Eyes Attact เพียงสบตา [ Y ]

ตอนที่ 8 : วันอาทิตย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 246
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 ธ.ค. 61

ป.ล. ตอนนี้มีการล้อเลียนหนังพอสมควร หากท่านผู้อ่านไม่รู้จักมาร์เวลหรือดีซี ไม่ต้องกังวลนะคะ จะมีคำอธิบายช่วงท้ายตอน แต่จะให้ดีแนะนะท่านผู้อ่านอ่านตอนนี้เสร็จลองตามดูหนังมาร์เวลและดีซีเสริมเพื่ออรรถรสยิ่งขึ้น







เช้าวันอาทิตย์พีทตื่นนอนขึ้นมาอย่างสดใสตั้งแต่ลืมตา อาบน้ำ แปรงฟัน กระทั่งส่องกระจกก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองจะมีความสุขขนาดนี้มาก่อน เมื่อวานช่วงเย็นเขาอยู่จนลูกค้าคนที่สามเข้าร้าน ดูรอยสักรูปกรรไกรที่แขนขวาขาวๆไถผมและเล็มจัดแต่งทรงผมอย่างชำนาญ กว่าพีทจะยอมกลับหอก็2ทุ่มกว่า จะจากกันเขาไม่ลืมที่จะบอกลานกเค้าแมวและเจ้าของร้าน

      "ผมจะมาอีกนะครับ"



      "ครั้งหน้าเลือกทรงผมมาด้วย อยู่ทั้งวันไม่ได้จับผมสักเส้น"



      "จับสิครับ ผมไม่หวง"พร้อมกระเถิบไปใกล้



     "กลับไปได้แล้ว"


     นั่นทำให้เช้านี้พีทร้องเพลงและโยกตัวตามอย่างอารมณ์ดี ถ้าไม่ติดกิจกรรมกระชับสัมพันธ์ทีมงานและนักแสดงหนังสั้น เขาอยากแวะไปกวนใจเจ้าของร้านทำผมหน้าขรึมคนงามของเขาต่ออีกวัน เขาชอบเวลาเขาแหย่อะไรไปแม้อีกฝ่ายจะแสดงสีหน้านิ่ง แต่ดวงตาคู่สวยกับคิ้วของเขาไม่เคยโกหกความรู้สึกต่างๆที่เขาแสดงออกมาเลย
    ...อีกฝั่งหนึ่งทางเขตพระนคร ป่านนี้คงคิดถึงเจ้าหนุ่มตัวกวน จนเขาไม่รู้ตัวว่าชงชาไว้เยอะกว่าทุกวัน




       
       กระเป๋าดินสอลายโล่ห์กัปตันอเมริกา ห้อยพวงกุญแจโลโก้ซุปเปอร์แมน ฮีโร่จากสองค่ายยักษ์ใหญ่แต่ดันมารวมกันบนโต๊ะข้างสนามบาส กระตุกคิ้วพีทขมวด ไม่ใช่เพราะความเป็นไปไม่ได้ที่สองฮีโร่จะมาพบกัน แต่คนที่เป็นเจ้าของมันต่างหาก ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก

        "สวัสดีครับ ผมวาโยครับ"

รุ่นน้องนิติศาสตร์ที่ไล่พีทไปติดโปสเตอร์แคสติ้งนักแสดงที่อื่นยกมือไหว้พีทและทีมงานที่เพิ่งมาถึง อย่างสุภาพเรียบร้อย พร้อมหน้าตาใสซื่อ พีทรับไหว้โดยที่ยังไม่เชื่อสายตาตัวเอง เอ๋ต้องรีบเข้ามาดึงพีทไปอธิบายความเป็นมา


    เด็กนิติฯหน้านิ่งกระตุกเท้าพีทหรือวาโยนั้น หลังจากที่เอ๋ได้เจอเขาพร้อมกับพีท วาโยก็มาส่งเพื่อนร่วมคณะที่สนใจอยากจะร่วมแสดงเข้ารับการแคสติ้งนักแสดง ด้วยบุคลิกที่ใกล้เคียงกับที่เอ๋นึกภาพออกหลังจากอ่านบทหนัง เธอชวนวาโยที่นั่งรออยู่หน้าห้องแคสติ้งลองเทสบทสั้นๆหน้ากล้อง ผลคือ วาโยได้บทพระเอกมาครอบครองจากความเห็นเอกฉันท์ของแผนกแคสติ้งทุกคน แน่นอนว่าเอ๋ส่งชื่อนักแสดงพร้อมภาพให้พีทแล้ว แต่เจ้าตัวมัวไปนั่งเฝ้านกฮูกและเจ้าของร้านทำผมคุณภาพเหมือนนายแบบอิมพอร์ตจากเกาหลี กว่าจะรู้ก็ถึงวันจริง ว่าน้องที่เขม่นในวันนั้นเป็นตัวสำคัญในการกำหนดเกรดวิชาภาพยนตร์ของตนในตอนนี้


    แนะนำตัวครบรู้จักกันหมดแล้ว กิจกรรมกระชับมิตรจึงเริ่มด้วยการจัดแข่งกีฬาเล็กๆในกลุ่ม 9 คน จำนวนผู้ชายก็ปาไปแล้ว 6 คนกีฬาแรกที่แข่งเพื่อกระชับมิตรกันคือ บาสทีม3คน ที่แป้นบาสด้านนึงของสนาม การจับกลุ่มแบ่งทีมเป็นไปอย่างยุติธรรมโดยวิธีการมาตรของประเทศไทย พวกเขายืนล้อมวงกันพร้อมเสียงดังฟังชัด

     "โอ นอย... ออก!"

   พีทร่วมทีมกับฟิล์มช่างกล้องประจำกลุ่ม นักแสดงนำชายหรือ วาโย อีกทีมมีดิษฐ์ มือตัดต่อ ตั้มและวี ฝ่ายฉาก โดยมีเอ๋เป็นกรรมการนั่งข้างสนาม

     "อีก3นาทีเริ่มแข่งไปวอร์มกันก่อน" มีนาหรือผู้กำกับของโปรเจคยืนมองเพื่อนๆสวมเสื้อทีมเดินวอร์มรอบสนาม ไม่ลืมที่จะถ่ายภาพความทรงจำเก็บไว้ เผื่อใช้ในอนาคต เริ่มเกมผู้ช่วยผู้กำกับหรือพีทได้ลูกมาครองคนแรก

        "ฟิล์ม ลุย!"
    ตากล้องผมทองรับลูกบาสและชู้ตลงห่วงแต่ไกลเกินไป ชนขอบห่วงกระเด้งออก

         "โทษที"
    ไม่ทันไรบอลที่กระเด้ง ก็มาอยู่ในมือวี ชายที่สูงที่สุดในสนาม เขาเลี้ยงบาสหลบพีทที่เข้าไปขวางอย่างง่ายดาย ยกบาสขึ้นเหนือหัวและชู้ต อีกทีมได้หนึ่งแต้มนำทีมพีทไป




        เกมดำเนินต่อไปทั้งสองฝ่ายยื้อแย่งลูกผลัดกันทำคะแนน ผู้เล่นทำคะแนนนำสำคัญยังคงเป็นวี และตั้มที่ทำหน้าที่ซัพพอร์ตได้ตลอด ฝ่ายพีทกับวาโยทำได้แค่คอยประคองเกมและให้ฟิล์มทำคะแนน อีกครั้งที่พีทส่งลูกให้ฟิล์ม และก็พลาดให้วี



        “วี แบ่งฟิลม์เล่นมั่งดิ” พีทใช้ปากช่วยยียวนคู่ต่อสู้



        “คนละทีมมั้ยล่ะ ไอ้นี่หนิ”ดิษฐ์ที่เหงื่อท่วมเบะปาก



        “ใครแพ้มีบทลงโทษนะ”กลุ่มสาวๆสวัสดิการส่งเสียงให้กำลังใจ เหนือสิ่งอื่นใดคือเอ๋กับน้องนักแสดงหญิงตำแหน่งนางเอกของกองนี้เดินมาพร้อมพิซซ่าถาดใหญ่4ถาด และอาหารเคียงอีกมากมาย เรียกขวัญกำลังใจคนในสนามจากที่เริ่มหมดแรงให้มีกำลังฮึดขึ้นมาทันที



    วาโยที่ก่อนมาดื่มแค่นมกล่องเดียวอาการหิวเริ่มออกชัดจนพีทสังเกต ระหว่างพักดื่มน้ำเขาเดินเข้าไปตบบ่ารุ่นน้อง วาโยหันไปมอง พี่ที่เขาเคยยียวนยืนข้างเขาพร้อมขวดน้ำเย็นชื่นใจ รุ่นน้องซึ้งใจไม่น้อยที่พี่คนนี้ยังพอมีน้ำใจให้ตนที่เป็นลูกทีมด้วยการเปิดขวดน้ำ...แล้วดื่มเอง

    วาโยชักมือกลับแทบไม่ทัน



        “ล้อเล่น” เขาหยิบอีกขวดให้



        “ขอบคุณครับ” วาโยรับมาเปิด ค่อยๆดื่มแต่น้อย เพราะยังต้องลงไปเล่นต่อ



        “ชอบมาร์เวลหรือดีซีมากกว่ากัน” วาโยขมวดคิ้วกว่าเขาจะเข้าใจว่ารุ่นพี่ถามถึงค่ายซุปเปอร์ฮีโร่ที่โด่งดังที่สุดในตอนนี้ มีหลายคนที่เข้าใจว่าฮีโร่ทั้งสองค่ายนี้อยู่ด้วยกันซึ่งเป็นสิ่งที่เจ็บปวดของบรรดาแฟนฮีโร่ของทั้งสองค่ายมาก



         “ก็ทั้งสอง” คำตอบยังไม่กระจ่างคนถามเท่าไหร่ พีทรู้สึกตัวเองแอบขัดใจที่วาโยใช้กระเป๋าดินสอไลน์โล่ห์กัปตันอเมริกาตัวแทนแห่งค่ายมาร์เวล แต่ดันห้อยพวงกุญแจโลโก้ซุปเปอร์แมน ฮีโร่ที่ทุกคนรู้จัก แต่กลับมีไม่น้อยที่เข้าใจว่าซุปเปอร์แมนกับกัปตันอเมริกาอาจจะเป็นเพื่อนกัน ทั้งๆที่บุรุษเหล็กฉายาซุปเปอร์แมนอยู่ค่ายดีซี อาจเพราะสีเครื่องแต่งกายที่โทนคล้ายๆกัน



          “แล้วพี่อ่า”



          “มาร์เวลมากกว่า”



          “งั้นเกมที่เหลือสู้เขา สไปเดอร์แมน”



          “ทำไมสไปเดอร์แมนล่ะ” พีทหันควับมอง จริงๆเขาชอบไอรอนแมนมากกว่า แม้สไปเดอร์แมนจะอยู่ร่วมทีมเดียวกับไอรอนแมน เศรษฐีอัฉริยะสวมชุดเหล็กที่ประดิษฐ์เองแถมเป็นหัวแรงสำคัญในจักรวาลมาร์เวล เท่กว่าสำหรับพีทเป็นไหนๆ



           “ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ไง เรียกย่อๆว่าพีทได้เหมือนกัน” รุ่นน้องทำมือชูนิ้วโป่ง ชี้ ก้อย หงาย ใส่อย่างยียวน แต่สายตาพีทดูไม่ค่อยอิน วาโยปิดขวดน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาอย่างเจียมตัว พีทตั้งมือทั้งสองข้างมาทางวาโยระดับอก และวาดมือขวาเป็นวงกลมวนช้าๆ



            “พี่ทำไร”



            “ส่งเอ็งไปหาดอร์มามู


    คนอื่นๆที่ลงไปรอในสนามเตรียมตัวแข่งเกมต่อไป หันกลับไปมองพีทกับวาโยปล่อยพลังใส่กัน แรกก็เป็นฮีโร่ในมาร์เวล สักพักเป็นคาถาแยกเงาพันร่าง พลังคลื่นเต่า เซมบงซากุระ และอื่นๆอีกมากมาย ท่าแต่ละท่าเริ่มใช้พื้นที่มากขึ้นจากนั่งเป็นยืน สู่การวาดท่าแปลงร่างแบบมาส์คไรเดอร์



        “กลับมาโลกความจริงกันก่อนโว๊ย!”



    จากนั้นพีทและวาโยก็เอาชนะด้วยการรวมพลังของ(คนชอบ)ซุปเปอร์ฮีโร่ เสียพลังจากการออกกำลังกายและให้กำลังใจเพื่อนข้างสนามก็ได้เวลามื้อเที่ยงที่ทุกคนรอคอย พิซซ่าอาหารที่แคลอรี่สูงช่วยเติมพลัง ส่วนบทลงโทษทีมที่แพ้นั่นคือรวบรวมเศษซากกล่องหลังกินหมดของทุกคนไปทิ้ง ตามด้วยกิจกรรมที่จริงจังขึ้นมาอย่างการนัดแนะตารางการทำงานฝึกซ้อมการแสดง รวมถึงถ่ายทำ











       ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำ แดดยามเย็นย้อมทั่วเขตพระนครด้วยสีส้ม เช่นเดียวกับดวงตาของแอนดริวเจ้าของร้านตัดผม เขายกถ้วยชานั่งดื่มด่ำบรรยากาศยามเย็น เคล้าเสียงเพลงจากลำโพงบลูธูทหน้าตาทำเลียนแบบวิทยุโบราณสีน้ำตาลแดง เพลงยุค50จังหวะเหงาหงอยจนเขาถอนหายใจไปแล้วไม่รู้กี่รอบ เขาไม่เข้าใจตัวเองว่ากำลังรอเด็กกวนคนเมื่อวานมาที่ร้านเขาทำไม แอนดริวลองเสนอเหตุผลอื่นให้ตัวเองอย่างเช่น ช่วงนี้ลูกค้าน้อย ถ้ามันมาก็จะได้ตัดผม ได้เงิน แถมได้คนช่วยเลี้ยงนกเค้าแมวด้วย

        

        “อยากได้เพื่อนเล่นเพิ่มมั้ย” เสียงทุ้มคุยกับนกเค้าแมว บนคอนหน้าร้าน


        “อยู่กับฉันคนเดียวเบื่อมั้ย” นิ้วเรียวดันหลังขา เอ็ดดี้ยกขาขึ้นเกาะบนนิ้ว เขาพามันมานั่งคุยที่โซฟาเป็นเพื่อน นกตัวเล็กไม่ตอบอะไร แอนดริวจุ่มปลายจมูกสวยกับข้างปีกนุ่มๆเหมือนเด็กซุกตุ๊กตา เขาหลับตาลง การทำงานที่รักโดยไม่สนชื่อเสียงนั้นเป็นความสุข คือสิ่งที่เขาเชื่อตั้งแต่ได้เห็นพ่อเขาจับกรรไกรตัดแต่งทรงผมให้ผู้คนมากมายด้วยรอยยิ้ม แววตาสนุกกับการสรรค์สร้าง ท่าทางที่ดูเท่มากๆยามสะบัดผ้าคลุมให้ลูกค้า และความสุขที่ปรากฏบนใบหน้าลูกค้าเมื่อได้เห็นตัวเองกับทรงผมใหม่ในกระจก ตั้งแต่นั้นมาแอนดริวก็อยากเป็นช่างตัดผมแบบพ่อของเขา


    พ่อเขามองภายนอกไม่ต่างจากคนเอเชียแต่เขาเป็นคนอเมริกาโดยกำเนิด ได้รูปร่างหน้าตาแบบคนเอเชียจากคุณปู่ ส่วนดวงตาสีอ่อนได้จากคุณย่า พ่อของแอนดริวพบกับแม่ของเขาที่เป็นดีไซน์เนอร์คนไทยหาประสบการณ์ต่างแดน ทั้งคู่ตัดสินใจอยู่ด้วยกันไปๆมาๆระหว่างไทยกับอเมริกาจนแอนดริวลืมตาดูโลก แอนดริวชอบการตัดผมแบบพ่อ และชอบดีไซน์วาดๆเขียนๆแบบแม่ สั่งสมประสบการณ์ตั้งแต่อายุ10ขวบ ตั้งแต่กวาดเศษผม ทำความสะอาดอุปกรณ์ตัดผม นวดบ่า(ซึ่งเพื่อนแม่ที่เป็นหมอนวดทำงานที่อเมริกาช่วยสอน) หลังเรียนจบไฮสคูลเขาไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยต่อ เขาเริ่มงานเป็นลูกมือที่ร้านของพ่อเขาเต็มตัว จนได้รู้จักกับสหายเก่าของพ่อที่เปิดร้านสัก


    รอยสักล้วนมีความหมาย เรื่องราวและที่มาก่อนจะมาอยู่บนร่างกายคน บางคนสักเพื่อจดจำ สักเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ เพื่อเป็นตัวแทน เพื่อย้ำสิ่งที่ตัวเองเป็น ทุกรอยสักที่เรื่องราวจะอยู่กับเจ้าของจนสิ้นลมหายใจ มันมีความโรแมนติกในทุกน้ำหมึกที่จารึกบนผิวหนัง ด้วยเหตุนั้นแอนดริวก็เริ่มออกแบบรอยสัก ศึกษาเรื่องการสัก เมื่อเขามีเงินเก็บพอจึงตัดสินใจเปิดร้านของตัวเอง สไตล์ของตัวเอง เขาบอกลาสหรัฐอเมริกา มุ่งสู่ประเทศไทยประเทศที่เต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ การผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมพื้นถิ่น ความคลาสิคและความทันสมัย ความลงตัวของความแตกต่างและยังมีกลิ่นไอยุคเก่าแบบที่เขาชอบ แอนดริวจึงเลือกเปิดร้านในเขตพระนคร

    เสียงประตูร้านปลุกให้เขาลืมตาหันไปมอง เขาผละหน้าออกจากเอ็ดดี้ ไม่ใช่เด็กกวนคนเมื่อวานแต่เป็นลูกค้าที่เข้ามาสักตามนัดหมาย


    ...คงยังไม่มาวันนี้… เขาวางเอ็ดดี้ประจำที่ก่อนจะทำงานต่อ








______________________________________________________



+คำอธิบาย คำที่ทำตัวหนาไว้ สำหรับผู้อ่านเพื่ออรรถรสยิ่งขึ้น+


ปีเตอร์ พาร์คเกอร์(Peter Parker) - ชื่อตัวตนจริงๆของสไปเดอร์แมน


ทำมือ โป้ง ชี้ ก้อย หงาย -

เป็นท่ายิงใยแมงมุมใช้เป็นอาวุธหรือไว้ยึดติดกับตึกเพื่อโหนตัวเคลื่อนที่ เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของสไปเดอร์แมน


ตั้งมือทั้งสองข้างมาทางวาโยระดับอก และวาดมือขวาเป็นวงกลมวนช้าๆ -

ท่าร่ายเวทย์จากเรื่อง ดร.สเตรนจ์ (Doctor Strange) ฮีโร่จากค่ายมาร์เวล พลังของเขาคือการยืมพลังจากมิติอื่น ท่าให้จำกัดความง่ายๆ เหมือนกับเวทย์มนต์นั่นเอง



ดอร์มามู -

(Dormammu) วายร้ายตัวสำคัญในเรื่อง ดอกเตอร์สเตรนจ์ ซึ่งอยู่อีกมิตินึง ต้องการจะยึดมิติของโลก


เซนบงซากุระ -

千本桜景厳/せんぼんざくらかげよし)เซนบงซากุระคาเงโยชิ 

ท่าไม้ตายจากเรื่อง เทพมรณะ(Bleach) ของ คุชิกิ เบียคุยะ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

27 ความคิดเห็น

  1. #23 ThE_DEssTIiNY (@ThE_DEssTIiNY) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:36
    มีความคิดถึงงงงง
    คุณแอนดริวดูละมุนละไมมากกกก
    ความผู้ชายอบอุ่นนี้ ฮืออออ
    #23
    0
  2. #15 yesimgod (@DALEBOY) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 00:10
    ติ่งมาเวลเหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้จะติ่งคุณแอนดริว แง เท่
    #15
    1
    • #15-1 DAY⭐NATTO (@DaynYoru) (จากตอนที่ 8)
      7 มกราคม 2562 / 18:22
      ติ่งคุณแอนดริวต้องแวะมาหาบ่อยๆ
      #15-1