Devil Trigger I : Sons Of Darkness

ตอนที่ 6 : Mission 5 : Rafael VS Fear

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 เม.ย. 62

Mission 5

-Rafael VS Fear-

 

...ถ้าแม่ไม่กลับมา ลูกต้องวิ่งหนีไปคนเดียว ลืมทุกอย่างและเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ลูกต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวคนเดียว!...

ไม่นะฮะ แม่อย่าไป!

อย่าไป!” เสียงโพล่งร้องพร้อมกับมือที่ไขว่คว้าไปในอากาศ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก “ฝันงั้นเหรอ” ราฟาเอลถอนหายใจยาว เขาเคยฝันถึงเนื่องทำนองนี้มาก่อนแต่ไม่ชัดเจนเท่ากับเมื่อครู่ อาจเพราะความทรงจำทั้งหมดได้กลับคืนมาแล้วก็เป็นได้

เขาไม่อาจข่มตาหลับต่อได้ แต่ก็ต้องชะงักกับบางสิ่งบนโซฟาด้านตรงข้าม เมื่อเฟียร์นอนหลับตาพริ้มดูสบายอารมณ์ แล้วก็ต้องนึกไพล่ไปถึงตอนที่พวกเขากลับมาร้าน เจ้าหล่อนง่วงเกินจะกว่าจะเดินขึ้นห้องไปจึงได้ทิ้งตัวลงนอนที่โซฟา ส่วนเขาตั้งแต่เธอมาอาศัยอยู่ด้วยกันก็ยึดโซฟาเป็นที่พักพิงแทนห้องนอนประจำตัว

กริ๊ง...กริ๊ง

“ใครมันโทรมาแต่เช้าฟะ” พึมพำเบาๆก่อนจะรีบรุดไปรับโทรศัพท์ เพราะหากยัยปีศาจถูกขัดจังหวะการนอนคงจะตื่นมาขึ้นลำปืนเป็นแน่ “ยังไม่เปิดให้บริการ”

[มันเกิดบ้าอะไรกันขึ้นเนี่ยลูคัส ข่าวลือมันมาถึงหูฉันแต่เช้าว่าร้านของควีนนี่โดนวางเพลิง และเธอก็โดนไฟคลอกตาย!]

แอชลีย์ยิงคำถามเป็นชุด ราฟาเอลนิ่งเงียบ

[นายได้ยินฉันรึเปล่า ฉันจะไปหานายที่—]

ยังไม่ทันที่แอชลีย์จะพูดจบ ราฟาเอลก็วางหูโทรศัพท์ทันที เขาไม่อยากจะถูกตอกย้ำหลังจากที่ตื่นจากฝันอันแสนทรมาน

ถ้าเขาไม่ไปหาควีนนี่ เรื่องทุกอย่างก็จะไม่เกิดหรือเปล่านะ...คือความคิดที่ผุดขึ้นในหัวของชายหนุ่ม เขานั่งแผ่หราปล่อยความคิดล่องลอยอยู่ที่โต๊ะทำงาน ทว่าเรื่องของควีนนี่ถูกแทนที่ด้วยความทรงจำที่กลับคืนมา

...เขาเคยมีครอบครัวที่อบอุ่น มีแม่ มีพี่ชายที่อายุห่างกัน 1 ปี ส่วนพ่อที่ไม่ได้เรื่องเขาไม่เคยคิดจะสนใจแม้แต่น้อย เพราะอีกฝ่ายนานๆถึงจะมาหาพวกเขาซะที

“ต้องพรากคนสำคัญของฉันไปแค่ไหน แกถึงจะพอใจนะ!

 

 

“สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้น” แอชลีย์เอ่ยถามสองหนุ่มสาวที่นั่งอยุ่บนโซฟาด้านตรงข้าม เฟียร์นั่งเช็ดปืนโดยไม่สนใจใคร ส่วนราฟาเอลกรอกสายตามองเพดาน “ฉันรู้ว่าพวกนายต้องอยู่ในเหตุการณ์ มีคนบอกว่าพวกนายอยู่กับเธอก่อนที่จะเกิดเหตุไฟไหม้”

“แอชลีย์”

“อะไร”

“นายได้ยินมายังไงก็แบบนั้นแหละ” การบอกปัดเรียบๆทำเอาแอชลีย์รู้สึกฉุนกึกขึ้นมาทันที

“ฉันเข้าใจว่านายรู้สึกยังไงนะลูคัส แต่นาย--”

“ราฟาเอล ตั้งแต่นี้ต่อไปให้เรียกฉันแบบนั้น”

“เกิดบ้าอยากเปลี่ยนชื่อขึ้นมาอะไรตอนนี้เนี่ย” เขาถบทอย่างหัวเสีย ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ “นายช่วยอธิบายอะไรหน่อยได้มั้ย ฉันงงไปหมดแล้วนะเพื่อน”

“ฉันไม่ได้เปลี่ยนชื่อ แต่มันเป็นชื่อแรกเริ่มของฉัน” ว่าเสร็จก็ลุกขึ้นยืนทันที “นายไม่จำเป็นต้องรู้และค้นหาอะไรทั้งนั้น เพื่อตัวของนายเอง” จบคำพูด ราฟาเอลก็เดินออกไปจากร้าน ทิ้งไว้เพียงความสงสัยที่ฉายชัดอาบดวงหน้าหยาบกร้านของแอชลีย์

ชายวัยกลางคนหันมาขอคำตอบกับอีกหนึ่งสาวที่นั่งนิ่ง แต่ด้วยอากัปกิริยาในยามนี้ของเธอทำให้เขาไม่กล้าที่จะเอ่ยถามออกมา

“นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย”

 

 

             7 กรกฏาคม...คือวันเกิดของควีนนี่ สไตร์ค ทว่าเจ้าของวันเกิดกลับไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ราฟาเอลหยุดยืนอยู่หน้าร้านของเธอซึ่งบัตรนี้เต็มไปด้วยตำรวจและคนมุงมากมาย ในมือมีช่อดอกกุหลาบสีขาวซึ่งเป็นดอกไม้ที่แม่บุญธรรมของเขาชอบมาก ชาวเมืองหลายคนพยายามที่จะหาเรื่องคุยกับเขาเพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่ชายหนุ่มไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดคุยกับใคร เขาใช้เวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั่งโง่ๆในสวนสาธารณะใกล้ร้านและแผ่รังสีอันไม่น่าเข้าใกล้ผ่านทางสายตา ถึงอย่างนั้นตัวเขาเองกลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลย...ราวกับเขารู้อยู่แล้วว่าสักวันจะเป็นแบบนี้

             อาจเพราะ...อีกครึ่งในตัวซึ่งทำให้เขาแทบจะปราศจากอารมณ์ของมนุษย์ก็ได้ ในเมื่อเขาจำทุกอย่างได้หมดแล้ว คงจะต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างเสียที ถ้าเขาจะใช้ชื่อเดิมว่า ราฟาเอล

           กว่าจะตัดสินใจทุกอย่างก็เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว ราฟากลับมายังร้านของตนด้วยความพร้อมที่จะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้น

             “ช้า” คำกล่าวตอนรับจากเฟียร์ซึ่งยืนกอดอกทำสีหน้าเย็นชา “ตำรวจมาที่นี่เมื่อกลางวัน ซักไซร์จนฉันเกือบจะเชิญกลับไปแล้วถ้าแอชลี่ย์ไม่ห้ามไว้ก่อน” เขาพอจะเดาได้ว่าการเชิญกลับของเธอหมายถึงอย่างไร

             “เฟียร์” ราฟาเอลเอ่ยเรียกเสียงเข้มจนคนมองประหลาดใจ “เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

             เด็กสาวถอนหายใจบาง เพราะคนตรงหน้าไม่มีท่าทีขี้เล่นแบบเคย เขาดูจะจริงจังและไม่น่าเข้าใกล้ เธอรู้สึกเหมือนว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่พึ่งจะปรากฏตัวออกมา หรือไม่ก็...นี่คือตัวตนแท้จริงของเขา

             “ไปจากที่นี่ซะ”

             “ไม่มีทาง” เด็กสาวสวนทันควัน กลายเป็นเขาเองที่ต้องชะงัก

             “รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”

             “แน่นอน” เธอไหวไหล่ “นายบอกให้ฉันอยู่ที่นี่จนกว่าจะมีที่ไป แต่จู่ๆก็มาไล่กันซะงั้น สับสนในอารมณ์รึไง” เจ้าหล่อนลอยหน้าลอยตาไม่ทุกข์ร้อน ทว่ากลับเป็นอีกฝ่ายที่เริ่มจะหัวเสีย

             “ฉันเป็นเจ้าของร้าน ฉันมีสิทธิ์จะให้ใครอยู่หรือไล่ใครไป” เขาประกาศกร้าวด้วยเสียงอันดัง ใบหน้าของคนฟังยังคงเรียบเฉยจนติดเย็นชา

             “งั้นนายก็คงมีเหตุผลเพียงพอที่จะไล่ฉันออกไปละนะ” เฟียร์ก้าวช้าๆเขาไปประจันหน้ากับราฟาเอล เธอเชิดหน้ามองท้าทาย “ฉัน..ไม่..ไป” เจ้าหล่อนเน้นย้ำทุกคำชัดเจน

             “เธอ!” ราฟาเอลจะยกนิ้วชี้หน้าแต่ก็ต้องปล่อยมือลง เขากัดฟันกรอดไม่พอใจกับเด็กสาวที่ไม่เคยอ่านสถานการณ์อะไรเลย

             “ฉันหิวแล้ว” เธอหันหลังจะออกเดินไปทางครัว

             ชายหนุ่มคว้าข้อมืออย่างถือดีและลากเธอให้เดินตรงไปยังประตูร้าน

             “ปล่อย” เธอว่าเสียงต่ำ เริ่มไม่พอใจการกระทำของเขา “ถ้านายไม่ปล่อยฉันจะยิงนาย” ประโยคของเธอทำให้เขาหันมามอง รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นริมฝีปาก

             “ก็เอาสิ” เขายักคิ้วท้าทาย เฟียร์สะบัดมืออีกฝ่ายและชัก Raven ออกมาเล็งไปยังหน้าผากของเขา “ยิงเลยสิ กล้าๆหน่อยสาวน้อย”

             “ท้าเหรอ” สิ้นคำ เธอเผลอลั่นไกใส่เขาทันที

             กระสุนปักเข้ากับกลางหน้าผากของราฟาเอล เด็กสาวเบิกนัยน์ตาค้างไม่คิดว่าตนเองจะเผลอเรอได้ขนาดนี้

             “ลูคัส!

             “ราฟาเอลต่างหาก”

             ทั้งที่กระสุนควรจะเจาะทะลุหน้าผาก แต่มันกลับปักคาอยู่แบบไหนโดยมีเลือดไหลออกมาจากปากแผลเพียงเล็กน้อย ด้วยกระสุน.50ของเธอมันแรงขนาดฆ่าพวกปีศาจได้ แต่ทำไมมนุษย์ธรรมดาแบบเขาถึงแทบไม่เป็นอะไร

             “เจ็บเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าเป็นคนธรรมดาคงตายไปละ” ราฟาเอลแงะกระสุนออกจากหน้าผากและโยนมันอย่างไร้จุดหมาย “เธอนี่ชื่อสมตัวสุดๆ”

             “นายไม่ใช่มนุษย์” แววตาของเฟียร์แข็งกร้าว เธอเว้นระยะห่างออกมาจากเขา ดวงตาสีดำบ่งบอกว่าไม่เป็นมิตรชัดเจน

             “ใครจะรู้ล่ะ ฉันเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเลย”

             “แต่นายก็ดูไม่เหมือนปีศาจ นายดูแตกต่างจากพวกมัน” สิ่งที่เธอกล่าวคงไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะแทบจะไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ ในเมื่อทั้งรูปร่างหน้าตา ลักษณะต่างๆภายนอกไม่มีเค้าโครงของปีศาจอยู่เลย

หากจะบอกว่าเขาเป็นปีศาจมันก็อาจเป็นไปได้ที่เขาคือปีศาจระดับสูงที่สามารถจำแลงรูปลักษณ์ของมนุษย์ แต่ด้วยผนึกที่ยังไม่ถูกทำลาย ปีศาจไม่อาจมายังโลกแห่งแสงสว่างแบบเต็มตัวได้ ถ้าอย่างนั้นก็มีเพียงอย่างเดียว...

             “ฉันเป็นครึ่งปีศาจ” คำเฉลยของเขาไม่ต่างจากที่เธอสงสัย ถึงอย่างนั้นครึ่งปีศาจก็หาได้ยากยิ่ง เพราะปีศาจและมนุษย์ไม่ลงรอยกัน (ยกเว้นไททาเนีย)

 “ครึ่งปีศาจเปิดร้านรับจ้างปราบปีศาจงั้นเหรอ ตรรกะแปลกๆดีนะ อ้อ--ไม่สิ นายสูญเสียความทรงจำนี่นะ แล้วไม่เคยสงสัยกับร่างกายตัวเองมาก่อนเลยรึไง”

เขาเองก็เคยสงสัยในสิ่งที่เธอพูด แต่ก็ไม่เคยที่จะพยายามหาคำตอบ เพราะเขากลัวว่า...หากเขาได้รู้คำตอบนั้นทุกสิ่งรอบๆตัวจะเปลี่ยนไป เหมือนอย่างเช่นตอนนี้

“ฉันเกลียดพวกปีศาจ เพราะอย่างนั้นฉันก็จะทำธุรกิจนี้ต่อไป” เขาสูดลมหายใจลึกๆพยายามปรับอารมณ์ให้สงบ “ทีนี้เธอก็คงจะเข้าใจแล้วใช่มั้ย ทำไมฉันถึงต้องให้เธอออกจากร้าน”

“ไม่อะ” เฟียร์ยืนแคะหูอย่างเกียจคร้าน “แว่บหนึ่งฉันอาจจะตกใจ แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจชีวประวัติอะไรของนายนักหรอก” เธอปรับสีหน้าได้รวดเร็วกว่าเขาจนน่าเหลือเชื่อ จากแววตาไม่เป็นมิตรกลับกลายเป็นนิ่งเฉยดังเช่นปกติ

“ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจน่ะเฟียร์ ถ้าเธอยังอยู่กับฉัน...” คำพูดกลืนหายไปในลำคอ ราฟาเอลกำหมัดแน่น “ได้โปรด ถึงเราจะรู้จักกันไม่นานและฉันก็สนุกมากที่อยู่กับเธอ แต่ถ้าวันหนึ่ง...”

“อย่ามาตีหน้าเศร้าทำตัวเป็นพระเอกหนังโศกหน่อยเลย มันไม่เข้ากับนายเท่าไหร่” เฟียร์แสดงสีหน้าเอือมระอาเด่นชัด “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดจะถูกฆ่าได้ง่ายๆ ถ้านายพอจะรู้”

“สิ่งที่จ้องเล่นงานฉันมันไม่ใช่แค่ปีศาจธรรมดา เธอคิดว่าฉันจะรู้สึกยังไงหากวันหนึ่งร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้าฉันคือเธอ--เพราะเธอมาข้องเกี่ยวกับคนแบบฉัน

แกร๊ก

เสียงขึ้นลำปืนในมือชัดเจน ตอนนี้เจ้าหล่อนชักปืนออกมาทั้ง 2 กระบอกเรียบร้อย

“มาระห่ำกันดีกว่าลูคัส ไม่สิ--ราฟาเอล” เธอเล็งปืนไปที่เขา ไร้ซึ่งความลังเลและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ถ้าฉันชนะนาย ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อ แต่ถ้าแพ้..” ว่าถึงตรงนี้ เธอกระตุกยิ้มเย็นมุมปาก “ฉันก็จะอยู่ที่นี่!

จบคำพูด เธอก็กราดยิงใส่ไม่ยั้ง ราฟาโยกหลบการโจมตีแทบไม่ทันเพราะการเหนี่ยวไกของเธอค่อนข้างเร็วจนน่าตกใจ

เฮ้ย! นี่กะว่ายังไงก็จะอยู่ที่นี่ใช่มั้ยเนี่ย” เขาถบทหัวเสีย เคยคิดว่าเจ้าหล่อนเอาแต่ใจและหัวแข็งในระดับหนึ่ง แต่จากวันนี้ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดโดยสิ้นเชิง เพราะเธอเอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้งแบบสุดๆ

ชายหนุ่มไม่อยากจะชักปืนออกมายิงตอบโต้ เพราะถึงอย่างไรเด็กสาวก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ทว่าหากยังปล่อยให้เธอกราดยิงต่อไป ร้านของเขาคงพังพินาศไม่มีเหลือ เมื่อยามนี้ซากประดับกำแพงหลายชิ้นตกลงมาแตกกระจาย ผนังถูกเจาะด้วยกระสุนหนัก

จู่ๆเฟียร์ก็หยุดนิ่งทำให้เขาต้องชะงักตาม ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มยังคงระแวดระวังภัยเพราะไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนจะมาไม้ไหนอีก

ฉัน...เบื่อ...แล้ว

ไม่รู้ทำไมที่ประโยคนี้ของเธอทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบ ทันใดนั้นเด็กสาวก็ทิ้งปืนคู่ลงกับพื้นและพุ่งกระโจนเข้าหาเขาทันที หมัดลุ่นๆประทับเขากับใบหน้าของชายหนุ่มทำเอาเขาเซถอยหลังทีเดียว

“แบบนี้สะใจกว่า” เธอยักคิ้วกวน

“ยัยปีศาจ” ชายหนุ่มเองก็สิ้นแล้วความอดทน เพราะคิดว่าอีกฝ่ายอายุน้อยกว่าและยังเป็นเด็กผู้หญิง ทว่าตรรกะนี้คงใช้ไม่ได้กับเจ้าหล่อนเสียแล้ว

การตะลุมบอนย่อยๆเกิดขึ้นรอบๆร้าน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ปีศาจ ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะทิ้งสถานะเหล่านั้นไปเรียบร้อยแล้ว ยามนี้ในหัวของพวกเขาอาจจะไม่มีความคิดอะไรอยู่เลยก็ได้ กว่า 20 นาทีในการคุยกันด้วยหมัด ราฟาเอลก็เป็นฝ่ายยกมือยอมแพ้

“แฮ่ก...แฮ่ก...ยอมก็ได้...” เขานอนแผ่หลามองเพดาน รู้สึกไร้สาระเสียเหลือเกินที่ทะเลาะกับเจ้าหล่อน

เฟียร์ทิ้งตัวลงนอนหันหัวชนกับชายหนุ่ม เธอเองก็หอบเล็กน้อยแต่พยายามไม่แสดงออก

“เป็นอันว่า...ฉันอยู่ที่นี่ได้” เธอสรุปผลทันที

“ตามใจ” เขาเหนื่อยที่จะเถียงอีกฝ่าย “ผู้หญิงอะไรลูกบ้าเยอะชิบ เธอเนี่ยเป็นพวกเอาแต่ใจและหัวแข็งสินะ”

“ก็มีคนบอกแบบนั้นบ่อยๆ”

“ครั้งแรกเลยที่ต่อยกับผู้หญิง ไม่เป็นสุภาพบุรุษชะมัด” เอามือกุมขมับก่อนจะไล่เลยไปขยี้ผมอันชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ “ฉันไม่ได้ทะเลาะกับใครแบบนี้มานานแล้วสิ ครั้งสุดก็หลายปีมาแล้ว...กับพี่ชาย” น้ำเสียงแฝงกระแสความเศร้าลึกๆที่เด็กสาวพอจะสัมผัสได้

“ส่วนฉัน...ไม่เคยมีใครให้ทะเลาะแบบนี้”

เธอทำให้เขารู้สึกว่าตนเองผิดเสียเหลือเกินที่เอ่ยมาแบบนี้ เด็กสาวอาจจะไม่มีครอบครัวหรือคนสำคัญที่รอการกลับไปอยู่สินะ

“ฉันไม่เคยสนิทชิดเชื้อกับผู้หญิงมาก่อน...หรือควรจะบอกว่าเกือบเหมือนผู้หญิงดีถ้าไม่นับวิวดีๆที่ทำให้ระส่ำเป็นระยะ” เขาผิวปากถูกใจ เพราะนอกจากเธอจะสวยน่ารักแล้ว รูปร่างและผิวพรรณเองยังจัดว่าดีทีเดียว ยกเว้นก็แต่นิสัยบิดเบี้ยวที่หากหลับตาข้างหนึ่งอาจจะพอถูไถไปได้

แกร๊ก...

“แต่อันนี้ไม่นับนะ” เขารีบพูดเมื่อได้ยินเสียงขึ้นลำตามปกติ

“ราฟา...ราล์ฟ” เธอเรียกชื่อเล่นเขาอย่างสนิทสนม “ฉันไม่เคยสนใจอะไรเลยในชีวิต...ไม่ว่าจะครอบครัว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว”

ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยอย่างลืมตัว เกือบจะหลุดคำพูดในใจออกมา

“ฉันต่อสู้ไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย”

“ทำไมเธอต้องต่อสู้ล่ะ แล้วเธอต่อสู้กับอะไร”

คำถามไม่ได้รับคำตอบ เฟียร์เมินเฉยต่อความสงสัยของเขาและพูดต่ไป

“เพราะอย่างนั้นในวันที่นายชวนให้อยู่ที่นี่ ฉันถึงไม่ได้ปฏิเสธ เพราะสำหรับฉันจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน”

“นี่เธอใช้ชีวิตมาแบบไหนเนี่ย” เขาดูจะทึ่งกับเด็กสาวที่เหมือนผ่านสมรภูมิชีวิตมาอย่างโชกโชน

เฟียร์ลุกขึ้นนั่งและหันมาหาราฟาเอล เขาเหลือบสายตามองเธออย่างหวั่นใจว่ายัยตัวแสบจะเล่นอะไรอีก

“ฉันเอง...ก็รู้สึกสนุกนิดๆที่อยู่กับนาย” เธอเกาแก้มเก้อเขิน ราฟาเอลสังเกตได้ว่ามีรอยแดงจางๆแต้มอยู่บนใบหน้าเจ้าหล่อน “เพื่อนน่ะ...มันเป็นแบบนี้รึเปล่า”

คนสูงวัยกว่าอ้าปากเหวอก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่ง แว่บหนึ่งเขารู้สึกว่าเธอทำตัวน่ารักเสียเหลือเกิน

ในวันที่เขาพาเธอเข้าร้านอย่างไม่ตั้งใจ เขาไม่เคยคาดคิดว่าตัวเองจะสามารถสนิทสนมกับคนอื่นได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต่างพากันเข้าหาเพียงเพราะปรารถนาในตัวเขา (แน่ล่ะ ก็ออกจะหล่อขนาดนี้)

“เฟียร์”

“อะไร”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะปกป้องเธอ ฉันจะไม่ให้เธอต้องพบกับจุดจบแบบควีนนี่ เพราะตอนนี้ฉันจำทุกอย่างได้หมดแล้ว ฉันรู้ว่าศัตรูของฉันคืออะไร แค่ไม่รู้ว่ามันจะมาในรูปแบบไหน ถึงอย่างนั้นฉันก็จะไม่ให้พวกมันทำอะไรเธอได้เด็ดขาด” ใบหน้าของราฟาเอลตอนนี้จริงจังอย่างหาได้ยากยิ่ง หากเป็นผู้หญิงทั่วไปคงจะโดนเครื่องหน้าอันหล่อเหลาของเขาสะกดไปเรียบร้อย แต่มันไม่อาจทำอะไรกับหญิงสาวตัวดีที่ทำหน้าติดจะเหยเกและเผยอคำพูดอันไม่ระรื่นหูออกมา

“งี่เง่า คนอ่อนหัดอย่างนายเนี่ยนะจะปกป้องฉัน ให้ปีศาจเป็นพยานเหอะ”

“แค่ช่วยซึ้งไปกับคำพูดของฉันเนี่ยมันจะตายรึไง ไม่มีความโรแมนติกซะเลยนะเธอเนี่ย” เขาแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี สู้อุตส่าห์ยอมพูดอะไรน่าอายออกมาแต่เจ้าหล่อนกลับทำลายบรรยากาศเสียป่นปี้

ทว่า...ก็สมกับเป็นเธอละนะ

“ว่าแต่ เห็นบอกว่าหิวนี่”

“เพราะนายมัวแต่ทำตัวดราม่านั่นแหละ รับผิดชอบมื้อนี้ด้วย”

ราฟาเอลทำท่าจะเถียงแต่ก็ต้องนิ่งลง เขาไม่อยากจะต่อความยาวกับคนที่คงจะงัดเหตุผลแปลกๆมาสู้

“ช่วยไม่ได้ โทรสั่งพิซซ่ามากินก็แล้วกัน”

“พิซซ่านับเป็นอาหารเย็นด้วยเหรอ” เจ้าตัวดีแขวะเขากลายๆด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “เอาเหอะ ยังไงนายก็เลี้ยงอยู่แล้วนี่”

ชายหนุ่มแยกเขี้ยวหงุดใส่ก่อนจะลุกเดินไปยังโต๊ะทำงานเพื่อโทรสั่งมื้อเย็นของพวกเขา

“เฟียร์”

“อะไร”

“ขอบใจนะ”

ราฟาเอลส่งยิ้มกว้าง เฟียร์สะบัดมือน้อยๆตอบรับ แล้วเธอก็ทิ้งตัวลงนอนไปกับพื้นอีกครั้งเพื่อรอเวลาที่ท้องของตนจะได้รับการเติมเต็ม...

...เคยมีคนกล่าวไว้ว่ามนุษย์และปีศาจไม่อาจอยู่ร่วมกันได้...ครั้งหนึ่งที่ปีศาจได้ปกป้องมนุษย์...และ ณ สถานที่ห่างไกลออกไปก็มีปีศาจซึ่งปรารถนาในตัวมนุษย์จนให้กำเนิดผลผลิตอันแปลกแยกออกมา

ราฟาเอลก็คือหนึ่งในผลผลิตดังกล่าว เขาไม่รู้เลยว่า...คนที่เหมือนแบบเขายังคงมีชีวิตอยู่ และอีกไม่นาน พวกเขาทั้งคู่ก็จะได้กลับมาพานพบกันอีกครั้ง



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น