Eyes Attact เพียงสบตา [ Y ]

ตอนที่ 25 : ดาบสองคม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 ม.ค. 62




“โยธิน...พี่คงต้องขอเตือนอะไรหน่อย” ปรีดิ์หน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากโยธินที่ได้ยินประโยคต่อมา


              “อยู่ห่างๆเด็กคนนั้นเถอะ พี่ดูออกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น”

    ปรีดิ์จำได้ วาโยเคยมาที่บ้านเขาเพื่อติวหนังสือกับโยธินถึงค่ำจนอยู่ค้างด้วยกัน มันควรจะเป็นปกติของวัยรุ่นชายทั่วไป หากว่าคืนนั้นปรีดิ์ไม่ได้จะเอาของขวัญล่วงหน้าปีใหม่มาเซอร์ไพรส์น้องชาย จนเขาได้ยินบางอย่างที่เกินกว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง

              “เรา...ไม่ได้เป็นแบบเมื่อก่อนแล้ว”ภายนอกปั้นสีหน้าเรียบนิ่งที่สุด

    แต่ข้างในหลุมลึกปรากฏดูดทุกอย่างสู่ก้นเหวจนโหวงว่างเปล่า เขาอยากให้มันดูดความรู้สึกบางอย่างที่กำลังท้วงสมองของเขาหายไปด้วย

    มือพี่ชายบีบบ่าน้องชายแทนความรู้สึกเห็นใจ เขาเม้มปากแล้วพ่นลมหายใจที่มายุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวของน้อง

              “อย่างน้อยก็ ทำเพื่อพ่อนะ”

    โยธินกำมือแน่น เม้มปากแน่นเสียยิ่งกว่าพี่ชาย แต่เพียงไม่นานก็พยักหน้า คลายปมคิ้วแต่เหลือปมในใจที่ยิ่งขมวดแน่น




    พ่อของโยธินฝันอยากมีลูกชายเข้มแข็งเป็นชายชาติทหารเช่นตนและผู้ชายรุ่นก่อนๆ เมื่อปรีดิ์เกิดมา พ่อเขาอุ้มปรีดิ์ไปเยี่ยมเยียนงานของเขาที่กองพันตั้งแต่หัดตั้งไข่ได้ ปลูกฝังวินัยและความเข้มแข็ง ทุกครั้งที่เขาเห็นปรีดิ์จับปืนของเล่นสมมติตัวเองเป็นวีรบุรุษปกป้องแม่ เขาก็ภูมิใจ อยากจะมีลูกอีกสักคนเป็นพลทหารตัวน้อยช่วยเหลือเกื้อกูลกันกับพี่ชาย ห้าปีต่อมาลูกชายคนที่สองเกิดมาพร้อมตั้งชื่อ โยธิน โดยตั้งใจจะให้เป็นนักรบเคียงคู่พ่อและพี่ชาย


    พวกเขาเล่นด้วยกันสร้างอาณาจักรเล็กๆในสวนหลังบ้าน คนพี่กล้าหาญถือปืนปกป้องข้าศึกที่มองไม่เห็น คนน้องโอบอ้อมอารีย์คอยรักษาเพื่อนทหารในจินตนาการที่ได้รับบาดเจ็บ ปรีดิ์ชอบออกไปเล่นซนนอกบ้านขณะที่โยธินชอบอ่านหนังสือดูสารคดีในบ้าน กระทั่งโยธินอายุ7ปี การใช้สายตามากเปินไปและกรรมพันธุ์จากฝั่งแม่ ส่งผลให้เขาสายตาสั้นและเอียงอย่างหนักจนต้องสวมแว่น หมดโอกาสเป็นทหารตามความฝันของพ่อ

              ‘อ่านหนังสือก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าชอบไปวิ่งเล่นกับพี่ปรีดิ์มากกว่าอยู่แต่ในบ้าน สายตาคงไม่เป็นแบบนี้’ โยธินไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อเขาต้องแสดงสีหน้าผิดหวังขนาดนั้น ทั้งที่เขามีความสุขกับหนังสือภาพวิทยาศาสตร์ที่พ่อเขาให้เป็นของขวัญก่อนที่จะต้องสวมแว่น

              พ่อชอบพี่ปรีดิ์ที่แข็งแรงกว่า สายตาดีกว่าหรอ

    ปรีดิ์เริ่มได้รับความสนใจจากพ่อมากกว่าตั้งแต่นั้นมา แต่ปรีดิ์ก็คอยให้ความรักที่ได้จากพ่อส่งถึงน้องชายเสมอ คอยปลอบใจน้องทุกครั้งที่พ่อดูจะรักเขามากกว่าน้อง

              ‘โยธินก็เป็นหมอรักษาพี่ตอนพี่บาดเจ็บได้นะ เท่ไมต่างจากทหารเลย’

              ‘แต่ทหารต่อสู้กับผู้ร้ายได้เหมือนคุณพ่อ’

              ‘หมอก็ช่วยทหารต่อสู้กับบาดแผล และช่วยคนทั่วไปต่อสู้กับโรคภัยนะ ช่วยพี่กับพ่อไง’

เป้าหมายใหม่ของโยธินคือการเป็นหมอ สองพี่น้องต่างตั้งใจศึกษาเล่าเรียนตามเส้นทางที่วาดฝัน แม้ลูกคนเล็กจะไม่สามารถเป็นทหาร แต่หมอก็เป็นอีกสิ่งที่‘เชิดหน้าชูตา’ได้ไม่ต่างกัน พ่อเขาฝึกให้โยธินไม่ทิ้งความเป็นผู้นำด้วยการซื้อลูกสุนัขเยอรมันเชิพเพิร์ดให้เลี้ยง ส่วนปรีดิ์เริ่มฝึกฝนเตรียมสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย พ่อยิ่งให้ความสำคัญกับพี่คนโตจนลืมน้องคนเล็กที่พยายามทำทุกวิถีทางให้พ่อชมเขาแบบที่ชมพี่ชายบ้าง

ความมั่นใจในความคิดจากการเป็นพหูสูตของตัวเองนั้นกลายเป็นดาบสองคม ทำให้เขามักดูแคลนเพื่อนๆบางคนที่ไม่รู้ในสิ่งที่เขารู้ เชื่อว่าการทำให้ตัวเองดูสูงกว่าใครๆช่วยเติมเต็มความรู้สึกที่ด้อยกว่าพี่ชาย

    โยธินกลายเด็กพูดจาเกินวัย ทุกอย่างต้องมีสาระ ทุกอย่างต้องมีเหตุผลใดๆมารองรับ กระทั่งมาเจอคนที่ไร้สาระสุดๆอย่างพีทเมื่อเข้าเรียนมัธยม และลูกคนเดียวที่มีความอ่อนโยนอย่างนท ในช่วงชีวิตที่เด็กวัยรุ่นอยู่กับเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ พวกเขาช่วยทำให้โยธินมีความเป็นเด็กวัยรุ่นปกติทั่วไป วางความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยลงนอกเหนือจากต่อหน้าพ่อ

    พอเริ่มมีความเป็นเด็กชายวัยรุ่น ก็เป็นที่สนใจของสาวๆที่นิยมผู้ชายสายคุณหนูเด็กเรียน แต่เพราะสนใจแค่เรื่องเรียนจนแทบไม่รู้สึกตื่นเต้นกับรักวัยเรียน กระทั่งมีรุ่นน้องม.4 จากห้องเรียนปลายแถวมาวุ่นวายกับเขา




    มันเริ่มจากเปิดเทอมอาทิตย์ที่สองในวันเฉลยน้องรหัส สายวิทย์-คณิตห้อง 3 ทั้งสามระดับชั้นมาร่วมกิจกรรม ต้อนรับน้องๆม.3ที่ขึ้นม.4หมาดๆด้วยกิจกรรมสันทนาการ และเฉลยพี่รหัสที่จับฉลากตั้งแต่วันที่สองของการเรียน ที่พี่ม.5เป็นคนดูแลและขอให้พี่ๆม.6มาร่วมกิจกรรมต้อนรับน้องด้วย


    พีทได้น้องรหัสทั้งม.5และม.4 เป็นผู้ชาย นิสัยเหมาะเสียยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ แล้วตอนนี้กำลังวิ่งไล่ป้ายแป้งใส่กันลามมาหลานรหัสผู้ชาย(ม.4)และน้องรหัสผู้หญิง(ม.5)ของนท แน่นอนว่าโยธินก็ไม่รอด

    หากน้องม.4ทายถูกว่าใครคือพี่รหัส ทั้งม.ห้าที่เป็นพี่รหัสและลุงป้ารหัสม.หกต้องโดนปะแป้ง ซึ่งหลานรหัสของโยธินก็ทายถูก น้องรหัสของโยธินหัวขาวโพลนเดินมาพร้อมขวดแป้งในมือขนาบข้างหลานรหัสยิ้มแห้งๆแต่แววตาภูมิใจ

              “หม่อนใบ้ยากแล้วนะพี่ธิน”

              “เบาๆ…”

              โพ๊ะ!

    ไม่ทันพูดจบ พีทวิ่งปาดมาจัดเต็มนึงกำมือซัดใส่หน้าเพื่อนตัดหน้าน้องและหลานจนแว่นขาวโพลน

              “น้องหม่อนเอากระป๋องแป้งมา” และก็คว้าเหวี่ยงกระป๋องแป้งใส่พีทที่เกียร์หมาวิ่งหนีตีอ้อมรอบสนาม นทรีบผสมโรงวิ่งไล่จับพีทมาให้โยธินละเลงแป้งไม่ต่างจากไก่ชุบแป้งเตรียมลงทอด สร้างเสียงหัวเราะจากน้องๆ ลบคำเล่าลือว่าพี่โยธินมักจริงจังไม่ค่อยเข้ากิจกรรมแบบนี้ แต่จริงๆแล้ว เขาจริงจังกับการเอาคืนพีทมากๆต่างหาก

    โยธินเดินกลับมาหาใบหม่อนและต้นตอง น้องและหลานรหัสของเขา เขาถอดแว่นเป่าแป้งที่เลอะจนมองไม่เห็นอะไร อีกมือยีหัวที่เปรอะแป้งจนกลายเป็นฝุ่นคลุ้ง

              “เลอะขนาดนี้ไม่ต้องปะแล้วมั้งคะ”

    ใบหม่อนยื่นทิชชูเปียกให้รุ่นพี่เช็ดหน้าเช็ดตา ยกเว้นแว่น เพราะอาจทำให้เลนส์เสีย โยธินพยายามเพ่งตาเปล่ามองน้องทั้งสอง พร่ามัวจนคิ้วขมวดเห็นขีดรอยย่นตรงกลาง

              “กติกาต้องเป็นตามกติกา แต่รอบนี้เบาๆนะ”

เขาหลับตาให้หลานรหัสลงโทษ ต้นตองปะแป้งแก้มใสเนียน ใบหน้าหล่อเหลาไร้กรอบแว่นที่น้อยคนจะได้เห็น น้องเล็กสุดใจเต้นราวรัวกลองเมื่อสัมผัสแก้มนุ่ม กระทั่งพี่โยธินลืมตา ต้นตองใจแทบหยุดเต้นเมื่อรอยยิ้มเล็กๆชัดเจนบนหน้ารุ่นพี่ที่เพิ่งรู้จักกัน

     ต้นตองตกหลุมรักพี่โยธิน เพียงสบตาไม่ถึงสี่นาที จนลืมสนใจใครอีกคนนึงที่มองเธออยู่ตลอดตั้งแต่ม.3 เขาเห็นเหตุการณ์วันนั้นอยู่ที่สนามบาสข้างๆทุกอย่าง เขายอมอยู่รอเธอ หวังจะเดินไปส่งเธอเพื่อพิชิตใจ แต่มันไร้ความหมายเมื่อเห็นว่าต้นตองขอถ่ายรูปคู่กับโยธินอย่างสนิทสนม แม้วิชาการเขาจะไม่เก่งกาจอย่างที่ใครๆปรามาส แต่สายตาที่ต้นตองมองก่อนแยกกับลุงรหัส วาโยรู้ดีว่ามันมากกว่าน้องมองพี่


              “หน้าตึงเชียวไอ้โย มึงเป็นไรเนี่ย” หลีเพื่อนซี้หน้าตี๋ถามขณะนั่งต่อแถวสายหลังวาโยในเช้าหลายวันถัดมา

              “ต้นตองเขาไม่ตอบแชทกูเลย”

              “แหม กูเห็นเขาตั้งใจเรียน เดินไปให้พี่แว่นลูกชายพันโทม.6ห้องสามติวแทบทุกวันเลย เขาคงว่างตอบมึงหรอก”

หลีหยอก แต่อีกฝ่ายไม่ขำ แววตานิ่งราวผิวน้ำทะเลสาบลึกลงไปข้างใต้มีอสุรกายรอขยำทุกสิ่งที่ดำดิ่งลงมา

    วาโยก็เป็นลูกชายของทหาร มียศเพียงชั้นประทวนแค่สิบโท ฐานะทางบ้านจากเสียงเล่าอ้างเล่าลือก็แตกต่างกัน แม่โยธินเป็นลูกสาวของนักธุรกิจใหญ่ แม่ของโยธินเป็นแค่แม่ค้าขายข้าวแกง การเรียนของทั้งคู่ก็เทียบกันแทบไม่ติด

    เขายังเชื่อว่า ความจริงใจสามารถเอาชนะความแตกต่างทางสถานะได้ เขายังเดินหน้าตามหาวิธีเอาใจสาว ให้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน ต้นตองจะได้รู้ว่าเขาพร้อมจะมอบทุกอย่างเพื่อให้เธอเป็นแฟนเขา ในที่สุดวาโยก็ได้คุยกับต้นตองแม้เธอแทบไม่ตอบแชทเขาเลย เขาจึงมารอหน้าบันไดตึกเรียน

              “ต้นตอง วันเสาร์นี้ว่างมั้ย”

              สาวผมเปียยาวสายตาลอกแลกอ้ำอึ้ง

              “เรื่องนั้นที่ต้นตองอยากดูก็ได้นะ เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง”

              “เราไม่สะดวกน่ะพอดีเรา…”

              “พอดีต้นตองมีนัดกินเลี้ยงสายรหัส” โยธินเดินลงมา ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันตั้งแต่แรก มือที่สวมนาฬืกาสีดำหรูคว้ามือต้นตองจับเย้ยหยันสายตาวาโย รุ่นน้องห้องท้ายที่ร่างกำยำกว่า แต่กลับรู้สึกด้อยค่าตัวเล็กลง จากสายตาผู้ที่มีพร้อมทุกอย่างมองมา สายตาที่ราวกำลังกดหัววาโยให้ยอมรับความจริงว่าแกมันไร้ค่า ไม่คู่ควรกับนางฟ้าแบบนี้หรอก!

               “โทษทีนะ เด็กสายวิทย์เขาต้องรีบกลับบ้าน มีการบ้านเยอะแยะ ไม่มีเวลามาตามรังควาญคนอื่นแบบนี้หรอก”

    โยธินจูงมือต้นตองลับสายตาวาโยที่ไม่มีแม้แต่แรงตามไปตื้อเหมือนทุกที

                เขาสู้อะไรโยธินไม่ได้เลย…



    ความรักนั้นเป็นดั่งดาบสองคม สามารถทำได้ทุกอย่างเพียงเพราะคำว่ารัก แต่ก็ทำลายได้ทุกอย่างเพียงเพราะรักเช่นกัน

วาโยคอยสังเกตการณ์โยธินทุกครั้งตอนพักเที่ยง รุ่นพี่เนื้อหอมลูกชายพันโท สนิทกับเพื่อนสองคนในห้องเดียวกัน คนนึงมีเค้าแบบพระเอกฮ่องกงท่าทียียวนยิ้มร่าตลอด อีกคนดูท่าทางเป็นมิตรกว่าโยธินและอีกคนก่อนหน้า

    วาโยได้ยินข่าวลือว่าทั้งสามคนนี้ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด สนิทกันมากจนอาจจะเกินเพื่อน เท่าที่วาโยสังเกตมามันมีความเป็นไปได้ หลังจากวันนั้นต้นตองไม่ได้ไปไหนกับโยธินอีกแต่อยู่กับเพื่อนของเธอเอง ไม่มีรูปคู่ ไม่มีสัญญาณที่คนเป็นแฟนจะแสดงออก วันนั้นโยธินอาจแค่แสร้งแสดงว่าคบกับต้นตองเพื่อให้เขาเลิกยุ่งกับหลานรหัส

เขายอมเลิกยุ่งกับต้นตอง แต่จะไม่เลิกยุ่งกับโยธิน


            

    หลังเคารพธงชาติ กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนอย่างการเลือกตั้งประธานนักเรียน โดยเริ่มจากการหาเสียงของผู้สมัครชั้นม.6 ทั้ง 5 คน รัศมีของผู้นำแผ่ออกมาเมื่อโยธินจับไมค์พูดถึงสิ่งที่เขาจะทำหลังได้รับตำแหน่ง น้ำเสียงเป็นธรรมชาติแทบไม่มีความกังวล ได้รับเสียงตบมือกราวจากทั้งโรงเรียน ยกเว้นจากวาโย ตาคมจ้องแทบไม่วาง ราวมือปืนที่หาโอกาสปลิดชีพตัวเต็งนายกรัฐมนตรีในการหาเสียง หากเหนี่ยวไกได้ โยธินคงหมดลมหายใจไปแล้ว

    หลังการหาเสียงหน้าเสาธง วาโยรู้ว่าจะได้เจอโยธินที่ไหน เขาไปดักรอและก็ได้พบ คิ้วรุ่นพี่ขมวดจนเห็นรอยบุ๋มเมื่อเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา


              “สวัสดีคับ”

              “มาทำไม”

              “ผมมานึกๆดูแล้ว ผมไม่คู่ควรกับต้นตองเลย ไม่เหมือนพี่”

              “ก็รู้ตัวนี่”

              “แต่ผมชอบต้นตองจริงๆ ผมอยากให้พี่ช่วย”

              “พี่ไม่ขายหลานรหัสตัวเองให้พวกขี้แพ้แบบนี้หรอก”

              “ผมอยากให้พี่ช่วยติวให้ผมบ้าง”    

    วาโยรู้ว่าช่วงนี้นอกจากอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัย โยธินมักจะรับสอนเพื่อนๆและรุ่นน้องเพื่อเป็นการทบทวนไปในตัว

              “ตัวเองยังไม่อ่านเอง ช่วยไปก็เท่านั้น”   

    โยธินเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง แต่โดนวาโยกั้นแขนไม่ให้ลงจากบันได

              “ปล่อย”

              “ไม่จนกว่าพี่จะยอมสอนผม ผมจริงจังนะ กว่าผมจะขึ้นม.4มาได้เลือดตาแทบกระเด็น ผมจะเปลี่ยนตัวเอง จากเกรดหนึ่งเป็นเกรดสี่!” โยธินเบะปากขำ

              วาโยกัดฟันข่มไม่ให้เผลอชกใส่หน้าเหยียดเย้ยเขา ใจเย็นๆไอ้โย เดี๋ยวแผนที่วางมาจะล่มเสียตั้งแต่เริ่ม เขาสูดลมหามใจ

              “เกรดสามก็ได้เอ้า!” รุ่นพี่พ่นลมหายใจกลั้นขำกลับมาตีหน้าจริงจัง

              “ได้ พรุ่งนี้มาก่อนเข้าแถวที่หน้าห้องพี่แล้วกัน”    

              วาโยขมวดคิ้ว ทุกวันนี้มาให้ทันเคารพธงชาติยังยากเลย เช้านี้มาทันเข้าแถวได้เพราะแม่เขาทำข้าวกล่องตั้งแต่ตี4เสียงดังจนวาโยตื่นลงมาช่วย



    เช้าวันต่อมาวาโยเหงื่อท่วมตัวเพราะลงสองแถวมา ก็รีบวิ่งเข้ามาในโรงเรียน ปีนขึ้นตึกชั้น5เล่นเอาเขาที่เล่นกีฬาเป็นประจำแทบหอบ

มาถึงหน้าห้องโยธินก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ5นาทีเฉียดฉิว

              “ขอบัตรประชาชน” โยธินแบมือ

              “ห๊ะ?”

              “ไว้เป็นหลักฐาน” เผื่อวาโยมีแผนอะไร จะได้เอาบัตรประชาชนนี้ไปแจ้งความกับเพื่อนพ่อที่ประจำสน.เขตได้ทันที วาโยควักกระเป๋าตังค์พลาสติกยื่นบัตรประชาชนให้โยธินใช้มือถือถ่ายเก็บหลักฐานลงทะเบียนเรียนเรียบร้อย ก็แยกย้ายเข้าแถวเคารพธงชาติ เพื่อนในห้องถึงกับประหลาดใจหันมองกันควับ ขาประจำแถวสายดันมาจับจองที่ในแถวคนแรกๆ

    นั่นคือจุดเริ่มต้นของแผนการที่ทุ่มเทที่สุดในชีวิตของวาโย และเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา เพียงเพราะความอยากเอาชนะสายตาเหยียดหยามของประธานนักเรียน ลูกชายพันโทใหญ่โต เด็กเรียนดีประจำโรงเรียน มารหัวใจ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานั้นคือคนๆเดียว และเป็นคนเดียวกับที่เขากำลังอ้อนวอนด้วยทุกอย่างที่เขามี ในอีกสามปีต่อมา...




              


              “พี่โยธิน เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย”

    รอยยิ้มโยธินหายไป ไม่มีการตอบใดๆ ได้ยินแค่เสียงเพลงในรถ เพลงร็อคอัลเทอร์เนทีฟสากลจังหวะช้าโดยวงโปรดของวาโยที่โยธินเคยแนะนำให้ฟังเพื่อฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษ แม้เบาะจะนุ่มสบายแต่กลับอึดอัดไปหมด

              “พี่โยธิน…”

              “อดีตก็คืออดีต กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก”

              “แต่เราเริ่มใหม่ได้นี่ครับ” วาโยแทบจะดันตัวออกมาหากไม่ติดเข็มขัดนิรภัย

    โยธินไม่ตอบแต่เหยียบคันเร่งเมื่อไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว อีกฝ่ายยังคงไม่วางตารอคำตอบจากปากเขา มีเพียงเสียงเพลงร็อคเศร้าๆเป็นคำตอบจนขับมาใกล้มหาวิทยาลัย ประโยคแรกหลังจากเพลงจบก็เอ่ยออกมา

              “หอเพื่อนอยู่ไหน”

              “พี่ผมขอร้อง พี่จะด่า จะว่า จะทำอะไรผมก็ได้ ผมมาถึงที่นี่ เพราะผมต้องการพี่”


              เอี๊ยด!

    เหยียบเบรกหยุดรถนิ่งริมฟุตบาท สายตารุ่นน้องผู้ทั้งชีวิตยังไม่เคยอ่อนให้ใครเพียงนี้มาก่อน ยังหยุดอยู่แค่โยธิน รุ่นพี่บีบพวงมาลัยแน่นและคลาย หากไม่แม้เหลือบมองคนข้างๆเพราะเขาอาจจะคุมตัวเองไม่อยู่ เสียงนิ่งเอ่ยเย็นเยือก

              “พรุ่งนี้นายต้องตื่นเช้า ถ้าไม่บอกว่าหอเพื่อนอยู่ไหนก็เดินไปเอง”

    ไม่อาจสู้โยธินได้เหมือนทุกครั้ง ไหล่กว้างทิ้งลงอย่างยอมแพ้ บอกทางไปหอเพื่อนเขาแต่โดยดี

รถเคลื่อนตัวออกและจอดเทียบหน้าหอเพื่อน รุ่นน้องจมไปกับเบาะนั่งและเข็มขัดนิรภัย หันมองใบหน้าเรียบ แต่แววตาปั่นป่วนสับสน ทุกครั้งที่โยธินเครียดเขาจะเห็นเส้นเลือดข้างขมับ เช่นครั้งนี้

              “ถ่ายซีนสุดท้ายพรุ่งนี้เสร็จเราค่อยคุยกัน ไม่อยากให้นายทำเพื่อนพี่เสียเวลา”

    ก็ยังเห็นเพื่อนดีกว่าทุกครั้ง หรือเป็นห่วงความรู้สึกวาโย หากเขาบอกคำตอบไปจะทำให้วาโยไม่มีสมาธิพอถ่ายทำต่อ ขนาดวันนี้ยังลืมบทที่ท่องมา พรุ่งนี้อาจจะหนักหนากว่า วาโยปิดตาลงจำยอมกับคำยื้อเวลา

              “ผมพยายามมาตลอดเกือบสามปี แค่วันเดียวผมก็รอได้”

    เอื้อมมือคว้าเป้สะพายเปิดประตูรถออกไป ก้าวขึ้นหอพักตามที่โยธินต้องการให้พักผ่อนเพื่องานของเพื่อน เพื่อให้อีกฝ่ายคิดทบทวนอีกครั้ง

    แต่จริงๆแล้วโยธินเก็บความรู้สึกต่อไปไม่ไหว ในรถที่เหลือเขาคนเดียว เขาสอดปลายนิ้วใต้กรอบแว่นเข้าไปทั้งฝ่ามือปิดใบหน้า เขาอยากจะตะโกนออกมา อยากจะแทงหัวใจที่รู้สึกเจ็บปวดนี่ให้แหลกไปเสียตอนนี้ เขาไม่อยากจะทนทรมานที่ต้องผลักวาโยออกไปแต่ก็ยังวิ่งกลับมาทุกครั้ง ทั้งที่ตัวเองเลือกเป็นคนเดินเข้าไปหาตั้งแต่แรก



               โยธินเกลียดตัวเองที่ใส่แว่นนี่



               เกลียดตัวเองที่เป็นทหารตามที่พ่อหวังไม่ได้



               เกลียดที่ตาเขาชื้นใต้ฝ่ามืออย่างคนอ่อนแอทั้งที่พ่อสอนให้เขาเข้มแข็ง



               เกลียดที่เขาดันเข้าไปเล่นเกมที่วาโยต้องการจะทำร้ายเขาแต่แรก

               ...และวาโยก็ทำสำเร็จ



               โยธินเกลียดตัวเองที่ชอบผู้ชาย












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

27 ความคิดเห็น