อรุโณทัย

ตอนที่ 1 : 20:00 26/11/2561

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 ก.พ. 62



เสียงหวอระงมไปทั่วแขวงบางกอกน้อย  ผู้คนแตกหือเหมือนผึ้งแตกรังวิ่งกันให้วุ่น ฝูงเครื่องบินสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดปูพรมลงมาหมายจะทำลายแผนการส่งสัมภาระยุทธปัจจัยทางรถไฟจากสถานีบางกอกน้อยสู่เส้นทางรถไฟสายมรณะที่เชื่อมไปสู่พม่าของกองทัพญี่ปุ่น รพินที่เพิ่งเรียนในระดับมหาวิทยาลัยไม่ทันไรก็มีเหตุให้ต้องหยุดเรียนจากความไม่สงบของบ้านเมือง เธอประคองยายรีบเรียกแม่พากันไปยังหลุมหลบภัย

              “แม่จ๊ะรีบไปกันเถอะ เดี๋ยวพวกนั้นจะทิ้งระเบิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

              “แม่ต้องล็อคบ้านก่อน” รพินประคองยายกระทั่งแม่กลับมาสมทบก็รีบจ้ำไปในทางมืดมีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่นำทาง แขนเธอหนีบสมุดที่สอดกระดาษมากมายแล่บออกมา เสียงฝูงบินหึ่งมาใกล้ ทั้งหญิงสาวหญิงชราใจแทบหล่นวูบ อีกนิดก็จะถึงหลุมหลบภัย แต่หนังสือที่เธอหนีบไว้กลับร่วงตกลงบนพื้นดิน รพินล่วงไปไกลถึงเพิ่งรู้ว่าลืมของสำคัญ

              “แม่พายายไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันรีบตามไป”

              “รพินลูก!” ไม่ทันห้ามลูกสาวเธอรีบวิ่งเท้าเปล่า ผ้าไหมสวมต่างผ้าถุงก็ไม่อาจเป็นอุปสรรค เธอจะไม่ยอมให้บันทึกของเธอต้องหายไปเพราะลูกหลงสงคราม เธอรีบสอดสายตาหาในความมืด มันอยู่ตรงนั้นเองห่างจากเธอแค่ไม่กี่เมตร เสียงหวีดร้องเครื่องจักรที่บินเหนือหัวเธอทิ้งทุ่นระเบิดลงมาไม่ไกลจากรัศมีเธอ เจตจำนงค์ที่อยากจดบันทึกเรื่องราวความลำบากจากผลกระทบสงครามแก่ชนรุ่นหลังเธอถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเก็บรักษามัน

    ไม่ทันจะเอื้อมหยิบบันทึกที่มีจดหมายฉบับสุดท้ายก่อนพ่อเธอจะเสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่2 เสียบคาไว้ ตามด้วยเสียงเปรี้ยงในเช้ามืดของวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2487 นั่นคือภาพสุดท้ายที่รพินเห็น ก่อนทุกสิ่งจะขาวโพลน และเสียงวีดอื้ออึงจนไม่ได้ยินอะไรอีกเลย



_________________________________





    เสียงเครื่องบินทิ้งทุ่นลงสู่ภาคพื้นแผ่นดินไทยพร้อมเสียงบรรยายการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา มีผู้เสียชีวิตมากมายในเขตบางกอกน้อยบริเวณสถานีรถไฟที่ได้ข่าวกรองมาว่าเป็นที่สะสมอาวุธของทหารญี่ปุ่น ผ่ายตรงข้ามจึงจัดการทิ้งระเบิดปูพรมยาวมายังแถววัดอมรินทรารามวรวิหารจนระแวกใกล้โรงพยาบาลศิริราช ช่างหดหู่สะเทือนใจ’ซัน’นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ที่สนใจเรื่องราวสมัยชาตินิยม มนุษย์เรากระหายความยิ่งใหญ่ทำสงครามทิ้งชีวิตเพื่อนมนุษย์ ทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะโหยหาอำนาจโดยไม่สนใจคนบริสุทธิ์เช่นนี้ได้เชียว

              “โถ โกโบริ ไม่น่าเลย” และอีกหนึ่งนักศึกษาหนุ่มเสียงหวานเกินชายเม้มปากอินจากที่เพิ่งอ่านนวนิยายเกี่ยวกับสงครามมหาเอเชียบูรพาสุดอมตะของไทยมาหมาดๆ

              “มันเป็นเรื่องแต่งขึ้นไม่ใช่หรอ”เพื่อนกระซิบบอกเขาเพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อนคนอื่นๆที่กำลังตั้งใจดูสารคดี

              “เขาได้แรงบันดาลใจจากหลุมศพทหารที่กาญจนบุรีนั่นแหละ” จีบปากจีบคอตอบ

     จอโปรเจคเตอร์ฉายภาพสถานีรถไฟธนบุรีหรือที่ชาวบ้านท้องถิ่นเรียกกันติดปากว่าสถานีรถไฟบางกอกน้อยเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งเสบียงลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทหารญี่ปุ่น ด้วยเหตุนั้นจึงตกเป็นเป้าของฝ่ายสัมพันธมิตรในการทิ้งระเบิดครั้งสำคัญวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2487 คืนเดือนเพ็ญ

ตั้งแต่ได้อ่านเรื่องราวสงครามโลกจนถึงสงครามมหาเอเชียบูรพา อีกความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่บ่อนทำลายทุกสิ่งเพื่อตัวเอง เพื่ออุดมกาณ์อ้างความยิ่งใหญ่ของประเทศมาตุภูมิ ไม่สนว่าจะต้องสละกี่ชีวิตทั้งชาติพันอื่นหรือแม้กระทั่งคนในชาติเดียวกัน เขาอยากศึกษามันมากกว่านี้เพื่อให้รู้ชนวนที่แท้จริงของมัน จะได้กันเหตุการณ์น่าอดสู เขาอยากติดอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับอุดมการณ์ที่หมายจะกลืนกินทุกสิ่งโดยการเข้าศึกษาด้านกฏหมายต่อสู้อย่างใสสะอาด จนได้มาเจอเพชร หรือ ไดมอนด์ เพื่อนร่างชายใจหญิงแกร่งที่สนใจด้านกฏหมายและได้แรงบันดาลใจการเรียนรู้เรื่องสงครามจากนวนิยายอมตะคู่กรรม

    หลังจบสารคดีบางกอกน้อยก็เย็น แม้เพียงนั่งนิ่งๆร่างกายก็ย่อยมื้อเที่ยงจนหมดซันที่บ่นอยากกินซูชิวังหลังแถวบ้านเพชรก็เริ่มลังเลว่าควรจะเปลี่ยนแผนกลับบ้านที่อยู่แถวบางรักดีกว่าหรือไม่

              “ไปกินเป็นเพื่อนหน่อย” เพชรยื้อ

              “บ้านอยู่ใกล้ก็สบายน่ะสิ นี่เย็นแล้ว เดี๋ยวรถติด”

              “เออน่า เดี๋ยวเลี้ยงสองชิ้น เลี้ยงค่าเรือด้วย”

    พวกเขานั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือวท่าพระจันทร์ไปฝั่งท่าเรือวังหลัง โรงพยาบาลศิริราช คนจากฝั่งพระนครทยอยกลับบ้านตรงฝั่งธนบุรีคนแน่นเต็มบนเรือเป็นกิจวัตรชินตา สำหรับซันที่ไม่นั่งโดยสารเรือบ่อยรู้สึกมวนท้องนิดๆ ผิดกับเพชรที่ชิน แสงยามเย็นที่น้อยนิดแทบไม่เห็นท้องฟ้าเพราะเมฆครึ้มไปทั่ว จนเห็นฟ้าแล่บน่ากลัวเหมือนจะมีพายุเข้า

              “ฝนจะตกก่อนกลับมั้ยเนี่ย” ซันขมวดคิ้ว เพชรเองก็มองตามอย่างคาดการณ์

              “ดูท่าจะหนัก”

    ถึงจะห่วงเพื่อนแต่พอเข้าร้านซูชิแถววังหลังชื่อดังก็กินกันอิ่มหนำสำราญ เสร็จมื้ออาหารซันเหยียดแขนยืดเส้นอยู่หน้าร้านที่ใกล้ถึงเวลาปิดพอดี ฝนทำท่าจะตั้งเค้าท์บวกกับมืดแล้วจึงไม่เห็นความอึมครึมนอกจากฟ้าแล่บในกลีบเมฆ



    นานๆจะแวะมาฝั่งเขตบางกอกน้อย ซันนึกถึงในสารคดีที่มีระเบิดลงแถวนี้ ไหนๆพรุ่งนี้ไม่มีเรียน เรือข้ามฟากก็มีทั้งคืน แวะเดินเล่นสักหน่อยก็แล้วกัน เขาจำได้ว่าเพชรบ้านอยู่แถววังหลังลองถามดูว่าสนใจเดินย้อนรอยตามสารคดีที่ดูในคลาสกันมั้ย คำตอบก็คือเจ้าตัวจะรีบกลับไปพอกหน้าถ่ายรีวิวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังเป็นกระแสลงโซเชียวมีเดีย แต่ยังใจดีเดินไปส่งใกล้ๆบริเวณที่เคยโดนระเบิดได้เพราะไม่ไกลจากบ้านเพชรนัก


    แม้เพชรจะบุคลิกออกชัดเจนว่าไม่ใช่ผู้ชาย ทุกครั้งที่เดินไปไหนมาไหนกับซันก็มักจะโดนเหมาว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว เพชรไม่ปฏิเสธที่รู้สึกว่าเพื่อนตัวเองหน้าตาดี แต่ก็เหมือนเพื่อนผู้หญิงคบกับเพื่อนผู้ชายในหลายกลุ่มทั่วไป แค่เพื่อนหารค่ากินค่าเที่ยว ร่วมกันทำงานและตั้งคำถามกับระบอบการปกครองงงๆและกฏหมายที่ยังมีช่องโหว่บางอย่างพูดคุยแลกเปลี่ยนได้ในหลายมุมมองของกันและกัน เป็นเพื่อนที่ดี ไม่มีอะไรมากกว่านั้น     


    เพชรพามาถึงทางแยกระหว่างบ้านเขากับเส้นทางนำสู่การตามรอยประวัติศาสตร์ กำชับเพื่อนให้ดูแลตัวเองระวังรถราหรือโจรที่มาเมี่อไหร่ก็ได้ แม้จะเป็นผู้ชายตัวโตๆก็ตาม ซันยกนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่าไม่ต้องห่วงจึงค่อยแยกกัน ในภาพจินตนาของซันคิดว่าบ้านช่องจะดูวินเทจเหมือนฝั่งพระนครรอบเขตพระราชฐาน แต่กาลเวลาทำให้มีตึกสูงแทนที่เรือนไม้ทั้งบ้านของประชาชนและอาคารผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชในสารคดี เพิ่งเดินดูได้ไม่เท่าไร ก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องกึกก้อง ซันนึกผิดที่ดันไม่ได้พกร่มติดมา เขารีบเดินจ้ำมาแถววัดอมรินทรารามเพื่อจะไปขึ้นเรือข้ามฝากที่ท่ารถไฟกลับท่าพระจันทร์ตามคำแนะนำของเพชร ฝนก็เริ่มเทลงมาปรอยๆ ขัดแย้งกับสายฟ้าฟ้าดสนั่นไปทั่วท้องฟ้าไม่มีปี่มีขลุ่ย ผิดแปลกจากธรรมชาติ ซันเดินจนมาถึงหลังตึกลานจอดรถของโรงพยาบาลศิริราช ใกล้กลับตึกสร้างใหม่เป็นโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์ที่เป็นถนนนำไปสู่อาคารด้านในแทรกพื้นหญ้ากับต้นไม้หย่อมเป็นระยะ อีกด้านที่เขาเดินมานั้นโล่งกว้างจนเขารู้สึกหวาดเสียวว่าจะเกิดสายฟ้าผ่าลงมาจึงรีบจ้ำ

กระทั่งเสียงกัปนาถสะท้อนกึกก้องไปทั่วจนเขาแทบผวา สายฟ้าฟาดลงบนต้นไม้ใกล้เฉียดเขาไปเพียงนิดเดียวกิ่งไม้หักที่ตอมีควันลุกกรุ่นตามด้วยกลิ่นไหม้

ซันยกแขนป้องกัน ค่อยๆลดลง เขาไม่ได้เห็นแค่กิ่งไม้ร่วงหล่นบนพื้นหญ้า  ร่างของผู้หญิงคนนึงนอนสลบอยู่ไม่ไกลปรากฏทั้งที่เมื่อครู่เขาก็มองทางนั้น ว่าไม่มีใคร

เขาเดินเข้าไปดูเธออย่างระวังตัวแม้ฝนจะโปรยพรำ เธอสวมเสื้อลูกไม้แขนตุ๊กตาแบบหญิงสาวชาวบ้านในสารคดี นุ่งผ้าไหมสีน้ำเงินยังดูสาวเกินกว่าจะแต่งตัวโบราณแบบนี้ไปไหนมาไหน แม้จะมอมแมมไปนิดแต่เครื่องหน้าและผมเผ้าดูปกติเกินจะเป็นคนวิกลจริตที่หลงเข้ามา ซันถือวิสาสะเช็คชีพจรเธอที่ข้อมือเมื่อมั่นใจว่าไม่มีกระแสไฟฟ้าจากเมื่อกี้หลงเหลือในตัว สัมผัสแค่เพียงผิวเนียนนุ่มร่างที่นอนนิ่งก็ได้สติลุกพรวด ยกมือป้องกันอย่างระวังตัว

              “นายเป็นใครน่ะ!”

              ซันเองก็ตกใจผงะออกมา เกรงว่าเธออาจจะมีอาวุธติดจัว เมื่อแน่ใจว่าไม่ก็ยกมือทั้งสองชูแบระดับศีรษะให้เห็นว่าเขาไม่มีอาวุธอะไร ไม่ได้จะทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆ

              “เธอต่างหากเป็นใคร” เขาถามด้วยเสียงใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

              ดวงตาใสดั่งกวางกวาดมองรอบๆ สิ่งก่อสร้างจากปูนและกระจกสูงใหญ่ไม่คุ้นตาเธอ อีกทั้งรถยนต์ที่จอดอยู่ก็ไม่เหมือนรถของทหารไทยหรือญี่ปุ่นที่เคยเห็น

              “พวกสัมพันธมิตรล่ะ” เธอถามซันด้วยสายตา

              ซันขมวดคิ้ว “สัมพันธมิตรอะไร”

              “เมื่อกี้ฉันเพิ่งหนีเครื่องบินพวกสัมพันธมิตรมา แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหน”

              สาวแปลกหน้าหันควับมองทางไหนก็ไม่คุ้น ราวกับไม่ใช่บ้านเมืองที่เธออยู่

              “หลังศิริราชไง”

    ซันหันมองตึกศิริราชแล้วชี้ชื่อตึกและป้ายบอกทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เธอยิ่งหน้าเผือดสี

               “ใช่โรงพยาบาลศิริราช จริงๆหรอ…”


               เหตุไฉนถึงใหญ่โตผิดกับที่เธอเคยพายายมาหาหมอราวกับคนละโลก 

าวกับไม่ใช่ยุคสมัยของเธอ


               ริมฝีปากสวยเอ่ยถามทั้งที่เริ่มสั่นระริก

               “นี่ปีอะไร ปีพ.ศ.อะไร”


               ซันขมวดคิ้ว นี่อำกันเล่นรึไงกัน ทำไมถึงจำพ.ศ.ตอนนี้ไม่ได้ทั้งๆที่อีกไม่ถึงเดือนจะสิ้นปีแล้ว 

เขาเริ่มตะขิดใจและถามกลับ

               “แล้วเธอจำได้มั้ยปีนี้พ.ศ.อะไร วันที่เท่าไหร่”


               “ พ.ศ. 2487 วันที่ 28 ไม่สิ 29 พฤศจิกายน”


     ฝนหยุดพรำแต่ไร้แสงจันทร์สาดส่องมีเพียงแสงสลัวจากเสาไฟ ซันทบทวนสิ่งที่สาวแปลกหน้าพูด


               สัมพันธมิตร / ศิริราช / วันที่ 29 พฤศจิกายน 2487


    คล้ายมีเสียงสารคดีบางกอกน้อยดังวนเวียนในหัวเขา ภาพหญิงสาวที่แต่งตัวคล้ายคนตรงหน้าแม้เป็นภาพเขาดำแต่ก็แทบไม่แตกต่าง ทั้งแววตา การพูดจา ท่าทาง ไม่ใช่คนพูดเป็นตุเป็นตะ เธอดูปกติเกินกว่าจะเป็นคนบกพร่องทางจิต


     หรือจะเป็นเขาต่างหากที่เริ่มมีอาการทางจิต



     เขาเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้มาจากปี พ.ศ.2587 ยุคสงครามมหาเอเชียบูรพาช่วงท้าย









T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น