Devil May Cry 4 (V) : LEGACY

ตอนที่ 4 : Mission 3 : Return To The Battle

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    11 ส.ค. 62

Mission 3

-Return To The Battle-

       

        เรือนผมสีดำสั้นสลวยดุจใยไหม ใบหน้าเรียวสวย ดวงตาคู่คมสีนิลกาฬ ผิวขาวเนียน รูปร่างสมส่วน...เรียกได้ว่าเป็นหญิงสาวที่รูปลักษณ์ขัดกับอายุทีเดียว

             “ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เนโร่มองอีกฝ่ายอย่างสงสัย เพราะเท่าที่เขารู้ เฟียร์รีไทน์ตัวเองออกจากการต่อสู้และกำลังรักษาตัวเพื่อชะลอการกัดกินของคำสาป ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าเธอดูซีดเซียวกว่าที่พบกันครั้งล่าสุดเล็กน้อย

             “เพราะไอ้บ้าบางคนหายตัวไป ฉันถึงต้องมาอยู่ตรงนี้” เธอว่าเสียงราบเรียบไพล่ไปถึงชายหนุ่มต้นเรื่อง “มันเกิดอะไรขึ้นเนโร่” ถึงตรงนี้ นัยน์ตาคู่คมกระหวัดมองอีกหนึ่งชายหนุ่มที่ยืนอยู่เล็กน้อย ทว่าก็ไม่ได้สนใจเสียเท่าไหร่

             เนโร่มีท่าทีกระอักกระอ่วน แต่เมื่อเห็นแววตาที่จ้องรอคำตอบของอีกฝ่าย เขาจึงค่อยๆ เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงเรื่องของวี ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ทำให้เฟียร์สนใจเพียงไม่กี่วิแล้วก็เมินเฉยต่อ

             “เรื่องก็มีเท่านี้แหละ”

             หญิงสาวยืนกอดอกเอียงคอไล่มองเนโร่ กริฟฟิน และตามด้วยวี ก่อนจะเอ่ยขึ้น

             “สรุปง่ายๆ ไอ้งี่เง่านั่นแพ้ แล้วนายก็เป็นตัวถ่วงที่หนีรอดมาได้” เธอพยักหน้าน้อยๆ กับคำพูดของตนเอง แต่เนโร่มองค้อนอย่างไม่พอใจ

             “เธอว่าใครตัวถ่วงนะ!

             “แถวนี้มีใครล่ะ”

             การปะทะคารมขนาดย่อมของทั้งคู่ทำให้คนที่ยืนอยู่มองอย่างประเมินสถานการณ์

             [นายไม่คิดจะเข้าห้ามพวกนั้นหน่อยเหรอพวก] กริฟฟอนเปรย แต่วีไม่ตอบอะไร ทว่า...

             “ขอขัดจังหวะแปร๊บหนึ่งนะ เราจะอยู่ตรงนี้กันอีกนานมั้ย” เสียงนิโคนำร่องก่อนที่เจ้าหล่อนจะโผล่หัวออกมาจากหน้าต่างรถ “โว้ว ไม่ยักรู้ว่านายนัดสาวสวยไว้ด้วย” เธอหลิ่วตาให้เนโร่

             เฟียร์มองนิโคชั่วครู่ สีหน้าที่ดูนิ่งเรียบเหมือนจะเข้าใจบางอย่าง

             “คีริเอะสินะ” แน่นอนว่าความขี้ลืมของเธอยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยจำใครได้นานเลยจริงๆ นิโคหลุดหัวเราะออกมาแต่เนโร่กลับดูไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

             “เอาเป็นว่าฉันจะปิดเรื่องนี้กับคีริเอะให้ก็แล้วกัน” นิโคพูดกลั้วหัวเราะ “มีอะไรก็ขึ้นมาคุยกันในรถ เราจะออกเดินทางต่อกันแล้ว” หญิงสาวพยักเพยิดหน้าให้ทุกคน เนโร่เดินกลับขึ้นไปก่อนคนแรก ตามด้วยวีที่เบือนหน้ามามองเฟียร์เล็กน้อย “ขึ้นมาได้เลยพี่สาว”

 

             15 June 06.26 AM

             ภายในรถที่จอดนิ่งสนิทราวกับกำลังรอการตัดสินใจบางอย่าง เฟียร์นั่งขึ้นไกปืนในมือหลายครั้งและแอบเล็งไปยังเจ้านกตัวใหญ่ แต่เมื่อวีเหลือบสายตามามองเธอก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

             “ฉันว่าเราควรจะแยกกันเป็น 2 กลุ่มนะ”

             “กระจายพื้นที่งั้นสิ--เห็นด้วย” เนโร่หมุนตัวออกจากที่นั่งด้านข้างคนขับ

             “ดูนี่สิ โคตรเฟี้ยวเลย” นิโคเดินออกมาจากห้องทำงานของต้นพร้อมชูบางสิ่งในมือ มันคือแขนกลสีแดงผลงานชิ้นใหม่ของเธอ เนโร่ยื่นมือจะไปหยิบแต่เธอกลับชักมันกลับ “อ๊ะอ๊ะ จ่ายก่อน”

             “วัตถุดิบทั้งหมดฉันก็เป็นคนหามาให้ยังจะมาคิดตังค์กันอีกรึไง” เนโร่ว่าอย่างไม่สบอารมณ์ แต่นิโคดูจะไม่สนใจเสียเท่าไหร่

             “สิ่งประดิษฐ์ของฉันโคตรเจ๋งคุ้มค่าทุกสตางค์แน่นอน”

             “เฮ้อ ก็งานของเธอมันเกรดต่ำจะตายเธอเองก็รู้นี่”

             “หรือจะปล่อยให้นายถูกปีศาจกระทืบเล่นดีล่ะ”

             “ช่างมันเหอะ” เนโร่ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกลับเจ้าหล่อน เขาหันหลังเดินไปทางอื่น

             “หึ ดูยังไงนี่มันก็พรสวรรค์ชัดๆ” นิโครพิจารณาแขนกลในมืออย่างรักใคร “มันคือศิลปะ!

             [หึ ฮะฮะฮะ ทำเป็นเล่นไป งั้นเจ๊ก็เป็นศิลปินเหรอเนี่ย..หา?] กริฟฟอนหัวเราะกับท่าทีของหญิงสาว

             “ก็ใช่ไง” นิโคหันมาแหวใส่ทำเอาเจ้านกตกใจเกือบร่วงจากที่เกาะ “มีปัญหาอะไรมั้ย ไอ้ลูกเจี๊ยบ” เจ้าหล่อนหันไปทางวีแล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ก่อนจะพูดขึ้น “ยายของฉันน่ะมีฉายาว่าจุดสี่ห้าคาร์ลิเบอร์เวอร์ทูโซ่ ช่างทำปืนในตำนาน” ว่าพลางหันไปมองปืนที่ประดับอยู่ข้างฝาซึ่งมีชื่อของ เนล โกล์ดสตีน ประดับปรากฏอยู่บนป้ายชื่อผู้สร้าง “สักวันฉันต้องเป็นแบบยายให้ได้ ทั้งศิลปิน และช่างทำอาวุธด้วย ทุกอย่างที่ฉันสร้างคือศิลปะ!” อีกครั้งที่เธอมองแขนกลอย่างหลงใหล “ไม่ว่าจะเป็นปืน...หรือว่า” ถึงตรงนี้เธอจ้องมองกริฟฟอนด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “หม้อตุ๋นไว้ต้มนกกิน” จบคำพูด เธอก็ทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาข้างๆ เฟียร์ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมา “สงสัยอะไรอีกมั้ย ไอ้ลูกเจี๊ยบ”

             [ไม่สงสัยละเดี๋ยวโดนตุ๋น]

             วีมองนิโคที่กำลังจุดบุหรี่แล้วลุกขึ้นยืนโบกมือไล่ควันบุหรี่

             “ฉันต้องขอตัวก่อนล่ะ” ว่าพลางเดินตรงไปยังประตูรถขณะที่เนโร่ก็พึ่งเดินออกมาจากห้องหลังรถพอดี “ถ้าเราไม่เจอกันระหว่างทาง ก็เจอกันที่รากของไคลฟอธละกัน” ว่าจบ วีก็เดินออกจากรถไป

             “ได้เลย” เนโร่รับคำแล้วหันมาทางหญิงสาวที่นั่งอยู่ “ส่วนเธอก็รออยู่ที่นี่ก็แล้วกันนะเฟียร์” ผู้ถูกเอ่ยทักช้อนหางตามองอีกฝ่าย

             “นายสั่งฉันเหรอ”

             “ฉันไม่ได้สั่ง เธอไม่จำเป็นจะต้องตามพวกเรามาก็ได้ เรื่องดันเต้พวกเราจะจัดการเอง”

             “แล้วใครว่าฉันจะตามพวกนายล่ะ” เฟียร์ลุกขึ้นเดินเข้าไปประจันหน้ากับเนโร่ “ขี้เกียจจะดูแล...ตัวถ่วง” เธอเน้นย้ำที่คำท้ายทำเอาเนโร่เส้นปุดขึ้นที่ขมับของคนอ่อนวัยกว่า

             “เธอ!” เขาอยากจะสบทคำใส่แต่ก็ต้องกลืนมันลงลำคอ เพราะอีกฝ่ายทำหน้าตายไม่สะทกสะท้านราวกับกำลังรอให้เขาอารมณ์ขึ้น เขาต้องไม่ไปตามเกมส์ของเธอ แว่บหนึ่งเขารู้สึกได้ว่าเธอมีสีหน้าพึงพอใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยแทบจะในทันที

             “ฉันละชอบพี่สาวคนนี้จัง” นิโคพูดขึ้นลอยๆ ทำเอาเนโร่ตวัดสายตาไม่พอใจใส่

             เมื่อเห็นว่าเนโร่ไม่พูดอะไรต่อ เฟียร์จึงขยับตัวไปยังประตูรถ ใจจริงเนโร่อยากจะห้ามเธอด้วยความที่รู้เกี่ยวกับร่างกายของหญิงสาว ทว่าคงไม่มีใครในทีนี้จัดการเธอได้นอกจากเพื่อนหนุ่มคนสนิทที่มักจะเป็นลูกคู่และรู้วิธีไหลไปตามน้ำให้เข้ากับสถานการณ์

             “หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ พ่อหนุ่มแขนกลคนพิการ” เฟียร์ยักคิ้วกวนๆ แล้วรีบอันตธารหายไปจากตรงนั้นทันทีก่อนที่เนโร่จะทันได้ตอบโต้

             ชายหนุ่มอ่อนวัยถอนหายใจยาวก่อนจะหันมาทางอีกหนึ่งหญิงสาวซึ่งนั่งสูบบุหรี่อยู่

             “แล้วเธอจะทำอะไรต่อ”

             “ก็อาจจะไปปัดหยากไย่ขำๆ คิดออกละจะบอก” ถึงตรงนี้ เธอนิ่งเงียบชั่วครู่เพื่อรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย “แล้วจะถามอะไรอีกมั้ย จะถามก็รีบถาม อย่าให้ฉันต้องอ่านใจ” เธอหรี่ตามองอีกฝ่ายพลางยกมือขึ้นมา “อื้อ...ตามนั้น”

             “เฮ้อ” เขาถอนหายใจยาวอย่างนึกปลงอนิจจา ไม่ว่าใครก็ไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย...

             เนโร่ผละออกจากรถและเดินไปตามทางที่ทอดยาวเบื้องหน้า เพียงชั่วครู่เขาก็หันกลับมามองเบื้องหลัง

             “เอาล่ะ ไปได้แล้ว!” ตะโกนบอกหญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ตรงที่คนขับ นัยน์ตาเจ้าหล่อนปรือลงพลางโบกมือให้เขาอย่างเกียจคร้าน ชายหนุ่มรู้สึกเอือมระอาพร้อมกับสบทออกมา “โคตรทีมเวิร์คเลย”

 

 

             ซ้าย...ผ่านมายังหว่า ขวา...ไม่แน่ใจ...ดวงตาสีดำคู่สวยกวาดมองรอบๆ คิ้วเรียวมุ่นลงเล็กน้อย เธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการตัดสินใจ เนื่องจากจำไม่ได้ว่าตนเองเดินมาจากทางไหน เพราะเธอคิดว่าซากปรักหักพังก็หน้าตาเหมือนกันหมด ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้คิดอะไรต่อ เหล่าปีศาจก็ปรากฏตัวขึ้นเรียกความสนใจของเธอทันที

             “ถ้าถามพวกนี้จะรู้มั้ยนะ” เธอพึมพำขณะที่สายตาจับจ้องปีศาจที่ค่อยๆ โผล่ออกมาทีละตัว ปืนคู่ถูกชักออกมาควงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ “ไว้ค่อยคิดต่อจากนี้ละกัน”

 

 

             ท่ามกลางอุโมงค์สี่เหลี่ยมแคบๆ พร้อมกับการมาถึงของหนึ่งบุรุษที่กำลังก้าวย่างอย่างไม่ยี่หระ เสียงกระพือปีกจากร่างที่โผทะยานเข้ามาใกล้ดูจะไม่ทำให้เขาสนใจเสียเท่าไหร่

             15 June 06.35 AM

             [นี่วี เจ้าคิดว่าไอ้หนูจะฆ่ายูริเซ็นได้จริงเหรอ] กริฟฟอนเปิดประเด็นทันทีขณะที่บินอยู่ข้างๆ เขา

             “คนเดียวที่หวังได้” วีตอบสั้นๆ ขณะนั้นเอง ทางที่เขาพึ่งผ่านมาก็ถล่มลงจนปิด ไม่อาจถอยหลังกลับไปได้อีกแล้ว... “แต่ว่าตอนนี้ เรามีงานสำคัญที่ต้องไปจัดการซะก่อน เรามีธุระต้องทำก่อนไปหายูริเซ็น” ว่าจบ วีก็กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ก่อนที่จะปรากฏกลุ่มหมอกสีดำที่พื้นหอบพาร่างของเขาไปพุ่งทะยานไปด้วยความรวดเร็ว

             จนกระทั่งเมื่อมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง ทั้งวีและกริฟฟอนก็ต้องชะงักกับภาพตรงหน้า เมื่อบรรดาปีศาจหลายสิบร่างกำลังพุ่งเข้าจู่โจมคนที่ไม่อยากจะพบเอาเสียเลย การมาของเขาถูกเหล่าปีศาจส่วนหนึ่งรับรู้ได้ ปีศาจที่ใกล้ที่สุดจึงทยอยกรูกันเข้าไปหาชายหนุ่ม เขาจึงเรียกเสือดำนามชาโดว์ออกมา มันขู่คำรามแทบจะในทันทีที่ถูกเรียก

             [โอ้ว อัจฉริยะกล่าวว่า จงเตรียมพร้อม ใครนะ? เชอร์ลีย์ใช่มั้ย วี! ข้าหมายถึงตอนนี้เจ้าอ่อนแอมาก ตอนนี้เจ้าตายได้ง่ายๆเลยนะ] คำกล่าวของกริฟฟอนทำให้วีหัวเราะในลำคอก่อนจะหยิบหนังสือออกมา [ข้าจะบอกว่าโอเคนะถ้าจะหนี การหนีมันก็ไม่แย่ ถ้าเจ้าไม่ไหว]

             “ผู้เปี่ยมด้วยความอยากแลใช้เพียงลมปากคือกาฝากแห่งโรคร้าย” ว่าจบ เขาก็ปิดหนังสือลง “มันเขียวเอาไว้อย่างงี้”

             [โอเคเชกสเปียร์ จำที่พูดเอาไว้ล่ะ] กริฟฟอนบินมาเกาะยังแขนซ้ายที่ถูกยื่นออกมาด้านข้าง [เราจะต้องรอด เพราะงั้นรีบจัดการมันให้ไว เพราะข้าก็ไม่ถนัดเรื่องนี้ ข้าจะคอยระวังหลัง เพราะความตายมันเจ็บปวด]

             กริฟฟอนและชาโดว์เข้าจู่โจมเหล่าปีศาจรูปร่างของมดที่กำลังปรากฏตัวขึ้นเรื่อยๆ สายตาของวีจับจ้องไปยังหญิงสาวซึ่งกำลังโรมรันด้วยปืนห่างออกไป เหมือนเจ้าหล่อนจะยังไม่รับรู้การมาของพวกเขา...

             “น่าเบื่อ...” เฟียร์หยุดยืนแล้วเก็บปืนลงซองหลังเอว จากนั้นบางสิ่งจึงถูกหยิบออกมาจากผ้าคลุม มันคือด้ามดาบสีขาวไร้ใบดาบ ตรงหัวประดับด้วยเพทายสีน้ำเงินเข้มสวยงาม “ยินดีที่ได้ร่วมงานกันอีกครั้งนะ โคริฮิเมะ”

สิ้นคำพูด ตัวด้ามดาบก็ถูกต่อเติมด้วยน้ำแข็งสีขาวใสบริสุทธิ์ ตามด้วยคมเคียวที่มีกระแสไฟฟ้าแล่นพล่าน

[วี ไอ้นั่นมันท่าจะอันตรายสุดๆ!] กริฟฟอนโพล่งร้องออกมา แววตาลุกวาว

“ท่าจะแย่แฮะ” วีสลายชาโดว์และชูมือขึ้น กริฟฟอนรีบบินโฉบมาคว้าแขนของเขาพาขึ้นสู่ท้องฟ้า

แล้วก็เป็นดังที่เขาคาดไว้ เพียงชั่วพริบตา...หญิงสาวตวัดเคียวใหญ่หนึ่งครึ่ง ตัดผ่าร่างของปีศาจหายไปเกือบครึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น หญิงสาวหมุนควงเคียวอย่างคึกคะนอง ก่อเกิดคมอากาศตัดทำลายทุกสิ่งรอบกายแม้แต่ซากตึกใกล้ๆ ทำเอาสิ่งก่อสร้างพังครืนลงมาราวกับโดนแผ่นดินไหว

[หญิงสาวมหาประลัยชัดๆ]

ชายหนุ่มดูจะเห็นด้วยแบบสุดๆ กับคำกล่าวของกริฟฟอน ถ้าพวกเขาบินช้ากว่านี้คงได้กลายเป็นเศษธุลีกองรวมกับเหล่าปีศาจเป็นแน่

เฟียร์ดูจะพอใจกับผลงานของตนไม่น้อย เธอสลายคมแล้วเก็บโคริฮิเมะเข้าเสื้อคลุม ดวงหน้ามนช้อนมองวีที่ยังคงบินอยู่ด้วยแววตาท้าทาย

[เจ้าหล่อนรู้ว่าพวกเราอยู่ตรงนี้ก็ยังจะกล้าโจมตีแบบนั้นอีก ผู้หญิงคนนี้เป็นมนุษย์แน่เหรอเนี่ย]

กริฟฟอนค่อยๆ พาวีลงมาหยุดอยู่ที่พื้นประจันหน้ากับเฟียร์ หญิงสาวจ้องมองเขาไม่วางตา

“เธอไม่ได้ไปกับเนโร่เหรอ”

“ทำไมฉันต้องไปกับหมอนั่นด้วย”

“เธอควรจะกลับไปรอที่รถ”

“นายก็สั่งฉันอีกคนเหรอ” สีหน้าของเจ้าหล่อนเริ่มไม่สบอารมณ์ “ทำไมใครๆ ชอบคาดหวังให้ฉันทำแบบที่พวกเขาต้องการจัง”

“เธอไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก” คำปรามาสของวีทำเอาสีหน้าของหญิงสาวกระตุก เธอเดินเขยิบเข้าไปจนเกือบประชิดตัวของเขา

[เฮ้ๆ ถอยห่างออกไปจะดีกว่านะพี่สาว ฉันขอเตือน]

“นกย่าง...กับนกแช่แข็ง ชอบแบบไหน”

[แบบไหนก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละ! พวกผู้หญิงเป็นแบบนี้กันหมดเลยรึไงเนี่ย] กริฟฟอนถอยห่างออกมาเพราะนึกขยาดกับสายตาของเธอ

“ฉันหมายถึง...ด้วยร่างกายของเธอ” วีว่าเสียงแผ่ว มันแฝงไปด้วยอะไรบางอย่าง

“นายรู้อะไรเกี่ยวกับร่างกายของฉันงั้นเหรอ ขนาดฉันเองยังไม่รู้เลย สยองชะมัด” เฟียร์ทำสีหน้าเหม็นเบื่อ รู้สึกหมั่นไส้คำพูดและใบหน้าของเขาอย่างบอกไม่ถูก “ดูตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย แค่ฉันผลักเบาๆ นายก็ล้มแล้วมั้ง”

[เธอพูดถูก หมอนี่บอบบางกว่าเธอเยอะ]

“ขอบใจกริฟฟอน” วีตวัดหางตามองเจ้านกที่ดูสนับสนุนได้อย่างน่าจับไปย่างเสียเหลือเกิน “ถ้า...เธอต้องการ...”

“ไม่จำเป็น” สวนทันควันโดยไม่รอให้เขาพูดจนจบประโยค “ต่างคนต่างไปมันสะดวกกว่า”

“ถ้าอย่างนั้น...ก็โชคดีแล้วกัน”

ว่าจบ วีก็หันหลังออกเดิน แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดชะงักเพราะบางสิ่งดึงรั้งไม้เท้าของเขาไว้จึงต้องหันกลับไปเผชิญหน้า

“อะไร”

“ฉัน...” เฟียร์พยายามต่อสู้อย่างหนักในใจ เธอยอมจำนนแล้วเอ่ยขึ้น “ต้องไปทางไหน”

[ฮ่าฮ่าฮ่า นี่หลงทางอย่างนั้นเหรอพี่สาว] กริฟฟอนหัวเราะลั่น ทว่าเสียงขึ้นลำปืนทำให้มันรีบหุบปากทันที

วีอยากจะบอกให้เฟียร์กลับไปที่รถ เธอไม่มีทางยอมทำตามแน่นอนและคงจะได้หลงทางเหมือนเช่นตอนนี้ หญิงสาวมองเขาด้วยแววตากึ่งอ้อนวอนช่างน่าขบขันเสียเหลือเกิน

             [จะหวานซึ้งกันอีกนานมั้ยพ่อพระเอก เรามีเวลากันไม่มากหรอกนะ คิดว่าจะมีโอกาสกี่ครั้งในชีวิตที่นายจะได้เดทอันแสนโรแมนติกแบบนี้]

             เปรี้ยง!

             กระสุนหนึ่งนัดเฉี่ยวผ่านปลายเท้าของกริฟฟอนที่บินอยู่ ทำเอามันต้องรีบบินให้สูงกว่าเดิม

             “ฉันไม่ได้จะร่วมทางกับนาย ก็แค่...เราไปทางเดียวกันแค่นั้น” เฟียร์ปล่อยมือจากไม้เท้าของเขาพร้อมกับรีบพูดแก้ตัว วีไหวไหล่เล็กๆ อย่างไม่ใส่ใจอดไม่ได้ที่จะลอบยิ้มกับคนปากไม่ตรงกับใจ

             เฟียร์ปล่อยให้วีเดินนำออกไปก่อนเพื่อจะเว้นระยะ จากนั้นเธอจึงเดินตามหลังเขาโดยมีกริฟฟอนระวังหลังให้            

 

            


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #11 ZenesziaZilvalia (@ZenesziaZilvalia) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 06:31
    เจ้าหญิงมาดร้ายกับเจ้าชายเย็นชา ถถถถถ
    #11
    0
  2. #10 Lokeerider (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 18:44

    รอมาเป็นเดือน นึกว่าจะเทแล้ว 555

    #10
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #10-2 CrossBlood_XIII (@Devil_May_Cry) (จากตอนที่ 4)
      11 สิงหาคม 2562 / 21:06
      ช่วงนี้งานยุ่งนิดหน่อย + กับทำอะไรหลายๆอย่าง และก็มีโปรเจคเล็กๆ น่ารักๆ อย่างบทพากย์ในฟิกกับน้อง เป็นบทที่ยังไม่มีในฟิก แค่ทำไว้หนุกๆ เดี๋ยวเอามาให้ฟังกันนะฮะ (แต่เป็นคลิปเสียงเฉยๆ เน้อ) พึ่งจะอัดบทดันเต้+เฟียร์ กวนๆเสร็จ
      #10-2