Eyes Attact เพียงสบตา [ Y ]

ตอนที่ 23 : Lead And Follow

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 ม.ค. 62





สตูดิโอสอนเต้นลึกลับซ่อนตัวในตรอกย่านถนนสีลม  ภายในกำแพงทาด้วยสีแดงเลือดนกเพิ่มบรรยากาศอบอุ่นด้วยไฟนวลจากโคมไฟติดผนัง ปูพื้นด้วยไม้แผ่น เพิ่มบรรยากาศยุค60อีกด้วยเก้าอี้ไม้เบาะสีเขียวเซจ เป็นสถานที่เปิดให้พบปะสำหรับผู้ที่รักการเต้นและเพลงแจ๊ส

    พีทได้รับความช่วยเหลือจากโยธินติดต่อขอใช้สถานที่ช่วงบ่ายสามจนถึงหนึ่งทุ่มสำหรับถ่ายซีนเต้นลีลาศของคู่พระนาง เนื่องจากเป็นซีนคลับเต้นจำเป็นที่จะต้องมีนักแสดงประกอบ โยธินจึงติดต่อพี่ๆเพื่อนๆที่เคยมาเรียนเต้นด้วยกันรวมถึงครูมาเข้าฉาก

  เอ๋ช่วยดูแลเสื้อผ้าการแต่งตัวให้แก่น้ำและวาโย ทั้งช่วยจัดหาเสื้อผ้านอกเหนือจากที่นักแสดงหลักมี และวิ่งไปซื้อหาให้ได้ตามที่มีนากัปตันใหญ่ของงานต้องการ นางเอกของกองถูกจัดแต่งผมรวมครึ่งหัวผมที่ปล่อยประบ่าดัดลอนปลายเพิ่มความอ่อนหวานเข้ากับเสื้อแขนตุ๊กตาเข้ารูปสีขาวคอปก กระโปรงพริ้วเบาลายดอกสีฟ้าเล็กๆ รองเท้าคัทชูสีขาวหนังแก้ว ส่วนวาโยเพียงหวีผมให้เรียบร้อยสวมเสื้อคอกลมสีขาวออกเทาพอดีตัวขับเผยกล้ามเนื้อช่วงแขนกำยำกางเกงเอวสูงสีกรมท่า รองเท้าหนังสีดำ มาดนักแสดงจับเจ้าเด็กปี1เมื่อแสงไฟสตูที่กลุ่มพีทยกมาสาดส่อง ผิวสีน้ำผึ้งแบบชายไทย หน้าตายิ่งดูคมเข้ม

   “วาโยต้องใส่เสื้อคลุมด้วยไม่ใช่หรอ”พีทจำได้ว่ามีนาเพิ่งขอยืมเสื้อคลุมของเขาเพื่อให้นักแสดงใส่เข้าฉาก

              “น้องเขาหุ่นดี อยากให้เห็นช่วงแขน เพิ่มความชวนฝันเวลาเข้าซีนเต้นไง” 

เอ๋ยืนมองผลงานตัวเองอย่างปลาบปลื้ม ใครจะไปคิดว่าเด็กปี1หน้าบ้านๆ แต่พอมาจับแต่งนิดเติมหน่อยจะมีรัศมีสูสีกับพระเอกละครในทีวีขนาดนี้ เหมาะสมกับนางเอกที่สวยหวานราวตุ๊กตา พีทไม่เถียงแต่ก็เหล่เอ๋ที่มัวมองแขนวาโยจนเพลิน


    เมื่อติดตั้งไฟจัดการสถานที่เสร็จ ต้องเติมพลังกันก่อน ฝ่ายสวัสดิการจัดเตรียมข้าวกล่องให้ทีมงานนักแสดงและเผื่อนักแสดงสมทบที่โยธินหามาให้ น้ำกับวาโยที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จเดินตามเอ๋มารับข้าว แต่ข้าวกล่องดันเหลือแค่สองกล่อง ไม่พอกับคู่พระนาง เอ๋ และโยธินที่เอ๋เพิ่งเรียกมารับข้าวไล่เลี่ยกัน

               “พี่เอ๋กับน้ำกินเถอะ” วาโยยอมเสียสละให้เอ๋ที่เตรียมงานอย่างหนักแต่ก็ยังจะมอบสองกล่องสุดท้ายให้นักแสดงกินก่อน

              “เดี๋ยวเราขับรถไปหาอะไรกินข้างนอกได้ ไม่เป็นไรหรอก เอ๋นั่งกินกับน้ำนั่นแหละ”โยธินเองก็ไม่อยากให้ผู้หญิงตัวเล็กๆวิ่งไปไหนมาไหนในช่วงที่ใกล้เตรียมบรีฟงานจากมีนาและพีทต้องไปหากินที่อื่นไกลๆ เขาที่ไม่ใช่หัวหลักสำคัญมากนักจึงขออาสาไปเอง

              “ผมขอติดรถพี่โยธินไปกินด้วยนะครับ” วาโยรีบใช้โอกาส โยธินขมวดคิ้วหันมอง

              “ขอโทษจริงๆนะ เราฝากน้องกับโยธินด้วยนะ” เอ๋แทบจะก้มผงกหัวขอโทษขอโพยที่ไม่ได้เตรียมเผื่อไว้ให้เพียงพอทุกคน

โยธินที่เห็นเอ๋เหนื่อยจนตัวแทบเป็นเกลียว แม้จะไม่ใช่งานของตนแต่ก็ยินยอมเอ่ยปากอาสาจะขับรถพาวาโยไปหาอะไรกิน สบโอกาสวาโยแม้จะดีใจที่มีเวลาได้อยู่กับคนที่พยายามหนีจากเขาตลอด แม้จะผลักไปไกลแค่ไหน วาโยก็จะกระเสือกกระสนเพื่อเข้าใกล้โยธินให้ได้


    ไม่ให้เสียเปล่า ไหนๆก็จะออกไป ไม่ลืมถามว่าคนในกองถ่ายอยากได้อะไรเพิ่มมั้ย ค่อยเดินนำวาโยมาที่รถเก๋งคันสีขาวเนี๊ยบ วาโยเปิดประตูเข้าไปประจำที่คาดเข็มขัด วาโยเคยนั่งมาครั้งหนึ่งภายนอกรถคันนี้เหมือนเดิมทุกอย่าง สิ่งที่แปลกไปน่าจะเป็นน้ำหอมปรับอากาศที่ติดข้างหน้าช่องแอร์ โยธินไม่พูดอะไร เขาเพียงสตาร์ทรถมองแต่ทางข้างหน้าไม่สนทนาใดๆกับวาโย

              “หัดใช้น้ำหอมแล้วหรอครับ ปกติรถพี่ก็ไม่มีกลิ่นนี่”

              “อยากกินอะไร” ไม่ตอบ อีกทั้งเปลี่ยนบทสนทนาอย่างไม่ใยดี

              “ตามสั่งแถวนี้ก็ได้ครับ”

    วาโยตอบเสียงหงอ แม้จะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองในรถ เบาะนุ่ม นั่งสบาย แต่กลับรู้สึกอึดอัด วาโยยิ่งไม่ลดละที่จะชวนคุยต่อ

              “ขับรถเก่งขึ้นเยอะเลยนะครับ”

              “ขับบ่อยๆก็ได้เอง” แม้ฟังดูประชดประชันแต่อย่างน้อยก็ตอบกลับมา

              “ขอบคุณพี่นะครับ เรื่องสอนเต้นแล้วก็หาสถานที่ ผมไม่คิดว่าจะมีที่เจ๋งๆแบบนี้ด้วย”

              “พีทเป็นเพื่อนพี่ เรื่องที่ขอก็ไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถ…” เขาเหล่มองคนข้างๆเพียงแว๊บนึง “...พีทถึงจะติดเล่นบางครั้งแต่เขาตั้งใจกับงานนี้มาก นายเองก็ทำในส่วนของนายให้ดีเถอะ”

              “ผมซ้อมบทมาดีแล้ว ไม่พลาดแน่” ไม่ต้องหันไปมองฟังจากเสียงก็รู้ว่าเจ้าเด็กอวดดีนี่กำลังยิ้มมั่นใจ เหมือนอย่างที่เคยมั่นใจว่าตัวเองสามารถทำสิ่งที่โยธินเคยดูแคลนได้

วาโยเข้าใจว่าขับรถควรจะมองทาง แม้จะได้คุยแต่โยธินไม่ยอมมองมาเลย แต่แค่นี้อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าโยธินไม่ได้เกลียดเขาเลยซะทีเดียว





    รถจอดข้างทางไม่ห่างจากร้านอาหารตามสั่งที่เปิดในชั้นล่างของห้องแถว เพราะมาด้วยกันโยธินจำต้องนั่งร่วมโต๊ะตรงข้ามวาโย หวนนึกถึงสมัยก่อนที่พวกเขาเคยนั่งด้วยกัน


ย้อนกลับไปสมัยม.4 ตอนกลางวันโยธินมักจะกินมื้อเที่ยงกับเพื่อนๆเขาตามปกติ มีกินมื้อเช้าที่โรงเรียนบ้าง เช่นนั้นวาโยที่อยากกินข้าวสองต่อสองกับรุ่นพี่ที่เขาตามรังควาญ จำเป็นต้องตื่นเช้าเพื่อมานั่งกินด้วยกันให้ทัน เขาที่ไม่เคยตื่นเช้าเลยตั้งแต่ขึ้นม.3เทอม2

เหยียบเท้าถึงโรงเรียน6:50คือเช้าที่สุดในชีวิตเขานอกจากวันไปเข้าค่ายหรือทัศนศึกษา

    วาโยรีบวิ่งเข้ามาที่โต๊ะโยธิน ถือกระเป๋าหนังบางเฉียบด้วยตัวหนีบข้างกระเป๋าทั้งสองฝั่ง พร้อมจานข้าวไข่เจียว ตรงข้ามข้าวราดผัดบล็อคโคลี่ไก่เพิ่มไข่ดาวของรุ่นพี่

    โยธินเหลือบมอง แต่ก็ไม่ได้ทักทายอะไร รุ่นน้องปาดเช็ดเหงื่อจัดชุดให้เรียบร้อย โยธินหั่นไข่ดาวตักกิน วาโยก้มมองค้อนคนเคี้ยวที่มองแต่อาหารในจาน                

               “ขอโทษนะครับที่วันก่อนมาไม่ทัน วันนี้รีบสุดๆแล้ว”

โยธินก็ยังแค่เคี้ยวข้าวแล้วมองเท่านั้น

วาโยยิ้มแฉ่งเหมือนลูกหมาตัวโตๆ อุตส่าห์เก๊กขรึมโยธินดันเผลอยิ้มตาม เจ้าเด็กหน้าคมได้ใจยิ่งยิ้มกว้างและผละออกมา พูดเสียงออดอ้อน

              “หายโกรธผมนะ”

              “ถ้าสายอีกจะไม่รอ”

              “ครั้งหน้ามาหกโมงครึ่งแน่นอน” รุ่นน้องหยิบช้อนส้อมหั่นไข่เจียวที่ราดซอสมะเขือเทศจนท่วม  

              “อย่าเล่นมือถือจนดึกสิ จะได้ตื่นเช้าๆ สมองปลอดโปร่งด้วย”

              “เพื่อนทักผมมา ผมไม่ได้เริ่มคุยก่อนนะ”และตักข้าวพร้อมไข่เจียวใส่ปากคำโต

              “แน่ใจว่าไม่ได้เล่นเกม” สายตาใต้กรอบแว่นปรือมองรู้ทัน

              “ถ้าพี่ทักมาคุยกับผม ผมยอมหยุดเกมคุยกับพี่เลย”

                 “เกมที่เล่นมันหยุดไม่ได้ไม่ใช่หรอ”

     เพราะโยธินเห็นพีทเล่นอยู่ เกมที่ฮิตกันในหมู่วัยรุ่นลามไปไวยิ่งกว่าไข้หวัดใหญ่ที่ติดกันงอมแงม มักโดยใช้เป็นข้ออ้างเวลาจะคุยงานว่าขอเล่นก่อนเดี๋ยวค่อยคุย แต่โยธินไม่ฟัง จนพีทต้องจับให้โยธินลองเล่นจะได้รู้ว่ามันหยุดกลางเกมไม่ได้จริงๆ ดีแค่ไหนที่โยธินไม่ติดเกมตามที่พีทแอบหวัง

     วาโยหัวเราะแห้งๆเมื่อโดนรู้ทัน 

“งั้นเล่นให้จบก่อนค่อยทักพี่ จะได้รีบนอนแล้วมาเจอพี่ตอนเช้าอีก” 

โยธินอมยิ้มแล้วตอบ

              “อย่าลืมทำการบ้านด้วยแล้วกัน”

              “งั้นไม่เล่นเกมละ ทักไปหาให้พี่สอนการบ้านแทนดีกว่า”

              “พอเลย รีบๆกิน เข้าแถว7ครึ่ง”

              “อีกตั้งนาน ค่อยๆกินก็ได้ ผมอยากอยู่กับพี่นานๆ...” เขาลากเสียงช่วงท้ายสายตาหวานเยิ้ม “...ผมอุตส่าห์เอาการบ้านมาทำตรงนี้เลยนะ” กลัวไม่เชื่อก็เปิดกระเป๋าหยิบสมุดวิชาคณิตศาสตร์วางบนโต๊ะ โยธินยิ้มกว้างส่ายหัวนิดๆ ตักบล็อคโคลี่กินต่อ



    ตอนนี้ โยธินสั่งผัดบล็อคโคลี่ผัดไก่เพิ่มไข่ดาว วาโยสั่งข้าวไข่เจียวง่ายๆราดซอสมะเขือเทศจนทั่ว ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีการหยอกล้อ ไม่แม้แต่โยธินจะเหลือบมองวาโยทั้งที่นั่งอยู่ตรงหน้ากัน รุ่นน้องจึงเปิดบทสนทนา

              “เสร็จนี่แล้ว จะกลับกี่โมงหรอครับ”

              “กลับดึก วันนี้เขาจะมีเต้นกันต่อที่สตูดิโอ” วาโยได้ยินมาจากพีทว่าสตูดิโอที่ถ่ายทำกันพอช่วงหัวค่ำก็จะมีรวมตัวคนมาเต้นสวิงอะไรสักอย่างกัน วาโยฟังไม่ค่อยถนัด แต่ดูจากรูปที่พีทเสิร์จให้ดูมันก็ไม่ต่างจากลีลาศเท่าไหร่ มีชายหญิงเข้าคู่และเต้นไปด้วยกัน

              “ผมเต้นด้วยได้มั้ย”

              โยธินขมวดคิ้วกลืนให้เรียบร้อยค่อยตอบ“จะเต้นได้หรอ”

              “ก็ลีลาศไม่ใช่หรอ”

              “ไม่รีบกลับบ้านหรอ ไม่ได้อยู่หอนี่”

              “พรุ่งนี้มีถ่ายฉากจบ เสร็จนี่ผมจะไปนอนหอเพื่อน ผมขอ...”

              “รีบกินเถอะ ทุกคนรออยู่” โดนพูดตัดบท ยังไม่ทันขออยู่ด้วยหลังเลิกกอง มีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบจานที่แทบไม่ได้ยิน แน่นอนโดยไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย


-------------------------------




    เสียงพีทสั่งคัทคิ้วขมวดไร้แววยียวนอย่างทุกครั้ง วาโยเข้าซีนสำคัญกับน้ำที่ต้องใกล้ชิดเป็นพิเศษ แต่ดันตื่นเต้นจนลืมบท โยธินที่นั่งมองห่างๆได้แต่ถอนหายใจ ไหนบอกซ้อมบทมาดี นี่ก็รอบที่สามจนโยธินแทบจะจำบทท่อนที่พระเอกลืมได้ วาโยยกมือขอโทษน้ำที่โดนสั่งให้เล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเขาก็ยังทำไม่ได้ แม้ทั้งกองรอวาโยอยู่คนเดียว แต่พีทเข้าใจว่าน้องยังใหม่มากจึงสั่งพักกองสักครู่ เข้ามาช่วยคลายความตึงเครียดให้ไอ้น้องรักที่อาการออกทางสีหน้าชัดเจน

              “ใจเย็นๆทวนบทก่อนมั้ย” เขาเข้าไปบีบไหล่หนาเบาๆ ใบหน้านิ่งที่พีทรู้สึกขัดใจตอนนี้เอ่อล้นไปด้วยความกังวล ให้น้องเวลาท่องบท พีทจึงผละไปเช็คดูงานที่ถ่ายมาก่อนหน้า น้ำที่เข้าฉากด้วยกันยังลุ้นอยู่เมื่อครู่ว่าวาโยจะผ่านไปได้หรือไม่ เธอเข้ามาให้กำลังใจ เธอว่าจะลองซ้อมทวนบทด้วยกัน แต่มีนาขอตัวน้ำออกมาเพื่อเก็บรายละเอียดการแสดงเพิ่มอีกนิด

    วาโยขมวดคิ้วแน่นพยายามรวมสมาธิ ทุกคนในกองต่างให้เวลาเขาอยู่กับตัวเอง ต่างคนเช็คอุปกรณ์ปล่อยวาโยที่เริ่มกดดันตัวเองก้าวดิ่งไปสู่วังวน

              แค่นี้ทำไมทำไม่ได้ ต่อหน้าทุกคน

              อุตส่าห์บอกอย่างมั่นใจว่าจำบทได้หมด

    พระเอกหน้าทะมึนเงยมองรุ่นพี่ที่ยืนค้ำหัวเขา โยธินสีหน้านิ่งเรียบ สายตาไม่อาจรู้ว่าในหัวเขากำลังสมเพชหรือนึกคำพูดมาเสียดแทงให้เขาเจ็บ

              “ขอดูบทหน่อย”


              วาโยยื่นให้ สายตาหลังเลนส์แว่นกวาดมองบทซีนปัญหาของวาโยเมื่อครู่ก็เงยหน้าขึ้น

              “ลองพูดบทซีนเมื่อกี้อีกรอบ จะช่วยทวนให้”

    ผิดคาดโยธินลากเก้าอี้มานั่งข้างๆเขา หันหน้าเข้าหาไร้แววเหยียดรังเกียจ เพราะวาโยคือตัวสำคัญที่ทำให้งานของเพื่อนเขาดำเนินต่อ ไม่มีเหตุผลที่จะพูดให้เสียกำลังใจแม้อาจจะพลิกให้เป็นพลังได้ในบางกรณี แต่ท่าทีเคร่งเครียดอยู่ภายในเหมือนมีพายุโหมกระหน่ำอยู่ในใจ การคอยซัพพอร์ตอดีตนักเรียนของเขาจะพางานของพีทลุล่วง วาโยรวบรวมสมาธิเริ่มพูดตามบท             

              “เธออยู่ที่นี่เถอะ อย่ากลับไปเลย” ถึงจะเป็นการซ้อมวาโยก็ใส่อารมณ์ในน้ำเสียงเจือลงไป โยธินที่ต้องพูดบทนางเอกแม้จะไม่ตรงกับเพศสภาพ แต่พยายามให้อารมณ์ใกล้เคียงกับสิ่งที่ ‘รพิน’หรือนางเอกของหนังสั้นเรื่องนี้ ต้องการจะสื่อสาร เธอต้องจำจากชายแปลกหน้า ‘ซัน’หรือพระเอกที่เจอกันเพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่กลับรู้สึกราวกับรู้จักกันมานาน

              “ฉันต้องกลับไปหาแม่กับยาย ป่านนี้พวกเขาคงเป็นห่วง”

              “มันอันตราย สงครามยังไม่สงบ” คิ้ววาโยขมวดอย่างเป็นกังวล สายตาตวัดมองอีกฝ่าย

              “ฉันถึง...ยิ่งต้องกลับไป” สายตารุ่นพี่ฉายแววอ่อนลง

              “ถ้าเธอไปฉันก็จะไปด้วย ฉันจะกลับไปแก้ไขบางอย่างให้ถูกต้อง”

              “อดีตก็คืออดีต กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก”    

    เพราะมองรุ่นพี่ที่คอยรับส่งอารมณ์ตลอดเวลา แต่ในประโยคนั้น สายตาที่สบวาโย กลับทำเขาชะงัก ไม่ใช่เพราะลืมบท สายตาคู่นั้นกำลังขอร้องเขา ไม่ใช่ในความรู้สึกของรพิน แต่เป็นความนัยฉายผ่านดวงตาสีเข้มของโยธิน

              “น้องวาโย มาตรงนี้หน่อย!”

    กระทั่งมีนาตะโกนเรียกให้วาโยกลับมาซ้อมบทกับน้ำที่ยืนรออีกมุมนึง โยธินส่งบทคืนวาโย ปลีกตัวหลบกลับไปนั่งเงียบที่เดิม แม้สายตาคู่นั้นจะดูไหวหวั่นจนทิ้งความคาใจแก่วาโย แต่เขาจำต้องเก็บความสงสัยแล้วซ้อมบทกับน้ำต่อ



----------------------




    สิ้นเสียงพีทสั่งคัตอีกครั้งทุกคนตบมืออย่างดีใจที่ซีนสุดท้ายวันนี้ถ่ายเสร็จลุล่วงตามสตอรี่บอร์ดเป๊ะ รอยยิ้มผ่อนคลายโล่งอกปรากฏบนหน้าน้ำและวาโยเหมือนยกก้อนความกังวลทิ้งไปพอๆกับสีหน้ายิ้มแย้มของมีนา ถ้าให้ทำก็ทำได้แถมออกมาดีมากซะด้วย แม้แต่คนที่หลบดูอยู่ไกลๆยังรู้สึกโล่งไปกับทีมงานนักแสดง

    ฟิล์มฝ่ายถ่ายภาพให้มีนาเช็คความเรียบร้อยซีนเมื่อครู่ผ่านจอหลังกล้อง ทุกๆคนยืนมุงดูอย่างปลื้มอกภูมิใจเจือลุ้นว่าจะผ่านมาตรฐานกัปตันหรือไม่

              “วันนี้ขอบคุณทุกคนมาก เอ้า! พวกเรากลับ พรุ่งนี้จะได้ไปถ่ายซีนจบต่อ!”

    สิ้นเสียงทรงอำนาจของมีนา เสียงเฮของเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งทีมเบื้องหน้าเบื้องหลังดีใจสนั่น นักแสดงประกอบต่างตบมือร่วมยืนดีกันกราว กลุ่มพีททุกคนเดินไปยกมือไหว้ขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆที่โยธินพามาร่วมฉากกันทั่วถึงที่ช่วยเหลืองานนักศึกษาที่มีค่าตอบแทนเพียงข้าวหนึ่งมื้อได้ออกมาสำเร็จไปอีกขั้น

    ก่อนจากทุกคนก็ถ่ายรูปร่วมกันเริ่มแรกแค่นักแสดงคู่พระนาง สักพักรวมรวมทีมงานยกเว้นพีทที่ถือกล้องเตรียมถ่ายให้ โยธินที่มองอยู่สักพักก็เดินเข้ามาสะกิดพีท “เดี๋ยวถ่ายให้”

    พีทเข้าไปแทรกระหว่างดิษฐ์กับฟิล์มส่งกล้องมือถือต่อให้เพื่อนแว่น เอ๋แซวด้วยซ้ำว่าถ่ายรูปยังกะปิดกล้องถ่ายเสร็จหมดแล้ว เรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคน โยธินให้สัญญาณก่อนกดถ่ายภาพ ทุกคนหันมาทางเขาพร้อมเพรียง โดยเฉพาะวาโยที่ไม่ได้มองแค่กล้อง แต่เขามองโยธิน อยากจะรู้ว่าในใจคิดอะไรกันแน่






    ทีมงานหนังสั้นเก็บของแยกย้ายกลับกันหมดเหลือเพียงโยธินและวาโยอยู่ที่สตูดิโอที่กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นฟลอร์เต้นรำย้อนยุค ในเมื่อดื้อที่อยู่ต่อก็สุดหาเหตุผลมาคัดค้าน ทั้งเวลาก็ไม่ได้เลิกดึกมาก ดีเสียอีกวาโยจะได้ใช้เป็นข้ออ้างนั่งรถกลับไปพร้อมโยธิน

    เสียงดนตรีแจ๊สจากลำโพงตัวใหญ่เปิดคลอสร้างบรรยากาศระหว่างรอคอยสมาชิกที่จะร่วมเริงลีลาศในคืนวันเสาร์ วาโยไม่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ รอบกายเขาราวกับหลุดไปอยู่ในยุคปี2487ของ ‘รพิน’ จริงๆ

              “ตอนจบม.6 ได้เกรดวิชาอังกฤษเท่าไหร่” โยธินเดินเลียบเข้ามาไม่มีปี่มีขลุ่ย วาโยขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าถามทำไม แต่ก็ตอบ

              “สามจุดห้า”

              “หวังว่าจะไม่ได้เก่งแค่เกรด”

    และวาโยก็เข้าใจว่าทำไมถึงถามเช่นนั้น เมื่อใกล้ถึงเวลาสองทุ่ม ผู้คนต่างรวมตัวตบเท้ากันเข้ามานั้นไม่ได้มีแค่คนไทย เป็นชาวต่างชาติเข้ามาครึ่งต่อครึ่ง ชายหญิงชาวเกาหลีเดินเข้ามาทักทายโยธินอย่างสนิทสนม เขาเองก็โต้ตอบด้วยภาษาอังกฤษได้ดีด้วยสำเนียงที่ใกล้เคียงเจ้าของภาษา  

              “น้องพระเอก อยู่เต้นด้วยหรอ” มัวแต่ตั้งใจฟังว่าเขาคุยอะไรกัน กระทั่งสาวผมสั้นระบ่าดัดลอนที่ร่วมฉากเป็นนักแสดงสมทบกับเขาเข้ามาทักทาย

              “ครับ” วาโยผงกหัว “ได้ยินว่ามีเต้นลีลาศที่นี่ก็อยากลอง ถึงผมจะเต้นไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่”

              “ที่เราเต้นเมื่อกี้โอเคเลยนะ พี่ชื่อเกรซนะ เดี๋ยวจะมีสอนช่วงแรกก่อน ไม่ต้องห่วง” ได้รอยยิ้มเป็นมิตรจากพี่สาวที่น่าจะอายุมากกว่าโยธิน ทำให้วาโยหายประหม่าในเรื่องเต้นไปได้บ้าง ยกเว้นเรื่องที่เขาอาจจะทำอะไรเก้ๆกังๆให้โยธินหน่ายอีก

              “พี่เกรซครับ พี่โยธินเค้ามาที่นี่บ่อยมั้ยครับ”

              “มาแทบทุกอาทิตย์เลยนะ บางครั้งก็มากับพี่ชาย บางครั้งก็มาคนเดียว”

    วาโยเคยเห็นพี่ชายโยธินแค่ในรูปถ่ายไม่เคยเจอตัวจริง ได้ยินว่าเข้าโรงเรียนนายร้อยจนได้เป็นทหารอากาศ

ชายผู้มาใหม่เดินเข้ามาพร้อมเสื้อคอกลมพอดีตัวสีกรมกับอกพายอย่างชายอกสามศอก กางเกงสแลกดำ รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังสีน้ำเงิน โครงหน้าสะอาดสะอ้านคล้ายโยธิน

แต่ผิวคล้ำแดดกว่า ตัวสูงน่าจะเท่าๆวาโย ผมสั้นสีดำตามระเบียบกองทัพ

เขาคือปรีดิ์พี่ชายของโยธิน เขาตบบ่าน้องชายเบาอย่างสนิทสนม ก่อนไปทักทายคนอื่นๆพร้อมรอยยิ้มอารมณ์ดี รวมถึงพี่เกรซที่ลุกไปทักทายเขาอย่างคนคุ้นเคย    


    เวลา 20 นาฬิกาถึงเวลาเริ่มการสอนเต้นในช่วงแรกสำหรับผู้เต้นใหม่ ครั้งนี้มีด้วยกันเกือบสิบคนช่วยทำให้วาโยไม่รู้สึกเขอะเขินเดียวดาย    

    การเต้นสวิงที่วาโยเข้าร่วมนั้นคล้ายกับลีลาศ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายลีด(lead)หรือผู้นำ เป็นคนคอยนำอีกฝ่ายนั่นคือ ฟอลโลว(follow)หรือผู้ตาม ทั้งสองต้องมองตากันเพื่อสื่อสารว่าลีดจะนำฟอลโลวไปในทิศทางใด ในซีนเต้นของการถ่ายหนังสั้นโยธินสอดแทรกสเต็ปการเต้นสวิงคร่าวๆ วาโยจึงเข้าใจได้เร็ว การนับจังหวะนั้นหากเข้าใจลีลาศขั้นพื้นฐานสมัยมัธยมแล้ว สเต็ปเท้าการเต้นสวิงจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับวาโย ไม่นานก็คล่อง


    มาถึงช่วงเวลาที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะวาดลวดลายบนฟลอร์ในค่ำคืนนี้ เพลงแจ๊สจังหวะสนุกสนานเปิดเคล้ากับผู้คนมากมายที่จูงมือกัน

เข้ามา วาโยจับมือสาวผมแดงตาสีน้ำข้าวมีรอยกระบนใบหน้าแบบสาวยุโรป เธอเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกตามคำแนะนำของเพื่อนชาวไทย

              “Hello I’m Megan”เธอได้จับคู่กับวาโยที่เพิ่งเริ่มเช่นกันเป็นคนแรก ชายไทยยิ้มรับพร้อมทิ้งทุกความเขินอายแม้สำเนียงไม่ชัดเท่าโยธินหรือเมแกน

              “ไฮ ไอแอม วาโย”    

    แม้จะสื่อสารไม่ได้ดีนักแต่เมื่อเต้นได้คล่อง ไร้กังวลเรื่องสเต็ป วาโยก็จับมือพาเธอสะบัดกระโปรงสนุกสนานไปกับเสียงเพลง

วาโยเพิ่งรู้ว่าลีลาศมันสนุกขนาดนี้ ครั้งมัธยมห้องของเขาจำนวนผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง เขาจึงต้องคู่กับเพื่อนผู้ชายโดยไม่มีข้อแม้ ยังดีที่เขาได้เต้นเป็นฝ่ายชาย ไม่มีโอกาสเปลี่ยนคู่ ต้องเต้นไปจนจบเทอม แต่ไม่ใช่กับที่นี่


    ที่นี่ครูสอนให้พวกเขาเปลี่ยนคู่แทบทุกหนึ่งนาทีโดยเริ่มจากการเวียนคู่จากทางขวาของฝ่ายฟอลโลว แนะนำชื่อกันและกันแก่คู่ใหม่ทุกครั้ง แล้วค่อยเต้น วาโยได้คู่กับสาวไทยที่อายุไล่เลี่ยกัน คุณน้าที่มากับลูกชาย คุณป้าที่มาเต้นลีลาศเป็นประจำแต่ก็ยังให้เขานำตามตำแหน่งลีด พี่เกรซหรือครูสอนและคนนำกิจกรรมสำหรับผู้เริ่มต้นวันนี้เน้นย้ำว่า

              “อีกหนึ่งหน้าที่ของฟอลโลวคือทำให้ลีดยิ้มสนุกไปกับเรา”

    พี่กรอีกหนึ่งครูสอนตัวแทนของฝ่ายลีดเสริมต่ออีกว่า

              “ส่วนหน้าที่ลีดคือ ทำให้ฟอลโลวหัวเราะไปกับเรา”

การเวียนคู่ยังคงดำเนินต่อกระทั่งคู่ต่อมา วาโยที่เชื่อฟังกติกาที่ว่าควรสนใจคู่เต้นตรงหน้าด้วยการมองตา จนไม่ทันสังเกตคู่เต้นใหม่ของเขา  ไม่ใช่หญิงสาวสูงวัยหรือสาวรุ่นเดียวกันหรืออ่อนกว่า

    คงเพราะวันนี้ผู้หญิงมาน้อยผิดกับปกติแม้ครูจะลงมาช่วยเสริมตำแหน่งฟอลโลวก็ตาม

โยธินที่มีพื้นฐานดีจึงยอมสละมาเต้นตำแหน่งฟอลโลว และก็เวียนมาเจอวาโย เจ้าตัวเองก็เพิ่งรู้ตัวว่ามายืนหยุดตรงหน้าคนที่เขาพยายามจะหนีแต่ก็ดันถูกเวียนมาเจอกันจนได้ คนตัวสูงกว่ากระตุกยกมุมปาก พร้อมทั้งยื่นมือให้ฟอลโลวคนใหม่

              “สวัสดีครับ ผมชื่อวาโย” โยธินก็ยังไม่เผยรอยยิ้มแม้เมื่อครู่จะแสดงสีหน้าเป็นมิตรแก่คู่ก่อน

              “สวัสดี โยธินครับ”

    วาโยกระชับมือพาโยธินเข้าจังหวะเสียงเครื่องเป่าทองเหลือง

คู่เต้นชายชายสำหรับที่นี่ไม่แปลกนักเพราะการเต้นในสตูดิโอแห่งนี้เน้นความสนุกและการได้พบปะผู้คนใหม่ๆ เรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำและผู้ตาม ปล่อยความตึงเครียดของโลกไว้ในเวลากลางวัน ตกค่ำค่อยปลดปล่อยความเป็นเด็ก

    เช่นนั้นโยธินเพียงเต้นตามการนำของวาโย ยิ่งอีกฝ่ายยิ้มสนุกไปกับเสียงดนตรี มันทำให้เขาลืมทิฐิและเผยยิ้มออกมา

สายตาของโยธินที่มองมายังเขา เหมือนสายตาเมื่อพวกเขายังเป็นเด็กมัธยมในวันวาน วาโยเหวี่ยงโยธินออกด้านข้างและดึงกลับมาสู่อ้อมแขนเขา กระชับชิดโอบใกล้กว่าที่เคย ใกล้จนเห็นในสายตาของโยธินสะท้อนเพียงแค่เขา ราวกับจมดิ่งเข้าไปในภวังค์ของกันและกันไร้กำแพงใดๆกั้นขวางพวกเขา กระทั่งครูบอกให้เปลี่ยนคู่ วาโยไม่อยากปล่อยจำต้องคลายอ้อมแขนแกร่ง โยธินผละออกมาเปลี่ยนคู่ กำแพงที่อุตส่าห์ง้างเข้าไปได้กลับปิดลงอีกครั้ง แม้จะเปลี่ยนคู่เต้นหลายคู่ในคืนนี้แต่วาโยก็ยังอยากอยู่กับคนๆเดียว อยากจะจมดิ่งไปในสายตาคู่นั้นอีกครั้ง




    พักดื่มน้ำโยธินผละออกมาหาพี่ชายที่เพิ่งได้เต้นคู่กับเกรซหน้าตาเปี่ยมสุขยังเหลือบมองสาวผมสั้นระบ่าเรื่อยๆทั้งที่เพิ่งแยกกันไม่นาน เช่นเดียวกับโยธินเขาเหลือบมองวาโยที่กำลังสนทนากับชาวเกาหลีด้วยภาษาอังกฤษไม่สนไวยกรณ์เน้นความเข้าใจกับภาษามือประกอบ เห็นความพยายามจนสื่อสารกันรู้เรื่องก็เผลอยิ้มดีใจไปกับวาโยโดยไม่รู้ตัว

              “รู้จักกันหรอ” ปรีดิ์สังเกตพวกเขามาสักพักจึงถาม

              “รุ่นน้องที่โรงเรียน ชื่อวาโย” เลิกสนใจแล้วหันกลับมาพูดคุยกับพี่

    ปรีดิ์ย่นคิ้วคิดก็คลายออกเมื่อถึงบางอ๋อ “ใช้คนนี้รึเปล่าที่เคยมาบ้านเรา”

              “ใช่” สายตาของปรีดิ์กลับเปลี่ยนไปยามจับจ้องเด็กใหม่กำลังหัวเราะร่วนกับเพื่อนที่กำลังคุยเรื่องหนังใหม่ของค่ายดีซี เช่นเดียวกับโยธินที่ยังมองวาโยไม่วาง

              “โยธิน...พี่คงต้องขอเตือนอะไรหน่อย”


--------------------




    จบคลาสเต้นสวิง พี่ปรีดิ์แยกย้ายกลับไปที่บ้าน เหลือแค่โยธินข้างๆมีวาโยนั่งติดรถไปด้วย

กระเป๋าเป้ใส่เสื้อผ้าใบใหญ่ของวาโยวางอยู่บนเบาะหลัง แต่ตอนนี้เขาก็ยังใส่ชุดเดิมกับที่ถ่ายหนัง

กว่าจะออกมาก็ใกล้สามทุ่มแล้ว โยธินกดเปิดเพลงจากวิทยุเพื่อไม่ให้เงียบเหงาชวนง่วง เพลงสากลวงที่วาโยกำลังติดตามแนวเพลงร็อคอัลเทอเนทีฟที่กำลังเล่นอยู่จังหวะช้าแต่เสียงดนตรียังคงหนักแน่นเป็นเอกลักษณ์ แฝงความหมายบางอย่างที่แม้จะไม่เข้าใจภาษาแต่ก็สามารถสัมผัสได้

    เขายังจำรอยยิ้มเปี่ยมสเน่ห์ของโยธินครั้งเต้นคู่กับเขาได้ ไม่รู้ว่าเพราะหน้าที่ของฟอลโลวที่ต้องทำให้ลีดยิ้ม หรือเพราะโยธินยอมแง้มประตูให้เขา หากปล่อยให้ช่วงเวลาที่กำแพงน้ำแข็งมีช่องว่างไปโดยไม่เจาะเข้าไปหา อาจไม่มีโอกาสนี้อีกง่ายๆ

              “มาเต้นที่นี่ตลอดเลยหรอครับ” วาโยเหลือบมองรอคำตอบ

              “ถ้าว่างก็มา เหมือนได้มาปลดปล่อยความเครียด”

    ค่อยโล่งใจที่ตอบกลับมา ถึงน้ำเสียงเรียบช้าและชัด คาดเดาไม่ได้ว่าเต็มใจตอบหรือตอบไปส่งๆ

              “ผมเข้าใจเลย วันนี้ผมสนุกมากๆ” วาโยนึกถึงเขาที่สามารถพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติได้แม้จะไม่ถูกตามหลักในห้องเรียน แต่พวกเขาก็เข้าใจกัน และการได้เต้นร่วมกับคนแปลกหน้าลืมตัวตนที่แบกอะไรต่างๆแล้วสนุกไปกับเสียงเพลงทำให้เขายิ้มมีความสุขไปกับมัน โยธินเองก็เผลอยิ้มอย่างลืมตัวขณะที่มือจับพวงมาลัย ประตูได้เปิดพอที่วาโยจะพุ่งเข้าเรื่องที่โยธินหลีกเลี่ยงมาตลอด เขาสูดลมหายใจ

              “พี่โยธิน เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย”

              รอยยิ้มโยธินหายไป ไม่มีการตอบใดๆ















---------------------------------------------------------



หูยยยยย
ใครที่กำลังเรียนลีลาศอยู่น่าจะอินไม่น้อย สำหรับตอนนี้

เริ่มไม่ใสตามปกแล้ว เอ๋ ยังไงกัน
จากนี้จะมีแทรกเนื้อหาหนักๆและย้อนอดีตสำหรับคู่ของโยธินนะคะ
ไม่ต้องห่วงว่าคู่อื่นจะน้อยหน้า มีเหมือนกัน แต่เป็นอดีตหรือดราม่า หรือทั้งสองอย่าง
อย่าลืมติดตามกันต่อนะคะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

27 ความคิดเห็น