ร่ายรักเล่ห์ลวง

ตอนที่ 12 : บทที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,037
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    20 ธ.ค. 62

 

บทที่ 11

ยามจื่อวันนี้ความมืดปกคลุมเมืองเหยามากกว่าทุกคืน เมื่อท้องฟ้าคืนนี้ไร้ซึ่งแสงจันทร์ แสงดาวอันริบหรี่ไม่อาจลบล้างความมืดที่แผ่ขยายครอบคลุมทั้งเมืองได้ ดังนั้นเมื่อพลบค่ำชาวเมืองจึงรีบกลับบ้านทันที ชาวบ้านที่ทำไร่นาทำสวนหลังจากรดน้ำเสร็จก็รีบเดินทางกลับบ้าน ร้านค้าต่างๆรีบเก็บแผงขายเร็วกว่าปกติ แม้แต่โรงเตี๊ยมก้ปิดเร็วกว่าปกติเพราะไม่มีแขก แสงไฟตามทางเดินถูกจุดเร็วกว่าทุกคืน ตรงข้ามกับแสงไฟในบ้านเรือนที่ค่อยๆทยอยดับ ภายในเมืองเงียบสงัดมีเพียงเสียงสายลมที่พัดมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น

แต่ในความเงียบสงัดนี้กลับมีสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่หลับใหลกำลังเคลื่อนไหวในความมืด มันเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ ฝีเท้าว่องไว ก่อเกิดเสียงที่เบายิ่งกว่าเสียงใบไม้ที่ตกกระทบผิวน้ำ แม้จะเป็นค่ำคืนที่เงียบสงัดก็ไม่มีสรรพสิ่งใดรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของมัน

ด้วยเหตุนี้เมื่อมันเข้าไปด้านหลังของชายคนหนึ่งที่กำลังหลับอยู่บนเตียง ชายผู้นั้นจึงไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย กว่าจะรู้ตัวก็เป็นตอนที่ความเจ็บปวดเกิดขึ้นเพราะเขี้ยวยาวสีขาวที่ฝังลึกในลำคออ ตัดเส้นเลือดใหญ่ด้วยการกัดเพียงครั้งเดียว ดวงตาที่เบิกโพลงของชายผู้นั้นฉายความสับสนและความไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก่อนเปลี่ยนเป็นความคับแค้นใจและว่างเปล่าเมื่อดวงวิญญาณหลุดออกจากร่าง

ถึงจะรู้ว่าชายที่มันกัดนั้นสิ้นลมหายใจไปแล้ว แต่มันกลับไปยอมปล่อยร่างไร้วิญญาณออกจากปาก กลับกดเขี้ยวลึกลงไปก่อนที่จะฉีกกระชากให้ส่วนศีรษะและลำตัวแยกออกจากกัน

โลหิตสีแดงข้นที่ยังอุ่นร้อนพุ่งทะลักออกจากร่างกายที่ถูกแยกส่วน เลือดสีแดงสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น หยดเลือดกระเซ็นบนใบหน้าของมันแต่มันก็ไม่สนใจ ง้างกรงเล็บสีขาวทั้งสองข้างออกฉีกร่างไร้วิญญาณนั้นออกเป็นชิ้นๆ หลังจากนั้นสิ่งที่อยู่บนพื้นคือ ก้อนเนื้อเละๆที่ไม่หลงเหลือสภาพว่าเคยเป็นร่างมนุษย์มาก่อน

บนภูเขาตงซานใต้แมกไม้น้อยใหญ่มีชะง่อนผาตั้งตระหง่าน ใต้หน้าผามีถ้ำหินที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่ เนื่องจากทางเข้านั้นอยู่ใต้แม่น้ำ ยามปกติน้ำจะขึ้นสูงจนปิดทางเข้าไว้ เมื่อไร้แสงจันทร์น้ำจึงลดลงทำให้ปากถ้ำเปิดออก

เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วพุ่งเข้าไปในถ้ำ มันเหวี่ยงของที่คาบอยู่ในปากออกไป ของสิ่งนั้นมีลักษณะค่อนข้างกลมมันจึงกลิ้งหลุนๆทไปตามทางลาดของพื้นถ้าและหยุดลงเมื่อชนกับผนัง แสงดาวริบหรี่ที่ลอดเข้ามาส่องกระทบของสิ่งนั้น ลงบนนัยน์ตาสีขาวโพลนที่เหลือขึ้นด้านบน ผิวหนังบนใบหน้าบางส่วนลอกออกจนเห็นเนื้อกะโหลกสีขาวที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงที่ยังไม่หยุดไหล

เงาร่างนั้นหยุดเคลื่อนที่เมื่อมาถึงจุดสิ้นสุดของถ้ำที่ปกคลุมด้วยม่านไอน้ำสีขาวที่มาจากบ่อน้ำร้อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

มันก้าวเท้าลงไปในบ่อ น้ำร้อนชะล้างคราบดินโคลน ฝุ่นและโลหิตที่แห้งกรังอยู่บนขนของมันออกไป ขนสีทองของมันเป็นประกายเมื่อเปียกน้ำ มันกระโจนดำลงไปในน้ำ น้ำในบ่อกระจายเป็นวงกว้าง มันสะบัดศีรษะที่เปียกน้ำไปมา ก่อนที่ขนยาวจะค่อยๆหดสั้นลงจนเห็นผิวเนื้อเรียบลื่น สีเข้ม เส้นขนสีทองบางส่วนยาวขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีดำ ที่ยืนอยู่กลางน้ำร้อนคือร่างสูงกำยำของชายหนุ่ม ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นเสยเส้นผมที่ปรกหน้าขึ้นไป ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าเพราะหยดน้ำที่ไหลเข้าตา แต่ก็มีบางส่วนที่หลุดรอด มันไหลผ่านเรือนคิ้วรูปดาบ ปลายจมูกสูงโด่งและปลายคาง สายน้ำชำระล้างสิ่งสกปรกทำให้แผงอกกว้างที่ตึงแน่นด้วยกล้ามเนื้อราวกับปั้นแต่งนั้นเปียกชุ่ม เส้นผมสีดำแนบติดกับผิวสีเข้มทำให้ชายหนุ่มยิ่งดูดิบเถื่อนทว่างดงามและเต็มเปี่ยมด้วยพลัง

ชายหนุ่มนั่งลงพิงหลังกับขอบบ่อ เปลือกตาหนาปิดลงขณะที่ผ่อนลมหายใจยาวออกช้าๆ กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงทีละน้อย

“จัดการเสร็จเร็วจังนะ”ชายหนุ่มถามทั้งที่หลับตา

“หากท่านช่วยจัดการให้เรียบร้อยหน่อย ข้าคงจัดการได้เร็วกว่านี้”น้ำเสียงพูดสุภาพนอบน้อมขัดกับสิ่งที่พูด “ท่านประมุข”

เหยาเหยียนอวี้หัวเราะขำในลำคอยกท่อนแขนพาดกับหิน ขายาวเหยียดไขว้กันใต้น้ำร้อน “เห็นเจ้าอยากทำงานข้าก็เลยหางานให้เจ้าอย่างไรล่ะ ไม่ดีหรือ”

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาอยากให้เจ้านี้ตระหนักถึงสังขารของตัวเองเสียบ้าง เจ้านี่รับใช้เขามาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกเขาห็ไม่คิดว่าเจ้าเด็กที่แค่เขาชายตามองก็หน้าซีดปากสั่นจะรับใช้เขาได้นานเกือบครึ่งชั่วอายุคนแบบนี้

นัยน์ตาคมเปิดลืมมองคบไฟที่ส่องสว่างบนผนังถ้ำ เปลวเพลิงวูบไหวเล็กน้อยเมื่อเหยาเหยียนอวี้ยกมือขึ้น ดวงตาของผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังฉากกั้นก็เห็นเช่นกัน

“เนื่องจากช่วงนี้ฉิงเยี่ยนไม่อยู่ ข้าจึงเห็นควรว่าควรมีผู้ที่คอยรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิดนะขอรับ”

ฝ่ามือที่ตั้งท่าจะโบกไล่ชะงัก “ไม่ไหวเลยนะเจ้านี่ นอกจากยิ่งแก่ยิ่งดื้อแล้ว ดูเหมือนความจำเจ้าจะไม่ค่อยดีไปด้วยนะ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าคำพูดของข้าเป็นคำขาด”ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

! ร่างที่อยู่หลังฉากกั้นยกแขนทั้งสองมากั้นลำตัวและศีรษะเอาไว้เมื่อรู้ว่าไม่อาจหลบพ้นลมปราณที่ซัดมาที่เขาได้ แม้เขาจะไม่บาดเจ็บเพราะมันแต่แรงปะทะของมันส่งร่างของเขาลอยกระเด็นออกจากจุดเดิมกว่ายี่สิบจั้ง

กว่าเขาจะตั้งตัวได้ ก็ได้แต่มองก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งกลิ้งมาตามทางที่เขากระเด็นมา แต่เพราะความกว้างของอุโมงค์ที่ไม่เท่ากัน เมื่อมาถึงจุกที่เพดานต่ำก้อนหินใหญ่จึงหยุดแค่นั้นเท่ากับปิดทางเข้า

เหยาเหยียนอวี้มองปากทางเข้าที่ถูกปิดด้วยฝีมือตัวเอง แคะหูทำท่าเป็นไม่ได้ยินเสียงร้องของคนที่อยู่ด้านนอก

“เอาล่ะ ทีนี้เรามาเล่นสนุกกันหน่อยไหม เจ้าคนที่แอบอยู่น่ะ”

เขาจับได้ว่ามีบุคคลที่สามอยู่ในถ้ำ ต้องยอมรับว่าบุคคลที่สามนี้มีฝีมือพอตัวเลยทีเดียว เขาไม่รู้ตัวเลยว่าอีกฝ่ายเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด แต่ดูเหมือนบุคคลที่สามจะตื่นตกใจกับสิ่งที่เห็นไม่มากก็น้อยแต่คงไม่มากก็น้อยแต่คงมากพอที่จะทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ผนวกกับการอยู่ในถ้ำแบบนี้ทำให้สัมผัสการได้ยินของเขาทำงานได้ดี

หลังจากรอเกือบครึ่งเค่อแล้วได้รับเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา “เริ่มจากเล่นซ่อนแอบหรือ ก็ได้”เขาใช้เวลาไม่นานนักก็จับตัวบุคคลที่สามได้ อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ขัดขืนเขา หรืออาจเพราะอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถหนีเขาได้ แต่เขาใช้เวลานานกว่าจะตั้งสติได้เมื่อมองเห็นหน้าของผู้บุกรุก

น้ำเสียงไพเราะช่วยดึงสติเขากลับมา “แท้จริงแล้วท่านเป็นอะไรกันแน่”

เหยียนเหยาอวี้รู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างของเขากำลังจมลงในทะเลสาบน้ำแข็งอย่างช้าๆ

นางรู้แล้ว นางรู้ความลับของเขาแล้ว ความลับที่เขาไม่อยากให้นางรู้ เพราะมันจะนำไปสู่สิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด

เหยาเหยียนอวี้ไม่เห็นความหวาดกลัวในน้ำเสียงและท่าทางของนาง หญิงสาวดูสงบนิ่งไม่ต่างจากปกติ ตัวของนางไม่ได้สั่นไหวด้วยความตื่นตระหนก นางไม่ได้ถอยหนีจากเขาอย่างที่น่าจะเป็น แต่เขาเห็นสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดเกิดขึ้นในดวงตากลมโตของนาง

เหม่ยหลิน เด็กน้อยของเขาหวาดกลัวเขา

 

ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นอมนุษย์ไม่มีทางเป็นมนุษย์ไปได้ ต่อให้ตรงหน้านางในตอนนี้คือชายหนุ่มรูปงามสมบูรณ์แบบไร้ที่ติใดๆ ของบุรุษผู้หนึ่ง แต่นางก็จำได้ดีว่าก่อนหน้าที่ชายหนุ่มยืนอยู่นั้นเป็นร่างของอะไร ภาพนั้นยังติดอยู่ในตาของนางราวกับมันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้

“..เหม่ยหลิน”เหยาเหยียนอวี้ยื่นมือมาหานาง มือที่นางจำได้ว่าเมื่อครู่นี้มันปกคลุมด้วยขนสีทองพาดลายดำ ปลายนิ้วเรียวนั้นเคยมีกรงเล็บแหลมคมที่เพียงแค่ตวัดครั้งเดียวคงสามารถฉีกเนื้อนางได้อย่างง่ายดาย

ผนังถ้ำเย็นแข็งกระด้างที่สัมผัสแผ่นหลังทำให้หญิงสาวรู้สึกตัวว่าตนเองเผลอเดินถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าชายหนุ่มเห็นมันชัดเจน

ฝ่ามือเรียวที่ยื่นมาจึงหยุดลงและถูกดึงกลับไป

“เหม่ยหลิน เจ้าช่วยรอก่อนนะ ข้าจะไปแต่งตัวให้เรียบร้อย”

นางนั่งรอเขา ไม่ใช่เพราะว่านางอยากรอ แต่เพราะไม่มีทางให้นางออกไปได้ ดวงตาเรียวหงส์เหลือบมองปากทางเข้าที่ตอนนี้ถูกหินก้อนใหญ่ปิดเอาไว้ เขาให้นางนั่งรอบนเก้าอี้ชุดที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของถ้ำ นางพบว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยข้าวของอำนวยความสะดวกมากมายแม้จะไม่เพียบพร้อมเท่าวังของเขา แต่ก็เรียกได้ว่าจะนั่งก็มีเก้าอี้ จะนอนก็มีเตียงและจาดถ้วยชาที่ส่งควันร้อนหอมกรุ่นด้วยกลิ่นหอมของใบชา นางจะไม่แปลกใจเลยถ้าจะมีสำรับอาหารในถ้ำนี้ด้วย

คงไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งที่เขามาอยู่ในถ้ำนี้

“ขอโทษที่ต้องให้รอ”เหยาเหยียนอวี้ที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินออกมาจากฉากกั้น เขาสวมเสื้อสีดำขอบเงิน เนื้อผ้าปัหลายเกล็ดงู คาดสายรัดเอวประดับหยก ดูสง่างามสูงส่งราวกับเทพสวรรค์ ช่างแตกต่างกับภาพเมื่อครู่เหลือเกิน

“ท่านจะให้ข้าอยู่ที่นี่ไปถึงเมื่อไหร่”

เหยาเหยียนอวี้เหลือบตามองถ้วยชาของหญิงสาวที่ไม่พร่องลงแม้แต่น้อย เขาเอื้อมมือมาหยิบถ้วยชาของนาง เทน้ำชาที่เย็นชืดแล้วทิ้ง จากนั้นจึงเริ่มชงน้ำชาถ้วยใหม่ให้นาง

“ไม่ต้องรีบหรอก ดื่มชาก่อนเถอะ ใช่ว่าเจ้ามีเรื่องอยากถามข้าหรอกหรือ”

เขายกถ้วยชาของตัวเองขึ้นดื่มก่อนเพื่อแสดงให้หญิงสาวเหนว่าเขาไม่ได้ใส่อะไรลงในน้ำชา “ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่เชื่อที่ซ่างกวนเฟยอินบอกแล้วมาที่นี่”ชายหนุ่มเลื่อนถ้วยชามาใกล้นางยิ่งขึ้น “กินเสียก่อน มันช่วยบรรเทาอาการบอบช้ำจากยาชะลอชีพจรที่เจ้ากินเข้าไป”

เขารู้ว่าผู้บุกรุกครั้งนั้นคือซ่างกวนเฟยอิน รู้ว่าซ่างกวนเฟยอินเป็นคนบอกนางเรื่องสถานที่แห่งนี้ เขารู้กระทั่งยาที่นางกินเข้าไป ยาชะลาชีพจรที่มีฤทธิ์ทำให้หัวใจเต้นช้าลงทำให้เขาไม่รู้ตัวว่านางซ่อนตัวอยู่ คงไม่มีประโยชน์ที่จะทำเป้นไม่รู้เรื่องต่อไป

“ท่านเป็นอะไรกันแน่”

เขาคิดอยู่แล้วว่านางตค้องถามแบบนี้ ชายหนุ่มผายมือทั้งสองข้างออกข้างลำตัว “ข้าก็เป็นอย่างที่เจ้าเห็นเหม่ยหอล ร่างกายของข้าค่อนข้างพิเศษกว่าคนอื่นเล็กน้อย”

เล็กน้อยหรือ? นางไม่คิดเช่นนั้น การที่คนผู้หนึ่งสามารถกลายร่างเป็นแมวได้ ทั้งยังแปลงกายเป็นเสือได้อีก นางคิดว่าคำว่า พิเศษ ยังเป็นคำจำกัดความที่น้อยไปสำหรับเขา “เหตุใดท่านจึงมีร่างกายพิเศษเช่นนี้ได้”

เหยาเหยียนอวี้ยิ้มบาง คิ้วเรียวบนใบหน้าหล่อเหลาขมวดเข้าหากัน ท่าทางลำบากใจ แต่เขาก็ตอบคำถามนาง “ตั้งแต่จำความได้ ข้าก็มีร่างกายแบบนี้แล้วล่ะ”เขาตอบนางโดยที่ยังมีรอยยิ้มแต้มบนเรียวปากบางไม่จางหายราวกับเขาเองก็อยากรู้คำตอบของคำถามนี้เช่นกัน

“...ก่อนที่ท่านจะมาที่นี่ท่านไปทำอะไรมา”แม้ภายในถ้ำจะมีเพียงแสงจากคบเพลิง แต่นางก็เห็นได้ชัดเจนว่า ยามที่เขาลงไปในบ่อน้ำร้อน น้ำในบ่อเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ไอน้ำในอากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เด่นชัดกว่าคือวัตถุทรงกลมที่นางเห็นเหยาเหยียนอวี้คาบไว้ในปากก่อนโยนทิ้ง นางเห็นได้ไม่ชัดแต่ความเป็นหมอทำให้นางรู้ว่านั่นคือศีรษะของคน

“ข้าแค่ไปลงโทษคนผู้หนึ่งเท่านั้น”

“เหตุใดท่านต้องลงโทษคนผู้นั้นด้วย”หญิงสาวพยายามไม่นึกถึงภาพศีรษะที่ผิวเนื้อและหนังศีรษะเปิดออกจนเห็นเนื้อกะโหลกสีขาว

“นั่นเป็นเพราะชายผู้นี้ทำความผิดร้ายแรง โทษของเขามีแต่ต้องตายเท่านั้น”

นางอยากรู้จริงว่าความผิดที่ชายผู้นี้ทำถึงขนาดที่ต้องแยกศีรษะออกจากลำตัว คืออะไร เหม่ยหลินประสานมือทั้งสองคำนับ “ขอบคุณท่านประมุขเหยาที่ตอบคำถามของข้า ข้าขอถามคำถามนี้เป็นคำถามสุดท้าย ไม่ทราบว่าท่านจะปล่อยข้ากลับไปได้เมื่อใด”

ฝ่ามือหนาที่อยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่น ทั้งๆที่ตัวเขาก็รู้ดีว่านางต้องถามคำถามนี้ แต่เขาก็ไม่อาจห้ามปฏิกิริยาของตนเองได้ ดูเขาจะเตรียมใจมาไม่มากพอ “ทำไมจู่ๆถามแบบนี้ล่ะเหม่ยหลิน”

“ท่านเป็นคนบอกข้าไม่ใช่หรือว่า ถ้าทำให้ข้าหลงรักท่านไม่ได้ในสามเดือน ท่านจะปล่อยข้าไป”

“แต่นี่ยังไม่ถึงสามเดือน..”

หญิงสาวไม่ฟังเขาพูดจนจบ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนพูดเรื่องปกติ “ท่านยังคิดว่าท่านจะทำให้ข้าหลงรักท่านได้อีกหรือ”

“เหม่ยหลิน ฟังข้าก่อน..”อาการผงะลุกขึ้นของร่างบางเพียงแค่เขาขยับตัวนั้นทำให้ลำคอของเขาแห้งผากจนไม่สามารถพูดคำพูดที่เตรียมไว้เกลี้ยกล่อมนางได้เลยแม้แต่คำเดียว

เหม่ยหลินเม้มปากแน่น นางหันหน้าหลบสายตาจากภาพชายหนุ่มที่ขยับตัวไปอยู่ที่เดิมก่อนที่เขาจะขยับตัว ทำเช่นนี้นางจึงจะพูดต่อไปได้ “ท่านคิดหรือว่าข้าจะหลงรักท่านในสภาพนี้ได้”

 

เขาอยากจับมือเรียวบางคู่นั้นไว้ รั้งต้นแขนกลมกลึงของนางเอาไว้ โอบพันธนาการร่างของนางไว้ในอ้อมแขนของเขากักขังนางไว้ด้วยร่างของเขา ร่างของนางบอบบางถึงเพียงนั้นแต่เขาใช้แขนข้างเดียว นางก็ไม่มีทางหนีไปจากเขาได้แล้ว แต่ถึงต้องการเพียงใด เขาก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นนางจะยิ่งผลักไสเขาออกไปจากนาง ยิ่งไปกว่านั้น นางจะยิ่งกลัวเขา

ย่างเข้ายามอิ๋น ปรากฏร่างของชายหนุ่มที่กำลังยืนมองด้านหลังของรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวไปบนถนนที่ออกจากตัวเมืองเหยา แม้เงาของรถม้าหายลับไปจากสายตาแล้วแต่ชายหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิม กระทั่งยามที่ท้องฟ้าสดใสถูกฉาบย้อมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง ร่างสูงจึงหันหลังกลับเดินเข้าไปในวัง

รถม้าที่เคลื่อนตัวออกจากเมืองเหยาหยุดลงที่เชิงเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดเล็กๆวัดหนึ่ง เด็กสาวร่างเล็กกุลีกุจอลงจากรถม้า เปิดประตูยื่นมือรอรับฝ่ามือเรียวบางจากคนที่อยู่ข้างในรถม้า

หญิงสาวที่ก้าวลงจากรถม้าสวมหมวกคลุมด้วยผ้าโปร่งบาง บดบังใบหน้า แต่เพียงแค่ภาพใบหน้ารางเลือนกับรูปร่างอรชรที่ไม่อาจซ่อนด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่สวมใส่รวมไปถึงกลิ่นอายไม่ธรรมดาที่แผ่ออกมาจากร่างบางแล้ว ผู้พบเห็นก็รู้สึกได้ว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา

“ฟ้ามืดแล้ว ข้าว่าจะพักที่วัดนี้แล้วค่อยเดินทางต่อ”เหม่ยหลินบอกกับเสี่ยวหลิงที่รับคำแล้วเดินไปหยิบสัมภาระของนางและของตนเองออกมาถือเตรียมตัวเดินขึ้นเขาไปกับนาง

พอได้ยินว่านางจะไปจากเมืองเหยา เสี่ยวหลิงก็ออกปากว่าจะติดตามนาง

“ความจริงแล้วเจ้าส่งข้าแค่ตรงนี้ก็พอ ไม่ต้องติดตามข้าไปหรอกเสี่ยวหลิง”

“ไม่เป็นไรค่ะท่านหญิง เสี่ยวหลิงเต็มใจที่จะรับใช้ท่านหญิง”เพราะทางขึ้นเขานั้นเป็นบันไดสูงกว่าร้อยขึ้น บวกกับสัมภาระของคนสองคนแล้วทำให้ดวงหน้าของเสี่ยวหลิงมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นประปราย “หญิงสาวลำพังตัวเคนเดียวเป็นเป้าหมายของอันตรายทั้งปวงนะคะท่านหญิง ยิ่งหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามหมดจดเช่นท่านหญิงด้วยแล้ว ข้าไม่มีทางปล่อยให้ท่านหญิงเดินทางตามลำพังหรอกเจ้าค่ะ”

เหม่ยหลินมองสายตาของเสี่ยวหลิงที่มองมาที่นางราวกับนางเป็นหยกบอบบางล้ำค่าที่หากไม่ระมัดระวังคลาดสายตาเพียงนิดก็อาจแตกหักได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงความห่วงใยจริงใจในดวงตาของเด็กสาว นางจึงไม่คิดจะพูดว่าอันตรายที่แท้จริงสำหรับนางคือเหตุผลที่นางต้องออกมาจากแคว้นเหยาต่างหาก

เด็กคนนี้เป็นเด็กดี ฉลาดหัวไว มือไม้คล่องแคล่ว ทั้งขยันทำงานแม้จะมีบางครั้งที่ดูจะวู่วามไปบ้างแต่เรื่องนี้ยังพอแก้ไขได้ ยกเว้นก็แต่เรื่องที่เด็กสาวผู้นี้เป็นคนของใคร

หญิงสาวหยุดยืนบนบันไดทางขึ้นขั้นหนึ่งไม่ก้าวต่อ หันหลังกลับไปทางเสี่ยวหลิง “เสี่ยวหลิงข้ามีคำถามอยากให้เจ้าตอบข้ามาตามตรง”

“ท่านหญิงมีคำถามอะไรจะถามข้าหรือเจ้าคะ”ความงุนงงฉายบนสีหน้าของเสี่ยวหลิงแต่นางก็ยังพยักหน้ารับคำ

“เหตุใดเจ้าจึงติดตามข้ามา”

“เพราะข้าเป็นห่วงท่านหญิงอย่างไรล่ะเจ้าคะ หรือท่านหญิงคิดว่าข้าโกหก”

“นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ข้าอยากรู้ว่าเหตุผลอื่นที่ทำให้เจ้าคิดติดตามข้ามาคืออะไร”

“เพราะท่านหญิงมีจิตใจดีงาม ไม่เหมือนชนชั้นสูงคนอื่น..”

“เสี่ยวหลิง เจ้ารู้ดีว่าเหตุผลอื่นที่ข้าพูดถึงคืออะไร”คำตอบคล่องแคล่วที่พูดอย่างฉะฉานถูกตัด “นี่เป็นคำสั่งของเขาใช่ไหม”

ทันทีที่นางพูดประโยคนี้ออกไป แก้มแดงสดใสของเสี่ยวหลิงก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือด เสี่ยวหลิงอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแต่เมื่อมองสบตาคู่งามที่มองมา เด็กสาวก็กลืนน้ำลาย ทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้น “ท่านหญิงโปรกให้ภัยข้าน้อยด้วย ถึงข้าจะได้รับคำสั่งท่านประมุขมาแต่ท่านประมุขก็ไม่ได้บังคับให้ข้ารับหน้าที่นี้ เป็นข้าที่รับอาสาเอง เพราะข้าเป็นห่วงท่านหญิงจริงๆนะเจ้าคะ ท่านหญิงเมตตากับข้า ตอนที่ข้าเป็นไข้เล็กน้อย ท่านหญิงก็อุตสาห์ปรุงยามาให้ข้า ข้าไม่มีทางคิดร้ายต่อท่านหญิงอย่างแน่นอน ท่านหญิงเชื่อข้าเถอะเจ้าค่ะ “เสี่ยวหลิงโขกศีรษะกับพื้น “หากท่านหญิงไม่เชื่อข้ายินดีพิสูจน์”

“จริงหรือ เจ้าเต็มใจอยู่ข้างข้าจริงๆ หรือเสี่ยวหลิง”

“เจ้าค่ะ!

“ถึงเจ้าจะบาดเจ็บเพราะข้า?”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าน้อยทนได้ อีกย่างมีท่านหญิงอยู่ทั้งคน ถึงข้าจะบาดเจ็บ ท่านหญิงก็จะช่วยรักษาให้ข้าใช่ไหมล่ะคะ”

เหม่ยหลินยิ้มบางให้กับคำพูดของเด็กสาว “ข้าไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ทุกอย่างหรอก เสี่ยวหลิง”

เสี่ยวหลิงสะดุ้งอย่างไร้สาเหตุ ทั้งๆที่นางไม่ได้ทำอะไรนอกจากสบตากับท่านหญิง แต่จู่ๆร่างกายของนางกลับกระตุกขึ้นมา เสี่ยวหลิงสังเกตหญิงสาวตรงหน้า ท่านหญิงยังคงเป็นท่านหญิงคนเดิม ยังคงงดงามเหมือนเดิม แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในเสื้อผ้าที่ไม่ต่างกับนาง ท่านหญิงทิ้งเสื้อผ้าเครื่องประดับและของมีค่าที่ท่านประมุขประทานให้ไว้ที่วังโดยไม่ได้นำติดตัวมาแม้แต่ชิ้นเดียว ข้าวของที่มีอยู่ตอนนี้ล้วนเป็นสิ่งของที่ท่านหญิงนำติดตัวมาตั้งแต่ที่อยู่เมืองฉางหลิน แต่ทั้งที่รู้ว่านี่คือท่านหญิงคนเดิม คนที่นางรับใช้และกล้ารับปากว่าจะอยู่คอยรับใช้ไปชั่วชีวิต แต่นางกลับรู้สึกว่าท่านหญิงในตอนนี้แตกต่างไปจากท่านหญิงคนเดิมที่นางรู้จัก

“ข้าไม่สามารถต่อแขนหรือขาที่ขาดไปแล้วให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เด็กสาวอย่างเข้าจะทำใจได้หรือ หากต้องพิการไปชั่วชีวิต”

“ถ้าเพื่อท่านหญิงแล้ว ข้าน้อยทำได้เจ้าค่ะ”เสี่ยวหลิงรับปากอย่างหนักแน่น

“เจ้าจไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้อีก หากเจ้าแขนขาด แม้ว่าเจ้าจะทำอะไรไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อนแต่เจ้าก็ยังสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง แต่หากเจ้าเคราะห์ร้ายขาขาด เจ้าก็จะไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ทั้งยังไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้อีก เจ้าจะตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน ผู้คนจะสงสารเวทนาเจ้า สมเพชเจ้า เจ้าจะสามารถทนรับสภาพเช่นนั้นได้หรือ”

ใบหน้าของเสี่ยวหลิงไร้สีเลือก แต่ยังคงพยายามยกมุมปากทั้งสองข้างขึ้น “ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะขอไปใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขาห่างไกลผู้คน ปลูกผักปลูกหญ้า เลี้ยงไก่ ให้พอประทังชีวิต ใช้ชีวิติย่างเรียบง่ายไปจนแก้เฒ่าเจ้าค่ะ”

เด็กคนนี้ช่างดื้อเสียจริง ใบหน้าเป็นสีกระดาษขนาดนี้แล้วแท้ๆ “ทั้งที่เจ้าสามารถใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ได้น่ะหรือ เสี่ยวหลิงเจ้าน่ะยังสาว สุขภาพแข็งแรง รูปร่างหน้าตาดี เจ้าไม่คิดหรือว่าเจ้าสามารถใช้ชีวิตที่ดีว่าการเป็นสาวใช้ได้ เจ้าสามารถหาผู้ชายดีๆ ซักคนแต่งงานกับเขา มีลูก มีครอบครัว ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข”

“ข้า..”

“กลับกันหากเจ้ายังเลือกที่จะรับใช้ข้า อาจไม่ใช่แขนหรือข้าเท่านั้นที่ต้องเสีย”เหม่ยหลินดึงมือของตนออกจากฝ่ามือของเสี่ยวหลิง ทันใดนั้นเสี่ยวหลิงก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่ลามจากปลายเท้าไปถึงไขสันหลัง “ชีวิตของเจ้า เจ้าก็ต้องให้ข้าได้ ศักดิ์ศรีของเจ้าก็เป็นของข้า”

เสี่ยวหลิงพยายามมองหาความอบอุ่นอ่อนโยนของท่านหญิงที่นางเคยเห็น แต่ไม่ว่ามองอย่างไรนางก็หาไม่เจอ มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย หากนางไม่รู้จักท่านหญิงมาก่อน สัมผัสกับความเมตตาของนางด้วยตนเองมาแล้ว นางคงไม่คิดว่าหญิงสาวผู้งดงามเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งผู้นี้จะเป็นคนเดียวกัน

“และเมื่อมันเป็นของข้า ข้าจะยกให้ใครก็ได้”

เสี่ยวหลิงมองเห็นมือเรียวบางที่งดงามของท่านหญิงยื่นมาหานาง ปกตินางไม่เคยหลบเลี่ยงฝ่ามืออ่อนนุ่มบอบบางคู่นั้น มีแต่ตอบรับด้วยความยินดีและดีใจเมื่อมันลูบบนศีรษะของนาง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางหลบเลี่ยงมัน เพียงแค่ท่านหญิงยื่นมือมา นางถึงกับผงะถอยหลังจนล้มลงไปนั่งกองกับพื้น

นางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ทุกสรรพสิ่งพร้อมใจกันเงียบสงัด

เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาอีกที ท่านหญิงก็เก็บมือกลับไปแล้ว มันวางบนหน้าตัก

“ข้าจะถามเจ้าอีกครั้งนะ เสี่ยวหลิง เจ้าอยากจะอยู่ข้างข้าจริงๆหรือ”

 

รถม้าคันเดิมเคลื่อนที่อีกครั้งแต่ครานี้เหลือผู้โดยสารเพียงคนเดียว ม้าสองตัวพารถม้าเคลื่อนที่กลับไปทางเดิมที่ผ่านมา โดยมีสายตาของหญิงสาวที่ยืนอยู่ในศาลาของวัดบนเชิงเขามองส่ง

เหม่ยหลินรู้สึกว่าภายในศาลาที่นางอยู่ไม่ได้มีแค่นางเพียงลำพัง แต่หญิงสาวก็ไม่คิดจะหันกลับไปมองหา เพราะอีกไม่นานอีกฝ่ายก็จะแสดงตัวออกมาแล้ว

“จำเป็นต้องพูดแรงขนาดนั้นเลยหรือ”เสียงฝีเท้าด้านหลังบอกว่าอีกฝ่ายกำลังเดินมาหานาง “เด็กคนนั้นร้องไห้ด้วยนะ”

“ข้ามาที่นี่เพื่อทวงคำตอบที่ข้าเคยถามท่า”หลังจากหันกลับไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ประสานมือคำนับอีกฝ่าย หญิงสาวก็พูดเข้าประเด็นทันที ราวกับเมื่อครู่นางไม่ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวอะไรเลยแม้แต่น้อย

ชายที่ยืนอยู่ในศาลาเดียวกับนางสวมชุดนักบวช ชายเสื้อมีร่องรอยการใช้งานมาอย่างโชกโชน สีฟ้าที่ปรากฏบนเนื้อผ้าน่าจะเคยเป็นสีน้ำเงินมาก่อน ขัดกับใบหน้าที่กำลังสั่นไปมา

“เวลาผ่านคนเปลี่ยนจริงๆ”พูดตามด้วยถอนหายใจ “เด็กหญิงน่ารักคนนั้นหายไปแล้ว”

เด็กหญิงน่ารัก  มุ่นหัวคิ้วเรียวงามเล็กน้อย เหม่ยหลินไม่ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่าย “ขอใช้ท่านจิ้นหนิงโปรดให้ความกระจ่างแจ้งกับข้าได้”

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่เล่นด้วยหากเขายังดันทุรังต่อไปคงจะไม่ต่างกับเอาไข่ไปกระทบหิน เขาเจ็บทั้งยังหมดเรื่องสนุก ชายหนุ่มตอบไปตามตรง “ไม่รู้”

นี่ไม่ใช่คำตอบที่นางคาดไว้ นางคาดเดาคำตอบที่รอไว้หลายรูปแบบ แต่ไม่คิดว่าคำตอบที่ได้รับคือการไม่มีคำตอบ

จิ้นหนิ้งสัมผัสได้ถึงความคลางแคลงใจในคำตอบของเขาจากสายตาของนาง พูดสำทับอีกครั้ง “ข้าพูดความจริง”ยืนนิ่งให้หญิงสาวมองสำรวจจับผิดคำพูดของเขา

หญิงสาวหยุดจับผิดคำพูดของเขา ถ้าเขาโกหกนางแล้วอย่างไร นางจะทำอะไรเขาได้ สู้ถามอย่างตรงไปตรงมายังอาจได้อะไรมากกว่า

“ใต้หล้านี้มีเรื่องที่ท่านจิ้นหนิงไม่รู้ด้วยหรือ”

“โลกนี้มีเรื่องราวมากมายนัก หากข้าต้องรู้เรื่องทั้งหมด ศีรษะข้าไม่ระเบิดไปเสียก่อนหรอกหรือ”จิ้นหนิงยังคงพูดประโยคต่อมาด้วยรอยยิ้ม “อีกอย่างเจ้าก็รู้ข้าไม่ได้มีหน้าที่เช่นนั้น”

เหม่ยหลินนิ่งขึงไปเล็กน้อย ริมฝีปากเรียวเม้มแน่น ไม่นานนักดวงหน้างามก็ก้มลงต่ำอย่างละอาย “ขอท่านจิ้นหนิงโปรดอภัยให้กับการกระทำที่ไร้มารยาทของข้าด้วย”

“ไม่เป้นไร ข้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อย่างไร”รอยยิ้มเจิดจ้า อบอุ่นราวแสงตะวัน บวกกับใบหน้าอ่อนโยน ให้ความรู้สึกราวกับชายหนุ่มได้บรรลุเป็นเซียนแล้วลงมาสั่งสอนผู้คน  “สุดท้ายแล้วเจ้าก็รู้ว่าควรทำอะไร แล้วหลังจากนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อ”

“ข้าจะกลับไปเมืองหลวงค่ะ เพื่อจัดการคำมั่นสัญญาการแต่งงานระหว่างข้ากับประมุขเหยาให้เรียบร้อย ระหว่างเข้ากับเขาจะได้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก” นางกับเขาจะได้ไม่มีพันธะใดๆผูกมัดกันอีก นางเองก็ไม่คิดเลยว่าอย่างเขาจะยึดมั่นในคำหมั้นสัญญาขนาดนั้นถึงได้ปล่อยเรื่องนี้ไปจนกลายเป็นปมยุ่งเหยิงขนาดนี้  ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นบ่วงรัดคอนาง นางคงต้องจัดการกับมันก่อน

“เจ้าคิดดีแล้วหรือ?”

เหม่ยหลินรู้ว่าอีกฝ่ายถามด้วยความเป็นห่วง นางผงกศีรษะ “ข้าไม่อยากหนีอีกแล้วค่ะ”ประสบการณ์หนีที่ผ่านมาสอนนางหลายอย่าง และอย่างหนึ่งคือ ถ้าหากเขาต้องการไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ เขาจะหานางเจอ “หากเขามา ข้าจะเผชิญหน้ากับเขา”ให้เขาตัดสินใจที่จะปล่อยมือจากนาง หากไม่เช่นนั้นแล้วนางก็คงไม่มีทางเลือกอื่น

 

นัยน์ตาสีดำคู่หนึ่งมองร่างที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ไหล่บอบบางสั่นสะท้านราวกับต้องลมหนาวไม่นานนักก็สั่นไปทั้งกาย ก้มหน้ามอบลงกับพื้นไม่แม้แต่จะเงยหน้า

“ข้าน้อยไร้ความสามารถไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากท่านประมุขได้สำเร็จ ขอท่านประมุขโปรดลงโทษ”ร่างกายสั่นเทาเมื่อพูดน้ำเสียงก้ย่อมสั่นเทาไปด้วย แม้จะหยิกเนื้อหน้าขาของตัวเองจนเขียวก็ไม่อาจหยุดอาการสั่นของตัวเองได้

ร่างที่ก้มหน้าอยู่คือ เสี่ยวหลิง

ตัวของเสี่ยวหลิงนั้นรู้ดีว่า สิ่งที่นางทำนั้นไม่ต่างกับการทรยศความไว้วางใจและหักหลังต่อความเชื่อมั่นของท่านหญิงที่มีต่อนาง แต่ที่นางตกปากรับคำสั่งจากท่านประมุขเป็นเพราะความห่วงใยที่มีต่อท่านหญิงจริงๆ ท่านหญิงใจดีกับนาง ทั้งยังไม่เคยรังเกียจนางที่เป็นแค่สาวใช้ต่ำต้อยคนหนึ่ง คอยเป็นห่วงนางราวกับพี่สาว ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าท่านหญิงจะไปจากเมืองเหยา นางจึงตกปากรับคำอย่างไม่ลังเลเมื่อได้รับคำสั่งจากท่านประมุขให้ติดตามท่านหญิง แต่สุดท้ายนางกลับถูกความกลัวบังตา ทำให้ภารกิจที่ได้รับล้มเหลว แสดงความขี้ขลาดออกมาต่อหน้าท่านหญิง หากเกิดอะไรขึ้นกับท่านหญิงนางคงให้อภัยตนเองไม่ได้ แต่นางอาจไม่อยู่ถึงตอนนั้นก็เป็นได้ เสี่ยวหลิงเหลือบมองชายหนุ่มชุดดำ

“หมดหน้าที่เจ้าแล้ว เจ้ากลับไปได้แล้ว”

แม้จะยังสับสนแต่โอกาสอยู่ตรงหน้าไม่คว้าไว้นางไม่โง่ก็คงบ้าแล้ว เสี่ยวหลิงรีบโขกศีรษะสามครั้งกล่าวขอบคุณแล้ววิ่งออกไป

จากที่ได้ฟังวิธีที่นางใช้หากเป็นสตรีธรรมดาทั่วไป คงไม่มีใครทนได้ ช่างเป็นวิธีที่สมกับเป็นนางจริงๆ

เขาคิดไว้อยู่แล้วว่านางต้องสลัดข้ารับใช้ของเขาที่ส่งไป นางระแวงเขา ไม่มีทางอยู่แล้วที่จะเก็บคนของเขาเอาไว้ข้างกาย เขาไม่ได้ต้องการให้เสี่ยวหลิงติดตามนางไปอยู่แล้ว เขาแค่ต้องการให้พวกเสี่ยวหลิงถ่วงเวลานาง ให้เขามีเวลามากพอที่จะสะสางเรื่องต่างๆให้เรียบร้อย คืนนี้นางคงพักที่วัดบนเชิงเขานั่น

ผ้าคลุมสีดำปลิวสะบัดพาดทับบนดวงจันทร์สีเงินที่อยู่เบื้องหลัง ตัดแบ่งดวงจันทร์งดงามออกเป็นสองส่วน 

 

ต่อให้ดวงอาทิตย์ส่องสว่างเพียงใด ก็ยังมีสถานที่ซึ่งแสงสว่างไม่อาจส่องไปถึงได้ ร่างหนึ่งเคลื่อนไหวในความมืด พุ่งเข้าใส่ผนัง แต่เพราะผนังเป็นฟินแรงกระแทกจึงไม่ทำให้มันสั่นสะเทือนกลับเป็นร่างนั้นที่กระเด็นออกมา ของเหลวข้นไหลบทะลักจากร่างลงบนพื้น เพราะผนังหินนั้นมีปลายแหลมยื่นออกมา ปลายแหลมเหล่านั้นมีของเหลวข้นที่ยังไม่แห่งดีติดอยู่

มันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง พุ่งเอาตัวชนกับผนังอีกครั้ง โดนไม่สนว่าร่างของมันจะมีบาดเจ็บมากขึ้นเพียงไร กลับกันยิ่งร่างของมันชุ่มไปด้วยเลือกมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งพุ่งร่างเข้าใส่ผนังรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น กำแพงหินเริ่มสั่นไหว

มุมปากของมันค่อยๆแสยะออกเมื่อเห็นเช่นนั้น เขี้ยวสีขาวยาวแหลมปรากฏตามรอยแยกของริมฝีปาก มันตั้งท่าจะพุ่งตัวใส่ผนังหินอีกครั้งแต่ก็หยุดชะงักเพราะผนังหินส่วนหนึ่งถูกผลักเปิดออกเป็นช่องว่าง

ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทยืนอยู่ตรงรอยแยกผนัง ริมฝีปากได้รูปหยักยิ้มเมื่อได้ยินเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวของร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด

“ดูท่าเจ้าจะหงุดหงิดน่าดูที่ข้าปล่อยให้คอยนาน”ผนังหินค่อยๆเลื่อนปิดกลับสู่สภาพเดิมเมื่อร่างสูงก้าวเขามา ชายหนุ่มปลดสายรัดเสื้อคลุมออกตามด้วยสายรัดเอว ผ้าคลุมร่วงหล่นบนพื้นตามด้วยเสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ น้ำเสียงสนุกสนานตามมาหลังรอยยิ้ม “เอาล่ะเรามาฆ่ากันเถอะ”

เหยาเหยียนอวี้หยิบผ้าจากมือของร่างที่ก้าวเข้ามาหา ซับผ้าขาวกับของเหลวที่ติดอยู่บนร่างกาย “กลับมาแล้วเหรือ ฉิงเยี่ยน”

“ขอรับ”ฉิงเยี่ยนรับผ้าที่เปื้อนมาจากชายหนุ่ม ก่อนหยิบเสื้อออกมาสวมให้ชายหนุ่ม

“เป็นอย่างไรบ้าง จับตัวผู้บุกรุกมาได้หรือไม่”

“..ไม่ได้ขอรับ”ใบหน้าของฉิงเยี่ยนก้มต่ำ

“ไม่ได้แต่เจ้ายังกล้าโผล่หน้ามาให้ข้าเห็น”แม้น้ำเสียงจะยังเหมือนเดิมแต่บรรยากาศกลับหนักอึ้งด้วยความหมายของคำพูด

“ท่านประมุข ผู้ที่บุกรุกเข้ามาครั้งนั้นคือ ซ่างกวนเฟยอิน แม่ทัพบูรพาแห่งลั่วอัน”

“แล้วอย่างไร”

ฉิงเยี่ยนไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบแบบนี้เลยนิ่งไปเล็กน้อย “ชายผู้นี้เป็นสหายกับท่านหญิงไป๋นะขอรับ ข้าเกรงว่า ถ้าทำอะไรเขาท่านหญิงคง..”ฉิงเยี่ยนพูดไม่จบเพราะร่างของเขาถูกแรงที่มองไม่เห็นอัดไปติดกับกำแพงหิน

“ดูเหมือนเจ้าจะลืมว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้านายของเจ้า”

แม้ว่าฉิงเยี่ยนจะรู้ว่ากระดูกซี่โครงด้านซ้ายของเขาร้าวเพราะแรงกระแทก แต่ฉิงเยี่ยนก็ไม่กล้าที่จะไม่คุกเข่าลงกับพื้น “ข้าแค่กลัวว่าท่านหญิงไป๋จะพาลโกรธท่านประมุขได้ อีกทั้งซ่างกวนเฟยอินเป็นถึงขุนพลสำคัญของลั่วอัน หากแตะต้องเขาคงไม่ดีนัก”

เหยาเหยียนอวี้ผูกสายรัดเอว ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆหันมาช้าๆ ดวงสีดำเด่นชัดแม้อยู่ในความมืด “ข้าควรขอบคุณหรือไม่ที่เจ้าคิดแทนข้าถึงเพียงนี้”

“ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”ฉิงเยี่ยนข่มกลั้นกลืนก้อนเลือดที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอลงไป

“หลี่ฉิงเยี่ยนตั้งแต่วันนี้เจ้าไม่ใช่องค์รักษ์ของข้าอีกต่อไป”

ดวงตาของฉิงเยี่ยนเบิดกว้างท่าทางตื่นตกใจ “ท่านประมุข! โปรดอย่าถอดข้าออกจากตำแหน่งองค์รักษ์เลยนะขอรับ ข้าน้อยยินดีรับโทษทัณฑ์ทุกอย่าง”

เหยาเหยียนอวี้หันไปรินน้ำชาที่วางบนโต๊ะ “เจ้าหละหลวมปล่อยให้ซ่างกวนเฟยอินเข้าถึงตัวเหม่ยหลิน ข้าให้โอกาสเจ้าแก่ตัวแต่เจ้ากลับทิ้งมันไป แค่นี้เจ้าก็ล้มเหลวในฐานะองค์รักษ์ของข้าแล้ว ข้าไม่ตัดแขนตัดขาที่ไร้ประโยชน์ของเจ้าก็ดีเพียงใดแล้ว”

ฉิงเยี่ยนกัดฟันก่อนเปลี่ยนเป็นเม้มปากแน่น แม้จะจำนนต่อเหตุผลที่อีกฝ่ายยกมา“แต่ท่านประมุขหากข้าไม่ได้เป็นองค์รักษ์ของท่านแล้วข้าจะ..”

“ไม่ต้องห่วง เจ้ายังคงต้องทำหน้าที่ของเจ้าต่อไป”จิบน้ำชาหนึ่งคำ

“กระนั้นข้าก็ยังเป็นห่วงท่านประมุข หากมีอะไรเกิดขึ้น”

“หืมเจ้ากลัวว่าข้าจะพลาดเช่นนั้นหรือ ฉิงเยี่ยน”

ฉิงเยี่ยนต้องใช้มือทั้งสองกดลงบนเข่าสองข้างเพื่อให้เขายังนั่งอยู่ได้

น้ำเสียงทุ้มพูดอย่างอ่อนโยน “ข้าเป็นคนเช่นไรไม่ใช่ว่าเจ้ารู้ดีหรอกหรือ”ดวงตาของเหยาเหยียนอวี้ที่มองมาที่เขานั้น สงบนิ่ง ไร้ร่องรอยความขุ่นเคืองใจหรือความโกรธเจือปน ทำให้เขานึกถึงทะเลที่กว้างไกลสุดขอบฟ้าที่สามารถสะท้อนทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าและสามารถกลืนกินทุกสิ่งนอกจากท้องฟ้าลงไป

ตามปกติเวลาแบบนี้เขาควรจะถามออกไปว่า ที่ท่านประมุขพูดนั้นหมายความว่าอย่างไร แต่เขากลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

37 ความคิดเห็น

  1. #31 Bbai (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 15:51

    เขียนได้ดีมากเลยค่ะ เนื้อเรื่องชวนติดตามมากเลย มาอัพบ่อยๆนะคะ รอติดตามค่ะ

    #31
    0
  2. #30 lhunsal (@lhunsal) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 10:01
    รอตอนต่อไปนะคะ
    #30
    0