Soul BreaKer ศึกเหนือฟ้า คนเหนือคน

ตอนที่ 1 : Fate 1: เด็กสาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.ค. 54





               ท่ามกลางฝูงชนมากมายบนถนนคนเดิน รถยนต์ค่อยขยับจากที่เมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว มีเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจจากผู้คนหลากหลายที่ยืนข้างทาง พระจันทร์ทอแสงเปิดดวงดาวที่อยู่บนฟากฟ้าอย่างยากที่จะได้เห็นในเมืองใหญ่ วันนี้น่าจะเป็นวันธรรมดาวันหนึ่งที่ผ่านไปเหมือนปกติ

                ถ้าบังเอิญผมไม่ได้ไปเห็นสิ่งนั้นเข้า

                ตูม!

                เสียงระเบิดกลางถนนกลางเมืองทำให้มีหมอกควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เด็กสาวคนหนึ่งกระเด็นออกมาจากหมอกควันนั่นและพลิกตัวกลางอากาศเหยียบลงบนเสาไฟข้างทาง ไม่กี่วินาทีต่อมามีเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งกระโจนตามออกมาและเปลี่ยนหินในมือให้กลายเป็นระเบิดขว้างเด็กสาว

                ตูม!

                เด็กสาวพลิกตัวและกระโดดลงจากเสาไฟได้อย่างคล่องแคล่วก่อนจะวิ่งหนีไป เสียงระเบิดและฉากระทึกขวัญเหมือนการแสดงในหนังฟอร์มยักษ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีในสถานที่แบบนี้ แต่น่าแปลกว่าเหล่าผู้คนที่เดินกันขวักไขว่กลับไม่มีใครสนใจเหตุการณ์เมื่อครู่เลยราวกับพวกเขามองไม่เห็น พริบตานั้นผมนึกไปเองว่าผมตาฝาด

                แนะนำตัวหน่อยผมชื่อลูท เป็นนักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่ง สถานะโสดสนิท อยู่บ้านเพียงลำพังโดยมีเงินประจำเดือนที่พ่อแม่ส่งมาให้ ผลการเรียน รูปร่างหน้าตาจัดอยู่ในเกณฑ์ปกติที่มนุษย์เพศชายธรรมดามีกัน ปัจจุบันกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยควบคู่กับการดูการ์ตูนญี่ปุ่นมีซับไป ผมไม่ใช่โอตาคุนะแค่ต้องการศึกษาภาษาญี่ปุ่นให้เชี่ยวชาญก็เท่านั้น

                โครม

                และยังไม่ทันที่ผมจะแนะนำตัวเสร็จก็ดันไปจ๊ะเอ๋กับเด็กสาวคนเดิมที่เห็นตรงถนนเมื่อครู่ เธอกำลังต่อสู้กับชายร่างใหญ่สองคนตรงหน้า ผมเอามือปิดหน้าหัวเราะแห้งๆสงสัยคงเพราะดูการ์ตูนมากเกินไปจนฟุ้งซ่านแหงแต่มันไม่น่าจะถึงขนาดสมจริงยิ่งกว่าชีวิตจริงแถมมีเสียงประกอบขนาดนี้ ผมมองดูร่างบางหมุนตัวเข้าประชิดตีศอกเข้าที่หน้าอกของชายหนุ่มตามด้วยใช้มือทั้งสองจับที่ต้นคอทุ่มอัดพื้นคอนกรีต จากนั้นจึงกระโดดข้ามหัวคู่ต่อสู้อีกคนก่อนจะกระชากหัวใส่พื้นตามด้วยกระทืบซ้ำอีกที พระเจ้า! การ์ตูนเรื่องนี้สมควรเรท 18+ และไม่ควรเข้าไทยเป็นอย่างยิ่ง

                “แก!” ชายหนุ่มคนแรกที่ใช้ระเบิดพูดอย่างโมโหพลางขว้างหินที่เปลี่ยนเป็นระเบิดขว้างใส่เด็กสาว พริบตานั้นผมกลับรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริงระเบิดนั่นพุ่งตรงเข้าหาเธอและกำลังจะฆ่าเธอ ผมจึงวิ่งไปผลักให้เธอหลุดพ้นจากรัศมีระเบิดกะว่าตัวเองจะตามไปทีหลัง แต่ไอ้คนโยนมันก็ไม่บอกผมก่อนว่าระเบิดมันเป็นชนวนเร็วเพราะงั้นเมื่อผมเข้ามาในรัศมีมันจึงระเบิดใส่ผมทันที

                เจ็บ...

                ไม่ใช่ฝัน ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่ใช้สตั้นท์ ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ระเบิดนั่นแตกตรงหน้าผมซึ่งนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ก่อนสิ้นสติหรือสิ้นชีวีอันนี้ก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆตอนนี้ผมยังดูการ์ตูนไม่จบเลย!

 

                ผมไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ในห้องๆหนึ่ง ภายในจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งโต๊ะ ตู้หนังสือ มีห้องครัวและห้องน้ำอยู่ในตัวแสดงว่าน่าจะเป็นห้องพักที่ไหนซักแห่ง ผมลุกขึ้นนั่งก่อนจะเหลือบไปมองผ้าพันแผลบนแขนทั้งสองข้างของผม ถ้าสังเกตดีๆจะรู้ว่าเสื้อตัวนี้ไม่ใช่ตัวที่ผมใส่มาตอนแรกแถมนี่ยังดูเหมือนเสื้อของ...ผู้หญิง

                “ฟื้นแล้วเหรอ” น้ำเสียงหวานทำเอาผมสะดุ้งเฮือก เด็กสาวผมสีดำสลวยในชุดผ้ากันเปื้อนเดินถือชามข้าวต้มออกมาจากห้องครัว

                “เธอคือ” เด็กสาววางชามลงบนโต๊ะขาเตี้ยแบบญี่ปุ่นก่อนจะหันมาแนะนำตัวกับผม “พาเมลา เอดิอัส คริม เรียกว่าแพมก็ได้”

                เป็นชื่อที่ตั้งมาเพื่อให้คนจำไม่ได้รึเปล่า อยากเห็นหน้าคนตั้งจริงๆ...

                “ผมชื่อลูท เรียกสั้นๆว่าลูก็ได้ครับ ฮะ ฮะ”

                ชิ้ง

ทั้งห้องเหมือนมีพายุหิมะพัดปกคลุมราวกับความหนาวเหน็บจากขั้วโลก แพมหรี่ตาลงและทิ้งตัวนั่งลงข้างเตียง

                “เธอทำแบบนั้นได้ยังไง” ผมรีบเปลี่ยนเรื่องพลาวนึกถึงเหตุการณ์ที่สี่แยกไฟแดง การต่อสู้ที่ไม่มีคนเห็นนั่นทำให้ผมประหลาดใจ ตอนนี้ผมนึกสงสัยในใจว่าเด็กสาวที่ชื่อแพมตรงหน้าผมเธอมีตัวตนจริงๆรึเปล่า

                “พวกเราคือโซลเบรกเกอร์ ผู้ควบคุมขีดจำกัดของวิญญาณ” พริบตานั้นเหมือนทั้งห้องถูกแผดเผาไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้า ผมมองเห็นเงาลางด้านหลังตัวแพมเป็นหญิงสาววัยรุ่นในชุดนักบวชเหมือนที่เคยเห็นในหนังสตาร์วอที่อาจารย์เจไดชอบใส่กัน แล้วสิ่งที่เห็นนั่นคืออะไรคงไม่ใช่ผีหรอกนะ

                “มองเห็นรึเปล่า” แพมถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

                “ไฟสีฟ้าหรือเจ้ากรรมนายเวรที่เกาะอยู่ข้างหลังคุณล่ะครับ” เจ้ากรรมนายเวรที่ผมพูดถึงคิ้วกระตุกเล็กน้อยสงสัยจะไม่ชอบชื่อที่ผมเรียกสักเท่าไหร่ ไม่นานเปลวเพลิงก็ดับมอดลงและผมก็มองไม่เห็นเงานั่นอีก

                “เธอมีชื่อว่าชาเอลน่ะ เป็นระลึกชาติของฉัน” หา...ระลึกชาติ ประมาณแบบไอสไตน์เห็นพระพุทธเจ้ารู้รึเปล่า “อีกอย่างเธอไม่ชอบถูกเรียกว่าเจ้ากรรมนายเวรด้วย” คราวหลังผมจะเรียกผีสางนางไม้แล้วกันนะครับ

                “แล้วมันคืออะไรเหรอครับไอ้โคเบรกเซอร์ที่ว่าน่ะ” แพมชายตามองผมด้วยสีหน้าอ่านยากจะว่าตลกก็ไม่ใช่จะว่าเครียดก็ไม่เชิงช่างเป็นความเข้ากันได้ของสิ่งที่สุดขั้วจริงๆ

                Soul Breaker คือมนุษย์ที่มีพลังในการควบคุมวิญญาณนักรบของตัวเอง เราเรียกพวกเขาว่า ระลึกชาติเพราะพวกเขาก็เปรียบเหมือนเราในอดีตกาล” เรื่องแบบนี้ไปหลุดมาจากดาวดวงไหนล่ะเนี่ย - - “ทำหน้าแบบนั้นจะบอกว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นั่นเป็นเพียงภาพลวงตาเหรอ” แพมชำเลืองตามองผมด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก สงสัยถ้าตอบใช่คงจะโดนตบหน้าแหกแหง

                “เปล่า ผมแค่สงสัยเรื่อการต่อสู้ของพวกเธอว่าทำไมถึงไม่มีใครเห็น” ช่วยเข้าประเด็นซะทีเถอะ

                “ก็พวกเราต่อสู้กันในโลกทับซ้อน ที่นั่นไม่ว่าจะระเบิดตึกเวิลเทรดหรือสึนามิกินหัวยังไงก็ไม่มีผลกระทบต่อโลกนี้หรอกและแน่นอนไม่มีใครมองเห็นด้วย” นี่ก็พูดซะ -*-

                “แล้วทำไมผมเห็น” อย่าบอกนะว่าผมคือ The Next นัยน์ตามหาวิบัติ(ต่อตนเองและทรัพย์สิน) “ก็นายไม่ได้ตาบอดนี่จะเห็นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

                ....ขอบคุณนะ....แต่ที่เห็นนี่แหละโคตรแปลก!!!

                “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ นอนซะเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันพาไปส่งที่บ้าน” เฮ้ย ไหงตัดบทง่ายอย่างงั้นฟะ “แล้วก็...ลืมเรื่องทั้งหมดนี่ไปซะ ถ้านายยังอยากใช้ชีวิตอย่างคนปกติอยู่ล่ะก็” แพมมองผมด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ คำพูดของเธอทำให้ผมต้องฝืนกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคออย่างยากลำบาก ใช้ชีวิตอย่างคนปกติงั้นเหรอ

                “นี่ถามหน่อยสิ” แล้วเธอก็มองผมด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความรำคาญสุดขีด “อะไรอีก”

                “ข้าวต้มนั่นของใคร”

                ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

                และนั่นก็เป็นเรื่องเมื่อสองวันก่อน ผมพยายามคิดว่าทุกอย่างที่เธอพูดคือนิยายที่เธอแต่งขึ้นมาแบบไม่อิงชีวิตจริงและที่ผมไปนอนในห้องเธอนั่นก็แค่การลักพาตัวของพวกสต็อกเกอร์ที่หลงไหลในสิ่งที่ตัวเองชอบ(แต่ผมเข้าขั้นหลงตัวเอง) ชีวิตของผมก็ดำเนินมาด้วยดีจนกระทั่ง

                “เด็กนักเรียนม.5 ชื่ออาร์ติเคิล ลูท ผลการเรียนธรรมดา ความสัมพันธ์กับเพื่อนในห้องธรรมดา อาหารที่ชอบของมันๆ เข้าอาบน้ำเป็นเวลาในช่วง 4 ทุ่ม บิดามารดาก็คนธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น มีประสบการณ์อกหักช้ำรักจากการถูกสาวปฏิเสธมามากกว่า 100 ครั้ง แต่เขาสามารถมองเห็นโซลคนอื่นจึงมีความเป็นไปได้ที่เขาเป็นโซลเราจึงทำการจับตาดูเขาจนถึงตอนนี้” แพมพูดจบก็เก็บม้วนกระดาษที่เขียนประวัติของผมลงในกระเป๋า แต่ผมนึกสงสัยอยู่ข้อหนึ่ง

                “จะให้ถูกผมว่าแก้จากจับตาดูมาเป็นจับตัวมาดีกว่านะ” ก็แหงสิ ผมเพิ่งโดนทุบหัวแล้วลากตัวมาที่นี่เมื่อสิบนาทีที่แล้วเองนะ!

                “ใจเย็นไว้มิสเตอร์ลูท เราไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังมาจากบุรุษเบื้องที่สวมหน้ากากตรงหน้าผม เขากำลังนั่งเท้าคางบนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ที่หลังฉากมีจอมอนิเตอร์คอยฉายความเคลื่อนไหวของกล้องวงจรปิดที่ติดตามที่ต่างๆของโรงเรียน ภายในเป็นห้องโล่งกว้างมีเฟอร์นิเจอร์ต่างๆจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คนในนี้ที่ผมเห็นมียัยโหดข้างผมนี่ชื่อแพมจากห้อง 1แล้วก็พี่หล่อหน้ากากเหล็กที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนและไม่รู้ว่าใครเอาเขาเข้ามา

                “อยากรู้จังเลยว่าจับตัวผมมาทำไม” ผมถามอย่างเป็นธรรมชาติและพยายามจะไม่กวนตีน เพราะถ้าทำแบบนั้นผมอาจหยุดหายใจได้ง่ายๆด้วยการโดนหักคอจากคนข้างตัวผมก็เป็นได้

                “เราทำเพราะช่วยคุณ” อยากรู้อีกจังเลยว่าการจับผมมามัดติดเก้าอี้พับแบบนี้มันเป็นการช่วยผมตรงไหน

                “ตอนนี้พวกโรงเรียนสาธิตเซย์อิกำลังจ้องเล่นงานเด็กในโรงเรียนเรา” แพมพูดตอบให้ผมแต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าเป้าหมายเป็นร้อยเป็นพันทำไมมันต้องเล็งผมด้วย แต่แล้วคำพูดของพี่หล่อหน้ากากเหล็กก็ช่วยไขข้อข้องใจให้ผมแล้วใครมันเป็นคนคิดชื่อโรงเรียนนั้นเนี่ย “ที่ว่าจ้องเล่นงานน่ะไม่ใช่คนธรรมดาหรอกนะ แต่เป็นคนแบบพวกเราต่างหาก”

                “กรุณาอย่าใช้คำว่าเราสิครับ ถ้าจะพูดให้ถูกคือพวกคุณใช่ไหมครับ”

                “ก็เป็นแบบนั้นแหละ แต่มันเบนเข็มมาหานายเมื่อสองวันก่อน” เวรกรรมและงานเข้าไหงงั้น “เจ้าสามคนที่ตามเล่นงานฉันมันจำหน้านายได้แล้วก็คงรู้ด้วยว่านายคือโซลเบรกเกอร์”

                “ที่นั่นน่ะเป็นรังสุมหัวของพวกเกรียนๆที่สามารถใช้ระลึกชาติได้ น่าเสียดายที่พวกนั้นมันเป็นพวกเหี้ยมไม่มีม.ม้า” อุ้ยแรง คำพูดนี้ไม่เหมาะแก่การนำเสนอต่อเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์นะจ๊ะ

                “เดี๋ยวสิ ถ้าแบบนั้นก็หมายความว่าคนที่เป็นโซล...อะไรซักอย่างนั่นไม่ได้มีแค่แพมกับพวกมันสามคนเหรอ” ผมร้องถามตื่นๆ แบบนี้ก็หมายความว่าทุกคนในห้องนี้ก็เป็นเหมือนกันหมดน่ะสิ ถ้าไม่นับผมนะ

                “ก็อย่างนั้นล่ะ พวกเราคอยปกป้องโซลในโรงเรียนจากพวกนั้น” แพมตอบให้

                “โรงเรียนสาธิตเซย์อิจากที่สืบมามีโซลอยู่ประมาณ 34 คน เป็นนักเลงระดับปลายแถวมีฝีมือการต่อยตีกากเดน ชอบลีฟเวอร์ตอนกำลังจะแพ้” สรุปว่าเกรียนทั้งโคตร ฝั่งนั้นมีตั้งเยอะแล้วฝั่งนี้ล่ะ

                “คนที่เป็นโซลในโรงเรียนนี้ล่ะครับ” ชายหน้ากากเหล็กทำท่านับนิ้วก่อนจะตอบจำนวนเลขชวนช็อคที่ทำเอาผมแทบหัวใจวาย

                “ทั้งโรงเรียนมีทั้งหมด 10 คน รวมนายเข้าไปด้วยตอนนี้ก็เป็น 11 คน” อย่าพูดเองเออเองนับฉันสิเฟ้ย! แล้วอยู่รอดกันมาได้ยังไงจนถึงทุกวันนี้ล่ะเฮ้ย “อย่าไปสนใจรายละเอียดเล็กน้อยพวกนั้นเลยน่า ตอนนี้นายเป็นหนึ่งในพวกเราแล้ว” พูดจบชายหน้ากากก็พยักหน้า แพมโยนแหวนให้ผมวงหนึ่งเป็นแหวนสองชั้นที่ชั้นนอกเป็นผลึกสีดำสลักหมายเลขโรมันตั้งแต่ 1-12 ไว้และหมุนได้

                “เราจำเป็นต้องรอจนกว่าระลึกชาติของเธอจะตื่นขึ้นมา” แล้วจะรอทำเพื่อ ทำอะไรก็ทำไปเถ้ออย่าเอาผมเข้าไปยุ่งเลย

                “แล้วจะสู้กันไปทำไมครับในเมื่อพวกคุณก็เป็นยอดมนุษย์เหมือนกันทำไมไม่ร่วมมือกันล่ะ”

                “มันเป็นเกมส์น่ะสิ เกมส์ที่ถูกตั้งกฎขึ้นมาว่าผู้ชนะจะสามารถทำให้ความปารถนาของตัวเองเป็นจริงได้ พวกเราไม่อาจหลีกหนีหรือถอนตัวได้ ตั้งแต่วันที่ตัวตนของพวกเราตื่นขึ้นมาแล้ว” น้ำเสียงนั้นแม้จะราบเรียบแต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้าที่แม้แต่ผมเองยังรู้สึกได้ พวกเขาทุกคนที่นี่ล้วนแต่รู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถกลับไปเป็นคนธรรมดาได้และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

                “เอาไว้รายละเอียดต่างๆจะให้แพมเป็นคนสอนนะแล้วจะแนะนำสมาชิกให้รู้จักทีหลัง” แพมแก้มัดให้ผมก่อนจะพาตัวผมออกมาจากห้องนั้น พวกราสองคนเดินผ่านบันไดอันมืดมิดจนมาหยุดที่หน้าประตูบานหนึ่ง แพมเปิดประตูบานนั้นออกปล่อยให้แสงแดดอุ่นๆยามเช้าแยงตาผม เสียงนกน้อยร้องจิ๊บๆบนต้นไม้อย่างน่ารักกับสายลมอ่อนๆที่พัดเอากลิ่นไม่พึงประสงค์ใส่หน้าผม ใช่แล้วพวกเรากำลังยืนอยู่บน...บ่อขี้!!!

                “หาที่ดีๆกว่านี้ไม่ได้แล้วรึไง!” ผมร้องตะโกนใส่แพมพลางมองของเหลวสีน้ำตาลในก้นบ่อมรณะอย่างนึกสยองวันนี้กินข้าวเที่ยงไม่ลงแน่

                “อย่าพูดมากน่า ฉันเองก็ไม่พิสมัยที่นี่นักหรอก” แพมพูดเสียงอ่อยพลางเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก

                ก็นะ...อย่างที่เล่ามาทั้งหมดชีวิตของผมเริ่มเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าก็วันนี้และในอนาคตจะเป็นเช่นไรผมก็มองเห็นแต่อนาคตที่ดับวูบเท่านั้น






นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น