อรุโณทัย

ตอนที่ 2 : 21:30 26/11/2561

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 ก.พ. 62




เพชรรีบลงบันไดหลังจากวางสายซันไปหมาดๆ เขาเปิดประตูมาเจอเพื่อนรัก ข้างๆคือผู้หญิงวัยไล่เลี่ยกัน แม้หน้าตาทะมึนแต่ยังดูอ่อนหวานน่ารัก แต่งตัวยังกับนางเอกหนังยุคสงครามมหาเอเชียบูรพาที่ตนกำลังดูย้อนหลังบนห้องเมื่อกี้ ดวงตากวางของเธอมองเขาสลับกับซันอย่างระวังตัว เพชรขมวดคิ้ว

              “ใครเนี่ย”

              “อังศุมาลินข้ามเวลามา”

              คิ้วทั้งเพชรทั้งอังศุมาลินยิ่งผูกกันแน่น

              “ฉันชื่อรพิน ไม่ใช่อังศุมาลิน แล้วพาฉันมาที่นี่ทำไม”

              “ดึกขนาดนี้จะปล่อยให้เธอที่เป็นใครมาจากไหนไม่รู้เดินดุ่มๆแถวศิริราชได้ยังไง ฉันพาเธอกลับไปด้วยไม่ได้ เธอพักที่นี่กับเพื่อนฉันไปก่อน”

              ยังไม่ทันอ้าปากแย้ง เพชรก็โดนอังศุมาลินแทรกเสียงมีน้ำโห

              “ฉันบอกไปแล้วว่าบ้านฉันอยู่แถววังหลัง แม่กับยายฉันหลบภัยอยู่แถวนั้น”

              “มันไม่มีหลุมหลบภัยแล้วแถวนั้นน่ะ นี่ไม่ใช่ปี2487 ของเธอ ขากลับมาก็ไม่เห็นสักหลุม” ซันสงบสติตัวเองหันไปทางเพชรที่มีคำถามมากมายบนสีหน้า

              “ไม่เชื่อถาม”เขาชี้ไปทางเพชรที่สะดุ้ง “นี่ปีพ.ศ.อะไร”

              “สะ สองห้าหกหนึ่ง...”

              “เห็นมั้ย!”

              “ฉันไม่เชื่อ ฉันจะกลับไปหาแม่กับยาย...จะทำอะไรปล่อยนะ!”

ซันจับมือพาสาวอังศุมาลินเข้ามาในบ้านเพชร เจ้าของบ้านยังยืนอ้าปากค้าง ซันพาเธอมายืนตรงหน้าปฏิทินแล้วชี้เลขพ.ศ.ตัวใหญ่ชัดเจน

              “นี่ เธอดู นี่มันปี 2561! ไม่มีพวกสัมพันธมิตร ไม่มีทหารญี่ปุ่น สงครามจบแล้ว”

    ทุกอย่างชัดจนเธอแข็งท่ือ เลขพ.ศ.อย่างที่ชายแปลกหน้าบอกเธอมาตลอดทาง ใยเธอจะไม่รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ปีที่เธออยู่ ช่วงที่ซันนำมาก่อนถึงบ้านเพชร เธอดื้อที่จะแยกไปดูทางที่เธอคิดว่าเป็นบ้านเธอ ซันก็ยังตามเธอไปแต่มันไม่ใช่บ้านเธอ ไม่เหลือเค้าบ้านเธอเลยด้วยซ้ำ จนเธอตามเขากลับมาพบความจริงที่ตอกย้ำให้ชัด เธอข้ามเวลามายังอนาคต ทิ้งแม่และยายที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไรไว้ข้างหลัง ปากเธอผงาบคล้ายจะเอ่ยบางอย่างแต่ยากลำบากเหลือเกิน

              “แม่กับยายของฉันล่ะ”

    ดวงตาใสคล้ายมีน้ำน้อยๆเคลือบคลอ ปลายจมูกระเรื่อ ซันชะงักไป สายตาอ่อนลงทั้งน้ำเสียงก็เศร้าเมื่อจินตนการว่ารพินกำลังรู้สึกอย่างไร

              “พวกเขาคง...ไม่อยู่แล้ว”

    ภาพสุดท้ายที่เธออยู่กับแม่และยาย แม่เธอยังมีอาการปวดเข่าทำให้เดินเหินลำบาก ยายที่เพิ่งหายจากไข้มาไม่นานอาการทรงตัวขึ้นบ้างแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ทั้งสองยังต้องมีเธอคอยดูแลในยามที่บ้านเมืองไม่สงบ เธอข้ามมาอยู่ยุคนี้ ป่านนี้พวกเขาจะเป็นอย่างไร จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้าเธอยอมทิ้งสมุดบันทึกเล่มนั้นแล้วตามแม่กับยายไป ยอมทิ้งความตั้งใจไม่ให้เหนือกว่าชีวิตตัวเอง คงไม่ลงเอยแบบนี้ กระทั่งตอนนี้อย่างว่าแต่สมุดบันทึกเลย ชีวิตของแม่และยายเธออาจจะรักษาไว้ไม่ได้


    รพินนิ่งน้ำใสๆก็เอ่อล้นอาบแก้ม ปลายจมูกแดงสะอื้น เพชรที่ยืนมองอยู่เข้ามาลูบหลังเธอเบาๆ ยิ่งทำให้เธอสะอื้นหนัก ถึงจะยังงงว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เพชรเข้าใจว่าเวลานี้ควรจะปลอบโยนเธอ ให้เธอระบายความรู้สึกใดๆออกมา 


รพินปากน้ำตาจนซันต้องหยิบทิชชู่ให้อย่างรู้สึกผิดที่ไม่ใจเย็นอธิบายเธอ แต่ถึงอย่างนั้นความจริงก็คือความจริง พอเธอสงบลงเธอก็เล่าเรื่องของเธอให้ทั้งสองฟังอีกรอบ

              “ฉันชื่อรพิน เรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ อยู่บ้านเรือนไทยในตลาดแถวโรงพยาบาลศิริราช  จำได้ว่ามีเสียงไซเรนระงมช่วงห้าทุ่มในคืนวันที่ 28 พฤศจิกายน ฉันกับแม่และยายพากันไปที่หลุมหลบภัยจนเสียงไซเรนเงียบไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านหลายคนตัดสินใจแยกย้ายกันกลับบ้าน พวกฉันก็เช่นกันกระทั้งเสียงไซเรนดังอีก ครั้งนี้ พวกสัมพันธมิตรขับเครื่องบินทิ้งระเบิดกันจริงๆ  ฉันคลาดกับแม่และยาย ภาพสุดท้ายที่ฉันจำได้...ระเบิดกำลังมาที่ตัวฉัน ทุกอย่างสว่างวาบได้ยินเสียงเปรี้ยงจนหูอื้อไปหมด รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่บนพื้นหญ้า แถวศิริราชที่ไม่เหมือนศิริราช ...ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง”

    มือกำก้อนทิชชูซับน้ำตาอีกครา โดยยังมีเพชรค่อยนั่งอยู่ข้างๆไม่ห่างเธอ คงเพราะความรู้สึกผิดที่ทิ้งแม่และยายที่ต้องคอยดูแล เพชรเข้าใจความเป็นห่วงคนในครอบครัวเขาก็เสียใจที่ยายเขาตายจากไปปีที่แล้ว แต่ท่านจากไปอย่างสงบได้เห็นหลานมีความสุขมีเพื่อนที่ดี แม้เพชรจะไม่มีใครคอยเล่าเรื่องสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาให้ใกล้ตัวอีกแล้วก็ตาม

    ถ้าเป็นไปได้ซันไม่อยากรบกวนพาใครที่ไหนไม่รู้มาฝากบ้านเพื่อน แต่คงไม่ดีถ้าเธอต้องข้ามไปฝั่งบางรักพักกับผู้ชายสองต่อสอง ถึงเพชรจะร่างกายเป็นชายแต่ใจเป็นมิตรกับทุกเพศ ยิ่งวันนี้พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้านจึงสะดวกที่จะพารพินมาค้างที่นี่แล้วค่อยหาทางกันต่อ

              “แกเจอเขาได้ยังไง” ตาเพชรซักถามเพื่อนบ้าง

              “เดินอยู่หลังศิริราชอยู่ดีๆมีฟ้าผ่าลงมา รพินก็สลบอยู่ตรงหน้า”

    เพชรพิจารณารพินอีกครั้ง ไม่ต่างจากรูปเก่าที่สมัยยายยังเด็ก แต่ก็ยังดูอัศจรรย์เกินไปจนเพชรต้องลองแอบหยิกตัวเองสักที เขาหยีหน้าเจ็บจึงรู้ว่าไม่ได้ฝันไป

              “เดี๋ยวฉันโทรบอกแม่ก่อนแล้วกันว่ามีเพื่อนจากต่างจังหวัดมาขอพัก เผื่อเขากลับมาก่อน ขอไปเตรียมอะไรแป๊บนึง” แล้วก็ลุกออกไปด้านบนตระเตรียมห้องหับกับเสื้อผ้าสำหรับแขกยามวิกาลจากอดีต ทิ้งให้ซันอยู่กับรพิน เขายื่นทิชชูอีกแผ่นให้ เธอรับมาเช็ดน้ำมูกเงียบๆ

              “ฉันขอโทษนะ ที่พูดแรงกับเธอ”

              “ฉันเองก็รั้นกับนาย ฉันขอโทษเหมือนกัน”

    เขาเหลือบมองเธอที่นั่งเงียบ ได้มีโอกาสมองรพินชัดๆเมื่อเธอซับหน้าซับตาใต้แสงจากหลอดตะเกียบกลางบ้าน ผมสีดำของเธอยาวประบ่าดูนุ่มนวล นิ้วเรียวอ่อนผิวผุดผ่องดูสมกับเป็นปัญญาชนผู้มีอันจะกิน แก้มเนียนใสเจือสีแดงเพราะอากาศร้อนแม้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว พินิจดูแล้วรพินสวยสมกับคำว่ากุลสตรีในความรู้สึกของซัน


              “นายชื่ออะไร”

    เพิ่งนึกได้ว่าเขายังไม่แนะนำตัวกับรพินเลย เพราะเธอเองก็วิ่งวนหาบ้านหาแม่และยายจนไม่ได้อธิบายเรื่องราวฝั่งเจ้าบ้านปี2561

              “ชื่อซัน ส่วนอีกคนชื่อเพชร เขาไม่เหมือนผู้ชายทั่วไปสบายใจได้เธอพักกับเขา เธอจะปลอดภัย”

              “หมายความว่ายังไง” เธอขมวดคิ้วเล็กๆ

              “เขาใจดีนะ ถึงจะพูดจีบปากจีบคอไปบ้าง แต่ฉันว่าเขาจะชอบเธอ แบบเพื่อน”

              “ถ้าแบบนั้นก็ดี” เธอพยักหน้าพยายามเข้าใจ จากที่เธอเห็นคร่าวๆก็เป็นดั่งที่เขาพูด

    ซันไม่ใช่คนปลอบใจใครเก่งโดยเฉพาะผู้หญิง หรือจะชวนคุยเรื่องวิถีชีวิตในช่วงยุคนั้น ก็กลัวเธอจะคิดถึงจนร้องไห้อีก ไม่อยากปล่อยให้เงียบจนเธอคิดมาก กระทั่งเธอเป็นฝ่ายหันมาชวนเขาคุยเอง

              “ประเทศนี้ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจประเทศไหนแล้วใช่มั้ย”

              ซันพยักหน้า “เราติดต่อกับต่างประเทศฉันท์เพื่อน พึ่งพากันในเรื่องค้าขาย การแพทย์และอีกมากมาย ไม่มีสงครามใกล้บ้าน”

              “ไม่มีสงครามใกล้บ้าน” เธอเลิกคิ้ว “หรือว่ายังมีสงครามอยู่งั้นหรอ”

              “ใช่” เขาหยิบสมาร์ทโฟนเปิดหาอะไรบางอย่าง 

รพินขมวดคิ้วมองเจ้าก้อนสี่เหลี่ยมบางๆที่ซันไถนิ้วไปมา “นั่นอะไร”

              ซันยกมือถือให้รพินดูชัดๆ “โทรศัพท์มือถือน่ะ”

              รพินตึงคิ้วฉงนกว่าเดิม “โทรศัพท์...มือถือหรอ”

              “สมัยนี้เทคโนโลยีก้าวไกลจนมีโทรศัพท์ที่พกพาไปไหนก็ได้ ส่งข้อความหากันได้รวดเร็ว เปิดรูปดูแบบนี้ก็ได้” เขาเปิดรูปแผนที่โลกแบบแผ่ออกมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วกดซุมให้เห็นชัดขึ้น รพินอ้าปากอัศจรรย์กับเทคโนโลยีที่ว่า ยังกับเวทมนต์ไม่เหมือนสมัยเธอที่ต้องพกรูปพกกระดาษอะไรเยอะแยะ  แผนที่ขนาดใหญ่อยู่ในแผ่นสี่เหลี่ยมเท่าผ่ามือ ทั้งยังย่อขยายได้ตามใจ ซันเลื่อนแผนที่มายังส่วนแผ่นดินลักษณะคล้ายขวานที่รพินคุ้นตา 

“นี่คือประเทศเรา”

              เธอพยักหน้า เขาเลื่อนแผนที่มายังฝั่งกาญจนบุรีผ่านพม่า อินเดีย มายังแทบตะวันออกกลาง ขยายพื้นที่ที่สงครามกลางเมืองยังครุกกรุ่น

              “มันเริ่มจากประชาชนประท้วงรัฐบาลเพื่อต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยคืนให้แก่พวกเขา แต่รัฐบาลกลับตอบโต้ด้วยการยิง จนกลายเป็นสงคราม ดึงดูดหลายประเทศเข้ามาผสมโรง”

    แม้กระทั่งอนาคตก็ยังไม่สงบสุข ถึงจะไม่ใช่ประเทศตนแต่รพินก็ได้ลิ้มรสความทรมานจากผลกระทบของสงคราม ข้าวปลาหาได้ยาก ของต่างๆราคาแพงจนต้องขโมย ไหนจะเด็กที่พลัดหลงกับพ่อแม่หลังพวกทหารทิ้งระเบิดลงมา รพินสายตาหดหู่ลง ถามสิ่งที่แม้ในใจแย้งว่าไม่รู้อาจจะดีซะกว่า แต่เธออยากให้แน่ใจ ว่าหลายปีต่อมาดินแดนแห่งนี้ได้เรียนรู้อะไรจากบาดแผลในยุคสมัยของเธอหรือไม่ สายตาของเธอละออกจากแผ่นสี่เหลี่ยม ผสานกับสายตาซัน

             “แล้วที่นี่เคยมีเหตุการณ์แบบนั้นมั้ย”

    ซันจุกไป เขาพยักหน้าตอบเธอ รพินเบิกตาตกใจ  เหตุการณ์ที่ว่า น้อยคนนักที่จะรู้ว่าความจริงมันคืออะไรกันแน่ กระทั่งเขาเองก็ยังหาคำตอบจนถึงทุกวันนี้ว่าใครหรือฝ่ายไหนกันแน่ที่ผิด

              “มันเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ปี 2516 เดือนตุลา

กลุ่มนักศึกษาลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยจากรัฐบาลจนเกิดการปะทะ และยืดเยื้อมีเหตุการณ์ปะทะกันเรื่อยๆและรุนแรงขึ้นเมื่อปี 2519 ทุกฝ่ายบอบช้ำ นักศึกษาถูกยิงทั้งชายหญิงที่ถูกอ้างว่ามีอาวุธ แต่พวกเขาแทบไม่มีทางสู้กลุ่มที่กราดยิงพวกเขา  มีอนุสรณ์รำลึกถึงนักศึกษาที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไว้เตือนใจคนรุ่นหลัง แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยจริงๆสักที”

    เขาได้แต่สงสัย ประวัติศาสตร์ที่แทบจะไม่ปรากฏในหน้าหนังสือเรียนนั้น เพื่อกรองผู้ที่หมายจะปฏิรูปพัฒนาประเทศอย่างแรงกล้าจนต้องค้นคว้าเรื่องราวที่น้อยคนนักจะรู้ว่าอะไรคือความจริง หรือเพื่อปกปิดบางอย่างกัน รพินรู้จักสายตาของซันในตอนนี้ดี มันเหมือนสายตาของพ่อเธอ

    ครั้นได้ฟังสิ่งที่อีกคนเล่าแววตาเธอก็เจือนลง เธอทันได้ยินสิ่งที่เรียกว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาไม่กี่ปี ไม่คิดว่าผ่านมานานนม ประเทศก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางด้วยระบอบที่ว่านั่นเลย กว่าซันจะรู้ตัวว่าไม่ควรพูดเรื่องการเมืองกับผู้หญิงที่เพิ่งหนีจากสงครามในอดีตมา เขาเลิกลั่กรีบพูดเสริมต่อ

              “แต่ประเทศเราก็ไม่ได้แย่นะ ถึงจะเจอความโศกเศร้าแต่พวกเราก็ฟื้นตัวได้เร็ว คอยช่วยเหลือกัน และพร้อมจะยิ้มสู้ได้เสมอ” เขายกยิ้มยืนยัน รพินเพียงยิ้มแค่ริมฝีปากครู่เดียว สายตาหลุบมองพื้น

    เธอเคยคิดอยากข้ามเวลาผ่านสงครามปี2487 มายังช่วงที่ประเทศสงบ เธออยากให้มันยุติลงเพื่อจะได้อยู่อย่างสงบสุขกับคุณป้าขายขนมในตลาด กับคุณลุงคนขายผัก กับคุณตาที่มักจับปลามาขายและฝากเธอกับแม่ในบางครั้ง เธออยากจะใช้ชีวิตปกติกับครอบครัวและทุกๆคนย่านวังหลัง ศิริราช ไม่คิดว่าพอประเทศผ่านความทุกข์ยากจากคนนอก ยังต้องมาบอบช้ำจากคนในอีก


    ซันเอื้อมหยิบกล่องขนมปังกรอบรสลาบเพรทซ์ที่วางบนโต๊ะ แกะโดยไม่ขออนุญาติเจ้าของบ้าน หยิบออกมาชิ้นนึงเคี้ยวกลบความอึมครึมและยื่นอีกชิ้นให้รพิน

              “ยังไม่กินอะไรเลยหนิ”

              “ขอบคุณ” เธอรับมา

    ไม่คุ้นเคยขนมปังกรอบเรียวเหมือนธูป มีกลิ่นคล้ายมะนาวกับหมูอย่างน่าประหลาด ชายหนุ่มหักชิ้นในมือกินท่าทางเอร็ดอร่อย ชวนอีกฝ่ายลอง เธอกัดคำเล็ก ค่อยๆเคี้ยวลิ้มรสชาติ คิ้วขมวดอย่างฉงนสนเท่ห์ก็คลายออก ขนมของอนาคตนี่อร่อยจนน่าตกใจทีเดียว

    เห็นสีหน้ารพินคลายกังวลลงบ้างก็โล่งใจ ถึงประเทศนี้จะเจอเรื่องหนัก เต็มไปด้วยเรื่องแย่ๆแต่ก็มีของกินเนี่ยแหละที่เป็นเรื่องดีๆของประเทศนี้

              “ฉันจะช่วยพาเธอกลับไปเอง เธอเองก็ ยิ้มเข้าไว้ล่ะ”

              ได้ยินมุมปากเธอโค้งสวย ทำให้ตาได้รูปของเธอโค้งตามเล็กน้อย

              ซันไม่คิดว่ารพินจะดูน่ารักอ่อนหวานได้ขนาดนี้

              เขาทำเบือนไปทาง หยิบขนมอีกชิ้นกิน

              “ขนมนี่เรียกว่าอะไรหรอ”

              “เพรทซ์”

              “เพรส?”

              “เป็นขนมของญี่ปุ่นแต่ใส่รสลาบ ...พวกผงมะนาวอะไรทำนองนั้น มีขายเฉพาะที่ไทย คนต่างชาติมีซื้อกลับไปด้วยนา”

              “ไม่แพงแย่เลยหรอ ของพวกญี่ปุ่นเชียว” กำลังจะขออีกชิ้นก็เริ่มลังเล

              “ไม่หนิ สำหรับสมัยนี้”

    เขายื่นกล่องเพรทซ์ให้เผื่อเธอจะเปลี่ยนใจลองอีกสักชิ้น เธอมองรูปลาบบนกล่องสีเหลือง และหยิบอีกชิ้น กัดคำใหญ่กว่าชิ้นเมื่อกี้นิดหน่อย

              “อย่างน้อยยุคนี้ก็ไม่ข้าวยากหมากแพง...ใช่มั้ย”

              เขาส่ายหน้าน้อยๆทั้งงับขนมคำสุดท้ายในมือ

              “สมัยนี้ของกินเยอะแยะ แค่ย่านวังหลังกินทั้งวันยังไม่ครบเลย แถมอร่อยกว่าเพรทซ์อีก”

              “มีอร่อยกว่าเพรสอีกหรอ!?”

              “ระหว่างหาทางพาเธอกลับอดีต เดี๋ยวจะพาไปกินร้านประจำ”

    เธอหัวเราะ กังวลใจอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนมาเที่ยวเล่นต่างถิ่น ถูกชวนไปหาของดีของกินประจำถิ่นกินอีกต่างหาก  น่าขำไปกว่านั้นเธอดันอยากลองกินจริงๆซะนี่ ตาของเธอหยีไปเล็กน้อยเรียกรอยยิ้มมุมปากของซัน


    เพชรลงมาพร้อมผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าให้รพิน ทันได้เห็นเพื่อนเขาพูดคุยกับสาวผู้มาจากอดีต ท่าทีของซันแปลกจนเพชรสงสัย

              ไม่ได้สงสัยว่ารพินมาจากอดีตจริงๆหรือไม่

              แต่เพชรเคยเห็นซันยิ้มแบบนี้ สายตาถึงไม่จ้องเขม็งแต่ก็เหลือบมองตลอด

    เพชรลอบยิ้มยกมุมปาก ไว้รอซันพูดคุยกับรพินให้เรียบร้อยดีกว่า เขาไม่อยากไปขัดความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวในใจของซัน

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:54

    สำนวนสวย ดำเนินเรื่องดีมากเลยค่ะ


    แถมรู้สึกเหมือนบางประโยคจิกกัดสถานการณ์ปัจจุบันด้วย 555 //หัวเราะแห้งพยายามไม่ยื่นขาเข้าตาราง---


    รอติดตามตอนต่อไปค่ะ~

    #1
    0