ร่ายรักเล่ห์ลวง

ตอนที่ 11 : บทที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,000
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    22 พ.ค. 62

 

บทที่ 10

 

 

 

 

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางตื่นขึ้นมาในดวงตาสีดำอบอุ่นคู่นั้น

“อรุณสวัสดิ์ เด็กน้อย”ไอเย็นในอากาศจับลมหายใจยามที่เขาพูดเป็นควันสีขาว นางคิดว่าอีกไม่นานหิมะคงจะตก แต่นางกลับไม่รู้สึกหนาวเลยซักนิด คงเพราะเสื้อคลุมสีกำหนา สัมผัสที่แนบกับแผ่นหลัง และแรงรัดตรงช่วงเอว แต่ที่ทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ คือ ทำไมนางถึงเห็นกิ่งไม้ในห้องนอนของตัวเองได้ ขอบปลายฟ้ากว้างสุดตาไม่น่าจะใช่เพดานห้องของนาง

ใช้เวลาไม่นานนักนางก็รู้ตัวว่าตนเองอยู่ที่ไหน ที่นี่คงเป็นบนต้นสาลี่ที่อยู่ข้างห้องของนางที่นางสามารถนอนหลับสนิทได้ตลอดคืนโดยไม่รู้สึกถึงความผิดปกตินั้นคงเป็นเพราะเขา เขาเป็นผู้ฝึกยุทธร่างกายจึงอบอุ่นอยู่เสมอ ชายหนุ่มนอนพิงแผ่นหลังกับลำต้นสาลี่ ยืดขายาวทั้งสองไปตามกิ่งไม้ ใช้เรือนร่างของตนต่างที่นอนไม่มีแม้แต่ส่วนใดของร่างกายนางที่สัมผัสกับผิวไม้

เหม่ยหลินขยับตัวถอยห่างจากความอบอุ่นแสนสบายที่มาจากร่างใหญ่โตของเขาก่อนกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้อง เมื่อผิวกายสัมผัสกับอากาศภายนอกเสื้อคลุมที่ตัดกันอย่างรุนแรง ความหนาวเสียดแทงเข้ามาถึงกระดูดของนาง นี่เป็นเสื้อคลุมของเขานางจะหยิบมาด้วยไม่ได้ หญิงสาวกลั้นหายใจ ดึงเสื้อคลุมอบอุ่นออกจากตัว แต่ผ้าคลุมสีดำกลับตวัดรัดร่างของนางกลับเข้าไป

“ข้างนอกหนาวมาก”

แล้วมันเป็นเพราะใครกันล่ะ รู้อยู่แล้วว่ายามนี้ย่างเข้าหน้าหนาว ยิ่งช่วงเช้ามืดจะเป็นช่วงที่อากาศเย็นที่สุด แต่เขาก็ยังคิดขึ้นมานอนบนต้นไม้อีก “ทำไมท่านไม่นอนในห้องเล่า”

“ตรงนี้เป็นที่พิเศษของข้า”ชายหนุ่มกล่าวเสียงนุ่ม ฉวยฝ่ามือเล็กที่ต้องลมหนาวเมื่อครู่เข้ามาไว้ในอุ้งมือ ในดวงตาปรากฏความไม่ชอบใจเมื่อเห็นว่าปลายนิ้วขาวนุ่มนั้นเป็นสีแดงด้วยความเย็น ทั้งที่โดนลมหยาวเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น เหยาเหยียนอวี้ยกฝ่ามือบางขึ้นเป่าลมหายใจผ่าวร้อนขับไล่ความหนาวออกไปจากมือเล็ก

มันย่อมพิเศษอยู่แล้ว บนต้นไม้มันควรเป็นที่นอนเสียที่ไหน

“เจ้าอยากรู้ไหมว่า เหตุใดที่ตรงนี้จึงเป็นที่พิเศษของข้า”

“..ท่านประมุขเหยา ข้าอยากลงไปแล้ว”ถ้าไม่มีอ้อมแขนแข็งแรงที่รัดรอบเอว นางคงกระโดดลงไปแล้ว ความสูงไม่ใช่สิ่งที่นางกลัว มีสิ่งที่นางกลัวมากกว่านั้น

ตอนที่นางกำลังขบคิดว่าจะสลัดอ้อมแขนทั้งสองของเขาออกไปอย่างไรดีนั้นเอง แสงสว่างลำหนึ่งก็สาดส่องเข้ามากระทบใบหน้าของนาง ความเจิดจ้าของมันทำให้นางหรี่ตาลงและหันไปมองก่อนที่จะทันได้คิดว่า นั่นเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจ

นั่นเป็นทิวทัศน์ที่งดงามจนแทบหยุดหายใจ เพราะยังไม้พ้นยามอิ๋นทั้งเมืองเหยาจึงถูกปกคลุมด้วยคลื่นหมอกในทะเลแห่งความมืด หมอกขาวทำให้เมืองทั้งเมืองดูเลือนรางคล้ายจะไม่มีอยู่ แสงของดวงอาทิตย์ที่ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าส่องผ่านทะเลหมอก กระทบกับไอน้ำในอากาศ เกิดเป็นละอองแสงสีทองขับไล่ความมืดยามราตรีออกไป ชั่วขณะนั้นเป็นเวลาที่แสงสว่างกับความมืดมาบรรจบกัน ท้องฟ้าผืนเดียวคล้ายถูกแยกออกเป็นสาม หนึ่งถูกอาบด้วยแสงตะวัน สองถูกปกคลุมใต้ม่านราตรี และสามม่านหมอกรางเลือนดุจฝัน

รอบข้างเงียบสงัดสรรพสิ่งทั้งหลายยังคงหลับใหล ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงนางกับเขาสองคน

ใบหน้าของชายหนุ่มตกอยู่ภายใต้ความมือและแสงสว่างยามอรุณรุ่ง แสงและเงาที่เกิดขึ้นขับเน้นองคาพยพบนดวงหน้าเรียวให้คมชัดขึ้น และให้ความรู้สึกอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน มีเพียงนัยน์ตาสีดำลึกล้ำที่สะท้อนภาพของนางเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนแปลง นางหลอกตัวเองไม่ได้อีกเพราะทุกอย่างชัดเจนเกินไป เกินกว่าที่นางจะหลอกว่าเงาในนัยน์ตาของเขานั้นไม่ใช่นาง

รอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ผุดที่มุมปากของเขาทั้งอ่อนโยนและยั่วเย้าในเวลาเดียวกัน “ชอบไหม เด็กน้อย”

นางโมโหเขาเหลือเกินแต่ที่นางโมโหยิ่งกว่าคือตัวของนางเอง ที่ถึงขนาดนี้แล้วนางก็ไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขา เป็นแผนการของเขา เขาจงใจพานางมาที่นี่  ให้นางได้เห็น

“ก็นับว่าเป็นภาพยามอรุณรุ่งที่งดงามไม่แพ้ภาพของหวงก่งวางเลย”

*หวงก่งวาง จิตรกรผู้เขียนภาพเทืองเขาฟุ่ชุน สมัยราชวงศ์หยวน

เหม่ยหลินบอกไม่ถูกว่านางรู้สึกขอบคุรเจ้าของเสียงที่โพล่งขึ้นมามากแค่ไหน

คนพูดเป็นชายวัยกลางคนที่เส้นผมครึ่งหนึ่งถูกแซมด้วยสีดอกเลารวมไปถึงเคราที่ไว้ยาวจนถึงกลางอก เสื้อคลุมสีฟ้าครามกุ๊นขอบแขนเสื้อและชายเสื้อด้วยผ้าสีเข้มปักลาย ความชราภาพไม่อาจบั่นทอนความสง่า ภายใต้ดวงตากร้านโลกยังคงมีความหยิ่งผยองเข้มข้นแฝงอยู่ภายใน ให้ความรู้สึกน่ายำเกรงที่ผู้คนเห็นแล้วไม่มีทางลืม

นางรู้จักคนผู้นี้.. “ท่านเหยาหยงจวิน”เจ้าเมืองเหยา นางจะไม่รู้จักคนผู้นี้ได้อย่างไร ครั้งแรกที่เจอนางยังจำหน้าเขาไม่ได้เพราะนางยังอายุไม่ครบขวบปีตอนที่เขามาสู่ขอนางกับท่านพ่อ แต่ครั้งที่สองเขาเดินทางมาเยือนลั่วอันในฐานะเจ้าเมืองเหยาพร้อมกับทวงคำสัญญามั่นหมายกับพ่อของนางตอนที่นางอายุเจ็ดขวบปี

เหยาหยงจวินขยับยิ้มภายใต้เครางาม “สวัสดีหนูเหม่ยหลินไม่ได้พบกันเสียนานนะ”

เสียงถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและความเสียดายขัดจังหวะการสนทนาทั้งดังและยืดยาวอย่างจงใจให้รับรู้มาจากชายหนุ่มที่โอบกอดนางไว้ เขาไม่แม้แต่จะเหลือบตามองผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของเขาที่ยืนอยู่ด้านล่าง สายตาของเขายังอยู่ที่เดิมคือนาง

ที่อยู่ด้านล่างไม่ได้มีแค่เหยาหยงจวินแต่มีข้ารับใช้และข้าราชบริพารจำนวนหนึ่งร่วมรับรู้การกระทำของชายหนุ่มด้วย

“ท่านอย่าเหลวไหลนะ พาข้าลงไปได้แล้ว”หญิงสาวมัวแต่วุ่นกับความตกใจ อับอายกับการกระทำของเขา และประหลาดใจกับการที่เขายิ้มรับคำพูดของนาง จนไม่ทันสังเกตเห็นถึงมือที่กำลังลูบเคราของเหยาหยงจวินที่ชะงักเล็กน้อยและอาการสะดุ้งน้อยๆของบรรดาข้าราชบริพาร ตามด้วยการอ้าปากเบิกตากว้างอย่างลืมกิริยาหลังจากที่ประมุขของพวกเขายอมทำตามคำพูดของหญิงสาวคนงาม

ร่างสูงกระโดดลงมายังพื้นเบื้องล่าง มีท่าทีอิดออดเล็กน้อยเมื่อต้องดึงฝ่ามือออกจากร่างบาง

เหม่ยหลินนึกอออกจนได้ถึงสาเหตุของอาการเบิกบานแปลกประหลาดของเหยาเหยียนอวี้ เป็นเพราะนางพูดกับเขาเหมือนเมื่อก่อน เหมือนตอนที่เขาเป็นอวี้เฟิง นางเลินเล่อไปเพราะมัวแต่ตกใจกับการกระทำของเขา ใช่ ไม่ใช่เพราะ ไม่ใช่เพราะทิวทัศน์ยามอรุณรุ่งและสายตาของเขา

แผ่นหลังของชายหนุ่มที่หันไปพูดกับเหยาหยงจวินทั้งกำยำทั้งใหญ่โต มากพอที่จะบดบังนางจากลมหนาว บ่าของชายหนุ่มกว้างและตั้งตรง แม้อากาศยังหนาวเย็นแต่เขากลับไม่มีอาการสะทกสะท้านให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

เหม่ยหลินนึกขึ้นได้ว่าเสื้อคลุมของเขายังอยู่บนตัวนาง หญิงสาวจึงรีบปลดเสื้อคลุมออกหมายจะส่งคืนให้ผู้เป็นเจ้าของ แต่ทันทีที่นางทำท่าจะปลดเสื้อคลุมออกจากตัว ฝ่ามือของชายหนุ่มก็คว้าจับที่แขนเสื้อคลุม เขาหยิบมันขึ้นมาทับซ้อนกันไปมาสองสามครั้งไม่นานนักก็กลายเป็นปมรูปใบไป๋ซันเย่ เสื้อคลุมสีดำห่อหุ้มร่างของหญิงสาวเอาไว้จนมิด เหลือเพียงใบหน้าเรียวเล็ก เสื้อคลุมสีดำตัดกับผิวขาวราวหิมะของหญิงสาวอย่างชัดเจน ขับเน้นให้ริมฝีปากแดงโดดเด่น เช่นเดียวกับนัยน์ตารูปผลซิ่งเหรินที่ล้อมด้วยขนตายาวงอน ทำให้หญิงสาวดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องต่างก็เพียงตุ๊กตากระเบื้องคงไม่ทำสายตาขุ่นเคืองเช่นนี้

“ท่าน..”

“ข้างนอกอากาศหนาวเจ้ารีบเข้าไปข้างในเถอะ ข้าไปทำงานก่อนนะ”ว่าพร้อมกระชับปมให้เสื้อคลุมกระชับขึ้นอีกนิด การกระทำและคำพูดของชายหนุ่มประจักษ์ชัดกับผู้ที่อยู่รอบข้าง

เขาตั้งใจ เขาตั้งใจประกาศให้คนของเขารู้ว่า ถึงนางกับเขาจะไม่ได้แต่งงานกัน นางที่เคยเป็นองค์หญิงแห่งลั่วอัน แม้ได้สละฐานันดรไปแล้วแต่นางก็หาได้เป็นหญิงสาวธรรมดาและไม่ได้เป็นอดีตคู่หมั้นของเขา ข้าราชบริพารเหล่านี้ล้วนรับใช้ตระกูลเหยามานานปี แม้ไม่อาจถึงขั้นรู้ใจผู้เป็นนายแต่ก็หัวไวพอจะเข้าใจความหมายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าหญิงสาวผู้งดงามตรงหน้าผู้นี้อยู่ในฐานะใด

เหม่ยหลินเองก็รู้ว่าเหล่าข้าราชบริพารของเขากำลังคิดอะไรอยู่ นางอยากจะค้านเหลือเกินแต่ก็ไม่อาจทำได้ เพราะนางพึ่งถูกพบว่าอยู่ในอ้อมกอดของเขา ไหนจะการแสดงออกของเขากับนางอีกเล่า หญิงสาวเม้มแดแน่นถ้าเขาไม่เล่นวิธีสกปรกกับนาง นางคงไม่พลาดท่าเสียทีเขาถึงเพียงนี้ ใครจะคิดว่าเขาจะพานางขึ้นไปนอนบนต้นไม้แบบนั้น เหตุใดนางจึงได้นอนหลับสนิทเป็นตายถึงขนาดถูกเขาพาขึ้นไปนอนบนต้นไม้ทั้งคืนก็ยังไม่รู้ตัวได้นนะ ทางที่ดีนางควรรีบไปจากที่นี่เสียก่อน

เหยาหยงจวินกระแอมขึ้นขัดเบาๆ “อืม เหยียนอวี้ข้าว่าพาหนูเหม่ยหลินไปด้วยดีกว่านะ”

คิ้วเรียวของเหยาเหยียนอวี้ขยับขึ้นเล็กน้อย และมีเพียงเหยาหยงจวินเท่านั้นที่เห็นมัน เพราะเขาทำให้อีกฝ่ายเห็นแต่อีกฝ่ายกลับทำเป็นมองไม่เห็น เดินไปสั่งข้ารับใช้ให้พาเหม่ยหลินไปล้างหน้าแต่งตัว และทานอาหารเช้า

เพราะเหยาหยงจวินเป็นเพื่อนที่มีไม่กี่คนของท่านพ่อ แม้เหม่ยหลินอยากจะปฎิเสธแต่นางก็ไม่อาจทำได้เพราะยังไม่ทันเอ่ยปากนางก็ถูกดักคอไว้ก่อนแล้ว

“ขอโทษด้วยนะหนูเหม่ยหลิน ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการพักผ่อน แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าด้วย”

มีหญิงสาวนางหนึ่งนั่งอยู่ใจกลางท้องพระโรง นางเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามหมดจดผู้หนึ่ง

ขุนนางที่มีหน้าที่ลำดับเรื่องว่าราชการมีสีหน้าซีดเซียว ตัวสั่นโงนเงนไปมาคล้ายต้องลมหนาวแต่กลับมีเหงื่อไหลอาบหน้าจนหยดลงบนพื้นเป็นแอ่งน้ำ และเหมือนจะเป็นหนักขึ้นเมื่อเห็นประมุขของตน

ดวงตาคมปรายมองหญิงสาวที่คุกเข่าอยาบนพื้น แล้วเหลือบมองไปทางเหยาหยงจวินเล็กน้อย ก่อนสะบัดแขนเสื้อนั่งลงบนเก้าอี้ ยกมือข้างหนึ่งเป็นสัญญาณสำหรับการเปิดประชุม

ขุนนางที่ยืนเหงื่อตกกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สีหน้าบ่งบอกถึงการเตรียมใจ

“เรียนท่านประมุข หญิงสาวผู้นี้บอกว่าตนตั้งครรภ์กับท่านประมุขขอรับ”หลังจากพูดจบขุนนางผู้นั้นก็โยนม้วนกระดาษลำดับทิ้งวิ่งหนีออกไปจากท้องพระโรงโดยไม่ได้หันกลับมามองแม้แต่น้อย

[ต่อค่ะ]

 

เขาทำผู้หญิงท้อง นี่สินะเหตุผลที่เหยาหยงจวินพูดถึง เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าจะคาดเดาได้ ปีนี้เขาอายุยี่สิบแปดแล้ว เป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่มีร่างกายแข็งแรง บุรุษเข้าสู่วัยหนุ่มเมื่ออายุยี่สิบปี เขาก็นับว่าเกินมาหลายปีแล้ว หนำซ้ำเขายังฝึกวรยุทธ์ร่างกายจึงแข็งแรงกว่าคนทั่วไปมาก นางเป็นหมอย่อมรู้ดีว่าการเจริญเติบโตของบุรุษเพศนั้นเป็นเช่นไร

สอง หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงกลางท้องพระโรงนั้นเป็นหญิงงามผู้หนึ่งแม้สวมใส่อาภรณ์สีขาวไร้สีสัน รวบผมเรียบง่ายด้วยปิ่นอันเดียว ก็ไม่อาจปกปิดความงามของนางได้

เหตุผลสุดท้าย เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะชอบสิ่งสวยงาม และเขาเองก็ชื่นชอบมันเป็นพิเศษ นางไม่คิดว่าเขาจะปล่อยหญิงงามตรงหน้าไปหากมีโอกาส

เหยาเหยียนอวี้เอนหลังพิงเก้าอี้ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นท้าวคาง ดวงตาคู่คมปรายมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเกียจคร้านราวกับไม่ใช่เรื่องของตนเอง ทั้งที่หญิงงามตรงหน้ากำลังร่ำไห้ ดวงตาคู่งามดอกท้อของนางแดงก่ำ ขณะที่ยกชายแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตา ท่าทางแสนบอบบางน่าสงสารทำให้ผู้ที่พบเห็นอยากที่จะเข้าไปปลอบโยนยิ่งนัก แต่ประมุขเหยากลับทำเพียงแค่เคาะปลายนิ้วกับพนักแขน

“เจ้าชื่ออะไร”

สายตาของผู้คนในที่นั้นต่างเบิกกว้าง ก่อนพร้อมใจกันหันไปมองหญิงงามด้วยความสงสารเวทนา

เสียงของหญิงสาวสั่นระริกยามตอบ “ข..ข้าน้อยชื่อชิงเสวี่ยอวาเจ้าค่ะ”

“ชิงเสวี่ยฮวา ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งหนึ่ง”

“โอกาสหรือเจ้าคะ”ใบหน้าของหญิงสาวฉายความคาดหวังอย่างไม่ปิดบัง

“ใช่ โอกาสให้เจ้าพูดความจริงอีกครั้ง ทำให้ข้าเปลี่ยนใจ ให้หัวของเจ้ายังติดอยู่กับตัวเจ้าอย่างไรล่ะ”ริมฝีปากหยักขยับยิ้มงดงามไม่เข้ากับคำพูด พอพูดจบก็หันไปมองนกที่กำลังร่อนตัวเหาะบนขอบรั้วระเบียงนอก ราวดับรื่องที่ตนพึ่งพูดจบไปไม่ใช่เรื่องชีวิตของคนผู้หนึ่ง

“ท..ทำไม”

“ไม่ใช่ว่าเจ้ากำลังใส่ร้ายข้าหรอกหรือ เสวี่ยฮวา”

หญิงสาวไม่ได้ปิดบังน้ำตาของตนเองอีก น้ำตาดุจไข่มุกใสไหลอาบลงบนแก้มขาวและหยดลงบนพื้น

ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งที่พึ่งเข้ารับราชการไม่นานนัก ไม่สามารถทนดูสภาพน่าสงสารของหญิงงามได้ ก้าวออกมายืนบังร่างหญิงสาวเอาไว้

สองมือประสานด้านหน้า “ท่านประมุขข้าเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะมีการไต่สวนให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจดีกว่านะขอรับ”

“เจ้ากำลังจะบอกว่าข้ามีโอกาสที่จะทำให้หญิงผู้นี้ท้องงั้นหรือ”สายตาของชายหนุ่มยังคงอยู่ที่นกนอกหน้าต่าง แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่กดดันมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว อากาศรอบตัวกลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นที่บีบพวกเขาเอาไว้ โดยเฉพาะขุนนางหนุ่มผู้เห็นใจหญิงงามที่ตอนนี้เข่าอ่อนจนต้องลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น

“ม..ไม่ใช่ขอรับท่านประมุข ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

ครานี้สายตาเห็นใจของทุกคนเปลี่ยนมาอยู่ที่ร่างขุนนางหนุ่ม

“หลักฐานก็คือข้าไม่เคยมีอะไรกับใครอย่างไรล่ะ”

ขณะนั้นแม้ทุกคนจะถูกแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูง มากจนกระทั่งหายใจยังหวาดหวั่นกลัวว่าจะหายใจแรงไป ก็ยังเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจที่อาจมากที่สุดในชีวิต

คนพูดไม่มีสีหน้าผิดปกติเหมือนไม่เห็นอาการอ้าปากค้างและเบิกตาถลนที่มองมาที่ตนของผู้คนที่อยู่รอบข้างอย่างหลากหลายความรู้สึกทั้งตกใจ ประหลาดใจ ทั้งชื่นชมและส่วนน้อยคือความสงสาร

นั่นเพราะสิ่งที่ชายหนุ่มพูดนั้นไม่ต่างกับการประกาศว่า เขาที่เป็นถึงประมุขแห่งเหยาผู้ยิ่งใหญ่ บนแผ่นดินแห่งนี้ไม่มีผู้ใดไม่เคยได้ยินชื่อ บุรุษยอดอาชาผู้ได้ชื่อว่ามีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊มากด้วยเล่ห์กล แต่กลับไม่เคยได้แตะเนื้อต้องตัวหญิงสาวมาก่อน เขาครองตัวรักษาพรหมจรรย์มาถึงยี่สิบแปดปี นั่นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยสำหรับบุรุษคนหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้คงไม่ใช่เพราะไม่มีหญิงสาวผู้ใดต้องการเขาแน่นอน เพราะชายหนุ่มตรงหน้าพวกเขานี้นับได้ว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง หากเขาบอกว่าตัวเองเป็นที่สองคงไม่มีใครกล้าพูดว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง คำขอเข้าเป็นสนมของประมุขเหยานั้นมีมาแทบทุกเดือน

เหตุผลที่ทำให้ประมุขของพวกเขาทำได้ถึงขนาดนี้คงเป็นเพราะ.. สายตาทุกคู่พุ่งไปที่ร่างบางที่นั่งอยู่ด้านข้างท่านเจ้าเหยาหยงจวินราวโดยพร้อมเพรียงกัน

พวกเขานับถือความเก่งกล้าสามารถของท่านประมุข ถึงขนาดยินยอมที่จะถวายชีวิตนี้ให้ แต่วันนี้ในใจของพวกเขาได้มีความนับถือในความรักมั่นจริงใจของท่านประมุขเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง

“แล้วโอกาสที่ข้าให้ เจ้าจะรับมันไว้หรือไม่ล่ะ ชิงเสวี่ยฮวา”

[ต่อค่ะ]

 

ข้ารับใช้ชายสองคนรีบเปิดประตูเมื่อแว่วเสียงฝีเท้าที่เดินตรงมา หลังจากเปิดประตูได้ไม่นานนักก็ปรากฏร่างสูงของเหยาเหยียนอวี้ เด็กหนุ่มข้ารับใช้อีกคนที่ยืนอยู่ในห้องชุบผ้าบางในอ่างน้ำบิดจนหมาดส่งให้ชายหนุ่มอย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่จะก้มตัวลงถอดรองเท้าหุ้มข้อแข็งให้ชายหนุ่ม

เสื้อตัวนอกถูกเปลี่ยนใหม่ เด็กหนุ่มคาดสายรัดเอวให้ชายหนุ่มทำหน้าที่อย่างรวดเร็วก่อนออกไปอย่างเงียบเชียบเมื่อเสร็จหน้าที่ไม่ให้เวลาสูญเปล่าแม้แต่นิด

เหยาเหยียนอวี้ขยับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวยาว ทั้งที่คนอยู่ในห้องแต่ชายหนุ่มกลับพูดขึ้นมาว่า “เจ้านี่ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”

ไม่มีเสียงตอบกลับมาคล้ายชายหนุ่มกำลังพูดอยู่คนเดียวแต่เขากลับยังพูดต่อไป

“เจ้ารู้หรือไม่ว่ากว่าข้าจะลดระยะห่างระหว่างนางกับข้าได้ ข้าต้องลงทุนลงแรงไปเท่าไหร่”ว่าแล้วเขาก็หวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อย่ำรุ่งเช้านี้ ที่นางอยู่ในอ้อมกอดของเขา ร่างอ่อนนุ่ม หอมกรุ่นไปทั้งเนื้อทั้งตัวของนางอยู่ใกล้เขาถึงขนาดนั้น นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้อยุ่ใกล้นางขนาดนี้ ดวงตากลมโตที่ฉายภาพของเขาเปรียบเทียบกับท่าทางของหญิงสาวเมื่อไม่กี่ชั่วยามเมื่อครู่นี้แล้ว เฮ้อ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเสียดายจริงๆ “เจ้าเข้าใจความลำบากนี้ของข้าบ้างไหม”

เงาของเชิงเทียนที่ทอดยาวบนฉากกั้นขยายออกเป็นเงาของร่างๆหนึ่งที่กำลังโค้งตัวลง

“ขออภัยด้วยขอรับ ข้าน้อยไม่ได้พบหน้านางมานานมากแล้ว วันเวลาทำให้ข้าน้อยอ่อนไหวง่าย หักห้ามความคิดถึงเอาไว้ไม่ไหว ขอท่านประมุขโปรดลงโทษด้วย”คนพูดประสานมือพูดอย่างนอบน้อม ถ้าไม่ติดที่ประโยคสุดท้าย “ว่าแต่ท่านประมุขอยากให้ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านกระนั้นหรือ”

ชายหนุ่มแยกเขี้ยว “นับวันฝีปากของเจ้ายิ่งร้ายกาจขึ้นนะ”

คนพูดไม่ปฏิเสธ “ข้าฝึกมานานปี ถ้าไม่ร้ายกาจคงเสียชื่อผู้เป็นอาจารย์ไม่น้อย”

“ดูเหมือนวาจาของเจ้าจะไม่ใช่แค่ร้ายกาจขึ้น แต่ยังยั่วประสาทคนได้มากกว่าเมื่อก่อนอีกด้วยนะ”แม้คำพูดจะเหมือนการประชดประชันแต่น้ำเสียงของเหยาเหยียนอวี้นั้นกลับมีรอยกลั้วหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจ “เอาเถอะถึงการกระทำครั้งนี้ของเจ้าจะทำโดยพลการแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความดีเลย ข้าจะไม่ถือสาหาความ”

เพราะถึงเขาจะขาดทุนไปไม้น้อยแต่ผลตอบแทนที่ได้มาก็นับว่าคุ้มค่า การกระทำของเจ้านี่ทำให้เขาได้เห็นระลอกคลื่อนที่กระเพื่อมไหวในนัยน์ตาคู่งาม เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของประกายตาสดใสที่มั่นคงดุจดวงตะวันที่เกิดขึ้นอย่างแผ่วเบาและเงียบเชียบ ไม่มีผู้ใดรู้สึกถึงมัน มันเกิดขึ้นและหายไปในพริบตาดั่งภาพลวงตามากกว่าความเป็นจริง หากไม่ใช่เพราะเขามองนางอยู่ตลอดเขาก็คงไม่เห็นมัน

ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลย เพราะคราแรกนางแทบจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆให้เขาจับสังเกตได้เลย แม้แต่ยามที่ขุนนางประกาศว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งบอกว่าตนตั้งครรภ์กับเขา สายตาของนางก็ยังคงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสงบนิ่งราวกกับเรื่องที่เกิดขึ้นไมเกี่ยวข้องอันใดกับนาง

การเปลี่ยนแปลงในสายตาของนางที่เขาเห็นคือความประหลาดใจที่เกิดขึ้นเพียงพริบตาที่เขาบอกเหตุผลยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง นางไม่ใช่เพียงแค่ประหลาดใจแต่นางประหลาดใจมาก เขารู้ เชายังจำภาพดวงตาคู่งามที่เบิกกว้างกว่าปกติของนางตอนนั้นได้

นั่นเป็นสัญญานบ่งบอกให้เขารู้ว่านางไม่ได้ไร้ความรู้สึกที่มีต่อเขาโดยสิ้นเชิง

การรับรู้เรื่องนี้เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับเปลวงเพลิงแห่งความหวังในใจเขา

“และข้าจะตบรางวัลให้กับเจ้าด้วย”

คนที่ได้รับรางวัลไม่มีท่าทางประหลาดใจ หลังฝ่ามือทั้งสองปรากฏรอยยิ้มบาง “มิได้ขอรับ ข้าน้อยเพียงแต่ทำตามเพราะอยากให้ท่านประมุขมีความสุขเท่านั้น แค่ท่านประมุขยกโทษให้กับการกระทำโดยพลการของข้าน้อยก็นับว่าเป็นพระกรุณาอย่างยิ่งแล้ว”หยุดไปนิดแล้วพูดต่อ “แต่ถ้าหากท่านประมุขอยากจะตกรางวัลให้กับข้าน้อยจริงๆ ก็ขอให้ข้าน้อยได้ทำอย่างอื่นนอกจากกินกับนอน ข้าน้อยก็พอใจแล้วขอรับ”

เหยาเหยียนอวี้ท้าวคางกับพนักเก้าอี้ โคลงศีรษะไปมาน้อยๆ “เจ้านี่.. ข้ารึอุตสาห์หวังดี เห็นว่าเจ้าสมควรพักผ่อนบ้าง เจ้ากลับไม่พอใจเสียอย่างนั้น ที่ผ่านมาเจ้าก็ทำหน้าที่ของเจ้าได้ดีมากแล้ว”

“เรียนท่านประมุข ข้าได้เตรียมการที่ผาเรียบร้อยแล้วขอรับ”

เหยาเหยียนอวี้นิ่งมองการเปลี่ยนเรื่องกะทันหันของอีกฝ่ายอย่างปลงๆ “เจ้านี่ยิ่งแก่ยิ่งดิ้อนะรู้ตัวไหม”

[ต่อค่ะ]

 “นั่นหรือท่านหญิงแห่งลั่วอันที่ทำให้ท่านประมุขของเราครองความบริสุทธิ์มาตลอด”นี่เป็นบทสนทนาของสาวใช้สองนางที่คิดว่านางเดินผ่านพวกเขามาแล้ว

“ใช่ ท่านหญิงไป๋เหม่ยหลินอย่างไรล่ะ เฮ้อไม่ว่ามองเมื่อไหร่ก็ช่างงดงามจริงๆ ดูสิผิวของท่านหญิงช่างขาวเนียนราวกับหยก เส้นผมนุ่มสลวยเงางามดุจแพรไหม รูปโฉมงามพิลาศล้ำยิ่งนัก เกิดมาข้าไม่เคยเห็นหญิงใดงดงามเท่าท่านหญิงมาก่อนเลย”

“ไม่แปลกเลยที่ท่านประมุขจะหลงใหลในตัวท่านหญิงถึงเพียงนี้ ขนาดข้าเป็นผู้หญิงยังอดเคลิ้มเวลามองท่านหญิงไม่ได้”

นับตั้งแต่วันนั้นหลายวันมานี้รอบตัวนางมีบทสนทนาอยู่ทั้งหมดสามแบบ แบบแรกคือบทสนทนาแบบเดียวกับเมื่อครู่ของสาวใช้ทั้งสองนี้ที่นางได้ยินขณะที่กำลังเดินไปศาลากลางน้ำเพื่อดื่มชายามบ่าย เหลือเพียงไม่ถึงสิบก้าวบทสนทนาแบบที่สองก็ดังขึ้น

“ท่านหญิงไป๋น่ะหรือ สำหรับข้านางก็มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นแหละ เจ้าไม่เห็นหรือว่านางไม่เคยทำอะไรให้ท่านประมุขของเราเลย วันๆนางเอาแต่ขลุกอยู่กับสมุนไพรกับหม้อต้ม ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่กลิ่นสมุนไพร ไม่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องตำราก็อยู่หน้าหม้อต้ม เจ้ารู้ไหมว่าเพราะตัวยาของนางท่านประมุขต้องเสียเงินไปเท่าไหร่ นางไม่เคยเอาอกเอาใจท่านประมุขเลย ท่านประมุขเสียอีกที่คอยทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อนาง แล้วดูสิท่านประมุขเคยได้อะไรตอบแทนจากนางหรือไม่ ท่านประมุขของเราเป็นที่หมายปองของหญิงสาวใต้หล้ามากมายเพียงใดแล้วดูที่นางทำสิ  องค์หญิงหี่หลางที่เคยมาเยี่ยมท่านประมุขยังเหมาะสมกับท่านประมุขมากกว่านาง องค์หญิงชีหยางทั้งเย็บเสื้อให้ท่านประมุข ทำขนม ทั้งยังส่งของบำรุงชั้นดี และของมีค่าให้ท่านประมุขตั้งมากมาย”

“นั่นสิ” สาวใช้อีกคนที่ฟังอยู่พูดบ้าง “อีกย่างนางเป็นถึงองค์หญิงที่เป็นที่รักของฮ่องเต้ชีหลาง หากนางแต่งกับท่านประมุข หากนางแต่งกับท่านประมุขก็จะได้ทั้งลาภยศำด้อวยขึ้นเป็นอ๋องเชียวนะ แล้วยังมี..”

“นี่พวกเจ้า!..”เสี่ยวหลิงที่เดินตามหลังนางได้ยินชัดเจน

เหม่ยหลินยกมือห้ามเสี่ยวหลิงที่ทำท่าจะเข้าไปหาสาวใช้สองคนที่หน้าเปลี่ยนสีเมื่อเห็นนาง “ไม่เป็นไรหรอกเสี่ยวหลิง พวกนางพูดเรื่องจริงไม่ใช่หรือ”

“แต่..ท่านหญิง”

สาวใช้สองนางมีสีหน้าโล่งใจเมื่อได้ยินเหม่ยหลินกล่าวเช่นนั้น

“แต่ถึงจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม เรื่องของข้าใช่เป็นเรื่องที่บ่าวรับใช้อย่างพวกเจ้าจะวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือ”ดวงตาคู่งามเหลือบมองสาวใช้ทั้งสอง ทั้งที่เป็นดวงตาคู่เดิมคู่เดียวกับเมื่อครู่นี้แต่ในยามนี้กลับมีอะไรภายในนัยน์ตาคู่งามที่ทำให้ร่างของสาวใช้ทั้งสองสะท้านเยือกพร้อมๆกัน

“รู้หรือไม่ ถึงข้าจะไม่เคยทำอะไรให้ประมุขของพวกเจ้า หรือจะเอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง ข้าก็ไม่เดือดร้อนเลยแม้แต่น้อย”น้ำเสียงไพเราะที่พูดยังเป็นน้ำเสียงอ่อนโยนที่เอ่ยห้ามเสี่ยวหลิงเมื่อครู่นี้ แต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง ใบหน้างดงามยังคงงดงามน่ามองเช่นเดิมแต่ยามมองขณะนี้กลับต้องกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว“และถ้าข้าจะทำให้สาวใช้ธรรมดาๆหายไปซักคนสองคนข้าก็ไม่เดือดร้อนเลยเช่นกัน”

หลังจากที่สาวใช้สองคนนั้นเข่าอ่อนจนลงไปนั่งกองกับพื้นแล้ว เหม่ยหลินก็หันหลังเดินไปที่ศาลากลางทะเลสาบ ท่ามกลางสายตาชื่นชมของเสี่ยวหลิง

พึ่งจะจิบน้ำชาชมบรรยากาศไปได้ไม่กี่คำ

“ท่านหญิงเจ้าคะ ท่านแม่ทัพใหญ่ฮุ่ยมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ”

มาแล้วสินะ บทสนทนาแบบที่สาม บทสนทนาที่ทำให้นางลำบากใจที่สุก วันนี้มาเร็วกว่าเมื่อวาน นางยังดื่มชาได้ไม่ถึงครึ่งถ้วยเลย

แม่ทัพใหญ่ฮุ่ยเป็นแม่ทัพที่คุมทหารทั้งหมดของกองทัพเหยา ยกเว้นเพียงทหารราชองค์รักษ์ เป็นแม่ทัพเจนสนามที่ออกรบมาตั้งแต่สมัยที่เหยาหยงจวินเป็นประมุข แม้เส้นผมกว่าครึ่งจะกลายเป็นสีขาวแต่ก็ไม่อาจลดทอนความน่ายำเกรงของชายผู้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งเหยาผู้นี้ได้กลับกลายเป็นยิ่งส่งเสริมสง่าราศีของอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ

“ได้ยินว่าท่านหญิงชอบดื่มชาสมุนไพร ข้าเลยนำชาเหมาเฟิงของปีนี้มาฝาก”

“ขอบคุณท่านแม่ทัพใหญ่”

“ที่ข้ามาวันนี้เพราะข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านหญิง”

สมกับที่อีกฝ่ายเป็นแม่ทัพใหญ่ เพียงประโยคที่สองก็พุ่งเข้าประเด็นเลย ไม่เหมือนเสนาบดีคังเมื่อวานี้ที่กว่าจะเข้าเรื่องก็เกือบสองเค่อ นางรู้ว่าอีกฝ่ายมาที่นี่เพื่อจะพูดเรื่องอะไร จะมีกี่เรื่องกันที่คนอย่างเสนาบดี ขุนนางรวมไปถึงแม่ทัพใหญ่ต้องการพูดกับนาง ที่เป็นเพียงแค่หญิงที่ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นเพียงองค์หญิงแต่ในนาม

“ข้าอยากให้ท่านเปิดใจให้กับประมุขของเราหน่อยได้หรือไม่”

“ท่านแม่ทัพใหญ่เรื่องของจิตใจหาใช่เรื่องที่บังคับกันได้ ถึงข้าจะอยากก็ไม่ได้หมายความว่าใจของข้าจะทำได้”เหม่ยหลินหยุดพูดแค่นั้นเมื่อนางรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่มองมา

“นั่นต้องเป็นเพราะพวกท่านทั้งสองอยู่ห่างไกลกันเกินไป หากพวกท่านได้ใกล้ชิดกัน รู้จักกันมากขึ้น พวกท่านก็จะเข้าใจกันมากขึ้นและรักกันแน่นนอน ท่านหญิง”คนที่พูดไม่ใช่แม่ทัพใหญ่ฮุ่ยแต่เป็นชายหนุ่มคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างท่านแม่ทัพใหญ่ เขาเป็นคนหน้าตาเรียบๆไม่มีอะไรโดดเด่น

ด้ามกระบี่ถูกเคาะลงบนศีรษะของชายหนุ่มที่พูดจนหน้าแทบคะมำ

“ขออภัยด้วยท่านหญิงที่คนของข้าเสียมารยาท แต่ที่เจ้านี่พูดก็ไม่ผิด เมื่อพวกท่านได้รู้จักกันมากขึ้น ความใกล้ชิดก็จะทำให้พวกท่านเปิดใจให้กันมากขึ้น ดูอย่างบุตรีข้าสิ ตอนแรกนางก็ไม่ยินยอมที่จะแต่งให้กับลูกเขยที่ข้าเลือกให้ หลังจากแต่งงานผ่านไปไม่กี่ปี ข้าก็มีหลานสาวหลานชายหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว”ปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะฮ่าๆอย่างภูมิใจ

“ถ้าสิ่งที่ท่านแม่ทัพใหญ่พูดเป็นความจริง ข้าคงไม่เคยเห็นสามีภรรยาคู่ไหนที่ทะเลาะกันจนต้องหย่าร้าง”คำพูดของนางหยุดเสียงหัวเราะราวฟ้าถล่มของแม่ทัพใหญ่ได้ชะงัก

“เรื่องนั้น มันไม่แน่ว่า..”

“ใช่”คราวนี้เหม่ยหลินกลับพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ริมฝีปากนุ่มขยับรอยยิ้มงาม มือเรียวทั้งสองประสานบนตัก แม้เสื้อผ้าที่อยู่บนร่างกายของหญิงสาวจะเป็นเพียงแค่เสื้อผ้าธรรมดา ไม่หรูหรา ทั้งยังเรียบง่ายเกินไป เก้าอี้ที่หญิงสาวนั่งก็เป็นเพียงเก้าอี้ไม้ธรรมดาไม่ได้มีความประณีตสูงค่าแต่อย่างใด แต่ร่างเล็กบอบบางอ้อนแอ้นนี้กลับดูยิ่งใหญ่และสง่างามไม่แพ้องค์หญิงของแคว้นใด

“ทุกอย่างในโลกใบนี้ล้วนไม่แน่นอน ท่านประมุขเหยาของพวกท่านก็เช่นกัน ซักวันเขาก็อาจเปลี่ยนใจ”

“ไม่มีทาง ท่านประมุขรอท่านมาถึงยี่สิบกว่าปี..”

“ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านว่ามีสิ่งใดบ้างที่กาลเวลาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือ”

เพราะจนต่อคำถามของนางท่านแม่ทัพใหญ่ก็ทำได้เพียงลูบเคราเดินจากไป นางให้เสี่ยวหลิงเดินไปส่งแม่ทัพและคนสนิท

“ข้าว่าเจ้าน่าจะเหมาะกับการเป็นขุนนางพอๆกับเป็นหมอนพเหม่ยหลิน เจ้าทำเอาขุนนางของข้าไปไม่เป็นเลย”เหยาเหยียนอวี้ยืนอยู่หน้าเสาต้นหนึ่งภายในศาลา ชายเสื้อสีดำยาวปลิวสะบัดตามแรงลมบดบังแสงตะวันทำให้ภายในศาลาตกอย่ในความมืดชั่วพริบตา

เหม่ยหลินไม่แปลกใจที่เห็นชายหนุ่มที่จู่ๆก็โผล่มา เพราะที่นี่เป็นเขตวังของเขา ถ้าเขาไม่อนุญาตมีหรือแม่ทัพใหญ่จะเดินเข้ามาได้ง่ายๆ

“ท่านประมุขเหยามีธุระอันใดกับข้าหรือ”นางประสานมือทำความเคารพ

“เจ้าถามคำถามข้าไม่ใช่หรือ”คำถามที่นางถามแม่ทัพใหญ่ฮุ่ยเมื่อครู่นางก็ถามเขาด้วยเช่นกัน เพราะนางพูดด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ จงใจให้เขาได้ยินด้วย

“คำตอบของข้าคือ มีบางสิ่งที่กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไม่ได้”ความจริงแล้วเขารู้ นางคงตั้งใจจะสื่อถึงเขาว่า สิ่งที่เขาทำนั้นไร้ความหมาย เขากำลังทำสิ่งที่เสียเวลาเปล่า แต่เขาจะทำเป็นไม่รู้ เพราะยิ่งเขาทำเป็นไม่รู้มากเท่าไหร่ นางก็จะมีปฏิกิริยามากขึ้น นางช่างไร้เดียงสาจริงๆช่างไม่รู้เลยว่ายิ่งนางมีปฏิกิริยากับการกระทำของเขามากเท่าไหร่ยิ่งเป็นการบอกกับเขาว่าสิ่งที่เขาทำนั้นหาได้ไร้ความหมายเลย เพราะมันมีผลต่อนาง

“นั่นมันเป็นไปไม่ได้...”

น้ำเสียงทุ้มต่ำน่าหลงใหลหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ “คำว่าเป็นไปไม่ได้นั่นแหละที่เป็นไปไม่ได้ เหม่ยหลิน”

ดูสิ นางทำหน้าเหมือนเขากำลังพูดเรื่องไร้สาระ นางช่างน่ารักเหลือเกิน น่าเสียดายที่เขาทำได้แค่ชื่นชมนางในใจ ถ้าเขาพูดออกไปคงไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นอีก เขาจำต้องอดกลั้นไว้ เขาต้องอดทน ด้วยเหตุนี้มือของเขาที่ยื่นออกไปหมายจะโอบกอดนางเอาไว้จึงต้องหยุดที่เส้นผมของนาง เขาควบคุมปลายนิ้วให้กอบกุมเส้นผมของนาง

“ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้ายินดีพิสูจน์ให้เจ้าเห็นนะเด็กน้อย”ด้วยตัวของเขาเอง

 

[Talk]

มาส่งพ่อเหมียวละค่า

วันนี้มาเต็ม 100 เลย

ปั่นมาร้อนๆอาจมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ><’

FROM  Aunquio

ฝากเพจของอัลด้วยนะคะ>>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

36 ความคิดเห็น

  1. #29 pugkapig (@pugkapig) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 09:57
    ท่านประมุขนี่ช่างน่าสงสาร
    #29
    0
  2. #28 VxoNP (@VxoNP) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 09:09

    คิดถึงนิยายเรื่องนี้มาก รอนะคะ ~
    #28
    0
  3. #27 Lingling99 (@Lingling99) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 22:15

    โอ้ ! ประมุขเหยายังบริสุทธิ์ไม่เคยผ่านมือสาวไหนเลย ยังซิงอยู่จริงอะ 55555

    #27
    0
  4. #26 lhunsal (@lhunsal) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 23:22

    รอจ้า...
    #26
    0