ร่ายรักเล่ห์ลวง

ตอนที่ 6 : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,155
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    19 ม.ค. 62

 

บทที่ 5

 

 

 

 

 

 “ท่านลุงชุยอยู่ที่ไหน ท่านเจิ้นเทียน”คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เจิ้นเทียนมาอยู่ในบ้านของท่านลุงชุย ถ้านางเดาไม่ผิดอีกฝ่ายคงมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ไม่น้อย

“ไม่คิดจะทักทายข้าซักนิดเลยหรือท่านหมอ”เจิ้นเทียนโคลงศีรษะท่าทางระอา “เรื่องไอ้แก่นั้นน่ะเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกท่านหมอ ข้าให้คนของข้าดูแลมันเป็นอย่างดี”

“ท่านหมอข้าขอโทษ..”เด็กชายก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด มือทั้งสองข้างปาดน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างไม่ยอมหยุด “พวกเขาจับพ่อของข้าไว้ ข้าถึง..”

“ไม่เป็นไรอย่าร้อง”เหม่ยหลินดึงตัวเด็กชายมาอยู่ด้านหลังของนาง

“ใช่ไอ้หนู ไม่ต้องร้องไห้เพราะคนที่ข้ามีธุระด้วยคือท่านหมอของเจ้าคนเดียวเท่านั้น ไม่ได้มีธุระอะไรกับตาแก่พ่อของเจ้า”เจิ้นเทียนมีสีหน้ารำคาญกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กชาย

“ท่านต้องการอะไรจากข้า”

“เจ้าไม่รู้หรือเหม่ยหลิน?”ดวงตาที่เล็กกว่าเมล็ดข้าวของเจิ้นเทียนกวาดมองร่างบอบบางของหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหื่นกระหาย พร้อมย่างเท้าเข้ามาหานาง “ว่าข้าต้องการอะไรจากเจ้า”

สายตาของอีกฝ่ายทำให้นางรู้สึกขยะแขยง “ลุงชุยกับลูกชายของเขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าต้องปล่อยพวกเขาไป”

“แน่นอนข้าไม่มีธุระอะไรกับตาแก่นั่นกับลูกของมันอยู่แล้ว”เจิ้นเทียนส่งสัญญาณให้คนของเขาเข้ามาลากตัวเด็กชายออกไปจากห้อง

“ไม่ท่านหมอ ปล่อยข้านะ!”เด็กชายดิ้นรนต่อต้านแต่ก็ไม่อาจสู้แรงผู้ใหญ่ได้ถูกลากตัวออกไปข้างนอก

“นี่ท่านสิ้นคิดจนต้องใช้วิธีสกปรกแบบนี้เลยหรือ”หญิงสาวเดินไปอยู่ด้านหลังของโต๊ะไม้กลางห้องกั้นกลางระหว่างนางกับเจิ้นเทียน

เจิ้นเทียนแสยะยิ้ม “ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรือเหม่ยหลินที่ข้าทำดีด้วยแล้ว ยังไม่สนใจข้าน่ะ เจ้าปฏิเสธข้า แต่ไปงานเทศกาลกับไอ้หน้าดำนั่น”ใบหน้าของเจิ้นเทียนเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เมื่อนึกถึงตอนที่เขาเสียหน้าเพราะไอ้หย่งเต๋อ ไอ้ทหารชั้นเลวที่พึ่งได้เป็นผู้ตรวจราชการแต่ทำตัวราวกับเป็นผู้พิทักษ์คุณธรรมนั่น มันทำให้เขาอับอายต่อหน้าหญิงที่หมายปอง เพราะมันทำให้เบื้องบนจับตาดูพ่อของเขา พ่อของเขาถึงกับด่าเขา หักเบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของเขา สั่งกักบริเวณเขาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน พ่อของเขาสั่งห้ามไม่ให้เขาไปยุ่งเกี่ยวกับหย่งเต๋อเขาถึงทำอะไรมันไม่ได้

“อย่างน้อยท่านหย่งเต๋อก็ไม่มีทางทำแบบที่ท่านกำลังทำอยู่”

“หยุดพูดชื่อไอ้หน้าดำนั่นซักที!”เจิ้นเทียนยิ้มชั่วร้าย “ดูท่าเจ้าจะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบไหนนะเหม่ยหลิน เจ้าไม่รู้หรือว่าชะตาของเจ้าตอนนี้ขึ้นอยู่กับความเมตตาของข้า”ดูนางสิ ขนาดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ นางก็ยังอวดดี หยิ่งทะนง ดวงหน้างดงามนั่นเชิดสูงมองมาที่เขา หญิงสาวดูสูงส่งงามสง่าราวกับเทพธิดา เหมือนครั้งแรกที่เขาพบนาง นางมีบางอย่างที่ทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกหลงใหลเคลิบเคลิ้ม อยากเอื้อมมือไปหาทว่ากลับรู้สึกไม่อาจเอื้อมถึง แต่เพราะอย่างนั้นเขาก็ยิ่งต้องการนาง ตอนแรกเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้นแต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไม

“คนอย่างหย่งเต๋อน่ะไม่คู่ควรกับเจ้าหรอกเหม่ยหลิน”ใช่ คนชั้นต่ำเป็นแค่ทหารเนื้อตัวหยาบกร้านอย่างมันไม่เหมาะกับนางเลยแม้แต่น้อย เขาสิที่คู่ควรกับนาง “ข้ามีทรัพย์สมบัติร่ำรวยกว่ามันที่เป็นแค่ทหารกระจอกๆกินเงินหลวงอีกอย่างฐานะของข้าก็คู่ควรกับเจ้ามากกว่ามัน เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ เหม่ยหลิน”

ทีแรกนางคิดจะถอนหายใจให้กับความคิดของอีกฝ่าย แต่รอยยิ้มเหนือกว่าและท่าทางกระหยิ่มกระหย่องของอีกฝ่ายทำให้นางรู้สึกสงสัย “ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร”

เจิ้นเทียนหัวเราะเสียงดัง เสียงหัวเราะแหลมสูงของอีกฝ่ายทำให้นางปวดหู “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าพิเศษเหม่ยหลิน แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะพิเศษถึงเพียงนี้ เจ้าต้มทั้งข้าและคนทั้งเมืองฉางหลินเสียเปื่อยเลยเชียว”

..นางพอจะเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร

“ใครจะไปนึกล่ะว่า น้องสาวคนโปรดของจักรพรรดิจะมาอยู่ที่นี่ได้ใช่ไหม เฉินเหม่ยหลินแห่งราชวงศ์ลั่วอัน”

เจิ้นเทียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางแล้วจริงๆ

“ข้าไม่รู้นะว่าทำไมเจ้าถึงปกปิดตัวตนแล้วมาอยู่ที่เมืองบ้านนอกในฐานะหมอจนๆคนหนึ่ง แต่ข้าคิดว่าเจ้าคงมีเหตุผล”ดวงตาของเจิ้นเทียนมองมาที่หญิงสาวอย่างเห็นอกเห็นใจ แต่คำพูดและการกระทำกลับตรงกันข้าม “ข้าจะช่วยเจ้าเอง แลกเปลี่ยนกับการที่เจ้าต้องมาเป็นเจ้าสาวของข้า”

คนๆนี้ดูท่าจะหมดหนทางเยียวยาแล้ว “ช่างเป็นคำพูดที่ฟังแล้วไม่เหมือนคำขอแต่งงานเอาซะเลยนะท่านเจิ้นเทียน หรือว่าเป็นเพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าท่านขอข้าดีๆแล้ว ข้าไม่มีวันตอบตกลง”

ฝ่ามือของเจิ้นเทียนฟาดลงบนโต๊ะ เส้นเลือดที่ข้างขมับปูดโปน“ระวังคำพูดของเจ้าหน่อย เหม่ยหลิน เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าอยู่ในกำมือของข้า!” เขาไม่อยากทำรุนแรงกับนาง แต่นางก็ชอบทำให้เขาหลุดการควบคุมอยู่เรื่อย เจิ้นเทียนพยายามสงบสติอารมณ์ด้วยการคิดว่าหลังจากนี้เขาจะได้ทำอะไรกับนางบ้าง นางผู้เป็นองค์หญิงเชื้อพระวงศ์ที่สูงส่ง องค์หญิงผู้ได้ชื่อว่างามเลิศล้ำเป็นหนึ่งไม่มีสองแห่งแคว้น แค่คิดน้ำลายในปากเขาก็เริ่มสอ สายตาของเจิ้นเทียนกวาดมองทั่วร่างบางและหยุดนิ่งตรงช่วงอกนานเป็นพิเศษ อีกไม่นานแล้วสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดตั้งแต่ที่ได้พบหน้านางก็จะเป็นความจริง เขาอยากรู้มานานแล้วว่าเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นที่อยู่ใต้เสื้อผ้าเรียบง่ายของนางจะงดงามเพียงใด ว่าแล้วก็อดใจไม่ได้ เจิ้นเทียนแทบจะกระโดดขึ้นเตียง ร้อนรนรีบถอดเสื้อผ้าเหลือแต่กางเกง “มานี่สิเหม่ยหลิน”

“ข้าขอปฏิเสธ”

เจิ้นเทียนหัวเราะในลำคอ “เสียใจด้วยเหม่ยหลินข้ามีตัวเลือกให้เจ้าแค่สองหนทางเท่านั้นคือ ตกลงแบบไม่เจ็บตัวหรือตกลงแบบเจ็บตัว”อย่างไรเสียวันนี้นางก็ไม่มีทางหนีรอดไปจากเขาได้

“ท่านไม่คิดง่ายไปหรือ”ถึงขั้นนี้แล้วแต่หญิงสาวกลับไม่มีทีท่าหวาดหวั่น นางยังสามารถตั้งคำถามที่เขาไม่เข้าใจได้อีก

“อะไรนะ”

ท่าทางนางต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ“แค่ท่านจับตัวท่านลุงชุยกับลูกชายเป็นตัวประกัน แล้วจับข้าขังไว้ในห้องกับท่านเท่านี้ ท่านก็คิดแล้วหรือว่าข้าจะยอมท่านง่ายๆ”แม้น้ำเสียงหวานจะไม่ปรากฏอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆแต่ดวงตาคู่งามกลับฉายความรู้สึกสมเพชและดูถูก

หางคิ้วของเจิ้นเทียนกระตุก นางปากดีได้ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น“เจ้าต่างหากเหม่ยหลินที่คิดง่ายไป เจ้าคิดหรือว่าจะหนีจากที่นี่ไปได้”เจิ้นเทียนผายมือทั้งสองออกด้านข้าง “คนของข้าล้อมบ้านหลังนี้ไว้หมดแล้วเจ้าไม่มีทางหนีไปได้ อีกอย่างเจ้าคงไม่อยากให้สองพ่อลูกคู่นั้นเป็นอะไรไปหรอกใช่ไหม”

“ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะชั่วช้าได้ถึงขนาดนี้”ถึงกับเอาชีวิตผู้อื่นมาข่มขู่เพื่อวัตถุประสงค์อันชั่วช้าของตัวเอง

“เจ้าไม่ควรว่าผู้ชายที่จะมาเป็นสามีในอนาคตของเจ้าอย่างนั้นนะเหม่ยหลิน”เจิ้นเทียนนิ่วหน้าอย่างไม่ชอบใจ

เหม่ยหลินเลิกคิ้ว “ข้าก็เข้าใจมาตลอดว่าท่านเป็นสามีของแม่นางที่เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมสราญรมย์เสียอีก”

เจิ้นเทียนตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน เขาไม่คิดว่านางจะล่วงรู้ความลับของเขา “ผ..ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่คู่นอนของข้าเท่านั้นแหละ มีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่ข้าจะตบแต่งเป็นภรรยาเหม่ยหลิน”ระหว่างบ่อเงินเล็กๆกับทะเลทองคำกว้างใหญ่เป็นใครก็ต้องเลือกอย่างเดียวกับเขาทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ได้แต่งงานกับหญิงงามล่มเมืองแต่ยังเป็นหญิงงามที่เป็นถึงองค์หญิงของแคว้น เขาไม่ต้องทำอะไรก็มีเงินทองให้ใช้ไปทั้งชาติ อีกทั้ง... สายตาของเจิ้นเทียนกวาดมองทั่วโฉมงามร่างอรชรตรงหน้า เอวบางดุจต้นหลิว ผิวพรรณขาวเนียนใสไร้ตำหนิ ริมฝีปากแดงเนียนฉ่ำ ความสวยหวานที่ทั้งบริสุทธิ์และยั่วยวนในเวลาเดียวกัน แค่คิดว่าอีกไม่นานทั้งหมดนี่จะเป็นของเขาเจิ้นเทียนผู้นี้ ความตื่นเต้นพลุ่งพล่านในร่างจนเขาแทบทนไม่ไหว

“ท่านพูดถึงคนที่กำลังอุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านแบบนั้นหรือเจิ้นเทียน ท่านมันต่ำช้ากว่าสัตว์เสียอีก ทั้งที่นางรักมั่นคงกับท่านคนเดียว นี่หรือคือการตอบแทนของท่านต่อความรักของนาง”

ผู้ชายคนนี้นอกจากใช้วิธีการสกปรกหลอกพานางมาที่นี่ ใช้ชีวิตของผู้อื่นมาเป็นตัวประกัน มักมากในกามคิดจะขืนใจย่ำยีนาง ประพฤติผิดศีลธรรมทั้งที่ตนมีภรรยาอยู่แล้วยังคิดนอกใจ หลอกลวงไม่เห็นค่าของหญิงสาวที่รักมั่นในตัวเอง แล้วยังโลภมากต้องการสมบัติที่ไม่ใช่ของตน คนโลภเช่นนี้ต่อให้มีสมบัติกองเท่าภูเขาก็คงถูกเขาผลาญจนหมด

จากความอับอายที่ถูกแทงใจดำครั้งแล้วครั้งเล่าแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ใบหน้าของเจิ้นเทียนแดงก่ำบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ เดินเข้ามาหมายจะจับตัวร่างบาง “งั้นหรือ ข้าอยากรู้นักว่าถ้าองค์หญิงอย่างเจ้าต้องมากลายเป็นเมียของสัตว์อย่างข้าจะเจ้าจะทำอย่างไร!?

แต่พึ่งจะก้าวเท้าได้หนึ่งก้าวร่างของเขาก็ทรุดลงกับพื้น เจิ้นเทียนเบิกตากว้าง นี่มันอะไรกัน!? ทำไมเขาถึงขยับตัวไม่ได้ เจิ้นเทียนมองแขนของตัวเองที่วางอยู่กับพื้นข้างหน้าแต่เขากลับขยับแขนของตัวเองไม่ได้ ราวกับมันไม่ใช่แขนของเขาเอง ขาของเขาก็เหมือนกันมันไม่ยอมขยับไม่ว่าเขาจะพยายามสั่งมันเท่าไหร่

 “น..นี่มันอะไรกัน ทำไมข้าขยับไม่ได้!?” เจิ้นเทียนตมองไปรอบๆอย่างลนลาน เห็นหญิงสาวที่ยืนมองเขานอนพังพาบอยู่กับพื้น นางไม่ได้มีทีท่าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ใบหน้างามเรียบเฉยราวกับรู้อยู่แล้ว เขาถึงพึ่งสังเกตว่าตลอดเวลาเมื่อครู่นี้ร่างบางไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวเขาเลยซักนิด นางไม่ได้อ้อนวอนเขา ซ้ำยังต่อปากต่อคำกับเขาอย่างที่คนทั่วไปไม่น่าจะทำ “เหม่ยหลินเจ้า ทำอะไรข้า!?

“ท่านคิดหรือว่าที่ข้าอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะโชคช่วย”แค่เห็นท่าทางอึกอักไม่ยอมพูดของลูกชายลุงชุยยามที่เขาวิ่งมาตามนางที่โรงหมอ นางก็รู้แล้วว่าเด็กชายมีเรื่องปิดบังนาง เด็กคนนี้เป็นหัวโจกของพวกเด็กในตลาด เวลาพูดทีเสียงดังไปถึงถนนฝั่งตรงข้าม มีหรือที่อยู่ๆจะพูดอึกอักขึ้นมาเสียเฉยๆ นางจึงซักไซ้ให้เขาเล่าเรื่องราวความจริงทั้งหมด พอมาถึงนางก็แค่เล่นละครทำเป็นไม่รู้ถึงแผนร้ายของเจิ้นเทียนที่วางไว้ ทุกอย่างนางเตรียมตัวไว้แล้ว

“นี่เป็นยาที่ข้าคิดข้าขึ้น ไร้ควัน ไร้กลิ่นเป็นยาสลบ แต่ใช้เวลานานหน่อยกว่าจะออกฤทธิ์”เหม่ยหลินยกแขนขึ้นที่ข้อมือบางของหญิงสาวมีสร้อยลูกประคำสายหนึ่ง ถ้าหากมองให้ดีแล้วจะพบว่าลูกประคำบางลูกนั้นถูกฉลุลายภายในกลวงเปล่า ข้างในนั้นมีกำยานไร้สีไร้ควันไร้กลิ่นกำลังเผาไหม้อยู่

อะไรนะ งั้นคนของเขา เจิ้นเทียนที่ขยับตัวไม่ได้เหลือบมองไปข้างนอก

“ใช่ข้าคิดว่าป่านนี้คนของท่านคงกำลังนอนหลับอยู่”นางให้กำยานส่วนหนึ่งไปกับลูกชายลุงชุย เดาจากภายนอกที่เงียบสนิท เขาคงทำสำเร็จ “แต่ตอนที่ข้าใช้กับท่านข้าผสมตัวยาอื่นลงไปนิดหน่อย”

คำว่าตัวยาอื่น ทำให้ใบหน้าของเจิ้นเทียนซีดขาว

“อันที่จริงข้าเองก็ไม่อยากทำแบบนี้ ต้องขอบคุณท่านที่ทำตัวต่ำช้าจนทำให้ข้าตัดสินใจได้” ที่นางพูดจายั่วยุเจิ้นเทียนก็เพื่อดูธาตุแท้ของอีกฝ่าย และนางก็ได้รู้ว่าคนอย่างเจิ้นเทียนเป็นคนที่น่ารังเกียจ น่าขยะแขยงไปถึงเนื้อในกระดูก“ข้ารู้ว่าถ้าข้าปล่อยท่านไปท่านจะต้องตามมาราวีข้าอีกแน่ ข้าเลยต้องทำให้แน่ใจว่าท่านจะต้องไม่ตามมาราวีข้าอีก”

ใบหน้าของเจิ้นเทียนเปลี่ยนจากสีขาวเป็นม่วงคล้ำ “เจ้าใช้ยาอะไรกับข้า”น้ำเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว

“ไม่ต้องกังวล ยาที่ข้าใช้กับท่าน ไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอก”คำพูดของหญิงสาวไม่ได้ทำให้เขาคลายกังวล เพราะดวงตาคู่งามของนางไม่ได้บอกเช่นนั้น เขารู้ว่าแม้ผลของมันจะไม่มีอันตรายถึงชีวิตแต่มันอาจเลวร้ายกว่านั้น “แค่ทำให้ท่านไม่สามารถมีทายาทได้อีกก็เท่านั้น”

เกิดเป็นชายหากสิ่งนั้นไม่สามารถใช้การได้ก็ไม่ต่างกับไม่มี เมื่อไม่มีย่อมไม่อาจเรียกว่าเป็นชายได้ แบบนั้นไม่ต่างกับการฆ่าเขาทั้งเป็น การทำลายมันเท่ากับบดขยี้ศักดิ์ศรีความเป็นชายของเขา ตาขาวของเจิ้นเทียนเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย “เจ้าทำแบบนี้ฆ่าข้าเสียยังดีกว่า!”ดวงตาทั้งสองข้างปูดโปน มือทั้งสองตะเกียดตะกายกับพื้นเพราะฤทธิ์ยาขณะปากร้องตะโกนคร่ำครวญอ้อนวอนทั้งโกรธแค้น และเจ็บปวดแสนสาหัส “เจ้าฆ่าข้าเถอะเหม่ยหลิน ฆ่าข้าเสียดีกว่า!

“..ชีวิตของท่านไม่มีค่าพอให้ข้าจัดการหรอก”กำยานใหม่ถูกจุดขึ้นอีกครั้งควันที่ไร้รูปไร้กลิ่นปกคลุมทั่วทั้งห้องอีกครั้ง

เจิ้นเทียนรู้สึกว่าหนังตาทั้งสองข้างหนักขึ้นทำให้เขารู้ว่าตอนนี้นางใช้ยากับเขาอีก เขาพยายามต่อต้านฤทธิ์ยาแต่ก็ทำได้แค่ตะเกียดตะกายบนพื้น เล็บของนิ้วมือทั้งสิบฉีกขาดเพราะการตะกุยบนพื้นเพื่อขยับตัวไปข้างหน้า แต่ตัวของเขาแทบจะไม่ขยับไปข้างหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว เจิ้นเทียนส่งเสียงร้องครางอึกอักในลำคอก่อนสลบไป ในตอนนั้นเจ้าตัวก็ได้ตระหนักถึงคำว่า ดอกไม้งามย่อมมีพิษร้ายเป็นอย่างไร

เจิ้นเทียนสลบไปแล้ว คงใช้เวลาหลายชั่วยามว่าเขาและพรรคพวกจะได้สติ นางต้องไปเรียกคนมาช่วยลุงชุยกับลูกชายก่อน ถึงจะยังสงสัยเรื่องที่เจิ้นเทียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางได้อย่างไรก็เถอะ

ประตูถูกเปิดออกก่อนที่นางจะเอื้อมมือไปถึง ด้วยมือของชายคนหนึ่งนางสังเกตเห็นกระบี่ที่เหน็บอยู่ที่เอวของเขา แม้จะเห็นแค่แว่บเดียวนางก็รู้ว่ากระบี่นั้นไม่ใช่กระบี่ธรรมดา และคนที่ถือมันไม่มีทางเป็นคนธรรมดาไปได้

“ยินดีที่ได้พบ เฉินเหม่ยหลินแห่งลั่วอัน โอ๊ะๆ ช่วยถอดของที่อยู่ที่ข้อมือของเจ้าด้วย ข้าไม่ค่อยอยากเป็นเหมือนคนพวกนี้เท่าไหร่ อีกอย่างเจ้าคงรู้ว่ามันไม่ได้ผล”ชายคนนั้นชี้นิ้วไปที่หน้ากากกรองพิษที่อยู่บนใบหน้า

เหม่ยหลินกุมมือแน่น ชายคนนี้รู้อาวุธลับของนาง หญิงสาวถอดสร้อยลูกประคำออกส่งให้อีกฝ่ายที่โยนทิ้งไปบนพื้น

ไม่นึกเลยว่าการมาเดินเล่นที่เมืองบ้านนอกเช่นนี้จะได้เจอองค์หญิงหนึ่งแห่งแคว้นได้ ไม่ต้องห่วงหรอกข้าเองก็ไม่มีรสนิยมชอบทำให้ของสวยๆงามๆเสียหายเสียด้วย ดังนั้นหวังว่าองค์หญิงอย่าให้ข้าต้องทำเรื่องที่ลำบากใจ ยอมไปกับข้าดีๆนะขอรับ”

“เป็นเจ้าสินะที่บอกตัวตนที่แท้จริงของข้ากับเจิ้นเทียน”ที่แท้ทั้งหมดล้วนเป็นแผนการของคนผู้นี้

ชายคนนั้นหัวเราะอย่างถูกใจ “ฮะๆๆ ถูกแล้ว องค์หญิงช่างฉลาดเสียจริง”ว่าแล้วใช้เท้าเขี่ยร่างกึ่งเปลือยของเจิ้นเทียนที่สลบอยู่ไปเพื่อเดินหาหญิงสาว “ชายผู้นี้ทำให้งานของข้าง่ายขึ้นเยอะเชียว ที่ข้าทำก็แค่บอกว่าท่านเป็นใครเท่านั้นเอง”

ชายคนนี้แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางสบายๆเอาแต่หัวเราะแต่กลับไม่มีช่องโหว่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาที่กลิ้งกลอกอยู่ตลอดเวลาเหมือนไม่จับจ้องอยู่ที่ใดนั้นแท้จริงแล้วคอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของหญิงสาว ถ้านางทำอะไรตุกติกเขาคงรู้ตัว ชายคนนี้ไม่ใช่โจรผู้ร้ายธรรมดา นางเคยได้ยินชื่อเขา นักฆ่าแมงมุมแดงที่ขึ้นชื่อเรื่องพฤติกรรมวิปริต และสกปรก นางมองกระบี่ที่แปลกตาของเขามันเป็นดาบทรงงอที่มีใบมีดซ้อนทับกันแปดใบตรงกับที่นางเคยได้ยินมา ว่ากันว่าเมื่อใบมีดนั้นกางออกจะมีลักษณะคล้ายกับขาแมงมุม เนื่องจากตัวดาบทำให้ซ้อนกันได้จึงมีน้ำหนักเบา จึงไม่ได้มีพลังทำลายล้างมาก แต่เหมาะกับการใช้ทรมานมากกว่า

“ก็ได้ นำทางไปสิ”ตอนนี้นางไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมทำตามที่มันต้องการไปก่อน

“ดีมาก ข้าก็ไม่ชอบทำอะไรที่มันเปลืองแรงเหมือนกัน ข้าไม่ชอบเหงื่อ มันทำให้ตัวข้าเหม็น”แมงมุมแดงเดินนำหญิงสาวออกจากห้องแต่ขณะที่เขาเดินผ่านร่างของลูกชายลุงชุยที่คงสลบไปเพราะเขา แมงมุมแดงก็นั่งลง

“นั่นเจ้าจะทำอะไรน่ะ”

“ตัวประกันไง เผื่อเจ้าคิดจะหนี คนอย่างเจ้าไม่กลัวตัวเองบาดเจ็บหรอก แต่กลัวคนอื่นบาดเจ็บใช่ไหมล่ะ”หลังจากเขาจัดการมัดมือมัดเท้าของเด็กชายแล้วก็อุ้มร่างเล็กขึ้นบ่า

แมงมุมแดงรู้ทันความคิดของนาง เดิมทีนางคิดจะเสี่ยงตัวเองจัดการเขา บ้านลุงชุยอยู่ติดชายป่า ห่างไกลจากผู้คน นั่นคงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เจิ้นเทียนเลือกที่นี่ นางจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนโดนลูกหลงไปด้วย แต่แมงมุมแดงก็ดูออก ทำลายข้อได้เปรียบของนาง ถ้าผ่านป่าแห่งนี้ไปก็จะเป็นทะเล ตัวนางเองยังไม่เท่าไหร่ แมงมุมแดงคงต้องการตัวนางเป็นๆ แต่เด็กชายนางเสี่ยงให้เขาพาตัวเด็กชายไปด้วยไม่ได้

“ท่านต้องปล่อยเขา ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”

“ท่านคิดว่าท่านมีสิทธิเลือกงั้นหรือองค์หญิง แค่ข้า..”แมงมุมแดงที่หันมาเบิกตากว้างเมื่อร่างบางกระโจนเข้าหา คนทั้งสามล้มลงกระแทกกับพื้น มือบางสาดผงบางอย่างใส่ตาอีกฝ่าย

“อ๊าก ตาข้าเจ้ากล้า!”แมงมุมแดงยกมือขึ้นกุมเบ้าตาที่ร้อนราวกับมีไฟแผดเผา

เหม่ยหลินกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้องเมื่อคมกระบี่ที่อีกฝ่ายเหวี่ยงสะเปะสะปะเฉือนเข้าที่ขาของนางระหว่างที่นางกำลังลากตัวเด็กชายและลุงชุยไปหลบในที่ปลอดภัย นางจงใจทำเสียงดังวิ่งเข้าไปในป่าแม้ตอนนี้ตาของอีกฝ่ายจะมองไม่เห็นแต่หูยังได้ยิน เขาแค้นนาง เขาต้องตามนางมาแน่ ตอนนี้นางต้องทำให้เขาอยู่ห่างจากเด็กชายกับลุงชุยมากที่สุดแต่ไม่นานแมงมุมแดงก็ตามนางทัน

ร่างของหญิงสาวถูกกระชากให้หันหลังกลับ คมมีดประหลาดของแมงมุมแดงวาววับสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามอัสดง ดวงตาทั้งสองของแมงมุมดำไหม้ดำเพราะยาพิษ เขาหัวเราะเสียงดัง ชายคนนี้ดูเหมือนจะเสียสติไปแล้ว “ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมาก่อนแล้วค่อยเฉือนเจ้าเป็นชิ้นๆ!

หยดเลือดสีแดงเข้มสาดกระจายไปบนอากาศ เหม่ยหลินได้ยินเสียงคมมีดแทงทะลุร่างสองครั้ง ร่างของแมงมุมแดงทรุดลงบนพื้น เช่นเดียวกับอีกร่างที่อยู่ตรงหน้านาง ร่างที่เข้ามารับคมดาบแทนนาง

“อวี้เฟิง!

[ต่อ]

เด็กหนุ่มที่อยู่บนเตียงตื่นแล้วและกำลังลืมตามองเพดานก่อนจะเหลือบมองรอบข้างเมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ร่างสํงจึงค่อยๆยันมือกับเตียงลุกขึ้นสองขาเหวี่ยงลงพื้น

“เจ้าคิดจะทำอะไรน่ะอวี้เฟิง”พร้อมกับเสียงหวานของร่างบางที่เปิดประตูเข้ามา

เด็กหนุ่มถอนหายใจพูด“เหม่ยหลินข้านอนบนเตียงแบบนี้มาวันหนึ่งแล้ว”

“เจ้าควรนอนหนึ่งอาทิตย์เป็นอย่างต่ำเสียด้วยซ้ำ”หญิงสาววางถาดยาลงบนหัวเตียง

คิ้วเข้มนิ่วเข้าหากัน “นอนขนาดนั้น ข้าก็กลายเป็นผักกันพอดี”

เหม่ยหลินเทยาต้มจากกาใส่ลงในชาม “ถ้าเจ้าไม่อยากเจ้าก็ไม่ควรเข้ามาบังตัวข้าแบบนั้น” ที่เขาต้องนอนแบบนี้ก็เป็นเพราะเขาปกป้องนางจากแมงมุมแดง เขาเอาตัวเข้ามาบังนางไว้ ให้ตัวนางอยู่ด้านหลังเขา เขาจึงรับคมดาบที่พุ่งเข้ามาสังหารนั้นแทนนาง เขาใช้มีดสั้นแทงสวนอีกฝ่ายไปหนึ่งดาบ แม้จะไม่สามารถกำจัดอีกฝ่ายได้แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายยอมล่าถอยกลับไป โชคดีที่ตอนนั้นเขาพาพวกชาวบ้านมาด้วย แมงมุมแดงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหนีไปแต่ก่อนหนีก็ไม่วายใช้ดาบประหลาดนั้นแทงซ้ำที่ช่วงท้องของเขาก่อนกางใบมีดทั้งแปดออกขณะดึงมันออกจากร่างของเด็กหนุ่ม ดังนั้นแม้จะไม่โดนจุดสำคัญแต่ปากแผลของเขาก็ฉีกกว้างจนอันตรายมาก ต้องใช้เวลารักษาตัวหลายวัน หลังจากกลับมาป้าหลางก็รีบไปแจ้งความกับทางการว่าทั้งหมดนั้นเป็นแผนร้ายของเจิ้นเทียน ส่วนเจิ้นเทียนตอนนี้ถูกส่งตัวให้ทางการตัดสินเขาคงไม่รอดจากการถูกสำเร็จโทษ

 “เจ้าไม่ควรทำแบบนั้น”

“แต่ข้าก็ทำไปแล้ว”

“ทำไมเจ้าถึงทำแบบนั้น”

อวี้เฟิงยกชามยาจากนางขึ้นดื่มจนหมดแล้วส่งคืนให้นาง ยิ้มอบอุ่นปรากฏบนริมฝีปากได้รูป “เจ้ารู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

นางหวังว่ามือของตนเองจะไม่สั่นขณะยื่นมือไปรับชามยาจากเขา “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าไม่มีวันตอบสนองความรู้สึกของเจ้าได้”

“อืม ข้ารู้”

ถ้ารู้แล้วทำไมเขาถึงยังทำหน้าอย่างนั้นต่อหน้านาง เขาทำหน้าราวกับนางกำลังทำร้ายเขา เขารู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้จะมาโทษนางได้อย่างไร “เจ้าควร..”

เขาคงรู้ว่านางจะพูดเรื่องอะไรถึง ใบหน้าที่หม่นหมองรีบเปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้ม “ข้าไม่เป็นไรเจ้าไม่ต้องห่วงนะเหม่ยหลิน สำหรับข้าแค่ได้อยู่ใกล้ๆเจ้าแบบนี้ต่อไปก็พอแล้ว”

นัยน์ตาสีดำคมที่มีภาพของนางเจือแววขอร้อง เขาไม่ใช่แค่บอกให้นางรู้แต่ยังอ้อนวอนนาง ขอร้องนาง

“..ข้าจะไปเอาผ้าพันแผลมาเปลี่ยนให้เจ้า”เหม่ยหลินบอกพร้อมลุกขึ้นจบบทสนทนาด้วยการเดินออกไปด้านนอก

พอพ้นสายตาคมคู่นั้นมาได้ เหม่ยหลินก็พิงหลังกับกำแพงริมฝีปากบางผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นับวันนางยิ่งรับมือเขาได้ยากขึ้นทุกที นางรู้ว่าทางที่ดีที่สุดคืออยู่ให้ห่างจากเขา แต่ตอนนี้เขาบาดเจ็บอยู่และที่เขาบาดเจ็บก็เป็นเพราะเขาช่วยนางเอาไว้ จะให้นางไม่สนใจใยดีเขา ก็ดูจะแล้งน้ำใจเกินไป แม้นางจะไม่ชอบสิ่งที่เขาทำแต่ในฐานะที่เขาช่วยนางไว้ นางจึงตัดสินใจที่จะดูแลเขาอย่างน้อยก็จนกว่าแผลของเขาจะหาย

เด็กหนุ่มก็ดูจะรู้ ถึงได้ใช้โอกาสนี้ใกล้ชิดนางอย่างหน้าไม่อายเลยแม้แต่นิดเดียว ยกตัวอย่างเช่น เช้านี้ที่นางยกอาหารเช้าไปให้เขา

“ป้อนข้าหน่อยสิเหม่ยหลิน”

“..บางทีเจ้าอาจจะลืมไปว่าเจ้าบาดเจ็บที่ท้อง”นางเตือนเขาว่ามือเขายังใช้ตักอาหารได้

อวี้เฟิงยิ้มพร้อมตอบคำถามที่ไม่หน้าทนจริงคงไม่สามารถทำได้ออกมา “ข้าไม่ได้ลืมแต่อยากให้เจ้าป้อนน่ะเหม่ยหลิน ได้ไหม”

“ถ้าเจ้าบาดเจ็บที่มือ ข้าจะป้อนเจ้า”หญิงสาวไม่สนใจและยัดถาดข้าวต้มใส่มือเขา

“ว่าแล้วเชียว”เด็กหนุ่มถอนหายใจทำหน้าเศร้าคอตกขณะยกช้อนตักข้าวต้มใส่ปาก

“รู้แล้วยังจะถามทำไมอีก”

“เผื่อเจ้าจะเปลี่ยนใจน่ะ”เขาตอบตาใส

“ข้าไม่ใช่คนเปลี่ยนใจง่ายๆ”

“บังเอิญจังนะ ข้าเองก็ไม่ใช่คนเปลี่ยนใจง่ายๆเหมือนกัน”อวี้เฟิงหันหน้ามามองนางพร้อมยิ้ม ...นางรู้ว่าเขาไม่ได้หมายถึงข้าวต้มอย่างเดียว

เขาทำให้นางทั้งโมโหทั้งอ่อนใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี ความโมโหทำให้นางอยากสาดน้ำชาใส่ใบหน้าอ่อนเยาว์คมคายนั่น แต่ความอ่อนใจที่เขายังบาดเจ็บห้ามไม่ให้นางทำอย่างนั้น น้ำชาในถ้วยจึงยังอยู่ดีเมื่อนางส่งมันให้เขา

“เจ้าควรนอนได้แล้ว”เหม่ยหลินเก็บชามข้าวต้ม

“เจ้านอนที่ไหน”เพราะในบ้านหลังนี้มีเตียงเดียว เขาบาดเจ็บ เหม่ยหลินจึงให้เขานอนบนเตียงของนาง

“ข้าก็ไปนอนกับป้าหลางเหมือนเดิมนะแหละ”

“เจ้าโกหก”เขาพูดทันที น้ำเสียงทุ้มของเขาดูจะเข้มขึ้นเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าที่ผ่านมาเจ้านอนที่ห้องปรุงยา”นางใช้เก้าอี้ยาวสองตัวมาต่อกันแทนเตียงนอน

มือบางที่กำลังเก็บชามชะงักเล็กน้อย “เจ้ารู้อยู่แล้ว ทำไมถึงถามอีก”

อวี้เฟิงไม่ตอบคำถามนาง“เวลาเจ้าหลับ เจ้าหลับสนิทมากเลยนะ”

 “ช่วยไม่ได้นี่ ในเมื่อเจ้ายึดเตียงข้าไป แล้วข้าก็ไม่อยากรบกวนป้าหลาง”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอกเหม่ยหลิน เตียงของเจ้ากว้างพอที่จะนอนสองคนได้นะ"เขาขยับตัวไปด้านในให้เห็นที่ว่าง

ความหมายของเขาคือ “เจ้าจะให้ข้านอนร่วมเตียงกับเจ้า”

“หรือเจ้าจะให้ข้าไปนอนที่ห้องปรุงยาก็ได้ แต่ถ้าเจ้าเลือกนอนที่เดิมก็ไม่เป็นไร ข้ากำลังคิดว่าจะหาที่อื่นนอนเหมือนกัน เตียงนี้มันเย็นเกินไปหน่อย”เขาพูดเหมือนให้นางเลือกแต่แท้จริงไม่เปิดโอกาสให้นางเลือกเลยแม้แต่น้อย นางมีตัวเลือกเดียวคือนอนบนเตียงเพียงแค่นอนกับเขาหรือนอนคนเดียว

“ข้าว่าตอนเจ้าเป็นแมวยังน่ารักกว่าตอนนี้เสียอีก”อย่างน้อยตอนที่เขาเป็นแมวคงพูดจาบังคับนางแบบนี้ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็รู้ว่าประโยคที่แฝงการบังคับนั่นมีจุดประสงค์เพราะเป็นห่วงนาง

“ถ้าเจ้าลำบากใจ ข้าจะคืนร่างเป็นแมวก็ได้”

มันคงไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นักหรอก เหม่ยหลินปลงตก นางเอาชามไปเก็บพอกลับมาก็ขยับตัวขึ้นไปบนเตียงนอนท่ามกลางสายตาแปลกใจของเด็กหนุ่ม เหม่ยหลินเอื้อมมือกดศีรษะของเด็กหนุ่มลงบนหมอน “ข้าไม่อยากเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เจ้าอีก เพราะงั้นนอนได้แล้ว”

อวี้เฟิงนอนลงบนเตียงอย่างสงบเสงี่ยม “ขอถามหน่อยได้ไหมว่านั่นมันอะไร”ชี้นิ้วไปที่ม้วนผ้าห่มที่หญิงสาวเอามาวางคั่นกลาง

“สิ่งที่ข้าจะไม่ข้ามมาเด็ดขาด ถ้าข้าเป็นเจ้า”หญิงสาวห่มผ้าให้เด็กหนุ่ม “ทีนี้เจ้าจะนอนได้หรือยัง”เขาควรนอนพักได้แล้วไม่ใช่มาพูดจ้อกับนางไม่หยุดแบบนี้ เขาถูกกระบี่แทงมานะ ทำไมเขาถึงได้พูดมากอย่างนี้ ถ้าหากว่านางไมได้เป็นคนทำแผลให้เขาเห็นบาดแผลของเขากับตาตัวเอง นางคงคิดว่าเขาไม่ได้บาดเจ็บสาหัส ดูสิ ขนาดนางพูดถึงขนาดนี้แล้วเขายังทำท่าจะพูดอะไรอีกแล้ว นางจึงยื่นมือไปปิดปากเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด

“มีอะไรค่อยพูดกันพรุ่งนี้ ตอนนี้เจ้าควรนอนได้แล้ว”

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ก่อนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย

เหม่ยหลินจึงยอมปล่อยมือจากปากเขา แต่เมื่อนางยกมือได้ไม่นาน

“ข้าขอพูดนิดเดียว”เขายื่นคำขอเมื่อดวงตาคู่งามหรี่ลงมอง

“พูดมา”นางจะดึงมือตัวเองคืนมาแต่ก็ทำไม่ได้ นางก้มลงมองและพบว่ามือของนางอยู่ในอุ้งมือของอวี้เฟิง

“ขอบคุณแล้วก็ขอโทษเจ้าด้วยที่เจ้าต้องมาดูแลข้าเช่นนี้”

“เจ้าขอบคุณคนที่ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้รึ”พิลึกคนจริง ..ไม่สิพิลึกแมวจริง

อวี้เฟิงส่ายหน้า “เจ้าไม่ใช่คนที่ทำให้ข้าเป็นเช่นนี้เสียหน่อยและเจ้าไม่ได้เป็นคนผลักข้าให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าด้วย เพราะงั้นที่ข้าขอบคุณเจ้าก็ถูกแล้ว”

“ถ้าเจ้าทำแบบนั้นอีก ข้าจะไม่ดูแลเจ้าแล้ว การปกป้องคนอื่นโดยเอาชีวิตโดยเอาชีวิตเข้าแลกเป็นเรื่องของคนโง่”ปกป้องคนอื่นโดยเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยง หากเสียมันไปแล้วจะได้อะไร “รับปากข้าสิว่าเจ้าจะไม่ทำแบบนั้นอีก”

อวี้เฟิงมองนางนิ่งก่อนรับคำ “ได้ข้าจะไม่ทำแบบนั้นอีก”

“เจ้าโกหก”เหม่ยหลินมองความนัยในตาเขาออกอย่างท้อใจ แม้ปากเขาพูดว่าจะทำตามที่นางพูด แต่ดวงตาเขากลับพูดอีกอย่าง แม้จะไม่ได้ออกมาเป็นคำพูดแต่แววตานั้นแสดงถึงความมั่นคงหนักแน่นของสิ่งได้ตัดสินใจไปแล้ว นั่นไม่ใช่แววตาของคนที่เสียใจในสิ่งที่ทำลงไป “ถึงเจ้าจะทำแบบนี้ไป ข้าก็ไม่มีทางใจอ่อนหรอกนะ”ถึงนางจะพูดออกไปแบบนั้นแต่ก็ไม่อาจสั่นคลอนแววในตาของเขาได้ ความดื้อดึงของเขาทำให้นางโกรธจนควันแทบออกหู

“ข้าจะนอนแล้ว”เหม่ยหลินล้มตัวลงนอนหันหลังให้เขาก่อนที่ความโกรธจะทำให้นางตัดสินใจผลักเขาลงจากเตียง

“เหม่ยหลิน..”

“ถ้าเจ้ายังพูดอีก ข้าจะเปลี่ยนใจให้เจ้าออกไปนอนข้างนอก”

ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่มอีก เหม่ยหลินได้ยินเสียงเขาขยับลุกขึ้นนั่ง ความเงียบบอกว่าเขากำลังมองนางก่อนที่จะล้มตัวลงนอน เมื่อแน่ใจว่าเด็กหนุ่มเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว หญิงสาวจึงลืมตาขึ้น พลิกตัวกลับมาโดยระมัดระวังไม่ให้เขาตื่น

แสงจันทร์ไม่เพียงทำให้เหม่ยหลินเห็นหน้าเขาชัดเจนในความมืด แต่ยังช่วยขับเน้นเค้าความคมเข้มของบุรุษที่ยังไม่เด่นชัดบนใบหน้าเขา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป ความหล่อเหลาของเขาเพิ่มมากขึ้นเมื่อโดนแสงจันทร์อาบไล้ ถ้าเขาโตขึ้นความหล่อเหลานี้คงเพิ่มขึ้น และคงทำให้หญิงสาวทั้งหลายตกหลุมรัก ยอมทำทุกอย่างเพื่อเขาได้ไม่ยาก หากเขาต้องการนางก็มั่นใจว่าแม้แต่องค์หญิง เขาก็สามารถทำให้ตกหลุมรักได้ นางไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดเขาจึงได้ฝังใจกับนางนัก หญิงสาวมั่นใจว่าเขาไม่ได้ติดใจที่รูปกายของนางเพราะสำหรับคนหน้าตาอย่างเด็กหนุ่มนางรู้ว่าเขาคงหาได้ไม่ยาก

“เจ้าชอบส่วนไหนของข้ากันนะ อวี้เฟิง”ถ้านางรู้นางอาจทำให้เขาเลิกฝังใจกับนางได้เสียที อะไรของนางกันนะที่ทำให้เขาอยากปกป้อง กระทั่งยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อนาง “ข้าไม่เข้าใจเจ้าเลย เหตุใดเจ้าจึงยึดติดกับข้าถึงเพียงนี้”

ยิ่งคิดนางก็ยิ่งไม่เข้าใจ เหม่ยหลินมองมือของตัวเองที่ถูกเด็กหนุ่มฉวยโอกาสจับเอาไว้ไม่ปล่อย ยิ่งคิดนางก็ยิ่งปวดหัว วันนี้ทั้งวันนางก็ถูกเขาป่วนตลอด นางหลับตาลง น่าแปลก ทั้งที่ตลอดมานางนอนคนเดียวตลอด แต่ทำไมการนอนกับเขาทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยได้นะ ทั้งกลิ่นอายของเขาที่รายล้อมตัวนาง ความอบอุ่นจากตัวเขา คืนนั้นนางหลับสนิทได้เร็วกว่าสามคืนที่ผ่านมาเสียอีก คงเป็นเพราะนางนอนบนเตียงสินะ

 

คนที่หญิงสาวเข้าใจว่าหลับไปแล้วลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาคมกระจ่างไร้วี่แววและร่องรอยความง่วงงุน เขาไม่ได้หลับ แน่นอนเขาได้ยินทุกอย่างที่เหม่ยหลินพูด เขามองเจตนาของนางออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ดูนางจะพยายามเหลือเกินให้เขาเลิกชอบนาง เขาอยากเตือนนางว่าทำแบบนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่เขารู้ว่านางคงไม่ฟัง นางไม่เคยเป็นคนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ไม่งั้นเขาคงไม่ต้องถ่อตามหานางจนมาถึงนี่ ดวงตาสีดำที่ทอดมองร่างบางฉายแววระอาใจแต่กว่าครึ่งเจือปนด้วยความขบขับ นางช่างไม่รู้ตัวเลยซักนิดว่าการกระทำแบบนั้นของนางในสายตาเขามันน่ารักน่าเอ็นดูเอามากๆ เด็กหนุ่มหรี่ลงเมื่อหันไปมองลิ้นชักตู้ในห้องที่ลงกุญแจเอาไว้ เขารู้ว่าข้างในนั้นมีห่อผ้าห่อหนึ่งอยู่

ดูเหมือนว่าเหม่ยหลิยจะยังไม่ล้มเลิกความคิด เขารู้ว่าข้างในห่อผ้านั่นมีอะไร เขาเคยเปิดมัน ข้างในมีเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นจำนวนหนึ่ง นางเตรียมข้าวของพวกนี้ไว้เพื่อที่จะหนีเขา นางคิดหรือว่าเขาไม่รู้นางวางแผนจะแอบหนีไปโดยไม่ให้เขารู้ตัว เป็นจังหวะเหมาะพอดีที่เกิดเรื่องของเจิ้นเทียนขึ้น เขาไม่รอช้าที่จะใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์ไม่เช่นนั้นกระบี่ของไอ้แมงมุมชั้นต่ำนั้นคงไม่มีทางมาถูกตัวเขาได้ แต่ที่นอกเหนือจากที่เขาคิดไว้

อวี้เฟิงเลิกชายกระโปรงของเหม่ยหลินขึ้น ท่อนขาเรียวยาวขาวผ่องเรียบเนียนดุจหยกขาวไร้ตำหนินั้น ตอนนี้ข้างหนึ่งมีผ้าพันแผลพันอยู่รอบดูแล้วขัดตายิ่งนัก ดวงตาของเด็กหนุ่มดำมืดราวกับราตรีที่ปกคลุมยามที่มองผ้าพันแผลบนท่อนขาเรียว มือเรียวแกะผ้าพันแผลออก

 รอยแดงที่เกิดจากคมมีดบาดเป็นทางยาวตัดกับผิวขาวนวล ดูท่านางจะไม่ได้ใส่ใจทำแผลของตัวเองนัก คงเพราะคิดว่าบาดแผลของตัวเองไม่ได้หนักหนาอะไร แม้บาดแผลของนางใกล้จะหายแล้วแต่ถ้าทิ้งไว้คงเป็นแผลเป็น นางไม่สนใจคงเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เขาไม่ชอบให้มันเป็นแบบนั้น อวี้เฟิงล้วงตลับยาออกมาจากอกเสื้อ ป้ายเนื้อยาลงบนท่อนขาเรียวอย่างระมัดระวังจากนั้นจึงพันผ้าพันแผลเอาไว้อย่างเดิม

คงเพราะอากาศที่ดูจะเย็นขึ้นอีกในทุกคืนทำให้ร่างน้อยพลิกตัวหาความอบอุ่น แต่เพราะมีกองผ้าห่มที่คั่นเอาไว้ทำให้หญิงสาวหยุดอยู่แค่นั้น ใบหน้างามซุกกับกองผ้าห่ม สองแขนบางกอดผ้าห่มเอาไว้แน่น

คิ้วเข้มของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนที่สองนิ้วจะเอื้อมไปคีบกองผ้าห่มที่ร่างน้อยกอดออก เขาโยนผ้าห่มลงไปที่พื้น อืม ดูเหมือนว่านางจะดิ้นจนผ้าห่มที่วางไว้หล่นไปกองอยู่กับพื้นโดยบังเอิญนะ

หญิงสาวมุ่นหัวคิ้วเมื่อความอบอุ่นที่ได้รับหายไป ร่างน้อยขยับหาความอบอุ่นแห่งใหม่ซึ่งเขาก็ยินดีที่เสนออ้อมอกตัวเองที่อบอุ่นกว่าผ้าห่มเย็นๆนั่นเป็นไหนๆให้

“จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”น้ำเสียงเย็นชาช่างดูขัดกับท่าทางอบอุ่นยามที่เด็กหนุ่มประคองร่างบางไว้ในอ้อมแขน

“ขอรับท่านประมุข หลังจากนี้จะไม่มีใครได้ยินชื่อของแมงมุมแดงอีก”

“แล้วเสิ่นเจิ้นเทียนล่ะ”

“ไม่ต้องห่วงขอรับ ข้าจัดการให้แน่ใจแล้วว่าเสิ่นเจิ้นเทียนพ้นโทษประหารอย่างแน่นอน”

“ดี”ไอ้หมอนั่นบังอาจรังแกเหม่ยหลินของเขา เรื่องอะไรเขาจะยอมให้มันรับโทษประหารให้มันได้หลุดพ้นกันล่ะ โทษประหารมันปราณีเกินไปสำหรับสิ่งที่คนอย่างมันควรได้รับเขาจะให้มันมีชีวิตอยู่มิสู้ตาย “อย่าปล่อยให้มันฆ่าตัวตายได้ล่ะ” เขาไม่ชอบการสังหารคนโดยไม่จำเป็น เพราะคนตายไม่มีความรู้สึก คนตายไม่มีทางอับอาย คนตายไม่มีทางรู้สึกไร้ค่า ไร้ศักดิ์ศรี ต้องมีชีวิตอยู่สิถึงจะรู้สึก“หวังว่ามันคงสนุกกับโจทก์ของมันที่อยู่ในคุกนะ”เรียวปากบางขยับยกมุมปากราวกับกำลังพูดเรื่องสนุก ชายคนนี้ทำให้หญิงสาวของเขาตกอยู่ในอันตรายแถมยังคิดล่วงเกินนาง น่าเสียดายอย่างเดียวที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในความสนุกสนานครั้งนี้ด้วย

“อ้อ ฉิงเยี่ยนเจ้าว่าอุบัติเหตุในคุกน่าจะมีซักกี่ครั้งดี สามครั้งน่าจะกำลังดีนะ”

เพราะรับใช้ท่านประมุขมานาน ฉิงเยี่ยนจึงเข้าใจคำว่าอุบัติเหตุในความหมายของท่านประมุขไม่ใช่อุบัติเหตุในความหมายทั่วไป เขาไม่รู้สึกสงสารเพราะนั่นเป็นสิ่งที่คนอย่างเสิ่นเจิ้นเทียนก็สมควรได้รับ แต่เห็นกี่ครั้งเขาก็ยังไม่ชินซักทีคือรอยยิ้มของท่านประมุข รอยยิ้มที่ดูงดงามแต่กลับทำให้คนรู้สึกพรั่นพรึง

“ถ้าเช่นนั้นท่านประมุขข้า..”ฉิงเยี่ยนขยับตัวลุกขึ้นหลังจากที่ท่านประมุขไม่มีคำสั่งใดออกมาอีก

“ฉิงเยี่ยน..”เสียงเนิบๆของท่านประมุขที่เรียกชื่อเขาทำให้เส้นขนในกายเขาพากันลุกซู่ ฉิงเยี่ยนทิ้งเข่าลงกับพื้นทันที

“ขอ..ขอรับท่านประมุข”

“เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อไม่กี่คืนที่ผ่านมาน่ะ หน่วยเขี้ยวราตรีองค์รักษ์ของจักรพรรดิน่ะมาหาข้า”

ทำไมเขาจะไม่รู้ในเมื่อเขาเป็นคนที่ปล่อยอีกฝ่ายเข้ามาเองเพราะอีกฝ่ายเป็นถึงคนของจักรพรรดิ เขาก็นึกว่าท่านประมุขคงอนุญาตให้เข้าพบ แต่ถ้าท่านประมุขพูดแบบนี้แสดงว่าเขาคิดผิด “ขออภัยด้วยขอรับท่านประมุข”ฉิงเยี่ยนรีบทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า

“เจ้าน่าจะจำที่ข้าสั่งได้ว่าข้าไม่ยินดีรับแขกจากที่ไหนทั้งนั้น”อวี้เฟิงยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเนิบช้า แต่ฉิงเยี่ยนกลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวร้อนๆหนาวๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ตัวเขาทั้งสั่นทั้งเหงื่อออกพร้อมกัน “เท่ากับเจ้าขัดคำสั่งข้า

“ข้าน้อยผิดไปแล้ว ท่านประมุขโปรดอภัยด้วย!”ฉิงเยี่ยนเริ่มโขกศรีษะกับพื้นไม่หยุดและแรงขึ้นเรื่อยๆเพียงครู่เดียวหน้าผากของชายหนุ่มก็ชุ่มไปด้วยเลือด เพราะแค่นี้ยังเทียบไม่ได้หากเขาต้องเจอกับบทลงโทษของท่านประมุขแค่คิดว่าเขาจะโดนบทลงโทษของท่านประมุขหลังของเขาก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว

บนพื้นกลายเป็นสีแดงเพราะเลือดของฉิงเยี่ยนที่ไหลอาบพื้นแต่สิ่งที่หลุดออกมาจากริมฝีปากได้รูปคือ “เจ้าทำเสียงดังจนนางรำคาญแล้ว”

อวี้เฟิงพูดโดยมองดวงหน้าเล็กที่คิ้วบางมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย เจ้าโง่นี่ทำร้ายตัวเองยังพอว่าแต่กลับทำเสียงดังรบกวนนางได้

ฉิงเยี่ยนอยากร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หยุดโขกหัวไม่กล้าให้ท่านประมุขต้องพูดซ้ำสอง “ถ้าเช่นนั้นท่านประมุขจะให้ข้า..”

อวี้เฟิงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง เพียงยกฝ่ามือข้างหนึ่งโบกไล่ “เจ้าจะไปไหนก็ไปเถอะไป อย่ามาส่งเสียงดังแถวนี้”

ความรู้สึกที่เหมือนได้รับการละเว้นโทษประหารคงเป็นเช่นนี้ “ข้าจะไปเดียวนี้ขอรับท่านประมุข”ฉิงเยี่ยนรีบก้มหัวถวายความเคารพกลัวผู้เป็นประมุขจะเปลี่ยนใจ แต่พอเขาสะกิดปลายเท้าเตรียมจะทะยานตัวออกไป คำพูดคำเดียวก็ทำให้เขาเกือบสะดุด

“เดียว”เพียงแค่สบดวงตาสีดำในเงามืดนั่นเขาก็เกือบหายใจไม่ออก หรือว่าท่านประมุขจะเปลี่ยนใจ อวี้เฟิงลดสายตาลงที่พื้น“เลือดของเจ้าที่พื้นเช็ดมันด้วย”

ฉิงเยี่ยนรีบถอดเสื้อออกมาเช็ดมันทันทีอย่างไม่เสียดาย เขาเช็ดคราบเลือดอย่างเร็วที่สุดและสะอาดที่สุด ไม่อยากถูกท่านประมุขเรียกกลับมา เมื่อเช็ดเสร็จฉิงเยี่ยนก็รีบรีดเร้นพลังกายที่มีพุ่งกระโจนหนีไปให้ห่างไกลจากท่านประมุขมากที่สุด แต่ถึงจะออกมาไกลลิบจากเมืองฉานหลินแล้วเขาก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาของท่านประมุขที่ตามหลังมา

อวี้เฟิงถอนสายตาจากฉิงเยี่ยนที่รีบวิ่งหนีไปให้ไกลจากสายตาของเขากลับมาที่หญิงสาวในอ้อมแขน ค่อยยังช่วยที่เสียงดังเมื่อครู่ไม่ทำให้นางตื่น หลังจากจัดการห่มผ้าห่มจัดท่าให้จนแน่ใจแล้วว่าหญิงสาวจะนอนหลับสบาย เด็กหนุ่มก็คลายเสื้อที่สวมอยู่ออก ดึงผ้าพันแผลชะโงกดูบาดแผลช่วงท้องที่กำลังสมานตัว มันใกล้จะหายแล้ว เด็กหนุ่มถอนหายใจ ก่อนใช้ปลายนิ้วแทงเข้าไปในบาดแผลและลากลงมา ฉีกบาดแผลที่ใกล้ปิดให้เปิดออกอีกครั้ง เขายังให้บาดแผลหายในตอนนี้ไม่ได้ นางคงสงสัยหากบาดแผลของเขาหายเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ถ้าบาดแผลของเขาหายนางคงหาเรื่องไปจากเขา

“เหตุใดเจ้าจึงยึดติดกับข้าถึงเพียงนี้”เขายังจำเสียงหวานที่เต็มไปด้วยความสงสัยของนางได้

เด็กหนุ่มยื่นมือข้างที่ไม่ได้เปื้อนออกไปลูบแก้มขาวนวลแผ่วเบา ริมฝีปากเรียวคลี่ยิ้มอ่อนโยนเมื่อหญิงสาวพลิกใบหน้าหันเข้าหาไออุ่นจากมือหนา ตอบคำถามที่นางสงสัยทั้งที่รู้ว่านางไม่มีทางได้ยิน

“คำตอบนั้นเจ้ารู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือเหม่ยหลิน”ไม่ว่าเมื่อไหร่คำตอบของเขาก็มีเพียงหนึ่งเดียว

 

[Talk]

มาต่อตอนที่ชาวบ้านเขานอนกันแล้ว

FROM  Aunquio


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

36 ความคิดเห็น

  1. #18 Melis (@melikbaykara2121) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:47

    สองคนนี้คงมีประัติสินะ รอค่ะ

    #18
    0