Devil Trigger I : Sons Of Darkness

ตอนที่ 2 : Mission 1 : Opening

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 มี.ค. 62




"Shall I compare thee to a summer's day?

Thou art more lovely and more temperate:

Rough winds do shake the darling buds of May,

And summer's lease hath all too short a date"

"จะให้ฉันเปรียบเธอกับวันในฤดูร้อนอย่างนั้นหรือ

คือเธอสบายกว่าและอบอุ่นกว่า

ลมแรงพัดยอดอ่อนแสนรักของเดือนพฤษภา

และสัญญาเช่าของฤดูร้อนก็มีครบทุกสิ่งทว่าระยะเวลาเช่าเท่านั้นที่สั้นไป" 

(วิลเลียม เชคสเปียร์)





..........................................................................................................








Mission 1
-Opening-


SHAKE-SPEARES – SONNETS คือกวีนิพนธ์ที่ถูกวางลงกับโต๊ะไม้เก่าๆผุพัง กระนั้นตัวหนังสือเองก็บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ปกสีซีดเก่าคร่ำครึเต็มไปด้วยฝุ่นมากมาย แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับมือคู่ใหญ่ที่บรรจงเปิดอย่างช้าๆ ดวงตาสีฟ้าเข้มกวาดไล่เรียงตัวอักษรไปเรื่อยๆ ใบหน้านิ่งราวรูปสลักไม่อาจอ่านได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“ไม่คิดว่าคนอย่างท่านจะชอบหนังสือพวกนี้...มันช่าง...หอมหวน และแตกต่างเสียเหลือเกิน” เสียงหวานชวนขนลุกเอ่ยจากด้านหลังพร้อมกับการปรากฏของสตรีร่างสูงบางในชุดเดรสยาวสีดำ

เธอเป็นหญิงสาวผิวซีดไร้รอยเลือดฝาด ผมประบ่าสีม่วง ใบหน้าแหลมเสี้ยมประดับด้วยดวงตาสีแดงเลือดอันบ่งบอกได้ว่าไม่ใช่มนุษย์ เธอเคลื่อนกายเข้าไปหาชายหนุ่ม ขณะที่กำลังจะยื่นมือเข้าไปสัมผัสไหล่กว้างนั้น... 

          ...ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง การชักดาบออกจากฝักอันรวดเร็วโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ตั้งตัว คมดาบก็จ่อเข้ากับลำคอเรียบร้อย..

          “เธอเป็นใคร” คำพูดแสดงความเย็นเยียบที่ทำเอาคนฟังสะท้าน ถึงอย่างนั้นท่าทีกลับไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย

          “อภัยให้กับความไร้มารยาทของโซเนียผู้นี้ได้หรือไม่ หากข้าทำให้ท่านเซอร์วิลต้องขุ่นข้องใจ ข้าก็พร้อมจะรับการลงทัณฑ์จากท่าน” หญิงสาวมีท่าทีนอบน้อม เธอค่อยๆถอยห่างออกจากเขาก่อนจะโค้งให้อย่างสุภาพ

          เซอร์วิลปิดหนังสือและนำมันไปเก็บไว้บนชั้นไม้เก่าๆที่ใกล้ที่สุด เขายืนเลือกหนังสือเล่มอื่นโดยไม่สนใจผู้มาเยือนที่จับจ้องมองเขาอยู่

          “ข้ามาตามคำสั่งของท่านผู้นั้น ผู้ที่ท่านต้องการพบยิ่งกว่าใคร” ประโยคของเธอเรียกความสนใจเขาได้ชะงัดนัก ชายหนุ่มละสายตาจากเหล่าหนังสือ เป็นครั้งแรกที่เขามองเธอเต็มตา

          “พาฉันไปเดี๋ยวนี้”

          “เห็นทีคงจะไม่ได้” คำตอบของเธอทำให้คนฟังสีหน้ากระตุก หากแต่เมื่อเห็นอากัปกิริยาของเขาเจ้าหล่อนก็พูดขึ้นต่อโดยไม่รอให้เขาถาม “หากท่านเป็นสายเลือดที่แท้จริงของเขา ท่านจะได้รับบททดสอบคุณสมบัติเพื่อที่จะเปิดประตูสู่ดินแดนแห่งความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง”

          “จะทดสอบฉันอย่างนั้นเหรอ” 

          “นั่นคือสิ่งที่ท่านผู้นั้นมอบหมายให้แก่ข้า เมื่อท่านสามารถผ่านการทดสอบไปได้...หากท่านต้องประสงค์สิ่งใด...ได้โปรดบอกสิ่งที่ต้องการแก่โซเนียผู้นี้ด้วยเถิด”

          ร่างสูงใหญ่มองสบประสานยังดวงตาสีเลือดนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะเอ่ยความปรารถนาหนึ่งเดียวในใจ

          “ฉันต้องการพลัง”



ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองร้างไร้ผู้คน บนยอดตึกเก่า 3 ชั้นที่สามารถพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ ร่างหนึ่งกำลังยืนหอบหายใจแผ่วอ่อนเกือบจะไร้สิ้นซึ่งเรี่ยวแรง ดวงตาสีรัตติกาลดูลึกลับจ้องมองไปยังเหล่าแขกไม่ได้รับเชิญตัวใหญ่ในชุดคลุมมากมายที่ค่อยๆสืบเท้าเข้ามาใกล้

“เฮอะ” เค้นเสียงถบทเบาๆ มันคงเป็นวันซวยของเธอสินะที่ต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา

จู่ๆสองขาที่เคยมั่นคงก็ทรยศเธอเสียแล้ว การเสียหลักเพียงครั้งเดียวอาจนำมาซึ่งหายนะแก่ชีวิตตนเอง เมื่อร่างบางเอนล้มไปด้านหลังที่ไม่มีอะไรรองรับ หญิงสาวกำลังร่วงลงสู่พื้นดิน...

เอาเหอะ...ฉันเหนื่อยแล้วด้วย...จะเป็นยังไงก็ช่างมันละกัน ไอ้ชีวิตเฮงซวยแบบนี้

ระหว่างที่ร่างของหญิงสาวกำลังจะถึงพื้น วงแขนใหญ่อันแข็งแกร่งก็คว้าเธอเข้ามาไว้แนบอก ทว่าด้วยความอ่อนล้าที่สะสมมาอย่างยาวนาน แม้แต่การจะลืมตาก็ทำได้ยากยิ่ง

ดวงตาสีฟ้า...ผมสีขาว? ทำไม...

เธอสลบไสลก่อนที่จะได้เปล่งวาจาใดๆออกมา นัยน์สีฟ้าดุดันทอดมองเธออย่างไม่สบอารมณ์ลึกๆ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจละลายสายตาจากเธอได้

ดวงหน้าเรียวรูปไข่เกลี้ยงเกลา ริมฝีปากอวบอิ่มชมพูระเรื่อ เรือนผมสั้นสีดำแต่ไว้จอนยาวเงางามดุจแพรไหม ผิวขาวอมชมพูดูเรียบเนียน เธอเรียกได้ว่าเป็นเด็กสาวหน้าตาสวยงามน่ารักมากทีเดียว แว่บแรกตอนที่เขาได้สบประสานดวงตาสีนิลกาฬนั้น เขารู้สึกถึงความลึกลับและมีเสน่ห์อย่างที่ไม่เคยพบเจอกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน

ทว่า...เขาคงไม่ได้มีเวลาให้คิดพิจารณาอะไรเท่าไหร่ เพราะบรรดาแขกของเจ้าหล่อนตามมาสมทบเรียบร้อยแล้ว ร่างบางถูกวางลงกับพื้น เธอยังคงนอนหลับเสมือนเด็กทารกไร้ซึ่งความกังวล

โดยไม่รีรอให้เขาได้ทันตั้งตัว แขกชุดคลุมร่างใหญ่ก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับเงื้อเคียวในมือหมายจะฟาดฟันชายหนุ่มให้ขาดสะบั้น ฉับพลันเขาก็ยกดาบญี่ปุ่นที่ยังไม่ถูกชักออกจากฝักขึ้นมากันอย่างไม่ยี่หระก่อนจะใช้ปลายดาบกระทุ้งกลางลำตัวของมันอย่างแรงจนกระเด็นไถลไปกับพื้น

เขากวาดสายตามองไล่ไปทีละร่างเหมือนกับกำลังนับจำนวน นิ้วโป้งข้างซ้ายดันดาบขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นคมสีดำ เขากระโจนเข้าไปยังกลางวงของศัตรูแล้วชักดาบเรียวยาวออกมา การตวัดดาบอันรวดเร็วและรุนแรงก่อเกิดคลื่นดาบเข้าตัดร่างเหล่าแขกไม่ได้รับเชิญจนแยกออกเป็นชิ้นๆ

เพราะการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นทั้งที่เป็นแค่เพียงการเดินผ่านซอยร้างเหมือนเช่นทุกที ทำให้ผมที่ถูกเสยไว้อย่างดีกลับตกมาปรกหน้าทำให้เขาต้องลูบมันกลับขึ้นไปอีกครั้ง ชายหนุ่มหันไปหาเด็กสาวที่ยังคงไม่ได้สติ เขาเหยียดริมฝีปากบางมองด้วยแววตาดูแคลน ร่างสูงก้าวเข้าประชิดตัวเธอก่อนจะจ่อปลายดาบไปยังลำคอระหงส์ เพียงแค่ขยับมือเล็กน้อย...ร่างที่นอนอยู่ก็จะอาบย้อมไปด้วยน้ำสีชาด...

มนุษย์นั้นอ่อนแอ...เปราะบาง และเต็มไปด้วยอารมณ์ไร้สาระ...เขาเกลียดมนุษย์ ไม่อยากยุ่งเกี่ยวไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แม้ตัวตนของเขาจะเป็นมนุษย์ก็ตาม... 

ชายหนุ่มเก็บดาบเข้าฝักก่อนจะออกเดินโดยไม่คิดจะสนใจคนที่สลบอยู่ เขาไม่ได้ตั้งใจจะช่วยเธอแต่เพราะกำลังถูกขวางทางต่างหาก ถ้าปล่อยไว้เธอก็คงจะถูกจัดการโดยเหล่าปีศาจแบบก่อนหน้านี้แน่นอน

นั่นมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย...จะอยู่หรือตายก็เรื่องของเธอ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขา คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็ออกเดินต่อ ไม่ว่าใครก็มิอาจหยุดเขาได้

          ใช่...มันควรจะเป็นแบบนั้น...




...กริ๊ง...กริ๊ง...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกสติคนที่นอนเอาเท้าพาดโต๊ะทำงานอยู่ให้ตื่นจากภวังค์ นิตยสารรายสัปดาห์ว่าด้วยเรื่องกอสซิบดาราถูกดึงออกจากบนหน้าก่อนจะโยนทิ้งอย่างไร้จุดหมาย มือใหญ่เอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันเกียจคร้านชัดเจน

“โทษที วันนี้ปิดบริการ” ว่าจบก็โยนหูโทรศัพท์กลับคืนก่อนจะชักสายออก “หึ เป็นธุรกิจที่ยุ่งจริงๆ” เตรียมจะเอนกายนอนต่อก็พอดีกับที่เสียงกริ่งประตูร้านดังขึ้น

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เขาจำได้ว่าติดป้ายบอกเป็นวันหยุดร้านชัดเจน แต่ก็ยังคงมีลูกค้าที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจความต้องการของเขาแวะเวียนมาทักทายจนเขาเลือกที่จะเมินเฉย ทว่าการกดออดคราวนี้ทำให้เขาสิ้นแล้วซึ่งความอดทน คิดว่าคงจะมีเด็กมือซนมากดเล่น เพราะเสียงกดดังถี่เสียเหลือเกิน

“อ่านป้ายไม่ออกรึไง” เสียงนำร่องก่อนจะเปิดประตูออกไปอย่างแรง เบื้องหน้าของเขามีเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น “พวกเด็กมือบอน” เขาบ่นพึมพำเสียงหงุด ระหว่างที่กำลังจะปิดประตูร้านนั้นเองสายตาก็ไปสะดุดกับบางสิ่งที่เรียกความสนใจได้ชะงัดนัก

เขาเดินตรงเข้าไปหาสิ่งนั้นและทิ้งตัวลงนั่งชันเข่าเพื่อที่จะได้พิจารณาได้ชัดเจน

เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่กำลังสลบไสลไม่ได้สติ ใบหน้ายามนี้ของเธอชวนมองจนเขาไม่อาจละสายตายได้ เขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อน เธอคงไม่ใช่คนเมืองนี้สินะ...เขาใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจบางอย่าง 
“ขี้เซาจริงๆ” ร่างบางถูกช้อนกระชับเข้าสู่อ้อมแขนใหญ่ แววตาสีฟ้าทอดมองอย่างนึกขันเพราะขนาดนี้แล้วเธอยังคงนอนหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์ หากจะปล่อยให้เธอนอนตากน้ำค้างต่อไปเขาก็ดูจะไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษเสียเท่าไหร่ อย่างน้อยๆก็ควรจะพาเธอเข้าไปในร้าน ส่วนเรื่องหลังจากนี้...เขาไว้ค่อยคิดทีหลังก็แล้วกัน





          ...สมัยฉันเป็นเด็ก...มีตำนานเล่าว่า...อดีตกาลนานมาแล้วกว่า 2000 ปี โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ใบ อันได้แก่ โลกแห่งความมืดหรือ Demon World ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าปีศาจ กับโลกแห่งแสงสว่างหรือ Human World ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่ามวลมนุษย์ แต่เดิมโลกทั้ง 2 ขนานกันไม่อาจมาบรรจบกันได้เนื่องด้วยข้อตกลงที่มีมาอย่างยาวนาน  

          ...ทว่า 1 ใน 2 ขั้วอำนาจของเหล่าปีศาจ ผู้ซึ่งถูกเรียกขานว่าราชาแห่งความหวาดกลัว...โครนอส ต้องการที่จะรวมโลกทั้ง 2 เข้าด้วยกันและตั้งตนเป็นราชาเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวง 

          ในขณะที่มนุษย์ซึ่งอ่อนแอกว่ากำลังจะพ่ายแพ้ให้แก่ปีศาจนั้นเอง ไททาเนียผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักดาบปีศาจที่แห่งแกร่งที่สุดได้เลือกที่จะปกป้องฝั่งมนุษย์ ด้วยดาบของเธอ...และเพื่อนพ้องเพียงหยิบมือ การต่อสู้อันยาวนานกินเวลาหลายร้อยปี ชัยชนะตกเป็นของโลกแห่งแสงสว่าง

          ไททาเนียและสหายร่วมรบที่ยังคงเหลืออยู่ได้ทำการปิดผนึกประตูเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งแสงสว่างและความมืดเพื่อไม่ให้เหล่าปีศาจขึ้นมายังโลกมนุษย์ได้อีก
 
          จากเหตุการณ์ต่อสู้ในคราวนั้น ทำให้เธอกลายเป็นตำนานและถูกเรียกขานว่านารีเทพสงคราม ทว่าเมื่อทุกอย่างสงบลง...ก็ไม่มีใครพบเห็นเธออีกเลย

          กว่า 2000 ปีล่วงเลยมาหลังจากที่ไททาเนียปิดผนึกโลกปีศาจ ผนึกกำลังเกิดรอยร้าวทำให้ปีศาจบางส่วนเล็ดลอดออกมายังโลกมนุษย์ เหล่าผู้อาศัยแห่งความมืดกำลังรอวันที่ผนึกของไททาเนียจะสูญสลายเพื่อจะกลับมาแก้แค้นโลกแห่งแสงสว่าง...

          ไม่มีไททาเนีย...มีเพียงมนุษย์แสนอ่อนแอ...โลกแห่งแสงสว่างอาจจะกำลังจบสิ้นในไม่ช้า ทั้งที่เป็นแบบนั้น--แต่การคงอยู่ของอีกขั้วอำนาจในโลกแห่งความมืดได้นำมาสู่จุดขัดแย้งครั้งใหญ่

          ราชาปีศาจเลโอนีดัสผู้ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมสงครามครั้งก่อน ตัวเขาได้หว่านเมล็ดพันธุ์ที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ในอนาคตอันใกล้

...และตัวฉันที่กำลังจะทิ้งชีวิตของตนเองอย่างไร้ค่า ก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตเช่นกัน มันคืออะไรน่ะเหรอ? ก็ลองไปค้นหาดูเอาเองเซ่!     


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น