Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,648 Views

  • 56 Comments

  • 64 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    473

    Overall
    2,648

ตอนที่ 10 : การโจมตีของขุนนาง [มหาไททัน]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 97
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    31 ธ.ค. 61

***มหาไททัน [แคนตาลูบ]

ในค่ำคืนของเกมส์แห่งสงครามวันที่ 15

“รายงานจากหน่วยเฝ้าระวัง พวกยักษาน้อยกับตัวเขี้ยวได้เริ่มปะทะกันแล้วครับ”

“ดี เป็นไปตามคาดการของท่านดูเรียนเลย งั้นพวกเรา เคลื่อนทัพได้! ”

“รับทราบ! ”

ข้า คือบุรุษแห่งเผ่ายักษา หนึ่งในสิบขุนนางผู้ที่ได้รับสมยานามแห่งเทพว่า [ไททัน]

ปกติแล้ว ค่าความสูงเฉลี่ยของพวกเรา เผ่ายักษา จะอยู่ที่สามร้อยเซนติเมตร

แต่ตัวข้านั้นมีความสูงอยู่ที่สี่ร้อยเซนติเมตร อีกทั้งกองกำลังทั้งหมดห้าหมื่นนายตรงนี้เอง ก็เป็นเหล่าบุคคลที่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าสามร้อยห้าสิบเซนติเมตรแทบทั้งสิ้น

จำนวนกองพลของข้ามีทั้งหมดหนึ่งแสนนาย แบ่งเป็นนักรบห้าหมื่นนาย และเป็นชาวบ้านอีกห้าหมื่นนาย

ข้ามองไปหยั่งต้นไม้ริมน้ำที่ถูกโค่นล้มลงมา

ภารกิจของข้าคือการรักษาที่มั่นตรงนี้ เพื่อเก็บเกี่ยวทรัพยากรให้ได้มากที่สุด ก่อนจะถูกศัตรูมาแย่งชิงไป

และเวลานี้ ศัตรูที่ว่านั่นก็ได้มาประชิดถึงหน้าบ้านแล้ว

หากข้าไม่ไปต้อนรับ มันคงเป็นการเสียมารยาทแย่สิ

ข้าหยิบท่องซุงขนาดใหญ่และยาวกว่าห้าเมตร ขึ้นมาแบกเอาไว้บนหลัง

กองทัพอสูรขนทองหนึ่งร้อยตัวเองก็พร้อมรบแล้วเช่นกัน

“เอาละ ออกไปแตะตูดพวกศัตรูกันเถอะไอพวกลูกหมา! ”

“โอ้ววว! ”



***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

“ใช้แผน A! ”

เสียงตะโกนก้องของใครบางคนได้ดังขึ้น

ธนูไฟหลายนัดได้ถูกยิงออกไปในทุ่งหญ้าตรงหน้า

พวกมนุษย์มดไม่ได้รู้ตัวเลยว่าย่างเท้าเข้าสู่ลานสังหารของพวกเรา

ไฟได้เริ่มลุกลามขึ้นบนท้องทุ่งหญ้า

บรรดาหญ้าแห้งที่บรรจงอาบไขมันสัตว์เอาไว้ ได้ติดไฟลุกโชติช่วงขึ้นมา

ถึงจะไม่รุนแรงหรือเกิดเป็นระเบิดเพลิงเท่ากับการใช้น้ำมันของจริง แต่เปลวเพลิงสีแดงที่แผดเผาขึ้นมาก็ทำให้พวกมันชะงักไปชั่วครู่ได้

จากเปลวไฟเล็ก ๆ ได้กลายเป็นกองเพลิงขนาดยักษ์ภายในห้านาที

เนื่องจากเป็นเปลวไฟที่ค่อย ๆ ลุกลามจนเป็นกำแพงไฟขนาดใหญ่ เลยทำให้มีบางส่วนวิ่งผ่านเข้ามาได้เป็นจำนวนมาก

ฉันรีบดึงสายธนูสุดแรงเพื่อยิงออกไป

ลูกธนูไม้ระรอกสองได้ถูกลั่นออกไป

ในเวลาเดียวกัน พวกมนุษย์มดเองก็ยิงก้อนหินสวนกลับมา

“...นั่นมัน สลิงเกอร์ (Slinger) ไม่ใช่หรือ!? ”

ก้อนวัตถุทรงรักบี้จำนวนมากได้ถูกยิงสวนกลับมา

แนวรั้วที่สร้างโครงกระดูกสัตว์ได้เกิดเสียงแตกหักน่ากลัวดังขึ้นมาไปทั่วบริเวณ

สลิงเกอร์ คืออาวุธโบราณที่โรมันใช้ในการเขวี้ยงโจมตีระยะไกล

และในสมัยนั้น พวกเขาใช้ลูกตะกั๋วที่ขึ้นรูปเป็นทรงรักบี้ในการโจมตี

ฉันรีบก้มหัวหลบลงมา

มีบางคนที่ก้มตัวไม่ทัน ถูกก้อนหินขนาดเท่าลูกเทนนิสกระแทกเข้าที่หัวตายคาที

ราวกับเป็นการตอกย้ำความสิ้นหวัง มนุษย์มดที่มีขนาดตัวราวสองร้อยเมตรก็ได้บินข้ามรั้วเข้ามาด้านใน

“พวกมันบินได้!? ”

ฉันตกใจมาก

พวกมันมีรูปร่างคล้ายกับพวกมดมีปีกที่ยืนสองขาได้

ชุดเกราะสีดำของพวกมันมีจงอยแหลมมากมายโผล่ออกมาจากหัวไหลและช่วงลำตัว

ประกายแสงสีแดงที่สุกสว่างลอดออกมาจากช่องว่างของเกราะหัว ทำให้มันดูคล้ายกับสัตว์ประหลาดที่น่าสยดสยอง

กำแพงเพลิงที่ลุกโชนอยู่ข้างหลัง อีกไม่นานคงดับมอดลง แล้วตอนนั้นพวกมันคงเริ่มกรูกันเข้ามาอีกครั้ง

การรบภายในค่ายเองก็ดูไม่สู้ดีนัก

ทุกคนต่างมือไม้สั่นกลัวอย่างช่วยไม่ได้

รวมถึงฉันด้วย

กับศัตรูแบบนี้พวกเราคงตาย

ถึงโลกนี้ชีวิตจะไร้ค่า เพราะการตายไม่มีความอะไร ในเมื่อสามารถเกิดใหม่ได้

แต่ตามแผนการ พวกเราควรจะเป็นนกต่อที่สามารถยื้อพวกมันได้อย่างน้อยสักสองถึงสามวัน

ดังนั้น พวกเราจะยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

“สู้! ”

ฉันกรีดร้องเพื่อจุดไฟให้ตัวเอง แล้วดึงคันธนูขึ้นมาอีกครั้ง

แต่คราวนี้ใส่แรงมากไปหน่อย ธนูที่ทำจากไม้ห่วย ๆ คันนี้เลยหักครึ่งลงมา

“ให้ตายสิ! ”

ฉันปาอาวุธทั้งไปที่เจ้าอสูรมดตรงหน้า

มันใช้อาวุธเขี้ยวสีขาวที่ยาวราวหนึ่งเมตรปัดทิ้ง

แขนทั้งสี่ข้างของมันถือดาบเขี้ยวเอาไว้สองข้าง และมีสลิงเกอร์อีกสองข้าง

ฉันไม่ยอมให้มันมีเวลายิงสลิงเกอร์ออกมา เลยรีบพุ่งเข้าประชิดมัน

ต่อหน้าร่างกายศัตรูที่ใหญ่โตกว่า จงใช้สิ่งนั้นของศัตรูให้เป็นประโยชน์

ฉันย่อตัวให้ต่ำที่สุด แล้วมุดเข้าไปที่มุมอับสายตาของมัน

แล้วใช้ท่าฟาดหางจรเข้ใส่ไปที่ลำตัวของมันเต็มแรง

“โอ้ย!? ”

แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหรนัก

ในสงครามวันที่สี่ ฉันสามารถใช้ขาแตะแยกพวกมันเป็นสองส่วนได้ แต่ในวันนี้กลับไม่สามารถทำได้

ฉันเห็นรอยปริแตกปรากฏขึ้นที่ชุดเกราะสีดำของมัน

แต่มันแลกมาด้วยบาดแผลและเลือดจำนวนมาก เพราะเอาไปปะทะกับหนามแหลมตรงชุดเกราะของมัน

“เอรีส ระวังหลัง! ”

“อ๊ะ!? ขอบคุณนะ แอร์บาส์ร”

ในระหว่างที่ตั้งสมาธิกับเจ้าศัตรูตรงหน้า ก็มีมนุษย์มดอีกตัวพุ่งเข้ามาโจมตีจากทางด้านหลัง

โชคดีที่แอร์บาส์รเข้ามารับมือเอาไว้ได้ทัน

อาวุธขวานหินของเขาได้จามลงไปที่หัวของมันเต็มแรงจนแน่นิ่งไป

ฉันเห็นแอร์บาส์รทิ้งขวานที่ติดอยู่บนหัวของมัน แล้วหันไปคว้าเอาดาบเขี้ยวของมันมาใช้รบต่อ

จริงสิ ในเมื่ออาวุธของตัวเองมันห่วย ก็หันไปแย่งอาวุธของศัตรูมาใช้ก็สิ้นเรื่องแล้ว

“แอร์บาส์ร ขอเล่มหนึ่ง! ”

“ได้! ”

ฉันรับดาบเขี้ยวยาวหนึ่งเมตรมาจากเขา

ในเวลาเดียวกัน อสูรมนุษย์มดที่สูงสองร้อยเมตรก็พุ่งเข้ามา

ฉันแลกเพลงดาบกับมันไปราวสองถึงสามเพลง

ก่อนจะเห็นช่องโหว่ แล้วฟันสวนไปเต็มแรง

ฉันไม่รู้สึกถึงแรงต้านเลย

ร่างของอสูรมนุษย์มดได้ขาดครึ่งลง

ฉันรีบเข้าไปซ้ำที่หัวของมันจนแน่นนิ่งสนิทไป

ดาบเขี้ยวของพวกมันคมมากเลยทีเดียว

“ทุกคน แย่งอาวุธของพวกมันมาใช้ซะ! ”

“โอ้ว!! ”

ฉันตะโกนก้องพร้อมกับชูหัวของศัตรูที่ตัดออกมาขึ้นไปบนอากาศ

เป็นทั้งการข่มขวัญศัตรูและเพิ่มกำลังใจทัพของตัวเอง

การปะทะภายในแนวรั้วที่หนึ่งได้กลายเป็นการตะลุมบอนไปแล้ว

เลือดสีแดงของพวกมนุษย์อย่างฉัน กับเลือดสีเขียวของพวกมันได้ผสมปนเปจนแทจะไม่สามารถแยกออกได้

กลิ่นเหม็นคาวได้ลอยมาแตะจมูกจนฉันต้องทำหน้าย่นออกมา

“แผน B! ทุกคน ใช้แผน B ได้! ”

ในตอนนั้นเองที่มีเสียงประกาศดังก้อง

ฉันหันกลับไปมองที่นอกแนวรั้ว

กำแพงไฟได้มอดดับลงแล้ว

แผน B คือการสละแนวรั้วแรก แล้วไปหลบที่หลังแนวรั้วไม้

จากนั้นก็ทำลายเขือนกั้นแม่น้ำ ให้มันลงมาท่วมพื้นที่แนวรั้วแรกเสีย

เป็นแผนการที่เรียบง่าย แต่ได้ผลชะงัก

ถ้าหากสามารถทำได้นะ...

ข้างในแนวรั้วไม้กำลังมีศึกสงครามกับพวกมนุษย์มดที่ดำดินบุกเข้ามาอยู่เช่นกัน

แถมการตีฝ่าพวกมนุษย์มดเข้าไป มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

คิดไปก็ปวดหัวเปล่า ลุยแม่งให้จบไปเลยดีกว่าวุ้ย

“ย้าก! ”

ฉันใช้แรงวัวแรงควายเหวียงดาบลงไปตรงหน้า

กระโดดเขาลอยใส่มนุษย์มดตรงหน้าอย่างไม่กลัวเจ็บ แล้วหมุนตัววาดเพลงดาบฟันศัตรูที่อยู่ทางขวา

ก้มตัวหลบการโจมตีที่มาจากด้านบน และปล่อยให้แอร์บาส์รช่วยรับการโจมตีที่มาจากทางด้านข้าง

สองบุคคล สองเพลงดาบ ได้สอดประสานราวกับเป็นบุคคลเดียวกัน

ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร แต่ดูท่าพวกเราสองคนจะมีทักษะต่อสู้ที่เข้ากันได้ดีเลย

ทุกคนที่เห็นภาพนั้น ต่างมีกำลังเพิ่มพูนมากขึ้น และเริ่มสนับสนุกพวกเราในการตีฝ่าไปที่แนวรั้วที่สอง

ในตอนนั้นเอง เสียงเป่าคำรามก็ได้ดังขึ้นมาจากทางด้านนอก

ท่ามกลางความมืด ณ พื้นที่ห่างออกไป มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นที่ข้างนั้นอยู่



***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

ท่ามกลางสายลมบนยอดเนินทุ่งหญ้า ณ จุดที่ห่างออกไปจากจุดรบ กระผม สเลบกำลังยืนมองความเป็นไปของสนามรบอยู่บนนี้

“พวกปีศาจยักษ์มาจริง ๆ ด้วยสินะ”

กระผมผ่านความมืดไปทางทิศเหนือ

ที่ตรงนั้นมีกองทัพขนาดใหญ่ของพวกปีศาจยักษ์กำลังเคลื่อนพลอยู่

“สกัด เจ้าจงนำทัพไปขวาง...ไม่สิ ล่อให้พวกมันเคลื่อนทัพไปที่รังของปีศาจน้อยทีสิ”

“ได้เลย ว่าแต่เจ้ามีแผนการอันใดหรือ? ขยี้ทิ้งไปเลยไม่ง่ายกว่าดอกหรือ? ”

“ข้าดูจากการที่พวกปีศาจน้อยวางแผนก่อกำแพงไฟได้ แสดงว่าอีกเดียวพวกมันต้องมีกับดักต่อไปรออยู่แน่นอน แทนที่จะให้กำลังพลเราเป็นคนเจอ สู้ให้พวกปีศาจยักษ์เป็นคนไปเจอแทนจะดีกว่านะ”

“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าเข้าใจแล้ว”

ว่าแล้วเจ้าสกัดก็นำทัพของมันออกไปรับมือ

ส่วนข้าหันกลับไปมองดูทิศทางการรบตรงรังของพวกปีศาจน้อยอยู่

“ถ้าสั่งให้ถอย พวกมันคงรู้ตัวว่าทางนี้รู้แผนการแล้ว ช่วยไม่ได้ คงต้องยอมให้มีการเสียสละแล้วละ”

กระผมคิดเช่นนั้น ก่อนที่จะเริ่มเปิดสัญญาณคลื่นสมองสั่งการลูกน้องของตัวเองออกไป

“ (ถึงทุกหน่วย ให้มดทหารระดับองครักษ์ กับมดทหารระดับสูงถอยออกมาก่อน ส่วนมดทหารเลว ให้แบ่งออกมาแค่สามหน่วยย่อยบุกต่อไป ส่วนที่เหลือให้ถอยร่นออกมาดูท่าทีก่อน) ”

เอาละ ขอดูหน่อยสิว่าพวกแกกำลังวางแผนอะไรเอาไว้นะ เจ้าพวกปีศาจน้อย



กองกำลังหน่วย [ไททัน] ของ [มหาไททัน แคนตาลูบ] ได้ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงในการเดินทัพอย่างเร่งรีบมาที่สนามรบแห่งนี้

เหล่าพวกยักษาที่มีความสูงเกินค่าเฉลี่ย ทำให้พวกเขาดูเหมือนกับภูเขาที่กำลังเคลื่อนที่ได้

แรงกระทืบเท้าและความฮึกเฮิม ทำให้พวกเขาดูราวกับเป็นอสูรร้ายที่กำลังเหยี่ยบย่ำทำลายผืนแผ่นดิน

เหล่าสัตว์ป่าต่างวิ่งหนีหายไปจากเส้นทางที่พวกเขาเดินผ่าน

จากกระทั้งมาถึงฐานที่มั่นของมนุษย์ที่กำลังทำสงครามตั้งรับอยู่

และที่ตรงเนินอีกฟากของฐานที่มั่นมนุษย์ ก็มีค่ายของพวกอาร์โธรโพดาตั้งอยู่

หากจะตีทัพให้พวกศัตรูล่าถอน นี่ก็เป็นโอกาศอันดีสำหรับลอบโจมตีแล้ว

“ทุกหน่วย บุก! ”

เป้าหมายของเขาคือทั้งมนุษย์และอาร์โธรโพดา

แน่นอนว่าเป้าหมายโจมตีหลักคือพวกอาร์โธรโพดา

แต่พวกยักษาไม่รู้ตัวเลยว่า [สกัด] หนึ่งในขุนพลของอาร์โธรโพดาได้มาดักรอเขาอยู่

ท่ามกลางกองกำลังห้าหมื่นนายที่เดินอย่างเงียบงันในความมืด ผืนแผ่นดินก็ฉับพลันแยกออก

สกัดได้สั่งให้ลูกน้องของตนมุดดินเฝ้ารออย่างเงียบงันอยู่ในท้องทุ่งที่ไม่มีอะไร

ความจริงหากจ้องมองให้ดี พวกเขาคงรู้ตัวว่าพื้นดินบริเวณนี้มันดูแปลกตากว่าปกติ แต่เพราะมันเป็นช่วงเวลากลางคืนที่มืดมิด เลยทำให้ขุนนางแคนตาลูบพลาดท่า

เหล่ายักษาผู้น่าสงสารได้ติดกับดักของพวกอาร์โธรโพดาแล้ว

เลือดสีดำได้สาดกระเซ็นออกมาจากร่างอันใหญ่โตของยักษา

พวกเขาต่างกรีดร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือด

นายพลสกัดที่ยืนอยู่แนวหลังยิ้มกระหย่องอย่างภูมิใจ ว่านี่คือชัยชนะของตน

แต่เขาคิดผิด

มันไม่เหมือนกับวันแรกที่พวกเขาสับสนและไร้ซึ่งอาวุธ

พวกยักษานั้น มีความภาคภูมิใจในร่างกายอันแข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีภูมิปัญญา

มีหรือที่นักรบผู้กล้าหาญซึ่งเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณกับอาวุธครบมือจะมาพ่ายกับของแค่นี้

เหล่ายักษาที่รอดจากกับดัก หรือไหวตัวรับมือทัน ต่างใช้กำปั้นอันใหญ่โตทุบลงไปที่ร่างของพวกอาร์โธรโพดา

ชุดเกราะดินที่แข็งแกร่งของอาร์โธรโพดาแทบจะไร้ค่า เมื่ออยู่ต่อหน้าพละกำลังอันล้นเหลือของพวกยักษา

เท่านั้นไม่พอ เหล่าสัตว์ร้ายสีทอง (สิงโต) ที่พวกยักษานำมาด้วย ยังทำให้พวกเหล่าอาร์โธรโพดารู้สึกหวาดกลัว

พวกเขาไม่เคยพบกับสัตว์ที่มีขนสีทอง และมีกรงเล็บน่ากลัวแบบนั้นมาก่อนในชีวิต

พวกสัตว์ร้ายสีทองได้ขย้ำร่างของมดทหารจนตายไปส่วนหนึ่ง

บางส่วนที่ได้สติ ก็สู้กลับอย่างองอาจ

“ทุกหน่วย กระจายกำลังพล ตั้งรูปขบวนหัวลิ่ม แล้วทะลวงบุกค่ายศัตรูเลย! ”

ภายใต้การนำของแคนตาลูบ พวกยักษาได้แยกออกเป็นสี่หน่วยย่อย

รูปขบวนลิ่มทั้งสี่ได้วิ่งพุ่งไปช่วยหน่วยแรกที่ติดกับดักของอาร์โธรโพดา

และด้วยพละกำลังที่เหนือล้น ทำให้เหล่ามดทหารเลวถึงกับกระจายออกเป็นสี่ทิศทาง

สกัดเห็นยักษ์ที่มีดวงตาสีทองโดดเด่นสูงสีเมตรกำลังหวดท่อนซุ่งเป็นวงกลม ราวกับว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่ไม้กวาดที่เบาหวิว

เหล่าทหารมดเลวที่พยายามเข้าไปหยุด ต่างถูกส่งปลิวลอยขึ้นฟ้าเป็นชิ้น ๆ เฉกเช่นเศษกระดาษ

“เฮ้ย ๆ นี่มันผิดกับวันแรกเลยไม่ใช่หรือยังไง!? ”

สกัดถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจในความแตกต่างจากที่ตนเจอในวันแรก

เขานึกว่านี่จะเป็นศึกที่ง่ายกว่านี้

แต่ทุกอย่างยังอยู่ในการคำนวณ

ถึงจะมีการต่อต้าน แต่สกิลคิดว่ายังไหวอยู่

“ให้ทุกหน่วยต้อนพวกมันไปทางรังของพวกมนุษย์ และครั้งนี้ข้าจะออกไปนำทัพเอง! ”

สกัดสวมหมวกเกราะสีแดงทั้งตัว

พวกมดทหารที่อยู่หน่วยของเขาเองก็สวมชุดเกราะสีแดงเช่นกัน

กองทัพสีแดงได้วิ่งลงจากเนินเขาตรงหรี่ไปทางกองทัพไททันของแคนตาลูบ

“ฮะ ฮะ ฮะ จะปะทะกับข้าตรง ๆ เลยอย่างงั้นเรอะ!? ได้เสียสิวะ! ”

มหาไททันเคนตาลูบหัวเราะชอบใจ

เขาวิ่งออกนำไปอยู่ที่แถวหน้า

กำลังใจของฝ่ายยักษาเพิ่มพูนสูงขึ้นเมื่อเห็นนายทัพของตนวิ่งออกนำเข้าปะทะอย่างไม่ขลาดกลัว

สกัดเองก็วิ่งหรี่ตรงเข้าหาเขาเช่นกัน

สิบเมตร

เก้าเมตร

หกเมตร

ห้าเมตร

สี่ สาม สอง...หนึ่ง

ศูนย์

ในเสี้ยววินาที ขุนพลทั้งสองต่างรู้ตัวได้ทันทีว่าใครคือศตรูที่ต้องจัดการ

หนึ่งคือยักษามหาไททัน [แคนตาลูบ] บุรุษสูงสี่เมตรดวงตาสีทอง ผิวสีเขียว และสวมชุดเกราะหนังสีน้ำตาล

ในมือของเขาคือท่อนซุงสีดำยาวห้าเมตรน่าเกรงขาม

หนึ่งคือนักรบผู้ซื่อตรงแห่งอาร์โธรโพดา [สกัด] บุรุษผู้ที่อยู่ในระดับของมดทหารองครักษ์ซึ่งตัวสูงสามเมตร และมีเขี้ยวอันนน่ากลัวเป็นอาวุธ

อาวุธของเขาคือหอกเขี้ยวทั้งสี่ข้าง

เขี้ยวแต่ละอันได้ถูกลับที่ปลายจนแหลมคม และมีขนาดยาวถึงสามเมตร

นักรบทั้งสองได้เข้าปะทะกัน

ยามเมื่อนักรบผู้กรำศึกทั้งสองได้มาแลกเพลงดาบ การตัดสินจึงถูกกำหนดลงภายในเพลงดาบเดียวเท่านั้น

ในเสี้ยววินาทีแห่งการปะทะ หอกทั้งสี่ของสกัดได้พุ่งตรงไปที่แคนตาลูบ

หัว หน้าอก และขาทั้งสองข้าง

คงไม่มีทางที่สิ่งมีชีวิตซึ่งมีเพียงสองแขนจะรับการโจมตีทั้งหมดได้ นอกจากหลบไปเท่านั้น

แต่แคนตาลูบทำได้

เขายอมทิ้งขาทั้งสองข้าง และยกแขนซ้ายขึ้นมาบังส่วนหน้าอกกับหัวเอาไว้

เขี้ยวหอกได้ทิ่มทะลุเข้าไปในแขนของยักษาไททัน

และติดอยู่ในกล้ามเนื้ออันทรงพลังของเขา

พร้อมกันนั้น อาวุธในมือซ้ายของแคนตาลูบก็ได้ถูกหวดลงไป

สกัดรับรู้สึกว่าตัวเองกำลังเห็นลุกอุกกาบาตวิ่งอยู่ตรงหน้า

ด้วยแรงกระแทกอันรุนแรง ทำให้ครึ่งท่อนบนของสกัดกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ไปพร้อมกับอาวุธของแคนตาลูบ

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่มีใครมองทัน

ข้างซ้ายและขวาของแคนตาลูบได้เกิดการปะทะขึ้นอย่างรุนแรง

โดยไม่มีใครรู้เลยว่าขุนพลของทั้งสองฝ่าย ต่างได้หมดสภาพในการต่อสู้ไปแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

0 ความคิดเห็น