Devil May Cry 4 (V) : LEGACY

ตอนที่ 2 : Mission 1 : Nero (ภาพประกอบ 2 ภาพ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    28 มิ.ย. 62

Mission 1

-Nero-

 

        15 June 04:24 AM 1 เดือนต่อมา

เนโร่รีบไปซะ นายมันก็แค่ตัวถ่วง!

             ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความฝัน เขาหอบหายใจถี่ระรัวเหงื่อไหลซึมชื้นก่อนจะรู้สึกตัวว่าตนเองนอนหลับบนรถตู้ดัดแปลงเป็นร้านเคลื่อนที่

             “ฝันร้ายรึไง” นิโคพูดกลั้วหัวเราะพลางยักคิ้วหลิ่วตาให้คนข้างกาย เขาทำหูทวนลมไม่สนใจเธอ

             [เรดเฟรดและเมืองใกล้เคียงถูกปิดตาย เนื่องจากมีต้นไม้ปริศนา มันโผล่ขึ้นมากลางเมืองและฆ่าผู้คนเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ก็มีข่าวดีจากเหตุการณ์นี้ รัฐบาลเริ่มมีการ...]

             เนโร่ที่นั่งเหยียดตัวอยู่เปลี่ยนช่องวิทยุอย่างรำคาญใจ

             [มันคือปีศาจ ผมเห็นมากับตาเลย! เรดเกรฟมันจบแล้ว!]

             อีกครั้งที่เขากดเปลี่ยนคลื่น

             [เราต้องร่วมกันสวดมนตร์ขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า...]

             และเค้าก็ตัดบทด้วยการปิดมันลง

             “มีแต่ข่าวเหมือนเดิมทุกวัน” เขาก็ลุกขึ้นหันไปทางนิโคซึ่งขับรถอยู่ “ไหน...บอกฉันสิ” จบคำถามก็เดินตรงเข้าไปหาเครื่องเล่นเพลง

             “ให้บอกอะไร” นิโคถามกลับ

             “รู้สึกยังไงที่ต้องไปช่วยคนที่ฆ่าพ่อตัวเอง” ชายหนุ่มกดเล่นเพลงบรรเลงเบาๆ

             “ดีใจนะที่คุยเรื่องส่วนตัว” หญิงสาวว่าน้ำเสียงสบายๆ “เขาทิ้งแม่กับฉันไว้และปล่อยให้ตาย ฉันไม่รู้สึกอะไร” ว่าพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้

             “เอาน่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้รางวัลคุณพ่อดีเด่นแน่นอน” เนโร่เดินกลับมายังที่นั่งด้านข้างเธอเหมือนเดิม นิโคพ่นควันบุหรี่ก่อนจะพูดขึ้น

             “งานวิจัยของเขาเกือบครึ่ง มันก็มีประโยชน์ ต้องขอบคุณเขาเหมือนกัน”

             “ทำไมต้องสูบในรถด้วยนะ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นปัดไล่ควันบุหรี่ก่อนจะเอี้ยวตัวออกไปทางนอกรถ “กลิ่นเหมือนศพเน่าเลย”

             “นั่นกลิ่นตัวนายแล้ว”

             และแล้วสายตาของชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นเหล่าปีศาจรูปร่างคล้ายกับมดซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เนโร่เคลื่อนตัวกลับเข้ามาในขณะที่แผ่นเพลงถูกเปลี่ยนอัตโนมัติ และเสียงดนตรีร็อคก็ดังขึ้น

             “เฮ้! นิโค”

             “ระวังหัวนาย ฉันเห็นแล้ว!” นิโคเหยียบคันเร่งพร้อมกับบังคับให้รถส่ายไปมาเพื่อชนพวกปีศาจ บนถนนหนทางที่มีไหไหม้เป็นหย่อมกับซากรถยนตร์เรียงราย

             “จำเป็นมั้ยเนี่ยว่าต้องชนทุกอย่างบนถนน” เนโร่ถาม นิโคหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ชายหนุ่มโผล่ออกไปนอกหน้าต่างเกือบครึ่งตัวพร้อมกับชักปืนออกมา “มันทำลายจังหวะของฉัน” เขาลั่นไกยิงปีศาจ ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มถูกใจ

จู่ๆ ปีศาจตนหนึ่งเกาะกระจกด้านข้างของนิโค เจ้าหล่อนดึงบุหรี่ออกจากปากและจี้หน้าผากมันโดยไม่หันไปมองทำให้ปีศาจร่วงลงและโดนล้อรถด้านหลังทับจนร่างแหลกสลาย นิโคอมยิ้มก่อนจะพุ่งชนปีศาจ 2 ตัวตรงหน้าจนมันติดเข้ากับที่ปัดน้ำฝน

ทว่าเบื้องพวกเขาก็ต้องพบกับความลำบาก เมื่อมีรถยนต์ 2 คัน กำลังลุกไหม้ขวางทาง พร้อมพรั่งด้วยเหล่าปีศาจที่กำลังรอจะขย้ำพวกเขา เนโร่ฉีกยิ้มหันไปมองนิโคซึ่งยิ้มรับอย่างเข้าใจ เธอหักพวงมาลัยหมุนซ้ายเต็มสตรีมทำให้รถวิ่งเอียงข้าง ฉับพลันเนโร่ก็ทะยานออกไปนอกตัวรถพร้อมกับใช้มือซ้ายชักบลูโรสออกมายิงใส่บรรดาแขกไม่ได้รับเชิญ ภายใต้เสื้อคลุมที่ปลิวไสว แขนขวาของเขานั้นหายไปจากเหตุการณ์คราวก่อน ทว่ากลับมีอุปกรณ์แปลกๆ ติดไว้

             ภายในรถตู้ที่วิ่งด้วยสองล้อข้างซ้ายนั้น ข้าวของกระจัดกระจาย แต่นิโคไม่สนใจมันแม้แต่น้อย เธอห่วงเพียงบุหรี่ที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศซึ่งเธอสามารถคว้ามันไว้ด้วยปากได้ทัน ทันใดนั้น! รถยนตร์ที่ขวางทางอยู่ก็ระเบิดกลางอากาศพร้อมกับที่รถตู้ Devil May Cry กลับมาตั้งหลักเหมือนเดิมซึ่งเนโร่ก็สามารถพุ่งตัวเข้าไปทางหน้าต่างฝั่งตรงข้ามคนขับได้สำเร็จเรียบร้อย เขาหันไปมองนิโคที่ปากยังคาบบุหรี่ไร้การจุดก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบไฟแช็กและจุดมันให้กับเธอ ถึงแบบนั้นเขาก็ยังไม่ชอบควันของมันอยู่ดีจนต้องเบี่ยงตัวออกนอกหน้าต่างอีกครั้ง

 

            

             15 June 05:02 AM

             “รักษาแนวไว้!

     เสียงก้องขับคลอกับเสียงรัวปืนของทหารขณะที่พวกเขากำลังเข้าโรมรันกับเหล่าปีศาจ แม้จะมีอาวุธครบมือก็ไม่อาจต้านทานพวกมันได้ หลายร่างล้มลงร่างแล้วร่างเล่าจนเหลือเพียงแค่ทหารหนุ่มคนสุดท้ายที่ล้มลงกับพื้น

     “อะไรกันเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้น” ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เมื่อเจ้าปีศาจรูปร่างคล้ายมดพุ่งเข้ามาหาเขา ชายหนุ่มยกมือขึ้นมากันอัตโนมัติแม้จะรู้ดีว่าไม่อาจต้านทานได้ ทันใดนั้นเอง บางสิ่งก็ทะยานเข้าชนเจ้าปีศาจจนเละไม่เหลือซาก!

     รถตู้คันใหญ่ดริฟจอดเบื้องหลังเขาพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มผู้ไร้แขนขวาซี่งก้าวลงมาอย่างไม่ยี่หระ

     “ต้องการคนกอดใช่มั้ย แต่ไม่ใช่ฉันแน่” ว่าอย่างกวนๆ พลางชี้ไปทางเขาแล้วเดินเลยผ่านไปอย่างไม่สนใจ “กลับบ้านไปได้แล้ว”

     “นายเป็นใคร! นายกำลังจะฆ่าตัวตายนะ!” นายทหารหนุ่มร้องบอก

     “อย่าห้ามเขาเลย เขาชอบฆ่าพวกมันเป็นของเล่น” นิโคเดินมาหยุดยืนข้างๆ ทหารหนุ่ม “ปล่อยให้เขาทำเถอะ”

     “ได้ยินที่ฉันพูดมั้ยเจ้าแขนเดียว! นายจะพาตัวเองไปตายนะ!” เขาดูจะหัวเสียและเป็นกังวลอย่างมาก นิโคทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ เขา เนโร่หันกลับมามองพร้อมด้วยคำพูดและสีหน้าสบายๆ ราวกับเป็นการใช้ชีวิตปกติ

     “ใจเย็นสิพี่ชาย” สิ้นคำ เขาก็สะบัดแขนขวาตัวเองอย่างแรง จากตอนแรกที่มีครึ่งเดียวกลับมีมือเหล็กกล้างอกออกมา เขามองมันอย่างพอใจขณะที่กำหมัดขยับยุกยิก “จำไว้ให้ดีล่ะ” ไม่ว่าเปล่า ชายหนุ่มก็หันไปต่อยปีศาจที่เข้ามาใกล้จนมันกระเด็นไถลไปชนกับซากรถยนตร์ จากนั้นก็กระโจนใส่ปีศาจอีกตัวซึ่งพุ่งเข้ามาหาและจับมันลงกดกับพื้น เกิดกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านช็อตเจ้าปีศาจจนร่างแน่นิ่ง เขาสะบัดมือราวกับว่ามันร้อนเหมือนถูกไฟลวก “เอาล่ะ ได้เวลาเตะตูดพวกมันแล้ว”

     การโรมรันเกิดขึ้นบนสะพานซึ่งเป็นทางที่พวกเขาต้องข้ามผ่าน มีไฟไหม้เป็นหย่อมและซากของยานพาหนะระเกะระกะ เหล่าปีศาจยังคงพุ่งเข้าเนโร่อย่างต่อเนื่อง ถึงอย่างนั้นเขาก็สามารถรับมือได้อย่างสบายๆ เขาใช้ปืนบลูโรสยิงใส่พวกมันสลับกับใช้เรดควีนเข้าฟาดฟัน ถึงอย่างนั้นแขนจักรกลของเขาก็ทำได้ดีเกินคาด เมื่อมันทะยานออกไปพร้อมกับลวดสลิงเส้นหนาเจาะร่างของปีศาจ 2 ตน เขาจับพวกมันเหวี่ยงไปรอบๆ กระแทกกับบรรดาปีศาจที่อยู่ใกล้ ก่อนจะดึงตัวที่ถูกจับเข้ามาหาและฆ่าทิ้งไป 1 ตัว ส่วนตัวที่เหลือเขาก็ขึ้นไปขี่บนหลังของมันและควบให้ออกวิ่งตรงเข้าหาพวกเดียวกันเอง เขาดูจะสนุกไม่น้อยที่ควบคุมเจ้าปีศาจให้โจมตีพวกเดียวกันเองก่อนจะเตะส่งมันออกไป

     ทหารหนุ่มมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด นิโคถูกใจกับอากัปกิริยาของเขาก่อนจะมานั่งข้างๆ อีกครั้ง

     “เขามันสุดยอดเรื่องจัดการปีศาจ” เธอชี้ไปทางเนโร่ “ฉันถึงสร้างแขนกลให้กับเธอ เพื่อให้เขาอัดพวกมัน” อธิบายผลงานของตนด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ ทว่าก็ต้องหน้าเสียไม่พอใจเมื่อเห็นแขนกลของชายหนุ่มมีสภาพยับเยิบ “เฮ้ไอ้เจ้าบ้า! ใช้ของระวังหน่อยสิ!

     “หยุดบ่นแล้วไปหาที่หลบซะ” เนโร่ไม่คิดจะสนใจเสียงกร่นว่าของอีกฝ่าย เขาสะบัดแขนเก่าทิ้งก่อนจะสร้างแขนใหม่ขึ้นมาแทนและเปิดฉากการต่อสู้อีกครั้ง

     ด้วยตัวคนเดียว...เนโร่สามารถจัดการปีศาจทั้งหมดลงอย่างรวดเร็ว เขาก้าวเดินไปตามทางจนสุดสะพานที่ขาดก่อนจะกระโดดลงไปยังเศษซากเบื้องล่างซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของตัวสะพาน จนเขาต้องชะงักเล็กกับสิ่งที่ปรากฏออกมาตรงหน้า นั่นก็คือส่วนรากที่พุ่งทะลุขึ้นมาจากพื้นปูนของต้นไม้นามไคลฟอธ

     “พืชอย่างแกมันไม่มีประโยชน์”

     ว่ายังไม่ทันจบ กิ่งก้านของมันก็พุ่งเข้าหมายจะเจาะทะลุร่างของชายหนุ่ม ทว่าเขาก็กระโดดหลบก่อนจะปักเรดควีนลงและหมุนคันเร่งก่อเกิดเปลวเพลิง มันสะบัดขัดขืนอย่างแรงจนเขาดีดตัวถอยห่างออกมา

     “ฉันเข้าใจแล้ว” เนโร่ปักดาบลงกับพื้นแล้วพูดขึ้น “มีใครนำมาชเมลโล่มาบ้างเพราะฉันจะเผามัน” เนโร่บิดคันเร่งของดาบแล้วพุ่งเข้าหาส่วนรากของไคลฟอธ มันฟาดกิ่งก้านโจมตีแต่เขาก็หลบมันได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเจ้ารากของต้นไม้ปีศาจไม่สามารถทำการเคลื่อนตัวได้ ทำได้เพียงตวัดกิ่งก้านด้วยรูปแบบเดิมๆ ทว่าจุดอ่อนของมันคือส่วนเนื้อเยื่อสีแดงใหญ่เนชัดตรงหน้า ชายหนุ่มมุ่งเน้นจัดการมันเพราะเขารู้ดีว่านั่นคือส่วนที่เปราะบางที่สุด

     เนโร่ใช้เวลาเพียงไม่นาน รากของไคลฟอธก็แห้งเหี่ยวสลายกลายเป็นผุยผง มันช่างง่ายดายสำหรับเขาเสียเหลือเกิน การหายไปของรากต้นไม้ปีศาจทำให้ทางถูกเปิดออกพร้อมกับที่นิโคขับรถตู้มาหยุดข้างๆ เขา

     “เฮ้พ่อพระเอก แค่นั้นมันยังไม่พอหรอกนะ”

     “หมายความว่ายังไง”

     “ทหารบอกว่าทั้งเมืองถูกยึดจากพวกมันหมดแล้ว ไม่ใช่แค่ที่นี่ แต่เป็นทุกที่เลย”

     ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ขณะที่มองซากปรักหักพังเบื้องหน้า เขาจับที่แขนขวาของตนเองพร้อมกับเอ่ยขึ้นเบาๆ

     “ฝีมือของยามาโตะ”

     “ขึ้นมาได้แล้ว” นิโคพยักเพยิดหน้าไปทางที่นั่งด้านข้างคนขับ

     แล้วรถตู้เคลื่อนที่ของ Devil May Cry สาขา 2 ก็แล่นทะยานไปตามทางทอดยาวเบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดของยามราตรีอันแสนหมองหม่นและชวนหดหู่ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็พบแต่เพียงความเสียหายจากการปรากฏของต้นไม้ปริศนา

     และมันก็เติบโตทั้งกลางวันและกลางคืน จนมันสว่างเหมือนลูกแอปเปิ้ล

             ต้นไม้ประหลาดที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความสงสัยของบรรดาผู้คนที่ได้เห็น ในวันที่ 16 May 08:06 PM. เนโร่ยังคงไม่ลืมเหตุการณ์ในวันนั้น ที่ซึ่งดันเต้เพลี่ยงพล้ำ และเขาถูกสั่งให้หนีไปเพราะเป็นตัวถ่วง...มีเพียงเขากับอีกหนึ่งชายหนุ่มที่หนีรอดออกมาได้ ราชาปีศาจยูริเซ็น นั่นคือชื่อของปีศาจที่เอาแขนของเขาไป

             “วีรอเราอยู่ข้างหน้า อย่าพาเราไปตายก่อนถึงละ” เขาบอกกับเพื่อนสาวที่ยิ้มบางมุมปาก

             15 June 05:32 AM

             รถตู้แล่นมาถึงทางที่ถูกปิดด้วยเชือกกั้นสีเหลือง นิโคดูจะเสียเล็กน้อยที่ไม่สามารถขับรถต่อไปได้

             “เอาล่ะ รถมาได้แค่นี้แหละ”

             “งั้นเหรอ เดี๋ยวฉันเดินต่อก็ได้” เนโร่ถอนหายใจและกำลังจะเปิดประตู แต่ก็ต้องถูกนิโคเรียกหยุดไว้

             “โย่วๆ เดี๋ยวก่อนนะ” เธอว่าพลางผละออกจากที่นั่งคนขับและเดินไปส่วนท้ายของรถ เนโร่มองเธออย่างสงสัยขณะที่เดินตามไป

             “อะไรอีก”

             นิโคหยิบจดหมายฉบับหนึ่งบนโต๊ะ และยื่นส่งให้เขา

             “แล้วนี่คือ?”

             “จากมอริสัน เขาคงอยากให้นายอ่านมัน”

             ชายหนุ่มรับจดหมายนั้นมาพิจารณาก่อนจะเปิดมันออกอ่าน

             ...มันก็ 30 กว่าปีมาแล้วที่ฉันเขียนอะไรคล้ายๆแบบนี้ โชคร้ายที่ฉันไม่มีเครื่องพิมพ์ดีดหรือะไรแบบนั้นนายเลยต้องมาอ่านลายมือห่วยๆ แบบนี้ ฉันได้ยินว่านายกำลังกลับไปที่เรดเกรฟ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง เพราะฉันไม่ได้มีพลังล้นเหลือแบบนายหรือหัวสีสักเท่าไหร่ ฉันมันก็แค่คนที่หางานมาให้ และฉันก็มีข้อมูลเล็กน้อยที่อยากจะบอกกับนาย และฉันก็มีคำแนะนำเล็กน้อยที่อยากจะบอกไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์มั้ย ครั้งแรกที่ฉันได้เจอกับดันเต้ เขาเดินเข้ามาหาฉันด้วยชื่อโทนี่ เรดเกรฟ คงเริ่มสนใจบ้างแล้วละซี่ โทนี่ เรดเกรฟ เมืองเรดเกรฟ มันเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไรฉันเองก็บอกไม่ได้ แต่ถ้านายมุ่งหน้าไปตามเส้นทางนั้น นายอาจจะพบกับความจริงบางอย่าง ฉันจึงตัดสินใจบอกนายเกี่ยวกับเรื่องของดันเต้เท่าที่ฉันรู้ ไม่บ่อยหรอกนะที่ฉันจะมาทำอะไรแบบนี้ ดีใจไว้ซะด้วย...มอร์ริสัน

            อ่านจบเนโร่ก็ถอนหายใจเล็กๆ ก่อนจะหันไปพูดกับนิโค

             “นี่ จะทำงานต่อกันได้รึยัง”

             “ก็รอนายอยู่นี่ไง” นิโคยิ้มหวานขณะที่พาตัวเองเข้าสู่โซนทำงาน “ครัวเปิดแล้ว อยากจะสั่งอะไรมั้ย” ว่าพลางหยิบบรรดาแขนกลมากมายขึ้นมาวางเรียงรายให้กับเนโร่ได้เลือก เขาเลือกมันมาอย่างลวกๆ แล้วสวมทันที ชายหนุ่มไม่พูดไม่จาอะไรแต่เดินตรงไปยังทางออกของรถ

             “เหงาละซี่ รีบไปได้แล้ว” นิโคว่าน้ำเสียงยียวน แต่เนโร่เมินเฉยไม่สนใจ

             “ต้องไปหาวีให้ไวเลย!

 

 

             ภายในห้องนอนอันมืดมนเกือบจะไร้ซึ่งแสงสาดส่อง หญิงสาวร่างเล็กนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ผมสีน้ำตาลถูกปล่อยสยายไร้การดูแล ดวงตาสีชมพูบวมเปล่งบ่งบอกว่ามันผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน มือเรียวเล็กจับโทรศัพท์มือถือไว้แน่นและลอบมองเป็นระยะ

             “คุณควรจะทานอะไรบ้างนะคะคุณเพิลริล” คีริเอะบอกอย่างเป็นห่วงพลางนั่งลงข้างๆ หญิงสาวสูงวัยกว่า “คุณดันเต้จะต้องไม่เป็นอะไร เนโร่กับวีจะต้องพาเขากลับมาแน่นอนค่ะ” เธอพยายามจะให้กำลังใจอีกฝ่าย เพิลริลยักยิ้มบางส่งให้

             “ขอบคุณนะคีริเอ ขอบคุณที่มาอยู่เป็นเพื่อนฉัน” หญิงสาวร่างเล็กกว่ารู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจของคนอ่อนวัยเสียเหลือเกิน ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่อาจจะทำตัวอ่อนแอต่อไปได้อีกแล้ว “ฉันไม่เป็นอะไรหรอก หนักกว่านี้ก็เคยมาแล้ว เธอกับพวกเด็กๆ กลับไปได้แล้ว ที่เหลือฉันจัดการเอง” ฉีกยิ้มกว้างแต่ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความเศร้า

             คีริเอะมีสีหน้าลังเล เธอรู้สึกเป็นห่วงเพิลริลมากเหลือเกิน แม้จะพึ่งรู้จักกันไม่นาน แต่เธอก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าหล่อนต้องทนทุกข์ใจเพียงลำพังได้

             “ฉันโอเค เธอไปเถอะ” เพิลริลย้ำคำของตนเอง

             “ถ้ามีอะไรที่ต้องการ คุณโทรบอกฉันได้ตลอดเวลานะคะ” คีริเอะกุมมือเพิลริลแน่น คนตัวเล็กกว่ายิ้มบางและถอนมือออกช้าๆ “ขอตัวก่อนนะคะ” ว่าจบก็ลุกขึ้นยืนโค้งให้ก่อนจะออกจากห้องไป

             เพิลริลถอนหายใจยาวพลางจ้องมองเพดานอย่างไร้จุดหมาย ทำได้เพียงเฝ้ารอโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทุกอย่างถึงจะจบลง เธอรู้สึกขอบคุณคีริเอะในความใจดีที่หยิบยื่นให้ ทว่า...ก็ไม่อาจคลายความกังวลและหวาดกลัวที่เกิดขึ้นได้

             แต่แล้วโทรศัพท์มือถือเธอก็ดังขึ้น เมื่อหันไปมองก็พบว่าชื่อของมอร์ริสันปรากฏอยุ่

             “ค่ะ เพิลริลพูด” เธอบอกเสียงราบเรียบแผ่วเบา

             [ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกเธอ คิดว่าเธอควรต้องรู้]

             “คงไม่มีเรื่องอะไรทำให้ฉันรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ได้แล้วหรอกค่ะ”

             [แต่ถ้าเป็นเรื่องนี้ฉันว่าคงทำให้เธอรู้สึกสนใจมากทีเดียว คิดว่าแบบนั้นนะ]

               คำกล่าวของมอร์ริสันทำเอาเพิลริลเลิกคิ้วสูง น้ำเสียงของชายวัยกลางคนดูจะตื่นตระหนกราวกับพึ่งผ่านเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นมา [ฟังฉันนะเพิลริล…]

             แล้วมอร์ริสันก็เริ่มร่ายยาวแบบไม่ติดเบรก เพิลริลเบิกนัยน์ตากว้างกับข่าวที่ได้รับรู้ เธอไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา ริมฝีปากสั่นระริก

             [เธอฟังฉันอยู่รึเปล่าเพิลริล เพิลริล...]

               สายสนทนาถูกตัดด้วยฝีมือคนร่างเล็ก เธอไม่อาจบอกได้ว่าความรู้สึกตอนนี้คืออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจก็คือ...มันไม่ใช่ความสิ้นหวังหรือหดหู่แบบก่อนหน้า

             ก๊อก ก๊อก ก๊อก

             เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะตามด้วยเสียงเล็กๆ ใสแจ๋วของเด็กน้อยในอุปการะซึ่งกำลังเปิดประตูห้องเข้ามา

             “พี่สาวฮะ มีคนมาหาฮะ”

             พลันความคิด เพิลริลก็รีบวิ่งออกจากห้องไปโดยทิ้งให้เด็กน้อยยืนมองตามหลังอย่างงุนงง เธอลืมสิ้นแล้วว่าก่อนหน้านี้ตัวเธอนั้นไร้สิ้นเรี่ยวแรงขนาดไหน ทว่าสิ่งที่ได้รับฟังจากมอร์ริสันทำให้หัวใจเธอพองโต แม้มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นก็ตาม...

             และตอนนี้...ร่างที่ยืนรออยู่ก็ทำเอาเพิลริลอ้าปากค้างตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับเขาที่นี่

             “ไม่ได้พบกันซะนานนะเพิลริล”

             “คุณซิลเวอร์!

             ซิลเวอร์มีสีหน้าปั้นยากค่อนข้างจะอึดอัดใจจนเกือบจะแสดงออกมาให้เห็น ทว่าความเครียดบนดวงตาคู่สวยนั้นก็ทำให้เพิลริลถึงกับนิ่งเงียบลง ชายหนุ่มถอนหายใจสั้นๆ ก่อนจะพยักเพยิดหน้าไปด้านหลังซึ่งทำให้หญิงสาวมองตาม ทันใดนั้น! ดวงตาสีชมพูก็เอ่อไปด้วยหยดน้ำตา

             ฮึอ--ฮืออออ!

 

 

              

 

            

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #8 ZenesziaZilvalia (@ZenesziaZilvalia) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 06:27
    time to kick demons ass!

    ป.ล.อยากจะขอให้ไรท์ช่วยแปลจดหมายของมอริสันทั้งหมดในเกมเลยได้มั้ยอะ เพราะยังไม่เคยอ่านเลย5555
    #8
    0