ร่ายรักเล่ห์ลวง

ตอนที่ 15 : บทที่ 14[80%!!]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    2 ธ.ค. 62

 

บทที่ 14

 

 

 

 

 

 

“ชิงหรูวันนี้ชุดของเจ้าสวยมากเลยนะ”

ชิงหรูที่วันนี่อยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนปักลายผีเสื้อโบยบินคู่กับดอกเบญจมาศสีเหลืองสดใส ราวกับดอกไม้ดอกน้อยที่กำลังเริ่มผลิบาน

“ขอบคุณค่ะพี่สาม ชุดของท่านวันนี้ก็สวยมากเลยเจ้าค่ะ สีแสดเข้ากับผิวขาวของท่านพี่มากเลยค่ะ”ชิงหรูมองเจวียนฉวี ด้วยคามชื่นชม เจวียนฉวียิ้มรับคำชมของชิงหรูในมือโบกพักฉลเบาๆ

“พี่ส่องกำไลหยกนั่นใช่หยกสามสีหรือไม่เจ้าคะ เนื้องามยิ่งนัก เข้ากับชุดที่พี่สามสวมมากเลยค่ะ”

“เจ้ารู้ด้วยหรือ”จิ่วเมิ่งที่ถูกชมขยับข้อมือ ให้กำไลหยกเลื่อนลงมาเด่นชัดบนท่อนแขนขาวผ่อง “นี่น่ะเป็นหยกสามสีชั้นดีที่ท่านลุงของข้านำมาจากเมืองซงหยงเชียวนะ ว่าแต่น้องสี่”เสียงที่พูดต่อมาแผ่วค่อยในตอนท้ายเพียงให้ได้ยินแค่สองคน “จริงหรือที่ว่าท่านพี่ใหญ่กลับมา”

ผู้ที่เอ่ยคำชมเมื่อครู่คือชิงหรู ชิงหรูพยักหน้าตอบก่อนพูดยืนยันสองมือประกบเข้าหาหันท่าทางยินดี “ใช่เจ้าค่ะ พี่สามเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง”ผิดกับแววตาที่ปรากฏขึ้นชั่วพริบตาก่อนหายไป “เมื่อวานนี้ข้าก็พึ่งไปปรึกษาท่านพี่เกี่ยวกับการแสดงในงานเทศกาลชมจันทร์มาเจ้าค่ะ”

จิ่วเมิ่งกลอกตาขึ้นด้านบนหนึ่งรอบ “แล้วนางเป็นเช่นไร”

ชิงหรูแสร้งทำเป็นไม่เห็นอากัปกิริยาดูแคลนของอีกฝ่าย ภายนอกแสดงการเอียงคอท่าทางงุนงงไม่เข้าใจในสิ่งที่จิ่วเมิ่งพูด คำที่พูดเว้นช่วงคล้ายว่าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พูดเป็นคำตอบที่พี่สาวต้องการหรือไม่ “นางก็แข็งแรง ท่าทางสุขสบายดีนะเจ้าคะ”

“ช่างเถอะข้าไม่ถามเจ้าแล้ว” แม้ปากจะพูดเช่นนี้แต่ต่อมาจิ่วเมิ่งก็พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดกับคำตอบที่เหมือนไม่ได้ตอบของอีกฝ่าย คำตอบนี้ไม่ต้องบอกนางก็รู้อยู่แล้ว พี่ใหญ่เหม่ยหลินวิชาแพทย์ติดตัวจะไม่แข็งแรงได้อย่างไร น้องสี่ผู้นี้ตอบคำถามนางได้คิดมาก่อนหรือไม่

ชิงหรูสังเกตเห็นท่าทางของจิ่วเมิ่งชัดเจน แต่นางก็ไม่แม้จะเหลือบมอง สิ่งที่อยู่ในสายตาของชิงหรูคือ ผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้องที่ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์ไทเฮาม่อหลันที่ขณะนี้กำลังพูดคุยกับไทเฮาลี่ผิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง

องค์ไทเฮาม่อหลันปีนี้อายุห้าสิบแล้ว เส้นผมสีดำบางส่วนแซมด้วยสีขาว กาลเวลาทิ้งร่องรอยไว้บนร่างแต่ก็ไม่อาจลบเลือนความงามพิลาสเมื่อครั้งอดีต  เรือนร่างชรายังคงความงามสง่า เปี่ยมด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์และทรงอำนาจสมเป็นอดีตสตรีผู้กุมอำนาจสูงสุดในวังหลังจนปัจจุบันได้เป็นถึงมารดาของแผ่นดิน

ไท่ผินลี่ถังสนทนาดับองค์ไทเฮาม่อหลันอย่างออกรส ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มในขณะที่ไทเฮาม่อหลันเพียงพยักหน้า รอยยิ้มติดแค่มุมปาก จนกระทั่งไทเฮาม่อหลันหันไปฟังขันทีที่เดินเข้ามารายงาน ไทเฮาม่อหลันหันไปมองทางประตู ก่อนที่รอยยิ้มของพระนางจะขยายจากมุมปากไปทั้งปากเป็นรอยยิ้มงดงามชวนมอง นางรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของรอยยิ้มบนใบหน้าไทเฮา ชั่วขณะหนึ่งชิงหรูรู้สึกความร้อนที่พลุ่งพล่านในอกก่อนที่นางจะได้เห็นมือข้างหนึ่งที่บีบกำด้ามพัดไม้แน่นทางหางตา ชิงหรูจึงหนหน้าปางที่ไทเฮาม่อหลันและผู้คนมองอยู่พร้อมรอยยิ้มที่ค่อยๆผุดขึ้นที่ริมฝีปาก

 

นางรู้สึกว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวขาลงจากรถม้า เหม่ยหลินวางมือลงบนฝ่ามือของรุ่ยจูที่รอรับอยู่ ทันที่หญิงสาวปรากฏตัวผู้คนในตำหนักต่างพร้อมกันเงียบโดยไม่ได้นัดหมาย ราวกับเสียงหัวเราะพูดคุยไม่ขาดสายเมื่อครู่ไม่ได้เกิดขึ้น เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงรองเท้ายามก้าวเดินของหญิงสาวและเสียงชายผ้าที่ยาวระพื้น

เหม่ยหลินอยู่ในชุดกระโปรงสีม่วงอ่อน ปักดอกมู่ตานสีม่วงเข้มขลิบขอบเงิน ขับผิวกายขาวนวลดุจน้ำนวลให้ผ่องใสราวกับจะเค้นน้ำออกมาได้ เส้นผมสีดำยาวสลวยที่ปกติจะถักเป็นเปียเรียบง่ายวันนี้ถูกมัดรวบเป็นมวยเมฆคล้อย บางส่วนคลอเคลียล้อมกรอบดวงหน้าเรียวที่ทำให้ผู้พบเห็นล้วนไม่สามารถละสายตาจากนางได้ หากเป็นชายก็จะหลงลืมสิ่งที่ตนกระทำอยู่ ไม่รุ้ตัวเลยว่าตนเองกำลังเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง หากเป็นหญิงแรกเริ่มจะตกตะลึง ต่อมาก็จะเป็นความอิจฉาและการพิจารณาร่างระหงตั้งแต่หัวจรดเท้า สุดท้ายก็จะถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก

เสียงหวานที่พูดขึ้นทำให้ทุกคนได้สติ รู้ตัวว่าตนเองอยู่ที่ใด “เหม่ยหลินขอถวายพระพรองค์ไทเฮาเพคะ”

“เหม่ยเอ๋อร์ของข้า”องค์ไทเฮาม่อหลันขยับยิ้มบาง “ไม่ได้เจอกันตั้งนานมานี่สิมาให้ข้าเห็นหน้าเจ้าชัดหน่อยๆ”กวักมือเรียกหญิงสาวเข้าไปหา “ไม่ได้พบหน้าเจ้าถึงสองปี ข้าก็นึกว่าเจ้าจะลืมหญิงชราแก่ๆผู้นี้ไปเสียแล้ว”ยกมือลูบใบหน้านวลกระจ่าง คำพร่ำบ่นที่เหมือนคำตัดพ้อบ่งบอกชัดเจนว่าทรงเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้าเพียงใด

“เหม่ยเอ๋อร์จะลืมองค์ไทเฮาได้อย่างไรกันเพคะ”

“ไม่ลืมแต่ก็ไม่มาให้ข้าเห็นหน้าถึงสองปี”ประโยคตัดพ้อทำให้หญิงสาวยิ้มอ่อนหวานประจบ

“เหม่ยเอ๋อร์ผิดเอง”ดวงหน้างามที่ประดับรอยยิ้มพาลทำให้ผู้มองใจอ่อนไปถึงสามส่วน “หากรู้ว่าองค์ไทเฮาคิดถึงข้ามากเช่นนี้ เหม่ยเอ๋อร์คงจะรีบมาหาองค์ไทเฮาเร็วกว่านี้”เหม่ยหลินก้มหน้าลงต่ำอย่างรู้สึกผิด นัยน์ตาคู่งามฉายความเสียใจกับน้ำเสียงที่แฝงความออดอ้อนชวนให้สงสาร ต่อให้เป็นผู้ใจแข็งเพียงใดเจอแบบนี้เข้าไปคงไม่มีทางไม่ใจอ่อน

“โทษเจ้าไม่ได้ทั้งหมดหรอก ต้องโทษร่างกายนี้ที่มันไม่ค่อยฟังคำสั่งเสียแล้ว

สองสามปีมานี้องค์ไทเฮาม่อหลันลดจำนวนวันที่ให้องค์หญิงและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายเข้าเฝ้าไปมากจนตอนนี้เหลือเพียงแค่อาทิตย์ละครั้ง

“ข้าไปจากวังครั้งนี้ได้โสมขาวชั้นดีมาด้วย  โสมขาวมีสรรพคุณช่วยให้ร่างแข็งแรง ฟื้นฟูร่างกาย ชะลอวัย ในตำรามีเขียนเอาไว้ว่าในอดีตมีชาวนาผู้หนึ่งบังเอิญเก็บได้และนำไปให้ภรรยาของเขาทาน ถึงจะผ่านไปยี่สิบปี ภรรยาของชาวนาผู้นั้นกลับมีรูปลักษณ์เหมือนสมัยอายุยี่สิบปีไม่มีผิด บุตรสาวยังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นน้องสาว”นางบอกให้รุ่ยจูนำโสมขาวชั้นดีที่นำมาถวายให้กับองค์ไทเฮา

“แต่ข้าว่าโอสถที่ดีที่สุดคือการที่ท่านหญิงกลับมาอยู่ข้างหายองค์ไทเฮามากกว่า”

เหม่ยหลินเหลือยมองร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังโค้งคำนับองค์ไทเฮาอยู่กลางลานกว้าง ชายผู้นั้นสวมชุกสีครามลายเมฆาล่องลอย กริยานุ่มนวล เมื่อรวมกับใบหน้างดงามเกินชายที่เงยขึ้นในเวลาถัดมา นางไม่แปลกใจเลยที่สายตาของหญิงสาวจะถูกสะกดไว้ที่เขานับตั้งแต่ที่เขาปรากฎตัวขึ้น

“ไม่ได้พบกันเสียนาน ไม่คิดจะทักทายศิษย์ร่วมอาจารย์เลยหรือท่านหญิงเหม่ยหลิน”หวังหลีเหว่ยที่รับคำต้อนรับจากองค์ไทเอาหันมาพูดกับนาง

“ไม่ได้พบกันเสียนานท่านราชบุตรเขย”

“ข้ากับเจ้าต่างเป็นศิษย์ของราชครูคนก่อน อย่างเรียกข้าด้วยถ้อยคำเหินห่างเช่นนั้นเลย”รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ช่างเจริญหูเจริญตาผู้ที่พบเห็นยิ่งนัก

เขากับนางถือได้ว่าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน อาจารย์ของเขากับนางคือราชครูคนก่อนและเป็นบิดาของเขา บิดาของเขากับนางเป็นเพื่อนกันนางกับเขาจึงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก อดีตราชครูเป็นผู้ปราดเปรืองรอบรู้รอบด้านถึงกับได้รับการขนานนามจากจักรพรรดิองค์ก่อนว่าเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดิน แม้ตอนนี้จะเกษียณตัวเองออกไปอยู่บ้านนอกแล้วแต่จักรพรรดิปัจจุบันก็ยังเชิญอกฝ่ายมาถกปัญหาด้วยกันเดือนละครั้ง นางมองป้ายหยกที่ห้อยอยู่ที่เอวของเขา ตอนนี้เขาเองก็เป็นถึงขุนนางชั้นซือจื๋อ* ผู้ช่วยมหาเสนาบดี ถือว่าเจริญก้าวหน้าในอาชีพมาก นางยังคิดอยู่เลยว่าเขาน่าจะใช้เวลาถึงสี่ห้าปีถึงจะขึ้นมาตำแหน่งนี้ได้ นางรู้ว่าเขาเป็นคนมีความสามารถแต่การเป็นราชบุตรเขยขององค์หญิงสามคงมีผลไม่น้อย

*ซือจื๋อ(司直)

แต่งตั้งตำแหน่งนี้ครั้งแรกในสมัย รัชศกหยวนโซ่วที่ ๕ (ก่อน ค.ศ. ๑๑๘ ปี; ตรงกับรัชการจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้) ซือจื๋อมียศปี่เอ้อเชียนต้าน เป็นผู้ช่วยมหาเสนาบดีดูแลเรื่องการละเมิดกฎหมาย แลมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของขุนนางตามที่ได้รับมอบหมาย

“ท่านบอกว่าต้องไปพบใต้เท้าหานหรอกหรือ”องค์หญิงสองเจวียนฉวีถามหวังหลีเหว่ย

หวังหลีเหว่ยเหลือบตามองไปที่องค์หญิงสองเล็กน้อยเพียงกะพริบตากลับมาอยู่ที่องค์ไทเฮา เพราะเหม่ยหลินยืนอยู่ข้างองค์ไทเฮา สายตาของเขาจึงมองเห็นทั้งหญิงงามและองค์ไทเฮา“งานที่กรมโยธาเสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้ ข้าเหลือเวลาอีกหน่อยก่อนที่จะไปพบใต้เท้าหาน แม้จะมีเวลาเพียงน้อยนิดข้าก็อยากมาเข้าเฝ้าองค์ไทเฮา หวังว่าองค์หญิงสองคงไม่ถือสา”เขาหันไปรายงานตัวกับองค์หญิงเจวียนฉวีอย่างสามีที่ดีคล้ายรับรู้ถึงความไม่พอใจของหญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา

“ช่างเถอะ ไหนๆราชบุตรเขยก็มาแล้ว เตรียมสำรับเพิ่มอีกที่เถอะ”องค์ไทเฮาหันไปสั่งสาวใช้ให้เตรียมชุดจานชามตะเกียบให้หวังหลีเหว่ย

“สองปีที่ผ่านมานี้ท่านเป็นเช่นไรบ้างหรือ หม่อมฉันไม่ได้ยินข่าวคราวขององค์หญิงเลย”หวังหลีเหว่ยเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม ดวงตาดอกท้อทั้งสองกวาดมองร่างของหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างสำรวจด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย

“ถึงจะไม่สะดวกเท่าอยู่ในวัง แต่ข้าก็สุขสบายดีค่ะ ขอบคุณท่านราชบุตรเขยที่เป็นห่วง”เหม่ยหลินตอบสั้นกระชับได้ใจความ นางแสร้งทำเป็นไม่เห็นแววตาอ่อนใจของชายหนุ่มรูปงามเมื่อนางเรียกเขาว่าราชบุตรเขย

“ไม่ทราบว่าองค์หญิงใช้ชีวิตอย่างไร หม่อมฉันได้ยินว่าองค์หญิงไม่ได้นำสมบัติติดตัวไปเลยแม้แต่น้อย คงลำบากไม่น้อย”หวังหลีเหว่ยถามต่อราวกับไม่รู้สึกถึงคำตอบที่สั้นได้ใจความของอีกฝ่าย

“...ข้าเปิดโรงหมอคอยตรวจพวกชาวบ้านน่ะ”

“พี่หญิงช่างมีจิตใจเมตตายิ่งนัก ชาวบ้านเหล่านั้นช่างมีบุญยิ่งนักที่ได้รับการรักษาจากหมอที่เป็นถึงองค์หญิงที่ปกติแล้วไม่มีทางแม้แต่จะได้พบเห็น ข้าได้ยินว่าชาวบ้านพวกนี้ไม่ค่อยรักษาความสะอาดทั้งอาหารการกินความเป็นอยู่ล้วนไม่ค่อยดีนัก พี่หญิงไปคลุกคลีกับพวกเขาคงรู้เรื่องนี้ดีกว่าข้า”ประโยคพูดนี้ของจิ่วเมิ่งสามารถสื่อได้ทั้งความหมายที่ดีและไม่ดี

คนที่ฟังแล้วตีความไปทางไม่ดีต่างมองเหม่ยหลินด้วนสายตาที่แตกต่างไปจากก่อนหน้า เมื่อนางสบตาต่างก็พากันเบือนหน้าหนี ไม่ก็ยกแขนเสื้อเสหยิบถ้วยชาขึ้นดื่ม

“เวลาทานอาหารอย่าพูดเรื่องไร้สาระ จิ่วเมิ่ง”ทุกอย่างที่เกิดขึ้นสะท้อนในดวงตาหงส์ขององค์ไทเฮาม่อหลันอย่างชัดเจน

“การกระทำขององค์หญิงหม่อมฉันชื่นชมยิ่งนัก”หวังหลีเหว่ยพูดกับนางคล้ายเป็นห่วงความรู้สึกของนางที่มีต่อคำพูดของจิ่วเมิ่ง

แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยคิดใส่ใจสายตาของคนรอบข้าง ถ้าหากนางหวั่นไหวแค่ประโยคมีกี่ประโยคอย่างที่จิ่วเมิ่งพูดนางคงไม่ออกไปข้างนอกถึงสองปี ถึงนางจะคิดเช่นนี้แต่นางก็ต้องตอบรับหวังหลีเหว่ยตามมารยาท“ขอบคุณท่านราชบุตรเขย”

เหม่ยหลินมองนมตุ๋นเห็ดหูหนูขาวจานที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้า นางเงยหน้าสบตากับไทเฮาลี่ผิง “ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบออกไปอยู่นอกวังถึงสองปีเจ้าคงคิดถึงขนมนี้น่าดู ลองชิมดูสิว่ายังอร่อยเหมือนเดิมหรือไม่”

“จะว่าไปแล้ว ท่านพี่เหม่ยหลิน ช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ท่านไปอยู่ที่ใดมาหรือ”ชิงหรูพูดกับนางด้วยท่าทางปกติ ไม่พูดเรื่องนัดเมื่อเช้าวานเลยแม้แต่น้อย ก็ดี เมื่ออีกฝ่ายไม่พูดนางก็ไม่คิดจะเปิดเผยเรื่องน่าอายของตัวเอง

“ข้าพักที่เมืองฉางหลินน่ะ”

“ฉางหลินเมื่องที่อยู่สุดขอบทางใต้น่ะหรือ เมืองนั้นเป็นเมืองหน้าด่านทุกครั้งที่มีสงครามกับชาวเผ่าฮามักมีชาวบ้านได้รับลูกหลง มีท่านพี่ไปต้องช่วยเหลือชาวบ้านได้มากแน่ๆ องค์ไทเฮาเพคะหม่อมฉันว่าเราส่งของไปขอบคุณนายอำเภอเมืองฉางหลินดีไหมเจ้าคะ”ดวงหน้าอ่อนเยาว์น่าเอ็นดูหันไปถามองค์ไทเฮาแล้วกลับมาที่นาง “เป็นนายอำเภอเมืองฉางหลินใช่ไหมเจ้าคะท่านพี่ ผู้ที่คอยดูแลเรื่องที่พักอาหารการกินให้กับท่านพี่ นอกจากนายอำเภอเมืองฉางหลินแล้วมีผู้ใดที่คอยช่วยเหลือท่านพี่อีกไหมเจ้าคะ ท่านพี่เป็นถึงองค์หญิงไปอยู่ในเมืองหน้าด่านเล็กๆเช่นนั้นผู้คนคงต้องให้ความสำคัญกับท่านพี่มากแน่”

นางคงตอบชิงหรูได้ง่ายกว่านี้ ถ้าหากนางไปที่เมืองฉางหลันด้วยฐานะองค์หญิงใหญ่ ไม่ใช่ไป๋เหม่ยหลิน นางเคยพบกับนางอำเภอเมืองฉางหลินก็จริงแต่นางคิดว่านายอำเภอเมืองฉางหลินคนปัจจุบันคงไม่รู้จักนาง รวงมไปถึงอดีตนายอำเภอเมืองฉางหลิน เพราะนางจับได้ว่าเขาทุจริตข้าวสารที่ทางการส่งมาให้ชาวบ้านในยามเกิดภัยแล้งด้วยการนำมาขายในราคาสูง นางจึงจัดการให้ทางการมาเห็นการค้าขายของเขาโดยบังเอิญเท่านั้น

“ขอบคุณน้องสี่มาก แต่ข้าได้จัดการส่งของไปขอบคุณนายอำเภอเมืองฉางหลินแล้วเจ้าไม่ต้องลำบากหรอก” หลังจากนี้นางคงต้องให้แม่นมเถียนเตรียมของไปให้นายอำเถอเมืองฉางหลินคนใหม่โดยไม่บอกนาม เหตุผลเป็นการแสดงความยินดีกับการรับตำแหน่งใหม่คงพอใช้ได้

“จะว่าไปวันนี้ท่านพี่ได้พาคู่หมั้นมาพบองค์ไทเฮาหรือไม่เจ้าคะ”จิ่วเมิ่งถามขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าพวกท่านตกลงเรื่องแต่งงานกันแล้ว”

ความจริงแล้วเหยาเหยียนอวี้ไม่จำเป็นต้องเข้าเฝ้าองค์ไทเฮาม่อหลัน เขาไม่ใช่เชื่อพระวงศ์แต่หลังจากที่นางตกลงแต่งงานกับเขา ชายหนุ่มก็นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ ก่อนหน้านี้แม่นางกับเขาจะเป็นคู่หมั้นกัน แต่นางก็ปฏิเสธที่จะยอมรับการหมั้นระหว่างกับเขาและนางมาตลอดถึงกับหนีเขาไปที่เมืองฉางหลิน แต่ตอนนี้นางรับคำขอแต่งงานจากเขาแล้ว เหม่ยหลินขมวดคิ้ว แม้จะไม่มีกฎเกณฑ์ดยังคับเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ตามมารยาทแล้วนางควรพาเขามาพบผู้ใหญ่ทางฝั่งนาง ในที่นี้ก็คือองค์ไทเฮาม่อหลัน เรื่องนี้หากไม่มีคนหยิบมาพูดถึงคงไม่เป็นไร แต่ถ้าถูกหยิบมาพูดแล้วก็ต้องจอบให้ดี เพราะเรื่องนี้กระทบถึงพระเกียรติขององค์ไทเฮาด้วย

เหม่ยหลินเห็นสายตาขององค์ไทเฮามองมาที่นาง ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะตอบอย่างไรดีนัก จู่ๆร่างกายของนางก็สะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างบุรุษจะดังขึ้น

“ต้องขออภัยองค์ไทเฮาม่อหลันที่หม่อมฉันมาช้า”

ที่นางตกใจไม่ใช่เพราะนางไม่รู้จักเจ้าของเสียงนี้แต่เป็นเพราะนางรู้จักเขาดี

เขาในวันนี้ดูแตกต่าง แปลกตาไปจากเดิม ชายหนุ่มไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสีดำเหมือนทุกครั้ง วันนี้เขาสวมชุดสีขาวนวล เสื้อตัวนอกเป็นเสื้อคอปกตั้งขลิบทองลายมงคล แถบรัดเอวใหญ่สีน้ำเงินเข้มฝังหยกขับเน้นรูปร่างสูงใหญ่ เอวสอบและบ่ากว้าง เส้นผมสีดำที่มักรวบไว้ง่ายบรรจงถักเป็นเปียรวบใส่ในครอบผมสีเงิน เผยความคมเข้มขององคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าหล่อเหลา ท่วงท่ายามก้าวเดินความสง่างามและน่าเกรงขาม

ความงดงาม สุภาพของหวังหลีเหว่ยกลายเป็น นุ่มนิ่ม เมื่อเทียบกับความสง่างามแบบบุรุษเพศของเหยาเหยียนอวี้

ขณะนั้นนางรู้สึกเหมือนนี่เป็นครั้งแรกที่นางพบเขาในฐานะประมุขเหยา

 “เหตุใดท่านถึงมาที่นี่”เหม่ยหลินกระซิบถามชายหนุ่มเสียงเบาเมื่อเขานั่งลงข้างที่นั่งของนาง นางไม่คิดว่าจะได้พบเขาที่นี่เพราะเช้าวันนี้นางตื่นมาแล้วไม่พบเขาเหมือนทุกครั้ง นางกำลังจะโล่งใจอยู่แล้ว

เขาไม่ตอบคำถามนาง “ทำให้เจ้ารอแล้วขอโทษด้วย พอดีวันนี้ข้าใช้เวลาเตรียมตัวนานซักหน่อย”ร่างสูงขยับจัดเสื้อก่อนนั่งลงข้างนาง นางได้กลิ่นไม้สนจากตัวเขา

“ท่านใช้เครื่องหอม?”

“ใช่ เจ้าชอบหรือไม่”

นางกลับชอบกลิ่นหอมสะอาดที่เป็นกลิ่นอายเฉพาะตัวของเขามากกว่า คำพูดนี้นางคิดในใจไม่คิดบอกเขา

เขาดูจะชินแล้วกับการไม่ตอบคำถามของนางจึงพูดต่อ “มาพบองค์ไทเฮาข้าจะทำให้เจ้าขายหน้าได้อย่างไร”

เพราะเช่นนี้หรือวันนี้เขาถึงได้ดูแตกต่างจากเดิม ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าล้วนไม่มีส่วนใดที่ไม่มีคำว่าประณีต เขาคงใช้เวลาไปไม่น้อย กระทั่งกลิ่นลมหายใจของเขา นางก็ยังได้กลิ่นไม้สนเจือด้วย..

องค์ไทเฮาม่อหลันโบกมือให้เหยาเหยียนอวี้นั่งลง รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า“เห็นเหม่ยเอ๋อร์มาผู้เดียว ข้าก็นึกว่าวันนี้จะไม่ได้เจอท่านประมุขเหยาเสียแล้ว”

“กระหม่อมจะกล้าทำให้องค์ไทเฮาผิดหวังได้อย่างไรกัน ต้องขออภัยด้วยพะยะค่ะ กระหม่อมพึ่งจะกลับมาจากท้องพระโรง จึงมาได้เวลานี้”

“ไม่เป็นไร เหม่ยเอ๋อร์ เจ้ารินน้ำชาให้ประมุขเหยาหน่อยสิ พึ่งมาถึงคงคอแห้งน่าดู”

เหม่ยหลินยังรู้สึกแปลกใจที่องค์ไทเฮาพูดกับเขาอย่างสนิทสนม และประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อคนที่นั่งอยู่ด้านข้างพูดโต้ตอบบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง

“ไม่เป็นไรพะย่ะคะ ท่านหญิงคงกำลังตกใจเพราะกระหม่อมไม่ได้บอกกับนางก่อนน่ะพะย่ะค่ะ”

นี่เขาสนิทกับองค์ไทเฮาม่อหลันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่สงสัย สังเกตจากจำนวนสายตาที่จ้องมองมาที่เขา

ชายหนุ่มไม่สนใจสายตาเหล่านั้นเลยยกเว้นสายตาของหญิงสาวเพียงมองด้วยแววตาเอ็นดู เพราะเขาในตอนนี้ไม่ควรรู้ถึงสาเหตุเหล่านั้น “ดูท่าข้าจะต้องแต่งตัวแบบนี้บ่อยๆ”

คำพูดของเขาทำให้เหม่ยหลินรู้สึกตัวว่าตนเองไม่ได้ละสายตาจากชายหนุ่มเลยตั้งแต่ที่เขาปรากฏตัว  นางเก็บสายตาของตัวเองคืนมา มือบางหยิบกาชาขึ้นมา แต่น้ำเสียงทุ้มของเขาก็ยังตามมา

“ไม่เป็นไรนะเหม่ยหลิน ข้าไม่ถือ ส่วนคำตอบของคำถามที่เจ้าถามเมื่อครู่ ก็คงเป็นเหตุผลเดียวกับที่เจ้าไม่ยอมบอกข้าว่าจะมาเข้าเฝ้าองค์ไทเฮาวันนี้”

เหม่ยหลินได้ยินเขาพูดแบบนั้นมือที่ถือกาชาก็สั่นไหวเล็กน้อย คำพูดของเขาบ่งบอกว่าเหตุผลนั้นนางรู้ดีกว่าใคร เขารู้เหตุผลของนางแต่เขาก็ยังมาที่นี่ นางตระหนกในใจ ลมหายใจของเหม่ยหลินขาดห้วงเมื่อฝ่ามือของนางที่จับกาชาถูกฝ่ามือเรียวของเขาจับเอาไว้ ฝ่ามือของเขาใหญ่กว่านางมากทั้งยังร้อนผ่าวจนนางรู้สึกเหมือนหลังมือโดนลวกร้อน

“ไม่เป็นไรเหม่ยหลินข้ากินถ้วยเดียวกับเจ้าก็ได้ มือของเจ้าเย็นหมดแล้ว”เหยาเหยียนอวี้ปลดมือของนางออกจากป้านชา จับมือของนางเอาไว้ คล้ายทำเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นให้กับมือเล็กที่เย็นเยียบของนางแต่ถึงฝ่ามือของนางจะร้อนจนเหมือนถ่านที่ถูกเผาไฟจนแดงเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือนาง ภายใต้แขนเสื้อกว้าง นิ้วเรียวหยาบกร้านของเขาแทรกอยู่ระหว่างนิ้วของนาง

เหม่ยหลินรู้สึกหัวใจของนางเต้นกระหน่ำอย่างน่ากลัว ไม่ใช่เพราะฝ่ามือของเขาที่เกาะกุมฝ่ามือของนางไว้ นอกจากประโยคเมื่อครู่ที่เขาพูดให้ได้ยินแทบทุกคนแล้วยังมีประโยคอีกหนึ่งประโยคที่เขาพูดข้างหูนางมีเพียงนางที่ได้ยิน

“เหม่ยหลินเจ้าเป็นของข้า”

น้ำเสียงของชายหนุ่มทุ้มนุ่มอ่อนโยนแต่กลับเต็มไปด้วยนาจ บังคับและไม่ยอมให้ขัดขืน เสมือนมีเชือกที่มองไม่เห็นพันธนาการนางเอาไว้อย่างแน่นหนา

ทั้งที่พึ่งพูดคำพูดวางอำนาจเช่นนั้น แต่ตอนนี้เขาที่กลายเป็นจุดสนใจกลับสามารถพูดคุยสนทนากับองค์ไทเฮาได้อย่างลื่นไหล นอบน้อม สายตาของหญิงสาวเห็นถ้วยชาบรรจุน้ำชาใสไร้สีกระจ่างใสที่มีกลีบดอกเหมยกลีบหนึ่งลอยอยู่ เหม่ยหลินมองเจ้าของฝ่ามือที่ส่งถ้วยชาให้นาง

“ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบชาดอกเหมยเลยเอามาฝาก นี่เป็นชาดอกเหมยชั้นดีของปีนี้”หวังฉีเหว่ยบอก

“ขอบคุณท่านราชบุตรเขย”

“ได้ยินว่าเจ้าอยู่สุขสบายดีข้าก็ดีใจ ว่าแล้วข้าก็มีเรื่องอยากจะถามเจ้านะเหม่ยหลิน เจ้าออกไปอยู่นอกวัง คงรู้เรื่องภายนอกมาไม่น้อย เจ้าคิดว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นอย่างไรบ้าง คิดว่าทางการควรปรับปรุงสิ่งใดหรือไม่”

หวังฉีเว่ยที่เป็นผู้ช่วยเสนาบดีของกรมโยธามีหน้าที่ออกแบบก่อสร้างและควบคุมการก่อสร้างอาคารบ้านเมือง การพัฒนาผังเมือง ทั้งในพื้นที่เมืองและชนบท รวมไปถึงการสร้างเขื่อน ป้องกันภัยธรรมชาติ คำถามนี้หวังฉีเหว่ยจึงไม่นับว่าแปลกอะไร”

“ข้าว่าหน้าหนาวนี้ คงต้องส่งเสบียงข้าวสารอาหารแห้งไปให้กับพวกชาวบ้านหน่อย ใบไม้ร่วงปีนี้พวกเขาได้ผลผลิตไม่ค่อยดีนักเพราะภัยแล้งแม่น้ำแห้งขอด ก่อนหมดหน้าหนาวก็ควรให้ทหารไปสร้างฝาย ภัยแล้งหนักเช่นนี้หากฝนตกคงตกหนักไม่น้อยแต่ต้องคำนวณจุกที่สร้างฝายให้ดีไม่ให้ชาวบ้านที่อยู่ปลายน้ำลำบาก ทำเช่นนี้จะป้องกันปัญหาอุทกภัย ทั้งยังทำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ตลอดปีหน้า”

คำพูดนี้เป็นสิ่งที่นางคิดนับว่าใกล้เคียง เสียที่นางไม่ได้เป็นคนพูด หญิงสาวมองคนที่ตอบแทนนางที่มีรอยยิ้มบางทาบบนริมฝีปาก เขาราวกับนกรู้ว่านางจะต้องหันไปมองเขา เหม่ยหลินหันกลับมามองโต๊ะ นางเห็นถ้วยชาและนางพบว่ามันเป็นถ้วยชาของนางที่เขาพึ่งดื่มเมื่อครู่

“ท่านหวังถึงท่านจะเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับเหม่ยหลิน แต่ตอนนี้นางเป็นคู่หมั้นของข้าอีกไม่นานก็จะแต่งงานกับข้าต่อหน้าผู้อื่น ท่านเรียกชื่อตำแหน่งของนางคงจะเหมาะสมกว่ากระมัง”

เหม่ยหลินเห็นด้วยกับเหยาเหยียนอวี้ นางไม่ชอบให้หวังฉีเหว่ยเรียกชื่อต้นนางอย่างสนิทสนมเช่นนี้ ทั้งนี้ยังต่อหน้าองค์ไทเฮาม่อหลัน นางไม่อยากหักหน้าเขาจึงไม่พูดอะไร คิดว่าคงมีใครซักคนพูด แต่คนที่พูดกลับเป็นเขา คนอื่นพูดยังไม่นับว่าอะไร แต่พอเขาเป็นคนพูดไม่ว่าฟังอย่างไรก็เหมือนประกาศความเป็นเจ้าของตัวนาง

หวังฉีเหว่ยนิ่งไปก่อนพยักหน้าพูดอย่างเห็นด้วย “ข้าเห็นด้วยต้องขออภัยด้วยข้าเผลอทำตัวเหมือนเมื่อสมัยก่อนหวังว่าท่านหญิงคงไม่ถือสา แล้วเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างไร ท่านหญิงไปอยู่ต่างเมืองคงไม่ค่อยสะดวกเท่าอยู่ในวัง ท่านกินอาหารครบสามมือหรือไม่”

“ขอบคุณท่านหวังที่เป็นห่วง ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไป อาหารทั้งสามมือนั้น ท่านหญิงทานครบทุกวันไม่ขาด ข้าให้คนไปส่งให้ท่านหญิงทุกวัน บางวันข้าก็อยู่ร่วมทานอาหารกับนาง”อีกครั้งที่เหยาเหยียนอวี้ตอบคำถามที่ถามนาง “ข้าสั่งให้แม่ครัวทำน้ำแกงหน่อไม้หมูสามชั้นที่นางชอบไปด้วย

ที่เขาพูดสำทับหวังฉีเหว่ยนั้นเป็นความจริงครึ่งหนึ่ง ยามที่อยู่เมืองฉางหลินนางทานข้าวครบทุกมื้อตั้งแต่ที่รับเหลาหู่มาเลี้ยงมันจะไม่ยอมกินอาหารถ้านางไม่กินด้วย ยามที่อยู่กับอวี้เฟิงเขาก็จะขยันนำอาหารกลับมาบ้าน ดังนั้นจึงไม่ใช่บางวันที่เขาทานอาหารกับนาง เขาไม่ได้สั่งให้แม่ครัวทำน้ำแกงหน่อไม้หมูสามชั้นให้นางเป็นเขาเองที่ลงมือทำ ตอนนั้นนางคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญเขาบอกกับนางว่าอยากกินแต่ตอนนี้พอมาคิดดูแล้วอาจไม่ใช่

หลังจากคำถามของหวังฉีเหว่ยแล้วเหยาเหยียนอวี้ก็ไม่ได้ตอบคำถามแทนนางอีก แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนในที่นั้นมีความคิดเดียวกันในใจ สิ่งที่เขาทำไม่ต่างกับการประกาศออกมาว่านางเป็นของเขา มันร้ายกว่าเสียด้วยซ้ำ

[ต่อค่ะ]

เหม่ยหลินขอตัวออกมาทำธุระส่วนตัว นางจึงพอจะหนีจากสถานการณ์น่าอึดอัดมาได้ เหม่ยหลินเดินอยู่บนทางเดินหินซึ่งข้างทางปลูกต้นหลานฮวา กลีบดอกสีเหลืองอมส้มสว่างสดใสมองแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นไม่น้อย ต้นไผ่ที่ปลูกแทนรั้วกั้นระหว่างส่วนด้านในตำหนักกับด้านนอกทำให้บรรยากาศร่มรื่นทั้งยังสบายตา ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนมาจากด้านหลังหนำซ้ำยังพุ่งตรงมาที่นาง เหม่ยหลินไม่หลบเลี่ยงเพียงแค่หันกลับไป ฝ่ามือเรียวบางข้างหนึ่งยื่นไปข้างหน้า ทำให้ร่างที่กำลังพุ่งมานั้นหยุดอยู่ห่างจากตัวนางหนึ่งช่วงแขน แขนเล็กๆทั้งสองข้างของร่างนั้นปัดป่ายไปมา

“ท่านพี่ ท่านจะใจร้ายเกินไปแล้ว”น้ำเสียงตัดพ้อของเด็กสาวดังขึ้น ปากเล็กยู่เข้าหากันอย่างไม่พอใจ ดวงตาเหลือบมองปลายนิ้วเรียวที่อยู่บนหน้าผากของตัวเอง

เหม่ยหลินโคลงศีรษะเบาๆ ไม่ยอมลดมือลง “ยังอยู่ในเขตวังขององค์ไทเฮา เจ้าทำแบบนี้ไม่กลัวผู้อื่นมาเห็นเขาหรืออย่างไร”

“คนพวกนั้นมัวแต่สนใจคู่หมั้นของท่าน ไม่มีใครว่างมาสนใจข้ากับท่านหรอก ท่านพี่เหม่ยหลิน”ใบหน้าอ่อนเยาว์ก้มต่ำคางชิดอก ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ “ทั้งที่ข้าไม่ได้เจอท่านพี่ถึงสองปี แต่ท่านพี่กลับใส่ใจคนพวกนั้นมากกว่าข้า”

เหม่ยหลินเปลี่ยนจากใช้นิ้วดันหน้าผากเป็นดีดนิ้วใส่หน้าผากเล็กเบาๆ เด็กสาวร้องออกมาด้วยความตกใจ

“เด็กโง่ ทั้งหมดนี้เพื่อใครกันเล่า”แม้ถ้อยคำที่พูดจะระอาใจแต่แววตาที่ใช้มององค์หญิงสาวจิ่วเมิ่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย

จิ้วเมิ่งมีหรือจะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่อาจเก็บความน้อยใจเอาไว้ได้ เม้มปากบ่นอุบอิบ “ข้าแกล้งทำเป็นพุ่งชนล้มท่านก็ได้”

เช่นนั้นทุกครั้งที่พบหน้านาง เด็กสาวผู้นี้จะไม่ใช้ไม้พุ่งชนนางทุกครั้งที่พบเลยหรือ วิธีนี้ใช้ได้อย่างมากก็แค่ครั้งเดียว เพื่อตัดความเสี่ยงนางควรหยุดความคิดของจิ่วเมิ่งเสียตั้งแต่ต้นดีกว่า เด็กคนนี้ยังต้องอาศัยอยู่ในวัง ระวังเอาไว้ย่อมดีกว่า

“ข้าไม่ได้มาสวนขององค์ไทเฮานานแล้ว เจ้าก็มาเดินเป็นเพื่อนข้าเถอะจิ่วเมิ่ง”

ต่อให้เป็นองค์หญิงอย่างไรก็เป็นเด็กอายุเพียงสิบห้าปี ถึงโกรธเพียงแค่ทำดีด้วยเพียงเล็กน้อย ไม่นานดวงหน้าที่งอง้ำก็มีรอยยิ้มกว้าง

“ท่านพี่เหม่ยหลิน เหตุใดท่านจึงเลือกเล่นพิณคู่กับชิงหรูในเทศกาลหยวนเซียวเล่า ท่านไม่รู้หรือว่าชิงหรูเล่นพิณเก่งมาก”

“นางบอกข้าว่านี่เป็นการแสดงครั้งแรกของนาง นางไม่มั่นใจที่จะต้องแสดงต่อหน้าคนจำนวนมากเลยขอให้พี่ร่วมแสดงด้วย”

“ท่านพี่ถูกหลอกแล้ว! ชิงหรูน่ะเชี่ยวชาญเพลงพิณเป็นที่สุด จริงอยู่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางขึ้นแสดงในงานเทศกาบลหยวนเซียว แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางแสดงต่อหน้าผู้คนแน่นอน อดีตพระสนมเฟยมารดาของนางเชิญอาจารย์มีชื่อจากทั่วทุกสารทิศมาสอนนาง เสด็จย่าก็ทรงโปรดเพลงพิณของนางไม่น้อย เมื่อปีก่อนนางก็พึ่งเข้าร่วมการแข่งขันเพลงพิณชนะมา ถึงกับได้นามทางดนตรีว่า ลำนำเพลงพิณ”

“อืม ข้าก็ไม่คิดว่าที่ชิงหรูพูดเป็นความจริงไปเสียหมดหรอก”เหม่ยหลินแตะนิ้วที่ปลายคาง

“ท่านพี่ ท่านถอนตัวจากการแสดงครั้งนี้เถอะ”จิ่วเมิ่งไม่คิดว่าสิ่งที่ชิงหรูต้องการจะเป็นเพียงแค่การได้เล่นพิณคู่กับเหม่ยหลินเท่านั้น การกระทำของชิงหรูไม่ว่าอย่างไรก็น่าสงสัยเกินไป กับนางนางสี่ผู้นี้ทำตัวว่าง่าย ยอมให้นางด่าว่าโดยไม่โต้แย้งก็จริง แต่ผู้ที่อยู่ในวังหลวงมีใครบ้างที่จะไม่มีเขี้ยวเล็บติดตัว ผู้ที่ไม่เคยมีเรื่องกับผู้ใดหากไม่ใช่เพราะอ่อนแอไร้พิษสงเกินไป ก็คือไม่มีผู้ใดอยากจะมีเรื่องด้วย ซึ่งในกรณีแรกนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก ในวังหลวงผู้ที่อ่อนแอนั้นมีทางเลือกแค่สองทางเท่านั้น หนึ่งคืออยู่ใต้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า สองคือถูกรังแกจนมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย

“ไม่เป็นไรหรอกจิ่วเมิ่ง ข้ามีวิธีรับมือไว้แล้ว”

“ท่านพี่...”แม้ได้ยินเช่นนี้แต่จิ่วเมิ่งก็ไม่อาจวางใจ

“เจ้าไม่เชื่อใจพี่สาวคนนี้แล้วหรือ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ”

“เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกจิ่วเมิ่ง ไม่ว่าในงานเทศกาลหยวนเซียวจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะไม่เป็นไรแน่นอน”รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้างดงามทำให้จิ่วเมิ่งวางใจ เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

เพราะไม่ว่าอย่างไรมันก็คือสิ่งที่ต้องการ นางจะเป็นอะไรได้อย่างไร

เมื่อถึงเวลาพอสมควรแล้ว เหม่ยหลินบอกให้จิ่วเมิ่งเข้าไปด้านในก่อน

“เจ้าเข้าไปด้านในก่อนเถอะ ประเดียวคนอื่นจะสงสัย ข้ามีเรื่องจะคุยกับสาวใช้ของข้าซักหน่อย”

 

หยดน้ำหยดหนึ่งไหลลงสู่ผิวน้ำอย่างเงียบงัน กระทบกลีบดอกไม้ที่ลอยอยู่บนนน้ำ ที่อยู่ท่ามกลางม่านไอน้ำคือเรือนร่างแกร่งของบุรุษ เส้นผมยาวสีดำเปียกลู่แนบติดผิวกายคร้ามเข้ม หยดน้ำหยดหนึ่งจากกรามแกร่งไหลผ่านลำคอลงมาสู่แผงอกหนั่นแน่น คดเคียวไปตามลอนกล้ามเนื้อบนหน้าท้องก่อนหายไปใต้น้ำ ร่างสูงกระโจนดำลงไปใต้น้ำ แหวกว่ายไปมาใต้น้ำอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนพุ่งขึ้นจากน้ำ น้ำในบ่อกระจายเป็นวงกว้างสาดกระเซ็นไปจนถึงขอบบ่อ กลีบดอกไม้แตกกระจายบางส่วนเกาะอยู่บนร่างของชายหนุ่มและใบหน้าหล่อเหลา

นางดูอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่อย่างที่เขาคิด นางคงไม่คิดว่าเขาจะไปอยู่ที่นั่น เห็นใบหน้านางยามที่เห็นหน้าเขาก็รู้แล้ว มุมปากหยักยกขึ้นน้อยๆ เมื่อคิดถึงดวงตากลมโตที่เบิกกว้างขึ้นของหญิงสาว ช่วยไม่ได้ ถ้าหากนางไม่ทำแบบนี้กับเขาก่อนก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก

เหยาเหยียนอวี้หยุดความคิดของตัวเองแค่นั้น เมื่อข้ารับใช้คนหนึ่งก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นในมือถือเสื้อตัวหนึ่ง ก้าวเท้าขึ้นจากบ่อน้ำอีกฝ่ายตรงเข้ามาช่วยสวมใส่เสื้อให้

“แค่เวลาอาบน้ำข้าขอเวลาส่วนตัวหน่อยไม่ได้หรือไง”บ่นพึมพำเมื่อเขาไม่ยอมยกแขนขึ้นก็ถูกอีกฝ่ายจับใส่เข้าไปในแขนเสื้อ

“แช่น้ำนานเกินไปไม่ดีต่อร่างกายนะขอรับท่านประมุข”พูดพร้อมยกแขนเสื้ออีกข้างให้ชายหนุ่มใส่

เหยาเหยียนอวี้ที่กำลังคิดว่าเสียเวลาเปล่าที่จะพูดกับอีกฝ่ายยกแขนขึ้นก่อนชะงักเล็กน้อย ข้ารับใช้ที่อยู่ใกล้ย่อมสังเกตเห็นอาการนั้น

เหยาเหยียนอวี้ผ่อนลมหายใจยาว “แย่จริงท่าทางต้องอาบน้ำอีกรอบแล้ว”

 

[Talk]

มาละค่า ฮึบๆ

วันนี้มีเซอวิสจากพ่อเหมียวหน่อย

FROM  Aunquio


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

36 ความคิดเห็น