนสเตอร์] คือคำข้อสรุปคำเรียกขานของพวกสิ่งมีชีวิตที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน

ในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ช้าง ม้า วัว ควาย ตามอย่างที่พวกเราคุ้นเคย

มันมีสัตว์อันตรายแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย

ตัวอย่างก่อนหน้าก็กระต่ายที่มีเขา

พวกมันจะออกล่าเป็นฝูง ถึงตัวเดียวจะอ่อนแอ แต่พอทั้งฝูงรวมพลังกันก็จะสามารถล้มช้างได้ทั้งตัว

และเจ้าตัวปัญหาที่กำลังขัดขวางการทำเหมืองแร่ ณ ตอนนี้ก็คือตัวตนที่เรียกว่า [สไลม์]

หากอิงตามตำนานและนิยายแฟนตาซี พวกสไลม์จะมีลักษณะคล้ายเยลลี่ ทนทานต่อการฟันแทง อีกทั้งต้องใช้เวทมนต์ในการปราบ

แต่นี่คือความเป็นจริงบนโลกอันแปลกประหลาด มนุษย์อย่างพวกเราไม่ได้สามารถใช้เวทมนต์อะไรแบบนั้นได้

พวกมันมีรูปร่างคล้ายกับอะมีบาขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางของพวกมันประมาณราวหนึ่งเมตรได้ มีร่างกายโปรงใสขุ่นมัว

สามารถมองเห็นอวัยวะภายในอย่างนิวเคลียสอะไรแบบนี้ได้ชัดเจน

การเคลื่อนไหวดูคล้ายกับตัวทาก ใช้ระยางที่ยืดยาวออกมาซึ่งเรียกว่า [เท้าเทียม] หรือในชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า [อมีบอยด์] ในการเคลื่อนไหว

และพวกมันอาศัยตามหนองน้ำหรือที่ชื้นตามอย่างอะมีบาที่พวกเรารู้จัก

“ลุย! ”

หัวหน้าหน่วยแอร์บาส์รได้ออกคำสั่ง

ธนูไม้และหอกหินได้ถูกขว้างออกไปเต็มแรงใส่กลุ่มสไลม์ที่กำลังนอนแช่อยู่ในหน่องน้ำตรงหน้า

สไลม์จำนวนสิบตัวถูกอาวุธยุคหินของพวกเราปักทะลุเสียบนิวเคลียสและหยุดขยับไป

ง่ายจัง

“ขอบคุณมากครับ เลยไปทางขวาอีกสิบเมตร จะมีพวกมันอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง ยังไงรบกวนฝากจัดการทีนะครับ”

“ได้”

หน่วยสำรวจกับคนงานที่ตามติดมาด้วยเริ่มลงมือเก็บกวาดพื้นที่

พวกเขาจัดการล้มต้นไม้ ถางป่า และลงมือเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่

ฉันหันกลับไปทางด้านหลัง

เนื่องจากอยู่พื้นที่ช่วงตรงกลางของภูเขา จากจุดนี้เลยจะสามารถมองเห็นตัวเมืองได้ชัดเจน

ธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ อากาศที่ชุมปอดแบบไม่สามารถสัมผัสได้จากโลกเดิม

สายลมเย็นที่ปะทะใบหน้า และรูปร่างของเมืองและถนนที่กำลังถูกก่อสร้าง

ฉันเห็นแนวเขตกำแพงเมืองจีน กำแพงแบบยุโรปโบราณ มีแม้แต่ฐานของปราสาทโอซาก้าของชาวญี่ปุ่น

มีกำแพงปราการแบบสุโขทัยของคนไทยด้วย

เมืองที่สร้างตามอย่างความเคยชินตามวัฒนธรรมของตนเองได้เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมา

คงเป็นเมืองที่แปลกน่าดู เพราะเล่นเอาทุกวัฒนธรรมมารวมกันอยู่ใกล้ ๆ กันแบบนี้

เมืองศูนย์กลางที่หันหลังชนหุบเขา เมืองนี้คือเมืองศูนย์กลางที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

ส่วนเลยออกไปไกลหลายสิบกิโลเมตร ณ สุดขอบฟ้า จะมีเมืองหน้าด่านของแต่ละผู้นำดูแลกระจายตัวอยู่

และเห็นว่าจะขยายออกไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นการหาแหล่งทรัพยากรณ์เพิ่ม

ตอนนี้พวกเขาต่างกำลังมองหาทะเล เพราะต้องการหาแหล่งน้ำมัน

ระดับวัฒนธรรมในตอนนี้ของพวกเราน่าจะอยู่ที่ช่วงประมาณยุคหินไปสู่ช่วงยุคกลางตอนต้น

เดียวถ้าหากทำเหมืองแร่สำเร็จ สินแร่ต่าง ๆ ก็จะถูกขุดขึ้นมาใช้งาน

ชุดเกราะ ดาบ อาวุธต่าง ๆ ที่ทำจากโลหะจะถูกผลิตขึ้นมาได้

ส่วนปืน รถถัง พวกอาวุธทันสมัยเหล่านั้นคงต้องรอไปก่อน

เพราะว่ายังไม่พบดินปืนหรือน้ำมันอย่างที่บอกไปในตอนต้นเลย

จะว่าไปไฟฟ้าก็จำเป็นเหมือนกันละนะ

“แอรีส ไปต่อเถอะ”

“อืม…”

ฉัดปัดความคิดไร้สาระทิ้งไป แล้วเดินตามแอร์บาส์ร

ในตอนนั้นเอง---

“...บนท้องฟ้ามันตัวอะไร? มังกร!? ”

ในตอนนั้นเองที่เหนือหัวของพวกเราก็มีฝูงสัตว์ยักษ์บินผ่านหัวของพวกเราไป

พวกมันต่างเร่งรีบบินผ่านเหนือหัวพวกเราไปราวกับฝูงนกที่ย้ายถิ่น

แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่ทำเช่นนั้น

“มีตัวหนึ่งมาทางนี้แล้ว! ”

“กรี๊ด!? ”

ฉันกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ

เพราะว่าเจ้าแอร์บาส์รถือวิสาสะมาอุ้มฉัน แล้วกระโดดหลบหนีออกมาจากจุดนี้

ฉันหลบเองได้ยะ!

“โอ้ย!? ”

ว่าแล้วฉันเลยตบฉาดเข้าให้ที่ใบหน้าของเขาทีหนึ่ง

เกิดเสียงแผ่นดินถล่มดังกังวาล

ไม่ใช่เสียงจากฝ่ามือของฉันหรอกนะ

แต่เป็นเสียงจากเจ้ามังกรที่ลงมาเมื่องกี้นะสิ

ไม่สิ ต้องบอกว่ามันร่สงลงมามากกว่า

มันตัวสูงราวสามเมตร มีเกล็ดสีน้ำตาล ปีกสีน้ำตาล

รูปร่างคล้ายกับมังกรตามตำนานของยุโรปมากกว่าจะเป็นมังกรตามตำนานของคนจีน

ทั่งร่างของมันเต็มไปด้วยเลือดสีน้ำตาล

เรียกได้ว่ามีสีน้ำตาลทั้งตัวเลยแฮะ

ดวงตาของมันแดงฉ่ำราวกับกำลังโกรธแค้นบางอย่าง

แถมยังดูอ่อนแรงและดูฉุนเฉียวอย่างมาก

“โกร้ววว! ”

มันคำรามก้อง และพ่นไฟออกมา

พ่นไฟได้ด้วย!

ฉันรีบกลิ้งตัวหลบลงมาจากท่าอุ้มเจ้าหญิงของแอร์บาส์ร

ส่วนแอร์บาส์รก็กลิ้งหลบไปอีกข้าง

ฝูงคนต่างแตกกระจายและวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก

ฝูนนกบินทะยานทิ้งรังขึ้นไปสู่ท้องฟ้า

ป่าโดยรอบเริ่มติดไฟขึ้นมา

แย่ละ เดียวได้เกิดไฟป่ากันพอดีหรอกแบบนี้

“ต้องฆ่าทิ้งแล้วแบบนี้ ไม่อย่างงั้นได้เกิดเป็นไฟป่าแน่นอน! ”

ฉันแย่งหอกอีกเล่มมาจากมือของลูกน้องที่อยู่ด้านข้าง

แล้วป่าใส่มังกรตรงหน้า

หอกหินพุ่งแหวกอากาศไปกระทบกับผิวของมัน แล้วหักลงเป็นสองท่อนต่อหน้าฉัน

ไม่ไหววุ้ย

แต่ยังไงก็ต้องสู้!

ทุกคนต่างเริ่มลงมือโจมตี

สี่สิบคนต่อหนึ่งตัว ถึงจะเกิดความคาดหมายที่มีมังกร แต่มันตัวเล็กแค่สามเมตร ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่เกิดสามัญสำนึกไปมากนัก

ลูกธนูกับหอกหินจำนวนมากได้ถูกยิงออกไป

มังกรเกล็ดน้ำตาลโค้งตัวและหุบปีกลงอย่างจำยอมโดยไม่อาจตอบโต้กลับมาได้

เยี่ยม แสดงว่าการโจมตีได้ผล---

“ทุกคน หยุดก่อน! ”

แต่แล้วแอร์บาส์รกลับตะโกนก้องให้ทุกคนหยุดโจมตี

เอ๊ะ? ทำไมละ?

ฉันกับทุกคนหยุดมือของตัวเองลง บรรยากาศโดยรอบได้ถูกหยุดนิ่งเอาไว้

“หยุดก่อน...ให้ผมจัดการเอง เจ้านี่นะ มันไม่ได้คิดร้ายหรอก...ใช่มั้ย? ”

ชายชาวแอฟริกาคนนี้พูดอะไรของเขา?

แต่พอลองย้อนกลับไปคิดถึงช่วงที่เขาสามารถจับสเลปนีร์ (ม้าหกขา) มาขี่ได้ ฉันก็รู้สึกว่าเขาคงเป็นพวกประเภทที่คุ้นชินกับสัตว์ละมั้ง?

“ทุกคนทำตามที่หัวหน้าสั่งซะ”

ฉันเลยวางใจและออกคำสั่งในฐานะรองหัวหน้าเพื่อช่วยสนับสนุนเขาอีกเสียง

“ขอบคุณมาก”

แอร์บาส์รหันมาตอบฉันด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่ดุดันบนอ่อนโยน

เป็นใบหน้าที่ดูดีหล่อใช้ได้อยู่หรอก แต่ว่า--- พอมาคิดถึงสิ่งที่มันปฏิบัติกับฉันในช่วงเวลาสิบกว่าวินที่ผ่านมานี้แล้ว...

อะไร? หรือว่ามันคิดที่จะจีบฉัน?

พอคิดแบบนี้ใบหน้าของฉันก็เริ่มร้อนแดงขึ้นมา

กรี๊ดดดด!?

แอร์บาส์รหันไปเผชิญหน้ากับมังกรตรงหน้าโดยไม่สนใจความว้าวุ่นภายในใจที่กำลังเกิดขึ้นกับฉัน

หรือว่าไอบ้านี่แค่หมาหยอกไก่เล่น!?

คราวนี้เลยกลายเป็นว่าฉันหายหน้าแดงแล้วเข้าสู่ความโกรธแทน

“...”

พอ พอ คิดมากไปปวดหัวเปล่า มาดูฝีมือของเข้าแอร์บาส์รดีกว่า ว่าเขาจะจัดการกับมังกรได้ยังไง



***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]

รู้สึกเข้าหน้าเอรีสไม่ติด

พอรู้ตัวว่ากำลังหันไปส่งยิ้มให้เธอ ผมก็รีบเบือนหน้าหนีทันที

หัวใจเต้นแรงชิบ แถมใบหน้าก็ยังร้อนผ่าว ส่งสัยว่าผมจะหลงรักเธอจริง ๆ เข้าแล้วละมั้ง?

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมามัวจีบสาว

แถมดูท่าทางเธอจะยังโกรธที่ผมไปอุ้มเธอเมื่อกี้นี้ด้วย

แต่ตอนนั้นมันช่วยไม่ได้นี่น่า ผมกลัวว่าเธอจะหลบไม่ทันนี่น่า?

“...ตอนนี้จัดการกับมังกรตรงหน้าก่อนดีกว่า”

ผมปัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป และหันไปเผชิญหน้ากับมังกร

เพราะว่าก่อนตายใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมามาก เลยพอจะรู้ได้ว่าพวกสัตว์ต่าง ๆ มันกำลังรู้สึกเช่นไรอยู่

สัตว์เองก็มีชีวิตจิตใจ

เศร้าเป็น หิวเป็น โกรธแค้นเป็น ระแวงเป็น

และมีความหวงแหนรักใคร่

แค่มองเข้าไปภายในดวงตาของสัตว์ ผมก็รู้แล้วว่าพวกมันกำลังรู้สึกยังไง

อย่างเช่นมังกรตรงหน้า

มันกำลังหวาดกลัวอยู่

ใช่ มันหวาดกลัว

กลัว และห่วงแหน

บางที การที่มันโค้งตัวงอและหุบปีกลง มันคงกำลังปกป้องบางสิ่งอยู่

และสิ่งนั้นอาจจะเป็นลูกน้อยของมัน

ไม่จำเป็นต้องทำร้ายสัตว์ที่ไม่อยากจะต่อสู้หรอกนะ

“ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ ”

“โกร้วววว! ”

“โอ้วว!? ใจเย็น ๆ ผมไม่ทำร้ายเจ้าหรอก ดูนี่สิ ดูนะ”

ผมวางอาวุธลงไปบนพื้นแล้วยกสองมือขึ้นฟ้า

ก้มตัวลงให้แนบพื้นเพื่อลดความรู้สึกคุกคาม แต่ยังคงจับจ้องไปภายในดวงตาของมัน

ดวงตาคือหน้าต่างแห่งดวงใจ บางที ต่อให้สื่อสารกันไม่ได้ แต่เพียงแค่การจับจ้อง มันก็สามารถสื่อใจได้หลาย ๆ อย่างแล้ว

เป็นเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์และไม่อาจไข่ความลับได้ดั่งเวทมนต์

“กร๊อก…”

มังกรยังคงส่งเสียงคำราม

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เจ้าบาดเจ็บใช่มั้ย? พวกเราไม่ทำอันตรายเจ้าหรอก”

ผมค่อยเดินเข้าไปใกล้มัน

ช้า ๆ อย่างใจเย็น

ถ้าเป็นสัตว์ร้ายที่หิวโหยหรือหวงถิ่นที่อยู่ มันจะส่งสายตาที่ดุร้ายและส่งเสียงขู่คำราม

ถ้าเจอสองรูปแบบนี้ ก็ได้เตรียมใส่ตีนหมาเผ่นได้ทันที

แต่เจ้านี่ไม่ได้แสดงท่าทีอย่างที่ว่า

ดูท่าจะมีความฉลาดพอสมควร เลยรู้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายมัน

เจ้ามังกรหลับตาลง ก้มหัวลงและกางปีกออกมาก่อนจะล้มตัวลงไปนอนที่พื้น

ราวกับรับรู้ได้ว่าสามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจแล้ว

และผมก็ได้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้ปีกของมัน

ตรงนั้นมีมังกรผิวสีน้ำตาลอ่อนกำลังเกาะติดอยู่ข้างกายมังกร

ขนาดตัวของมันสูงเพียงแค่ครึ่งเมตรเท่านั้น

มันส่งเสียง ปี้~ปี้~ อย่างไร้เดียงสา

มันหันมาทางผม แล้วส่งเสียงร้องพร้อมกับน้ำตาราวกับขอความช่วยเหลือ

ช่วยเหลือด้วย ช่วยเหลือหนูด้วย

ผมตีความได้เช่นนั้นจากดวงตาที่สดใสของมัน

“ทุกคนรีบรักษาแผลให้มัน แล้วก็หาอาหารให้เจ้าตัวน้อยตรงนั้นด้วย! ”

“เออ...ท่านหัวหน้า เอาจริง---”

“รีบทำตามคำสั่งของแอร์บาส์รเดียวนี้! ”

“ครับท่านรอง! ”

ด้วยเสียงดุของเอรีส เลยทำให้ทุกคนรีบลงมือทำตามคำสั่ง

ด้วยเหตุนี้ พวกเราเลยได้มังกรคู่หนึ่งมาเลี้ยงในท้ายที่สุด



***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

วันที่ 20 ของเกมส์แห่งสงคราม

งานก่อสร้างเนินขวางกั้นศัตรูตามแนวชายแดนริมแม่น้ำยังคงดำเนินไปได้อย่างราบรื่นดี

“ (ท่านสเลบ บนท้องฟ้าครับ!) ”

“ (บนท้องฟ้า?) ”

ในตอนนั้นเองที่เจ้าสเก็ต รองผู้บังคับของผมได้ส่งสัญญาณคลื่นสมองมาเตือนภัยบางอย่าง

ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

ที่ตรงนั้นมีฝูงของสัตว์ยักษ์บินได้จำนวนมาก

อาจมีนับพันได้

และทิศทางที่พวกมันกำลังบินไป ก็คือที่ตั้งเมืองของพวกเรา

ศูนย์กลางที่องราชินีทั้งห้าอาศัยอยู่

ผมรู้สึกได้ถึงภัยอันตรายบางอย่าง

“ (สเก็ต สเต็บ สเล็บ สเล็ด สเล็ต สเล็ก สเต็ก ผมฝากพวกนายช่วยดูแลงานก่อสร้างตรงนี้ต่อที แล้วก็อย่าลืมส่งของที่ยึดมาได้จากค่ายของศัตรูกลับไปที่เมืองด้วย ผมขอตัวล่วงหน้ากลับเมืองก่อนดีกว่า) ”

“ (ได้ครับ ว่าแต่ท่านสเล็บจะพามดทาสกลับไปด้วยกี่คนดีครับ?) ”

“ (ไม่ต้อง ผมคนเดียวพอ) ”

“ (คนเดียว?) ”

ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ ผมเลยเริ่มลงมือกลับเมืองในทันที

วิ่งกลับเมืองใช้เวลาสี่ถึงห้าวันได้ ถ้าเร่งฝีเท้าหน่อยก็อาจจะร่นเหลือแค่สามวัน

แต่มีวิธีที่เร็วกว่านั้น

นั่นคือการฆ่าตัวตาย แล้วไปเกิดใหม่ที่คริสตั้นแห่งชีวิตนั่นเอง

ใช้เวลาแค่หนึ่งวัน ไม่ต้องเมื่อยเดินอีกด้วย

“กระผมกำลังจะกลับไปหาท่านเดียวนี้แล้วครับ ท่านแฟต”

ถึงจะรำคาญปากเสีย ๆ ขององราชินี แต่กระผมเป็นถึงขุนพลของท่าน เลยรู้สึกว่าต้องรีบกลับไปคุ้มครองอยู่ข้างกายท่านในเวลานี้

ว่าแล้วผมจึงลงดาบเขี้ยวปลิดชีพของตัวเองทิ้งในทันที



***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]

วันนี้คือวันที่ 21 ของเกมส์แห่งสงคราม

ฉันกำลังมองออกไปทางทิศใต้ของเมือง

พื้นกว่าหนึ่งในแปดได้ถูกแผดเผามอดไหม้

“ให้ตายสิ…”

ฉันพึมพำกับตัวเอง

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าของวัน

พื้นที่เก็บสเบียงตรงทิศใต้ของเมืองได้ถูกสัตว์ยักษ์นับร้อยที่บินบนฟ้าเข้ารุกราน

สเบียงจำนวนมากถูกขโมย นักรบมากมายถูกเผาตาย แถมเมืองหนึ่งในแปดส่วนยังมีสภาพเละเทะไม่มีชิ้นดี

ในขณะที่พวกเราเสียหายหนัก แต่กลับฆ่าสัตว์ร้ายไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว

ถ้าถามว่าเป็นเพราะอะไรนะหรือ? คำตอบคือพวกเรายังขาดอาวุธสำหรับโจมตีระยะไกลนั่นเอง

กับศัตรูที่บินบนฟ้าได้นั้น พวกเราไม่รู้เลยว่าจะตอบโต้ได้ยังไง

มดระดับองครักษ์เองก็บินได้สูงสุดแค่ห้าเมตร จะเอาอะไรไปสู้กับสัตว์ร้ายที่พ่นไฟและบินได้แบบนั้นกันละ?

จากความพินาศในตอนเช้า ราชินีทั้งห้าจึงจัดประชุมกันเร่งด่วน

ราชินีทั้งห้ากับขุนศึกสูงสุด

ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต] ผู้ชาญฉลาดการศึกสงคราม ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [สเลบ]

ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า] ปราชญ์แห่งเผ่าพันธ์ุ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [สกัด]

ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ชำนาญการแห่งวิศวกรณ์ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [ฮอร์เนส]

ราชินีแห่งความจู้จี้ [บอส] ชำนาญการด้านการจัดการทรัพยากรณ์ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [อลูฟ]

ราชินีแห่งความเป็นมิตร [คอมพาเนียน] ชำนาญด้านการทูต ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [คอมมิว]

และนี่คืออำนาจสูงสุดของกองทัพที่พวกเรามีในตอนนี้

ฉันกุมอำนาจทางการทหาร ส่วนองค์ราชินีที่เหลือก็รับผิดชอบด้านการเมือง การปกครอง และการบริหารไป

และปัญหาเกี่ยวกับการป้องกันทางอากาศนั้น ได้สรุปให้อยู่ในความรับผิดชอบของราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า] และ ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ไปแล้ว

“ (รายงานท่านองค์ราชินีทั้งห้า วันเองก็พบคนถูกฆ่าในเขาวงกตอีกคนแล้วครับ) ”

“ (...ทำเหมือนทุกที เพิ่มการเฝ้ายาม แล้วสืบหาตัวจริงของมันต่อไป) ”

นี่ก็เป็นอีกเรื่องน่าปวดหัวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้

ตั้งแต่หลังวันที่สิบแปดเป็นต้นมา พวกลูกน้องระดับล่างก็เริ่มพบกับเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น

ในแต่ละวันจะมีคนพบศพนอนตายปรากฏอยู่ภายในปราสาทหลังนี้

บางครั้งก็เกิดขึ้นภายในเขาวงกต

บางครั้งก็เกิดขึ้นที่ชั้นบน ๆ ของปราสาท

ไม่มีใครรู้ตัวจริงของฆาตรกรณ์นั้น นอกจากเงาประหลาดสูงสามเมตรและมีผิวกายสีเขียว

“ให้ตายสิยะ [สเลบ] ทำงานเสร็จก็รีบกลับมาได้แล้วยะ…”

ฉันบนถึงขุนพลของตัวเองที่ส่งออกไปทำงานข้างนอก

ถึงจะรู้สถานการณ์จากสกัดแล้ว แต่พอไม่มีขุนพลของตัวเองอยู่ข้างกาย มันก็ไม่สบายใจจริง ๆ นั่นละ

ฉันย้ายร่างที่สูงสี่เมตรกลับไปที่เตียงนอนของตัวเอง

ห้องที่สร้างจากดินและประดับอย่างหรูหราด้วยกระดูกสัตว์สมฐานะองค์ราชินีแห่งนี้คือห้องของฉันเอง

ฉันมองไปรอบห้อง

แล้วก็ได้พบกับสิ่งผิดปกติที่อยู่ในห้องนี้

“ตรงมุมหลังหัวกะโหลกนั้นคือใครกัน!? ”

ฉันตะโกนก้อง

แล้วสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างหลังก็ได้ปรากฏตัวออกมา

สิ่งนั้นสูงสามเมตรกว่า มีผิวสีเขียว มีบนที่หนังหัวยาวลงมาสีม่วง และมีเขาคู่ประดับอยู่บนนั้น

ภายในมือของมันมีดาบเขี้ยวขนาดใหญ่ถืออยู่เล่มหนึ่ง

“พวกปีศาจยักษ์...”

ทำไมตัวตนศัตรูถึงมาอยู่ในปราสาทของฉันได้? แล้วทหารองครักษ์ที่เฝ้ายามมัวไปทำอะไรที่ไหนอยู่ละ!?

ปีศาจตรงหน้าหันมาจ้องมองฉันด้วยดวงตากระหายเลือด

และพอรู้ตัวอีกที---

“กรี๊ดดด!? ”

เจ้าปีศาจร้ายได้พุ่งเข้าฟันใส่อย่างรวดเร็ว

ฉันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด ดาบเขี้ยวของปีศาจได้จมลึกลงไปในร่างกายของฉัน

เจ็บ...แสบร้อน… ตาย แบบนี้ฉันต้องตายแน่นอน

ฉันพยายามจะบินหนีออกไปทางหน้าต่าง

แต่เจ้าปีศาจร้ายไม่ยอมให้ฉันทำแบบนั้น

มันใช้อาวุธในมือฟันปีกที่อยู่กลางหลังจนขาดสะบั้นลงมา

ฉันพยายามอย่างสุดความสามารถวิ่งหนีไปรอบห้องพร้อมกับส่งสัญญาณขอร้องความช่วยเหลือ

“ศัตรู! มีศัตรูอยู่ที่นี่! ใครก็ได้ รีบมาช่วยเร็ว! ----กรี๊ด!? ”

ฉันถูกฟันอีกรอบ

เลือดสีเขียวได้สาดกระเซ็นออกมาเป็นจำนวนมาก

ปีศาจยักษ์เดินเข้ามาใกล้ฉันด้วยใบหน้าที่โหดเหี้ยม

มันหัวเราะ ยิ้มเยาะให้กับสภาพชวนน่าสังเวชของฉัน

จับหัวของฉันขึ้นมาด้วยมือขวา และเอาดาบจ่อคอของฉันเอาไว้

ฉันกำลังจะตาย---

“ปล่อยองค์ราชินีของผมเดียวนี้! ”

ในตอนนั้นเองที่เสียงอันคุ้นเคยได้โลดแล่นดังก้องขึ้นมาภายในห้องแห่งนี้

ร่างเงาของมดทหารตัวเล็กได้พุ่งเข้าแทรกระหว่างปีศาจยักษ์กับตัวฉันเอาไว้

ขุนพลของฉัน [สเลบ] ได้กลับมาแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #41 senseihen (@senseihen) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 18:44
    ซึนสินะ
    #41
    0