[Short Fic] My Lovely Soul [Yeonjung x Soobin] Fet. WJSN

ตอนที่ 6 : ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 383
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    6 ก.ย. 60

         ซูบิน กำลังนั่งอยู่รถแวนคันใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้าเดินทางกลับที่พักในปูซานหลังจากเสร็จงานไซน์ในช่วงค่ำ เธอขอแลกที่นั่งกับดายองตรงเบาะหลังเพื่อจะได้เว้นที่ไว้ให้วิญญาณบางตนที่รบเร้าขอตามมาด้วยได้นั่งข้างๆโดยที่ไม่มีใครสงสัย  ตลอดทางเธอต้องคอยถือไดอารี่เปิดเอาไว้เพื่อให้ยอนจองดูเผื่อว่าจะนึกเนื้อเพลงที่ขาดหายไปออก คุณผีเลยเอาแต่นั่งขมวดคิ้วนั่งจ้องอยู่อย่างนั้นเกือบครึ่งชั่วโมงไม่พูดไม่จากับเธอซักคำ จนกลายเป็นเธอที่เผลอหลับไปไดอารี่จึงถูกปิดไปโดยอัตโนมัติ

“คุณก้อนทำไม…”ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมามองคนจับเมื่อพบว่าหน้าไดอารี่ถูกปิดไปเสียดื้อๆ ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นซูบินนั่งหลับคอพับเอนไปเอนมาตามแรงเหวี่ยงของรถ 

“สงสัยจะเหนื่อย”เขาค่อยๆเอื้อมมือไปประคองศีรษะเจ้าหล่อนมาวางบนไหล่ของเขา หากคนในรถมองก็คงจะคิดว่าซูบินคงเป็นคนที่นั่งหลับแล้วมีการทรงตัวขั้นเทพเพราะไม่ว่ารถจะเลี้ยวหรือสะเทือนยังไงเธอก็ยังนั่งนิ่งหลับแบบสบายๆ  ยอนจองก้มมองใบหน้าใสอย่างนึกขอบคุณที่ซูบินคอยช่วยเหลือไม่ได้ด่าว่าอะไรเขาเหมือนทุกทีแม้ตัวเองจะเหนื่อยจากการทำงาน เขาเองก็พยายามที่จะจำเนื้อเพลงให้ได้แต่มันก็ขาดๆหายๆไม่ลงตัวเสียที



เมื่อมาถึงที่พักพวกเด็กๆก็ขอออกไปหาอะไรใส่ท้องกันก่อนเพราะต่อให้ง่วงแค่ไหนพวกเธอก็ต้องอิ่ม ซูบินเดินดูของในมินิมาร์ทด้วยอาการสะลึมสะลือก่อนที่เธอจะเห็นไอศกรีมรสข้าวโพด ใบหน้าใสจึงหันกลับไปมองยอนจองที่กำลังนั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะจ้องพวกเมมเบอร์ของเธอกินของอร่อยกันตาละห้อยจึงอดเห็นใจไม่ได้ เธอไม่แน่ใจนักว่าผีจะมีความหิวหรือกินได้เหมือนมนุษย์ปกติบ้างมั้ยแต่ซื้อไปคงไม่เสียหายอะไร

“อ้าว พี่ซูบินกินไอติมรสข้าวโพดด้วยเหรอ ไหนเคยบอกว่าไม่อร่อย”อึนซอเอ่ยทักเมื่อเห็นซูบินกลับมาพร้อมกับไอศกรีมที่ดูเหมือนจะไม่ใช่รสโปรดของเจ้าหล่อนแถมยังบอกว่าไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ

“ก็ อยากลองกินที่ของปูซานดูไงเผื่อมันอร่อยกว่า”เธอแก้ตัวออกไป ให้ผีบางตนต้องแอบขำและก็ดีใจไปด้วยทีแรกเขาก็ไม่รู้หรอกว่าหล่อนซื้อมาให้แต่พอเจออึนซอทักไปแบบนั้นเลยขอคิดเข้าข้างตัวเองเสียหน่อย

“หืม?มันก็ยี่ห้อเดียวกันนะ”เด็กตัวสูงดึงไอศครีมจากมือซูบินไปดูด้วยความสงสัยว่าขายคนละเมืองมันต่างกันยังไงในเมื่อก็เป็นยี่ห้อเดียวกันกับที่เขาเคยให้ซูบินชิม

“พูดมากน่า  พี่โซจองฉันขอออกไปเดินเล่นแถวนี้ได้มั้ย”ร่างเล็กยึดเอาไอศกรีมคืนมาก่อนจะหันไปขออนุญาตลีดเดอร์

“จะไปคนเดียว?”

“อื้อ”

“ได้ไง มันอันตรายนะ มินจีออนนี่ไม่ให้ไปแน่”

“มินจีออนนี่ไม่รู้หรอก ถ้าพี่ไม่บอก น่านะ ฉันไปไม่ไกลหรอก เดี๋ยวถ้าทะเลาะกับพี่ซอลอาอีกฉันไม่ช่วยไม่รู้ด้วยนา”

“ย่าห์ ขู่รึไง”

“อาฮะ ขู่”

“เออๆ  อย่าไปไกลนักล่ะ ฉันให้เวลาแค่สองชั่วโมง กลับมาเรามีเรื่องต้องคุยกัน”เอ็กซี่จำใจยอมเหตุเพราะกลัวเสียตัวช่วยไป ปกติเวลาซอลอาโกรธน่ากลัวจะตายเขาต้องอาศัยซูบินคอยช่วยเกลี้ยกล่อมอยู่ทุกครั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่หลุดมาดเข้มความเป็นผู้นำโดยการกำหนดเวลาที่เคร่งครัดเพราะเขาเองก็เตรียมคำถามไว้ถามซูบินอีกหลายข้อ

“ค่ะ พ่อ”คนถูกสั่งพูดประชดก่อนจะรีบวิ่งดุ๊กๆหนีไปให้ไกลจากระยะฝ่ามือที่ง้างขึ้นของเอ็กซี่



“ซื้อมาให้ฉันเหรอ”ยอนจองเดินตามซูบินออกมาด้านนอกพร้อมกับกระแซะไหล่ถามด้วยรอยยิ้มล้อเลียน

“เปล่านี่ ฉันซื้อมากินเองเถอะ”เธอทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินดุ่มๆไปด้านหน้ามินิมาร์ทซึ่งเป็นม้านั่งปูนเปลือยที่สามารถมานั่งรับลมทะเลและชมวิวยามค่ำคืนได้

“เหรอ หว้า งั้นฉันก็อดกินน่ะสิ”

“ก็...ถ้าคุณอยากกิน ฉันให้ก็ได้นะ”สาวตัวเล็กยื่นไอศกรีมให้ในขณะที่สายตาก็พยายามมองฟ้ามองอากาศรอบๆ

“อ่า เป็นพระคุณอย่างสูงเลยนะเนี่ย แต่ว่า ฉันจะกินยังไงล่ะ”ยอนจองแอบขำน้อยๆกับซึนเดเระของอีกฝ่าย แต่ก็เลือกที่จะไม่แซวเพื่อช่วยหล่อนรักษาฟอร์มเอาไว้

“นั่นสิ ฉันก็คิดอยู่ว่าถ้าซื้อมาแล้วคุณจะกินยังไง หรือว่าฉันต้องปักธูปให้”

“ตกลงตั้งใจซื้อมาให้ฉันจริงๆใช่มั้ย”

“ป เปล่านี่ สรุปกินได้หรือไม่ได้ กินไม่ได้ฉันจะได้เขวี้ยงให้ปลากิน”ซูบินออกอาการติดอ่างขึ้นมาทันใดเมื่อดันหลุดคำพูดให้เขาสงสัยจนได้ และไอ้อาการยิ้มกรุ้มกริ่มของเขานั้นก็ทำเอาเธออยากปาไอศกรีมใส่หน้าเขาขึ้นมาแทน เพราะแบบนี้เธอถึงไม่อยากจะบอกตรงๆให้ได้ใจ

“โอ้ๆ เดี๋ยวสิ ฉันกินได้แล้วก็ไม่ต้องไปปักธูปด้วย แค่คุณยืนถือมันไว้เฉยๆก็พอ”

“ยืนถือเฉยๆ แล้วคุณจะกินได้เหรอ หรือว่ามองเฉยๆก็อิ่ม”เธอขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“เปล่า คุณถือไว้แล้วฉันก็จะกินแบบนี้ไง”ว่าจบร่างสูงก็โน้มตัวไปกัดไอศกรีมที่ซูบินถืออยู่ จนเธอต้องเอนตัวออกน้อยๆด้วยหัวใจที่เต้นตึกตัก ยังไม่พอผีขี้แกล้งยังเงยหน้าขึ้นมาเลียริมฝีปากที่เปื้อนไอศกรีมต่อหน้าเธอพร้อมด้วยรอยยิ้มตาปิด ทำเอาใบหน้าของเธอร้อนผ่าว

“ย ย่าห์ ก็กินได้เหมือนคนปกตินี่ แล้วทำไมไม่ถือเองเล่า!”

“เอ้า แล้วคุณอยากให้คนอื่นเห็นว่าไอติมมันลอยได้เหรอ”

“ก็...ตามใจคุณเลย ฮึ่ย!”คนตัวเล็กทำหน้ายู่แล้วสะบัดตัวลงนั่งบนม้านั่งเมื่อเถียงอะไรไม่ได้ในเมื่อสิ่งที่ยอนจองพูดมันเป้นความจริง ถ้าปล่อยให้เขาถือคนที่เดินผ่านไปมาแถวนี้คงจะต้องช็อควิ่งหนีเตลิดแน่ๆ แค่เธอมายืนคุยอยู่คนเดียวก็คงคิดว่าเธอบ้าพอแล้ว  ซูบินจึงหยิบมือถือออกมานั่งกดในขณะที่มือซ้ายก็ถือไอศกรีมสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เพื่อให้ยอนจองกิน

“แล้วคุณไม่กินเหรอ”ผีน้อยที่กำลังยิ้มร่ากับไอศกรีมถามคนถือหลังจากนึกขึ้นได้ว่าเจ้าหล่อนเองก็ยังไม่ได้ทานอะไร

“ไม่อะ ฉันกินขนมในงานไซน์มาแล้ว เดี๋ยวน้ำหนักขึ้น”

“เป็นไอดอลนี่ก็ลำบากเนอะ เมื่อก่อนฉันเองก็ต้องไดเอทแทบตายแหนะ  กินได้แต่ผักรสชาติแย่ชะมัด”ยอนจองทำหน้าหยีเมื่อนึกไปถึงพวกผักและอาหารลดน้ำหนักอันแสนจืดชืดที่เขาต้องทนกินอยู่เป็นเดือนๆ

“ขนาดไดเอทคุณยังดูเหมือนหมีอยู่เลยนะ”

“ย่าห์”

“คิคิ ฉันจะบอกว่าน่ารักดีออก หุ่นแบบนี้น่ากอดจะตายไป”ซูบินขำให้กับใบหน้างอง้ำเหมือนเด็กของอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยชมกลายๆกันคุณผีเขาจะเกิดอาการงอนขึ้นมาจริงๆ

“หืม? แสดงว่าคุณอยากกอดฉันงั้นสิ ก็ได้นะ ฉันไม่หวงตัวหรอก”พอได้ยินซูบินพูดว่าน่ากอดเข้าหน่อยจากที่ทำหน้างอร่างสูงก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแป้นอ้าแขนรอทันที

“นี่ ไม่ต้องเลยนะ ตกลงเป็นผีทะเลใช่มั้ยเนี่ย  พูดเรื่องเพลงของคุณดีกว่า ตกลงว่านึกออกรึยัง”เธอกอดอกเอนตัวหนีแล้วเปลี่ยนเรื่องก่อนที่เขาจะทำให้เธอเขินไปมากกว่านี้

“เฮ้อ ฉันรู้แล้วว่า เพลงที่แต่งจบไปแล้วต่อให้กลับมาแต่งใหม่ก็คงแต่งได้ไม่เหมือนเดิม”เขาพูดด้วยสีหน้าที่หมองลง ยอนจองรู้สึกว่าเพลงนั้นเป็นเพลงที่ดีที่สุดในชีวิตเขา ที่เขาคงจะแต่งให้เหมือนเดิมอีกไม่ได้  

“ถ้าเพลงนั้นคุณแต่งต่อไม่ได้ คุณก็แต่งขึ้นมาใหม่สิ ฉันเชื่อฝีมือคุณนะ”ใบหน้าน่ารักหันมาส่งยิ้มให้ยอนจองอย่างให้กำลังใจ

“อ่า นั่นสินะ แต่มันต้องใช้เวลานานแน่ๆเลย”

“คุณอยากจากไปมากขนาดนั้นเลยเหรอ”ซูบินถามด้วยน้ำเสียงที่เศร้าลงอย่างไม่รู้ตัว เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องรู้สึกใจหายกับคำพูดของยอนจองที่เหมือนกับว่าเขาอยากหายไปเต็มทีแล้ว เพราะถ้าเขาทำตามความฝันตัวเองเสร็จเร็วเท่าไหร่เขาก็จะยิ่งหายไปเร็วขึ้นเท่านั้น

“จริงๆแล้วฉันก็ไม่ได้อยากไปไหนหรอก แต่ถ้าต้องเป็นวิญญาณไร้ตัวตนอยู่แบบนี้อยู่หรือไปก็คงไม่ต่าง หรือซักวันฉันอาจจะสลายหายไปเฉยๆโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ได้ ใครจะรู้”

“นี่ไม่เหมือนคุณหมีในไดอารี่ที่ฉันรู้จักเลยนะ”

“ยังไง”

“ก็คุณหมีที่ฉันรู้จักเขามองโลกในแง่ดีจะตาย คุณอาจจะคิดว่าไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ตอนนี้คุณมีตัวตนสำหรับฉันนะ”เธอพูดพร้อมกับจ้องเข้าไปในดวงตาสีหม่นให้เขาได้รู้ว่าเธอมีเขาในสายตาแม้เขาจะไม่สามารถเห็นเงาตัวเองอยู่ในนั้น ทำให้ยอนจองค่อยๆเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ แต่เขาก็นึกขึ้นได้ว่ามันคงไม่ควรจึงผละออกมา

“ฉันขอบคุณคุณมากนะ แต่จะขอบคุณกว่านี้ถ้าคุณจะร้องเพลงปลอบใจฉันซักเพลง”เขากลับมายิ้มแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์เช่นเดิมเพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศที่อันตรายต่อหัวใจ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเป็นผีแล้วยังต้องมารู้สึกใจเต้นแบบนี้อีก

“ฮะ!? ร้องเพลง?”

“อาฮะ ฉันอยากฟังเสียงคุณชัดๆจะได้รู้ว่าเหมาะสมที่จะร้องเพลงของฉันในอนาคตรึเปล่า”
“ร้องเพลงของคุณในอนาคต?”ซูบินยังคงไม่เข้าใจกับคำพูดและอารมณ์ของเขาที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเธอตามไม่ค่อยจะทัน

“อื้อ แพลงที่แต่งแต่ไม่มีคนร้องจะเรียกว่าเพลงได้ยังไง ความฝันของฉันคือการแต่งเพลงแล้วให้คนอื่นได้ฟังมันนะ และฉันก็อยากให้คุณได้ถ่ายทอดมันออกมาแทนฉัน”

“นิดเดียวนะ”ซูบินไม่อาจปฏิเสธดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังในตัวเธอนั้นได้ แม้จะรู้สึกเคอะแขนที่ต้องมาร้องเพลงสดๆให้คนอื่นฟังสองต่อสองแบบนี้ก็ตาม เธอค่อยๆเปล่งเสียงหวานใสนั้นออกมาเป็นท่วงทำนองเพลง


ชา ยู รบ เก ชอ ฮา นึ รึล นา รา กา โด นล ลา จี มา ลา โย
โบยบินไปอย่างอิสรเสรีในค่ำคืนอันแสนมืดมิด เธออย่ากลัวไปเลยนะ


อู รี อา เพ พยอล ชยอ จิล เซ ซา งี  นอ มู นา โซ จุง เฮ ฮัม เก รา มยอน
มีโลกที่เปิดรอเราอยู่ข้างหน้า ช่างเป็นเวลาที่พิเศษเหลือเกินเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน



- Magic Castle - SNSD cover - 



เสียงร้องของซูบินทำให้ยอนจองนิ่งไป มันไม่ใช่แค่เพราะอย่างเดียวแต่เขารู้สึกคุ้นกับเสียงนี้มาก เหมือนเคยฟังเมื่อนานมาแล้ว เมื่อตอนยังเป็นเด็กอายุ 10 ขวบยอนจองชอบแอบปีนไปนั่งบนกำแพงฟังพี่สาวข้างบ้านคนหนึ่งร้องเพลงทุกเย็น เขาตกหลุมรักเสียงนั้นโดยไม่เคยเห็นหน้าหล่อน  แต่พออยากไปทำความรู้จักหล่อนก็ย้ายบ้านไป และนั่นมันก็คือจุดเริ่มต้นให้เขาอยากเป็นนักร้องนักแต่งเพลง  เสียงใสกังวานกับเพลงของเจ้าหญิงที่อยู่ในปราสาทเดียวกันนี้มันทำให้เขาอดคิดไม่ได้จริงๆว่าคือคนๆเดียวกัน

‘งั้นฉันขอถามว่าทำไมต้องเป็นพัค ซูบิน’

‘อันนี่แกต้องหาคำตอบเอาเองนะ นึกให้ดีๆสิไอ้หนู’

คำพูดของเซจองแล่นเข้ามาในความคิดของร่างสูง ถ้าหากมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเซจองคงไม่บอกให้เขานึกดีๆ ที่บอกแบบนั้นมันอาจจะเพราะแท้จริงแล้วเขากับซูบินมีบางอย่างเชื่อมโยงกัน

“นี่คุณผี คุณผีคะ คุณหมี!”

“ฮะ ฮะ ว่าไงเหรอคุณก้อน”เสียงเรียกของซูบินทำให้ยอนจองหลุดออกจากห้วงความคิดตัวเองหลังจากเอาแต่นั่งจ้องหน้าเจ้าหล่อนนิ่งอย่างไม่รู้ตัวว่าหล่อนร้องเพลงจบไปนานแล้ว

“ทำไมนิ่งไปแบบนั้นล่ะ หรือว่าฉันร้องไม่เพราะ”ร่างเล็กเกิดอาการนอยด์ขึ้นมาเมื่อเขาไม่มีสัญญาณตอบรับอะไรเลยตอนที่เธอร้องเพลงจบ ชมซักคำก็ไม่มี

“พ เพราะ เพราะสิ เพราะมากเลยล่ะ ฉันแค่กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่น่ะ ขอโทษนะ”

“คิดอะไรอยู่ คุณนึกเพลงออกแล้วเหรอ”

“เปล่า ฉันแค่รู้แล้ว….ว่าทำไมต้องเป็นคุณ”



ซูบินเปิดประตูเข้ามาในห้องของตัวเองด้วยรอยยิ้มที่ไม่อาจจะหุบลงได้ หลังจากได้ฟังยอนจองเล่าเรื่องที่เขาชอบแอบไปฟังผู้หญิงคนหนึ่งร้องเพลงและคนๆก็คือเธอ เธอเองก็พึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเคยอยู่ใกล้เขาเพียงแค่กำแพงกั้น น่าเสียดายที่ตอนนั้นถ้าเธอไม่ย้ายออกไปก่อนเราคงได้มีช่วงเวลาทำความรู้จักกันมากกว่านี้ในตอนที่เขายังมีชีวิต แต่ก็น่าดีใจตรงที่เขาบอกว่าเธอคือแรงบันดาลใจของเขา

‘เสียงของพี่สาวคนนั้นทำให้ฉันคิดว่าเธอต้องเป็นคนสวยมากแน่ๆ แล้ววันนี้ฉันก็ได้รู้ว่าที่ฉันคิดมันไม่ผิด’นั่นคือคำของยอนจองที่ทำให้เธอแก้มแดงอยู่จนกระทั่งตอนนี้

“อะแฮ่ม! ออกไปข้างนอกคนเดียวแต่กลับมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่นี่หมายความว่ายังไง”เสียงจากคนในห้องทำให้ซูบินสะดุ้งเธอพึ่งเห็นคนที่นั่งอยู่บนเตียงซึ่งไม่ใช่มักเน่ดายองรูมเมทของเธอ แต่เป็นพี่ใหญ่อย่างซอลอาแทน

“หมายความอะไร หึงฉันเหรอคะที่รัก”ร่างเล็กกลบเกลื่อนโดยการเข้าไปนั่งเอาศีรษะถูไหล่ซอลอา

“หึงสิคะ หึงมาก แต่คนที่หึงกว่าคือคนนู้น น่าจะมีเรื่องคุยกับเธอเยอะเลยนะ”ร่างบางชี้ปากไปยังเอ็กซี่ที่ยืนกอดอกอยู่ข้างประตู เธอได้ฟังสิ่งที่เอ็กซี่เล่ามาหมดแล้ว ซึ่งเธอก็เชื่อไปแล้วเกินครึ่งรอแค่ซูบินยืนยันเท่านั้นแต่ถ้าถามว่ากลัวมั้ย บอกเลยว่ามากจากการพยายามมองว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องนอกจากเราสามคนอีกรึเปล่า

“ฉันจะไม่อ้อมค้อมละนะซูบิน บอกเรามาตามตรงว่าทุกวันนี้ที่เธอทำตัวแปลกๆเธอคุยอยู่กับใคร ถ้าจะตอบว่าคุยโทรศัพท์นี่ตัดไปได้เลย”ลีดเดอร์ทำการซักทันที พร้อมกับเดินมานั่งข้างๆซอลอาเนื่องจากกำลังกลัวคำตอบที่คิดไว้แล้ว

“แน่ใจนะว่าถ้าฉันบอกแล้วพวกพี่จะไม่คิดว่าฉันเป็นบ้า”ร่างเล็กถามอย่างชั่งใจ ด้วยกลัวว่าถ้าบอกไปแล้วเอ็กซี่กับซอลอาไม่เชื่อจับเธอส่งจิตแพทย์ขึ้นมา ซึ่งในจังหวะนั้นก็เป็นตอนเดียวกับที่ยอนจองทะลุผ่านประตูเข้ามาพอดี

“บอกมาเถอะน่า ถ้าไม่บอกนั่นแหละฉันจะคิดว่าฉันเป็นบ้า”

“คนที่ฉันคุยด้วยชื่อยอนจอง เขาเป็นวิญญาณ”ซูบินถอนหายใจก่อนจะตอบออกไป ทำให้เอ็กซี่กับซอลอาเด้งตัวเข้ากอดกันทันที

“ห เห็นมั้ยว่าฉันไม่ได้ตาฝาด”ร่างสูงเอ่ยบอกกับคนข้างกายเสียงสั่น เพราะเมื่อวานเขาเล่าให้ซอลอาฟังแล้วแต่ร่างบางยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหาว่าเขาง่วงจนตาฝาดไปเอง

“แล้ว…ตอนนี้เขาอยู่ที่นี่รึเปล่า”ซอลอาถามพลางมองไปรอบๆด้วยขนกายที่ลุกซู่

“อยู่ เขากำลังยืนอยู่หน้าประตู”เธอหันไปยิ้มให้ยอนจองที่ยืนทำหน้ามึนอยู่ และพอเข้าใจเขาก็เหมือนจะคิดเรื่องสนุกๆได้ ร่างสูงเดินไปปัดกระเป๋าที่วางบนเก้าอี้หน้าตะเครื่องแป้งให้ตกลงมา

ตุบ!

“ว๊าย!! ซ ซูบิน บ บอกเขาอย่าแกล้งพวกฉันสิ!”ซอลอาโผเข้ากอดกันกับเอ็กซี่อีกครั้งอย่างตกใจ ก่อนจะโวยวายในขณะที่หลับตาปี๋ ส่วนยอนจองก็ยืนขำอยู่ไม่ต่างไปจากซูบิน นานๆทีได้เห็นจะได้เห็นพวกพี่ใหญ่กลัวหัวหดกันแบบนี้

“พวกพี่อยากเห็นเขามั้ย”เธอเสนอ

“ไม่! ม ไม่เป็นไร เอาไว้ฉันอยากเห็นเมื่อไหร่แล้วฉันจะบอกนะ ไปนอนก่อนล่ะ ง่วง”เอ็กซี่ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกจากห้องไป ขนาดพวกเขายังกลัวขนาดนี้ไม่ต้องถามเลยว่าเด็กพวกที่เหลือจะมีสภาพเป็นยังไง 

“ย่าห์!! ชู โซจอง รอฉันก่อนเซ่!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

109 ความคิดเห็น

  1. #105 WS212 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 21:47

    ไอแสบขี้แกล้ง

    #105
    0
  2. #96 kkarioz_p (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 10:10
    โอ้ย น่ารักกกกก พรหมลิขิตจริงๆ แต่มันเป็นพรหมลิขิตที่ผิดเวลาอะ แค่คิดก็เศร้าแล้วววว
    #96
    0
  3. #77 benjaponploy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 03:22
    ขรรรรรรรรรมมมมมมม555ฮาา
    #77
    0
  4. #50 ฮิเบิร์ดฮิบาริ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 11:26
    รอออออออออ
    #50
    0
  5. #49 กานต์ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2560 / 18:44
    นุ้งหมีทำไมไม่แกล้งพี่ดำเยอะๆ

    โลกใบนี้กำลังเป็นสีชมพูซะแล้ววว
    #49
    0
  6. #46 Serpens_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กันยายน 2560 / 16:49
    เจ้าผีขี้แกล้ง 55555 ทำไมเป็นผีที่น่ารักขนาดนี้นะ ฮื่อออ เอ็กซี่ทำไมกาก วิ่งหนีก่อนคนแรกเลยนะ
    #46
    0
  7. #44 ALERT__ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 17:34
    หมีกับก้อนเป็นอะไรที่ดีต่อใจจริงๆน้าาาาา
    #44
    0
  8. #43 bbyn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 13:17
    ขนาดพี่ๆยังกลัวขนาดนี้ ถ้าพวกเด็กๆรู้สภาพจะเป็นยังไงเนี่ยย555 ซูบินนี่นึกถึงหมีตลอดเลย ซื้อติมมาให้ด้วย รออ่านตลอดน้า ไรท์สู้ๆๆๆ
    #43
    0
  9. #42 Piano0327 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 10:44
    ไอหมี ไอผีขี้แกล้ง5555 
    ว้าวๆๆๆ พิซูบินเป็นรักแรกของเจ้าหมีนี่เองถึงจะไม่ได้เห็นหน้าตอนนั้นแต่โตมาก็ได้เจอแล้วเนาะ พรหมลิขิตชัดๆ
    #42
    0
  10. #41 supakan2547 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 06:37
    Exy : เมียก็กลัวผีก็กลัวแต่กลัวผีมากกว่าเพราะงั้นลา
    ก่อยยยย//เผ่นนนนน
    #41
    0
  11. #40 LoveToon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 04:30
    คุณก้อนมีความงอแงไม่อยากให้คุณหมีแต่งเพลงเสร็จไว อิอิ
    โธ่ เอ็กซี่ทำไมทิ้งภรรยาแล้ววิ่งหนีไปแบบนั้นล่ะ
    #40
    0
  12. #39 Wiriya Lawansathian (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 23:31
    555 น่ารัก ยองจองยืนยันความมีตัวตนโดยการแกล้งพี่ๆ จิงๆเห็นๆไปอาจจะกลัวน้อยลงนะ รอตอนต่อไปนะคะ ไรท์สู้ๆ
    #39
    0
  13. #38 Darkness_S11 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 23:25
    เจ้าหมีขี้แกล้ง โซจองวิ่งหนีไม่รอซอลอาเลยนะ ฮ่าๆๆ ????
    #38
    0