Eyes Attact เพียงสบตา [ Y ]

ตอนที่ 19 : เจ้าหมีสีน้ำตาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 ก.พ. 62






เย็นวันศุกร์วนกลับมาอีกครั้ง ผู้คนคุ้นหน้าแต่ไม่รู้จักเจอกันที่สถานีรถไฟฟ้า ป้ายรถเมล์รวมถึงโอก็เจอกับนทอีกครั้ง พวกเขาทักทายกันปกติ อย่างคนรู้จักกันทั่วไป นทลืมความเขินอายจากการพบกับโอครั้งล่าสุดเพราะเพิ่งคุยเรื่องงานกลุ่มกับเพื่อนมาหมาดๆ จิตใจจึงอยู่กับรายละเอียดการถกเถียงสถานที่นัดซ้อมพรีเซนต์งานในไลน์กลุ่ม แม้โอจะเหลือบมองเหมือนรออีกฝ่ายชวนคุยอยู่เมื่อไม่เห็นวี่แววจึงกลับมาสนใจหน้าจอมือถือที่กำลังค้นหาอะไรบางอย่าง กลายเป็นเขาซะเองที่ดูอยากจะคุยกับนท… หมายถึงอยากขอความช่วยเหลือ 

โอเสียมารยาทลอบดูหน้าจอมือถือที่นทจดจ่อจนลืมรอบข้าง พ่อหนุ่มนักศึกษาอ่านไฟล์เอกสารข้อมูลงานที่แชร์ผ่านไลน์กลุ่มทำงาน หนึ่งในนับสิบกลุ่มไลน์ทั้งไลน์เอก ไลน์คณะ ไลน์กลุ่มงานอีกวิชา

              “ช่วงนี้งานหนักเนอะ” โอเหลือบทัก นทตอบครับแต่ยังสนใจอยู่กับย่อหน้าที่ไม่เท่ากัน

       คงเป็นเพราะเปิดดูไฟล์เอกสารในมือถือทำให้การเว้นย่อหน้าคาดเคลื่อน ค่อยว่ากันพรุ่งนี้แล้วกัน ไลน์ในกลุ่มเด้งอีกที เพื่อนๆตกลงมติกันได้แล้วว่าจะเจอกันที่ไหน

              “เหลือทำพรีเซนต์รอบสุดท้ายวันพรุ่งนี้แถวๆสยามน่ะครับ” นทพึมพำ หวังว่าคนข้างๆจะได้ยิน แม้เขาจะต่อบทสนทนาช้าไปเกือบนาที อีกคนที่เกรงใจนักศึกษางานเดือดก่อนกลางภาคกลับมาสนใจสิ่งที่ตัวเองหาในหน้าเว็บเบราว์เซอร์สมาทโฟนคู่ใจ เขาเพียงพยักหน้าตอบนท

       งานเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน นทล็อคหน้าจอมือถือถอนหายใจโล่งไปเปราะนึง ความสนใจเขากลับมาสู่รอบข้างและคนที่อยู่ข้างๆ คิ้วโอขมวดมองจออย่างใช้ความคิด

          

              นทเหลือบมองจอมือถืออีกคน

              เขาเห็นเครื่องเขียนสีพาสเทลหวานแววบนหน้าจอ

              ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะชอบของน่ารักแบบนี้

              เห็นนะ ว่าไถหน้าจอไปเรื่อยๆแต่หยุดดูปากการีลัคคุมะน่ะ

              

              “ที่สยามจะมีพวกเครื่องเขียนประมาณนี้ขายมั้ย” คนที่กำลังดูปากกาที่มีปลายด้ามเป็นหัวหมีสุดน่ารักหันมาถามนท


              “ถ้าเป็นแถวสยาม น่าจะมีหลายร้าน ผมเคยไปซื้อกับเพื่อน แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีแบบที่พี่ต้องการมั้ยเหมือนกัน” ตาอีกฝ่ายมีแววสนใจ โอคิดทบทวนบางอย่างในหัวจนเขาได้ข้อสรุป ถึงเวลาขอความช่วยเหลือจากเด็กที่ดูจะชำนาญพื้นที่แถวสยามกว่าเขา


              “พี่กำลังหาของขวัญให้หลาน วันอาทิตย์นี้วันเกิดเขาแล้ว มีเวลาแค่พรุ่งนี้วันเดียว ซึ่งพี่ไม่อยากซื้อพวกตุ๊กตาให้เขา เพราะเดี๋ยวเขาจะเบื่อและก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เลยอยากซื้อเครื่องเขียนที่อาจจะมีลายน่ารักๆให้เขาน่ะ”ฟังจากที่โอเล่ามา นทนึกออกแต่ร้านเครื่องเขียนที่ดูเหมาะกับวัยรุ่นไปจนถึงถึงวัยทำงานหรือสายวาดรูป สายเขียนจดบันทึกโดยเฉพาะ ไม่แน่ใจว่าจะมีดินสอสวยๆ ยางลบรูปทรงน่ารักที่เด็กๆจะชอบมั้ย 

ถึงนทจะไม่รู้ แต่มีเพื่อนคนนึงที่น่าจะรู้เรื่องเครื่องเขียนในบริเวณสยามเป็นอย่างดี นทลองทักไลน์หา’เก๊กฮวย’ เพื่อนในภาควิชาประชาสัมพันธ์ผู้เสียเงินให้กับเครื่องเขียนพอๆกับค่าพรีออเดอร์อัลบั้มเพลงจากต่างประเทศ แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่ตอบ รถไฟฟ้ายังคงเคลื่อนตัวหยุดจอดตามสถานีและเคลื่อนตัวไปสถานีถัดไปเรื่อยๆ ภารกิจตามหาของขวัญให้หลานรักของโอยังต้องการข้อมูลสำคัญจากนท(ที่นทต้องรอจากเก๊กฮวยอีกที) เกรงจะไม่ทัน ก่อนโอจะลงสถานีถัดไปนทจึงจำเป็นต้องขอช่องทางติดต่อที่น่าจะเร็วที่สุดจากโอ


              “พี่โอ ผมขอไลน์พี่ไว้หน่อยได้มั้ยครับ”









       นทเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองมีไลน์ของโออยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อใหม่ก็เมื่อถึงตอนถึงเตียงที่บ้านแล้ว เขามองภาพดิสไลน์ รูปโน๊ตบุ๊คสีดำวางตรงโต๊ะคิดกับหน้าต่างกระจกเห็นวิวทิวทัศน์กลางคืนของเมืองหลวง ในห้องมีเพียงแสงจากไฟดวงน้อยสีส้มจากมุมใดในห้องและแสงจากหน้าจอโน๊ตบุ๊คที่เปิดโปรแกรมไมโครซอฟ์ทเวิร์ด มีข้อความตัวหนาเด่นตรงกึ่งกลางจอว่า 'OLAN' ดูเป็นภาพแทนตัวตนที่ดูเก๋ไก๋ไม่เบา 

นทไม่ทันจะกดเข้าไปทักทาย อีกฝ่ายก็ชิงส่งสติ๊กเกอร์หมีสีน้ำตาลโปรยกระดาษหลากสีมาทักทายก่อน นทจึงส่งสติ๊กเกอร์หมีตัวเดียวกันบิดเขินตอบกลับ กว่าจะจำจุดประสงค์หลักที่ขอไลน์พี่โอมาก็ยิ้มเขินตามเจ้าหมีไปแล้ว นทเปิดเช็คไลน์ของเก๊กฮวย เธอส่งลิงค์เว็บแนะนำร้านเครื่องเขียนสิบอันดับย่านสยามมาให้เขา หน้าที่ของนทคือส่งลิงค์นี้ให้พี่โออีกต่อ เมื่อขึ้นว่าอ่านแล้วโอส่งสติ๊กเกอร์ขอบคุณกลับมา

              นทไม่เคยคิดว่าหมีสีน้ำตาลสติ๊กเกอร์ไลน์จะน่ารักขนาดนี้

              น่ารักจนเขาพิมพ์ข้อความบอกฝันดีจะส่งไปให้ คนที่ส่งเจ้าหมีตัวนี้มา

              กระทั่งนึกขึ้นมาได้ว่า คนที่รู้จักกันอย่างเขากับโอควรมาถึงบทสนทนาแบบนี้หรือไม่

       นทไม่ได้ลบข้อความที่จะส่งไป เขาไปอาบน้ำเพื่อเตรียมพร้อมเผชิญงานพรุ่งนี้ เมื่อสวมชุดนอนเรียบร้อย เป็นนิสัยที่จะเช็คเวลาจากมือถือก่อนเข้านอน

              ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมา

              จากคนที่เขาพิมพ์ค้างไว้

     

              ‘พักผ่อนด้วยล่ะ’

  'ฝันดีนะนท'


             นทกดส่งข้อความที่พิมพ์ค้างไว้แล้วรีบทิ้งตัวลงนอนคลุมผ้าห่มข่มตาให้เร็วที่สุด แต่มันยากเหลือเกิน

'พี่โอฝันดีนะครับ'











   กลุ่มนักศึกษาในชุดไปรเวทตามสไตล์พึงพอใจ กระจัดกระจายนั่งตามโต๊ะมุมต่างๆในร้านบริการ 'สถานที่ทำการบ้าน’ ไม่ว่าจะด้วยการใช้สถานที่ในโรงเรียนนั้นไม่สะดวกเพราะมีกฎต้องใส่ชุดนักเรียนเท่านั้นเอย เพราะในมหาวิทยาลัยอาหารไม่ถูกปาก หรือเพราะจะได้เที่ยวต่อหลังสะสางงานเสร็จก็สุดแต่ใจพวกเขา ที่นี่มีทั้งปลั๊กสำหรับชาร์จไฟสามตา มุมเครื่องดื่มน้ำอัดลม กาแฟ กระทั่งขนมกินเล่นระหว่างการทำงาน กลุ่มของนทร่วมกันลงขันจ่ายเงินใช้ห้องที่เป็นส่วนตัวแยกออกมา กั้นด้วยกระจกติดฟิล์มโปร่งแสงยกเว้นประตู ห้องที่ไม่ได้กว้างขวางมากนักเมื่อเขาและเพื่อนๆอีก5คนเข้าไปนั่ง มีโทรทัศน์จอแบนขนาด32นิ้วสามารถต่อสายพ่วงเพื่อซ้อมการนำเสนอจากโน๊ตบุ๊คได้ทันที สไลด์งานนำเสนอกลยุทธ์โฆษณาผลิตภัณฑ์อันเป็นงานกลางภาคฉายขึ้นสู่จอความละเอียด เพื่อนๆเขาพลัดกันนำเสนอราวกับทุกสิ่งอยู่ในหัว เลี่ยงการอ่านเนื้อหาจากสไลด์ทั้งบนจอและเอกสารที่พิมพ์มาเป็นสคริปซักซ้อม เพื่อให้ได้คะแนนคุ้มค่ากับการลงทุนเช่าห้อง

    ผ่านลำดับการนำเสนอหัวข้อย่อย กลยุทธ์ที่เลือกนำมาใช้ในการโฆษณา ที่นทรับผิดชอบ ยังติดขัดบ้างจากการเรียงลำดับในหัวก่อนพูดที่ยังสับสน ปากกาลูกลื่นเขียนวงลำดับการพูดในเอกสารส่วนของเขา จดย่อๆในบางส่วนที่ดูเยิ่นเย่อเกินกว่าจะพูดให้กระชับด้วยข้อความที่ง่ายขึ้นตรงส่วนที่เขาทำได้ไม่ดีเมื่อครู่

    ทบทวนอีกสักรอบก่อนเพื่อนที่รับส่วนสุดท้ายจะพูดจบ จึงค่อยซ้อมพรีเซนท์เสมือนจริงอีกครั้ง กระทั่งมีเสียงข้อความดึงสมาธิของนท ข้อความไลน์จากพี่โอ ‘ยังทำรายงานอยู่รึเปล่า’ เด้งขึ้นมา

    นทพิมพ์ตอบไปสั่นๆ ‘ใกล้เสร็จแล้วครับ’


              ‘พี่อยู่สยาม รีบกลับมั้ย’              

              ‘อยากให้เรามาช่วยเลือกของ’


   เขาปรายมองเวลาบนหน้าจออีกไม่นานจะบ่ายโมงครึ่ง คงใช้เวลาอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง ลองถามเพื่อนๆว่าหากซ้อมอีกรอบแล้วจะแยกย้ายกันเลยหรือไม่ ซึ่งสามในห้าคนวางแผนจะไปเที่ยวท้าทายความจำสมองตัวเองต่อ อีกสองเสียงที่เหลือก็ไม่ได้ค้านอะไรเพราะงานออกมาเป็นที่น่าพอใจ เหลือแค่ซักซ้อมอีกเล็กน้อย อาจารย์จะต้องประทานเกรดเอใส่พานให้พวกเขาแน่นอน


    ไม่มีอะไรต้องพะวง นทพิมพ์ตอบกลับไปว่า ‘สักพักน่าจะเสร็จไม่เกิน สามสิบนาที’ ก่อนออกไปเขาจะส่งข้อความทักไปอีกรอบ เจ้าหมีสีน้ำตาลตัวเดิมกลับมาอีกครั้ง ครานี้มันสวมเสื้อโค้ต เท้าข้างนึงเหยียบโขดหินตั้งท่ายืนรอคอยบางสิ่งท่ามกลางสายลมที่พัดท้าเข้ามา แต่ก็หาได้สะท้านความแน่วแน่ในการรอคอยของมันไม่ มุมปากนทยกยิ้มเพราะดันนึกเป็นภาพพี่โอยืนท่าคล้ายกัน


              “แหนะ นัดสาวไว้หรอจ๊ะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว” เก๊กฮวยที่นานๆจะเห็นเพื่อนตอบไลน์หน้าสดใสขนาดนี้ยิ้มกรุ่มกริ่ม “เมื่อคืนที่ถามหาร้านเครื่องเขียน ใช่คนนี้ป่าว”

              “แค่คนรู้จักเฉยๆ” เขาลดมือถือเก็บใส่กระเป๋าแสดงความจริงจัง เพื่อจะเบี่ยงประเด็นรีบดึงเอกสารทวนเนื้อหานำเสนอเป็นรอบที่สิบ

              “เคๆ ซ้อมต่อเนอะ” เธอก็ยังคงส่งยิ้มหวานมองมาทางเขา นทต้องกระแอ่มไอกลบเกลื่อนแม่สาวย้อมผมสีทองเหมือนดอกเก๊กฮวยถึงละความสนใจ










    โอเปิดดูในเว็บแนะนำร้านเครื่องเขียนที่นทส่งมาเมื่อคืนอีกที ให้แน่ใจว่าจำที่อยู่ร้านถูก แม้ใจจริงเขาจะอยากไปร้านขายสินค้าจากตัวการ์ตูนของไลน์ ซื้อสินค้าลาย เจ้าหมีสีน้ำตาลที่เขาชอบส่งเป็นสติ๊กเกอร์แทนความรู้คำพูด ให้จบๆไป แต่ค่าลิขสิทธิ์นั้นสูงเกินไปนิดเลยอยากซื้อของที่ดูใช้ได้จริงเผื่อหลานโต ไม่ใช่แค่สะดวกเขา ถูกใจเขาเอง ไว้ค่อยซื้อไว้ใช้เองโอกาสหน้าที่เขาต้องการเครื่องเขียนใหม่ตอนนั้นแล้วกัน

    จำชื่อร้าน เลขซอยร้านที่สนใจได้ โอเปิดไลน์เช็คข้อความที่เปิดดูครั้งล่าสุดเมื่อห้านาทีที่แล้ว เขาอยากจะทักไปถามนทอีกทีว่าเสร็จรึยังแต่ก็กลัวจะเป็นการรบกวน เขาลองกดดูรูปดิสเพลย์ไลน์ของนทดูชัดๆระหว่างรอ 

รูปเด็กหนุ่มที่หากบอกว่าเป็นเด็กมัธยมปลายน่าจะมีคนหลงเชื่อไม่น้อย ยิ้มอวดฟันเรียงสวยกว้างจนตาหยี แก้มเลอะแป้งสีขาว เสื้อยืดสีน้ำเงินสกรีนชื่อกิจกรรมของมหาลัย ถ่ายภาพกล้องตัวใหญ่ทำให้เห็นรายละเอียดและสีภาพสวย มุมนี้เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าโดนถ่าย

               เด็กสมัยนี้มันจำเป็นต้องน่ารักสดใสขนาดนี้เลยหรอ

    ไม่ทักข้อความ แต่โอตัดสินกดโทรทางไลน์แทนเพราะถือเป็นการรบกวนทีเดียวแบบเห็นผลไม่ต้องมาพะว้าพะวงถ้าหากนทไม่รับสายแสดงว่าเจ้าตัวยังยุ่งอยู่







    เก็บของเรียบร้อยสำรวจว่าไม่ตกหล่นปากกา เอกสาร ของสำคัญใดๆในห้อง ดึงปลั๊กโทรทัศน์เรียบร้อยกลุ่มเด็กเอกโฆษณาทยอยกันออกก่อนเวลา กำลังจะไลน์บอกพี่โอแต่อีกฝ่ายโทรมาพอดี นทเลิกลั่กด้วยคิดว่าเขาปล่อยให้อีกคนรอนานจนโทรมาเอง เขารีบรับเสียงร้อนรน 

“ฮัลโหลครับ รอนานรึเปล่าครับ ขอโทษนะครับที่ช้า ผมกำลังไป”


                 “ไม่นานหรอก ไม่ต้องรีบ แล้ว...เสร็จเรียบร้อยแล้วหรอ”

              เขาพูดช้าๆด้วยเสียงทุ้มแต่นุ่มของเขา เผื่อช่วยให้นทใจเย็นลง


              “เรียบร้อยแล้วครับ”


              “อ่า… เรากินอะไรรึยัง” โอหันซ้ายขวาหาร้านดีๆนั่งรอ


              “ตอนเที่ยงผมกินมาม่าแล้วครับ”

              น่าเสียดาย เพราะเขามัวแต่หาร้านเครื่องเขียน(ซึ่งจริงๆคือรอไปพร้อมนท)ไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากอาหารแช่แข็งที่กินมาจากคอนโดตอนเช้า 

“พี่โอทานมื้อเที่ยงรึยังครับ” สายตาโอหันไปพบร้านสะดวกซื้อเพื่อนชาวหอชาวคอนโดอยู่อีกมุมนึง


              “ยังน่ะ พี่รอแถวๆร้านกาแฟใกล้เซเว่น” ทันทีที่วางสาย รูปร้านกาแฟที่หาได้ไม่ยากในสยามก็เด้งขึ้นมา ไม่ไกลจากร้านที่นทอยู่นัก


    นทแอบหวั่นใจ เขาทำให้โอโกรธรึเปล่า ฟังเหมือนเขาให้พี่โอรอจนไม่ได้กินอะไร แต่พอมานึกๆดู

พวกเขาไม่ได้นัดกันนี่ แค่บังเอิญอยู่แถวๆนี้ แค่บังเอิญดันขอไลน์ไว้จึงให้ติดต่อกันง่ายขึ้น และกลายเป็นนัดเจอกันกลางสยาม แค่นั้นเอง 

ใช่ แค่นทไม่มีเหตุต้องรีบแล้วอยากเดินเตร็ดรอบสยามวันนี้พอดิบพอดี


     หยุดยืนอยู่หน้าร้านกาแฟที่นัดหมาย นทกวาดสายตามองตามตรอกซอกซอย คนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวในร้านกาแฟที่อาจจะเป็นพี่โอแต่มองยังไงก็ไม่น่าใช่ เว้นแต่ชายสวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนแถบสีแดงข้อความสีขาวว่า Supatipanno พอดีตัวแต่ไม่เข้ารูปนัก กางเกงยีนส์สีเข้มเกือบดำ รองเท้าผ้าใบอดิดาสสีดำ มือนึงถือแก้วน้ำแดงมะนาวโซดาคล้องหูหิ้วกับขนมปังจากเซเว่นคำสุดท้ายใส่ปาก 

เป็นพี่โอในรูปแบบอื่นนอกจากเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสแลค นทยกมือไหว้ทักทายแบบลืมตัว โอก็เผลอไหว้ตอบทั้งแก้วน้ำแดงมะนาวโซดา 

“ปกติไม่ยกมือไหว้นี่ทำไมวันนี้ไหว้ หรือเพราะเราเจอกันแต่บนบีทีเอส”

              “นั่นสิครับ”เขายกยิ้มเล็กน้อย “ขอโทษนะครับที่มาช้า”

              “ไม่หรอก เรานัดกับเพื่อนมาทำงานแต่แรกหนิ พี่เองก็ขอร้องปุบปับ”    

    น้ำแดงมะนาวโซดาหมดพวกเขาก็เดินตระเวนเข้าร้านเครื่องเขียนไปด้วยกันเริ่มที่ร้านสมใจ ตึกสยามกิตติ์ วันเสาร์มีทั้งเด็กเรียนพิเศษและผู้ที่ตั้งใจมาเดินสยาม ภายในร้านนอกจากอุปกรณ์เครื่องเขียนจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คนเดินสวนกันแทบไม่ได้ ต้องเบี่ยงนิด เอียงตัวหน่อย

    โอตรงเข้าไปดูสีไม้ ส่วนนทก็เข้าไปดูตรงเครื่องเขียนจำพวกดินสอกดและปากกา หลานของพี่โออายุประมาณ ป.1 ทั่วไป ราวๆ 8 ขวบน่าจะได้  ชอบสีฟ้ากับสีเหลืองส้มตามที่พี่โอเล่าตอนเดินคุยกันมาก่อนถึงร้าน 

ตอนป.1 สำหรับนท ปากกายังไม่จำเป็นเท่าดินสอ ดินสอกดส่วนใหญ่ของที่นี่แม้จะได้สีตามโจทย์ แต่รูปลักษณ์อาจจะไม่ดึงดูดสายตาเด็กๆ เท่ากับปากกาที่ดีไซน์ดูเรียบแต่มีความเนี๊ยบจนนทสนใจอยากซื้อไปใช้เอง กระทั่งโอเดินมาหาพร้อมสีไม้สองกล่องใหญ่

              “นทว่า… ซื้อสีไม้แบบ48 สี หรือ 60 สีดีกว่า” สมกับเป็นลุงโอผู้รักหลาน ในช่วงวัย8ขวบ สีไม้ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตวัยประถม ยิ่งถ้าพ่อแม่เด็กคนไหนซื้อสียี่ห้อดีๆจำนวนสีเยอะๆนอกจากจะเป็นหน้าเป็นตาเวลาหยิบออกมาใช้ ยังจะได้รับความสนใจจากเพื่อนในห้อง

              “ถ้าน้องชอบวาดรูประบายสี ลองซื้อแบบ 60 สี แต่อาจจะมีบางสีที่น้องไม่ค่อยได้ใช้ 48 สีก็ไม่แย่นะครับ แม้จะน้อยกว่ากล่องแรก แต่ก็เยอะและน่าจะเพียงพอ”

โอพยักหน้าวางกล่อง60สีลงที่เดิม แต่หยิบอีกกล่องขึ้นมาเทียบให้นทพิจารณาอีก 

“งั้นเอาแบบระบายเป็นสีน้ำได้ด้วยหรือแบบแถมสีนีออนดี”นทมองท่าจริงจังกับเรื่องเล็กน้อยแล้วก็อมยิ้ม 

จะแบบไหนถ้าเป็นคุณลุงโอตั้งใจเลือกแบบนี้ผมก็ดีใจหมดแหละครับ


    พอได้สีไม้ระบายน้ำแล้ว เกรงว่าของขวัญจะไม่จุใจหลาน  นทเลยลองชวนไปร้านขายพวกของใช้ในชีวิตประจำวันที่จัดรูปแบบร้านคล้ายเขาวงกตที่เดินเข้าไปไม่หลง ที่สยามสแควร์วัน โอไม่เคยเดินเข้ามาแถวห้างนี้ แปลกใจไม่น้อยที่มีร้านของใช้ง่ายๆทั่วไปตั้งแต่กระดาษทิชชู่ยันเสื้อกล้าม ถ้วยชาม ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว กระทั่งเครื่องเขียน ส่วนนทก็เดินผ่านโฉบไปมาบ้าง พอได้เข้ามาก็อยากได้นู่นได้นี่กวาดตามองของละลานไปหมด เกือบลืมว่ามาเพื่อช่วยเลือกของให้หลานพี่โอ ความสนใจของรอบตัวจนโอเองก็รู้สึกได้ ว่าแววตานทดูเป็นประกายกว่าทุกครั้ง อาจเพราะการจัดแสงในร้าน 

เขาเหลือบดูนทว่าจะช่วยเสนออะไรมาให้เลือก แต่เจ้านทได้กลับไปเป็นน้องนท มือไม้จับๆบีบๆตุ๊กตาอุ้มขึ้นมาดูและเก็บเข้าไปเหมือนอยากเล่น สายตาของโอที่เฝ้ามองเงียบๆดึงน้องนทรู้สึกตัวกลับมาเป็นนทคนเดิม นทรีบหันมาช่วยดูเครื่องเขียนอย่างตั้งใจ

    ดินสอไม้สีฟ้าพาสเทลละมุนดูเหมาะจัดเป็นชุดเครื่องเขียนกับสีไม้ระบายน้ำ โอก็พยักหน้าเห็นด้วย จึงใส่ลงตะกร้าตามด้วยกระเป๋าดินสอเอาดินสอกดอันนี้ด้วยดีมั้ย” พร้อมหยิบขึ้นมาถามนท

              “มันปากกาไม่ใช่หรอ” นทหยิบอีกชิ้นจากกระบะเดียวกันแล้วลองอ่านคำอธิบายสินค้าเล็กๆใกล้บาร์โค้ด

พอดูดีๆเป็นปากกาจริงๆด้วยโอจึงวางลงที่เดิม “เสียดายลายนี้สีสวยดี”

    ใกล้ๆกันมีสมุดลายคล้ายปากกาก่อนหน้าก็ถามโอว่าสนใจอันนี้ด้วยมั้ย

คนอายุเยอะกว่ารับมาพลิกดูลวดลายของสมุดเล่มเหมาะมือสะดวกพกพาไม่เล็กเกินไป “น่ารักดีนา แต่แค่นี้น่าจะพอแล้วล่ะ”

    ของขวัญครบถ้วนพวกเขาเดินย้อนกลับแวะดูตุ๊กตากับหมอนรองคออีกครั้ง เนื้อผ้านุ่นสบายน่าใช้เมื่อโอลองสัมผัส ที่คอนโดห้องเขาน่าจะมีที่พอให้เจ้าพวกนี้สักสองสามตัวไว้กอดแก้เหงาแขนหรือถมเตียงกว้างๆได้

นทสบตาตุ๊กตาที่วางซ้อนกัน เอื้อมมือไปเชคแฮนด์ทักทายกับตุ๊กตาหมี โอมองน้องนทที่กลับมาอีกรอบ พอนทรู้ตัวก็เนียนๆทำเป็นบีบๆอุ้งมือเจ้าหมี 

“ตุ๊กตานุ่มดีนะครับ เด็กๆน่าจะชอบ”

              พี่ว่าเรานั่นแหละชอบ  


              “พี่ก็อยากซื้อให้หลานนะ แต่แม่เขาบอกว่าไม่มีที่เก็บแล้ว เลยรีเควสอุปกรณ์การเรียน ปีหน้าอาจจะซื้อหนังสือให้ จะได้ส่งเสริมการอ่านด้วย” เขาว่าพลางสนใจรองเท้าใส่เดินในบ้าน แต่พอคิดว่าไม่จำเป็นเท่าไหร่ เพราะเขายจัดสรรเวลากวาดบ้านถูบ้านได้ อย่างแย่ที่สุดก็สองอาทิตย์ต่อครั้ง พื้นห้องคอนโดเขาไม่มีฝุ่นเขรอะขนาดที่ต้องซื้อเจ้านี่ไปใช้ ก่อนเดินไปจ่ายเงิน นทขอเดินดูในร้านต่ออีกสักพัก หากโอจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยค่อยเจอกันหน้าร้าน

    โอเดินกำลังจะเดินไปเข้าแถวจ่ายเงินก็เห็นนทแวะไปดูปากกาอีกรอบแท่งเดิมที่โอหยิบมาเข้าใจผิดด้วยคิดว่าเป็นดินสอ นทคิดว่าลายของมันสวยดีไว้มาครั้งหน้าเขาค่อยมาซื้อน่าจะไม่สาย นทเดินวนออกมาที่เจ้าหมีที่นอนซ้อนกันเขาถ่ายรูปตุ๊กตาที่ตัวเองเพิ่งเชคแฮนด์ไป 

โทษทีนะที่บ้านไม่น่าจะมีที่พอให้แก อยู่ไปก็เกะกะที่นอนเปล่าๆ 

และโบกมือลาเจ้าหมีราวกับเพื่อนที่ต้องแยกจากกัน มิตรภาพระหว่างคนกับตุ๊กตาหมีราวกับสัมผัสได้ อย่างน้อยก็โอที่ต่อแถวจ่ายเงินเห็นแล้วคนนึง กระทั่งมีเด็กน้อยหัดเดินยังไม่คล่องดีเตาะแตะเข้ามาทางนท เห็นนทโบกมือให้ตุ๊กตาหมี เจ้าตัวเล็กก็โบกให้บ้าง นทหันมองก็ยิ้มที่หนูน้อยสื่อสารกับตุ๊กตาได้ เขานั่งยองๆลงได้ระดับสายตาใกล้เคียงกับเจ้าตัวน้อย เขาลองโบกมือน้อยๆให้ เด็กน้อยเงยหน้ามองแก้มป่องเม้มปากแน่น 

“สวัสดีคับ” พี่นททำเสียงเหมือนตัวการ์ตูนดึงความสนใจ เจ้าตัวเล็กตาใสมอง งงๆ หันควับเดินหนีไปอีกทาง นทยิ้มเก้อ แต่โอกลั้นยิ้มจนแก้มปริ



    ซื้อของเสร็จเรียบร้อยก็ล่วงเลยเวลามาบ่าย3โมงแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปช่วงกลางวันกับ ขนมปัง น้ำแดงมะนาวโซดาย่อยแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานสิ้น นทตั้งใจจะหาอะไรกินก่อนกลับแต่พอเปิดกระเป๋าเงินเช็คยอดล่าสุดสีหน้าซึมลง เขาไม่ได้เอามาเผื่อกินมื้อก่อนกลับบ้านจึงหยิบมาพอดีเผื่อค่ารถนิดหน่อย เพื่อวางแผนให้ตัวเองประหยัด


              “เดี๋ยวมื้อนี้พี่เลี้ยง” โอเสนอ

              “ไม่เป็นไรครับ ตั้งแต่บอนชอนวันนั้นแล้วผมเกรงใจ”เขาเพียงยิ้มแห้งๆ

              “เอาน่า นทอยากกินอะไรเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”

    จับจ่ายซื้อของขวัญให้หลานไปตั้งเยอะแล้วยังจะเลี้ยงข้าวเขาอีก อยากรู้ว่าเงินเดือนพี่โอได้ครั้งละเท่าไหร่ อนาคตนทจะได้เงินขนาดที่เลี้ยงข้าวใครๆอย่างสบายใจง่ายๆได้บ้างมั้ยนะ

              “อะไรก็ได้ครับ ผมทานได้หมด”



        ชายใส่เสื้อยืดสีขาวลายสุปัฏปันโนพาเด็กหนุ่มเสื้อยืดสีขาวแบบเดียวกันแต่สกรีนลายโล่ห์ขอบน้ำเงินแดงและมีดาวประดับตรงกึ่งกลางเชิงสัญลักษณ์ของกัปตันอเมริกากับกางเกงวอร์มแฟชั่นสีดำสบายๆกับรองเท้าผ้าใบสีขาว ลัดเลาะซอยลึกลับในสยามมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู โต๊ะสแตนเลสพับได้เพียง4ตัวกับเก้าอี้โต๊ะละ4ตัว พร้อมน้ำดื่มฟรี มีโต๊ะว่างอยู่2โต๊ะ 

มื้อนี้ไม่ใช่ร้านอาหารแพงตามห้างนทค่อยเบาใจ ป้าลวกก๋วยเตี๋ยวอย่างชำนาญ สั่งไม่ถึงสองนาทีคุณลุงก็ยกก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นน้ำใสสองชามมาเสิร์ฟ โอชิมน้ำซุปค่อยใช้ตะเกียบคนเส้นกระจายตัวและคีบกินไม่มีการปรุงเพิ่มเติม

นทก็เช่นกันลองตักชิม รสชาติกลมกล่อมหอมกระดูกหมูและไชเท้าจากน้ำซุปไม่ต้องปรุงน้ำปลาหรือน้ำตาลเพิ่มก็ลงมือกินได้เลยทันที

              “ไม่ค่อยได้เจอบ่อยนะ คนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ปรุงเนี่ย”โอที่นั่งอีกฝั่งโต๊ะหันหน้าเข้านทเหมือนครั้งกินไก่ทอดเกาหลี แต่เพราะประหยัดพื้นที่ ขนาดโต๊ะเล็กตาม ชามทั้งคู่แทบจะชนกัน  

              “ปกติถ้าอร่อยอยู่แล้วผมจะไม่ปรุงอะไรเพิ่มน่ะครับ จะได้ไม่เสียรสชาติ”

              “เพื่อนๆพี่ไม่ใส่พริกก็น้ำตาลนิด น้ำปลาสักเหยาะสองเหยาะ พี่โดนเพื่อนแซวว่าแปลก คนอื่นๆเขาปรุงกันหมด”

              “ไม่แปลกนะครับ เราชอบที่จะรู้รสจริงๆของมันก่อนว่ารสชาติดีมั้ย ถ้าไม่ชอบค่อยปรุง แต่ถ้าปรุงแล้วไม่อร่อย ก็ไม่ต้องกลับมากินอีก”

              โอยกมุมปากเห็นด้วย “แล้วมีของที่ไม่ชอบกินในก๋วยเตี๋ยวมั้ย”

              “ถ้าเป็นเมื่อก่อน ไม่ชอบถั่วงอก..." นทคีบเส้นที่ติดถั่วงอกใส่ช้อน "ตอนเด็กๆสั่งไม่ใส่ถั่วงอกตลอด พอวันนึงสั่งไม่ใส่แต่เขาดันใส่ถั่วงอกมาให้ แต่เพราะหิวมากเลยกินทั้งแบบนั้น”

              “ตอนนี้ก็กินได้แล้วนี่” ในชามนทยังมีถั่วงอก เขาเห็นอีกฝ่ายยังคีบกินปกติไม่ได้เขี่ยออก

              “ตอนนั้นเห็นว่ามันเป็นผักเลยไม่ชอบตามนิสัยเด็ก จนพอมากินจริงๆก็ไม่แย่ แถมยังกินแก้เลี่ยน จากนั้นมาก็กินตลอด เวลาสั่งก็สั่งก็สั่งง่ายด้วย ...แล้วพี่โอมีอะไรในก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ชอบมั้ยครับ” ระหว่างให้อีกฝ่ายคิดและตอบก็คีบเส้น ลูกชิ้นใส่ช้อน ตักน้ำซุปและเข้าปากอีกคำ

              “ไม่มีนะ แต่ที่ชอบมากๆก็ลูกชิ้น ชอบเวลาแย่งเพื่อนกินได้…”และก็แกล้งยื่นตะเกียบเข้าไปในชามนท นทรีบเบี่ยงชามหลบ ทั้งในปากยังเคี้ยวคำก่อนหน้าไม่ทันกลืนโอขำร่วนแล้วกินในชามตนตามเดิม


    ลูกชิ้นถูกคีบใส่ชามของโอหนึ่งชิ้นจากตะเกียบของนท โอเงยหน้ามองจากลูกชิ้นที่อีกฝ่ายยกให้

              “คำขอบคุณที่เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวครับ”พร้อมรอยยิ้มตาหยี แสนสดใส โอรับลูกชิ้นลูกนั้นด้วยความยินดี “ขอบคุณนะ” เขาคีบเข้าปากไม่ละสายตาจากยิ้มนั่น เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนโอกระชับตะเกียบ

“ถั่วงอกมั้ย” เลื่อนชามตัวเองคีบกองถั่วงอกเตรียมข้ามใส่อีกชาม

              “ไม่เป็นไรครับ” นทรีบเลื่อนชามหนี เรียกรอยยิ้มจากโอได้เช่นกัน




    โอหิ้วถุงของที่ซื้อมาขึ้นรถไฟฟ้ากลับพร้อมนท ต้องขอบคุณนทที่เดินเลือกซื้อของกับเขาด้วย หากเดินคนเดียวไม่รู้จะได้ดินสอกับกระเป๋าดินสอน่ารักเหมาะกับหลานเขาขนาดนี้อย่างไร ทั้งยังได้เจอร้านที่ขายของจิปาถะน่าสนใจแน่นร้าน แม้จะเน้นไปทางน่ารักสดใสก็ตาม

              “เพื่อนผู้หญิงมาร้านนี้กันเยอะ บางคนก็ซื้อของจากที่นี่เป็นของขวัญวันเกิดให้แฟน”

พอพูดถึงเรื่องแฟนจังหวะนี้เหมาะที่จะไถ่ถามสถานะของอีกฝ่ายแต่โอก็ชิงถามก่อน

              “นทมี...แฟนรึยัง”คนอายุน้อยกว่านิ่งสักพักเพียงแค่อึดใจ แล้วยิ้มแห้งๆ ตอบ 

“ยังไม่มีครับ” คนอายุเยอะกว่าโหนรถไฟฟ้ามองเขาระยะไม่ห่าง สายตาคู่ที่สะกดนท ไม่สามารถเดาได้เลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แล้วโอเพียงพยักหน้าเบือนไปอีกทาง


              “แล้วพี่โอ มีแฟนรึยังครับ”พอรู้ตัวอีกที โอหันกลัมมามองเขา


              “พี่ก็ไม่มีเหมือนกัน”


              “จริงๆหรอ” นทเปลี่ยนมาแกล้งยอ “ พี่โอดูน่าจะมีคนคุยนา ทั้งหล่อ ดูเอาใจใส่คนอื่น แถมรักหลานขนาดนี้ สาวๆน่าจะชอบ” คนอายุเยอะกว่าลิ่วคิ้วคิด หลุบตาลง


              “ถ้ามีแฟนก็ดีนะ พี่มีความฝันอยากสร้างครอบครัว มีบ้านมีลูกน่ารักๆ อยากลองเป็นพ่อคน …” เขาปรายมองนอกหน้าต่างรถ มองเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มที่จูงมือกับพ่อชาวจีน “แต่ก่อนไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้หรอก แต่พอทำงานเห็นน้องสาวแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ดูเขาเติบโต ขนาดเป็นแค่คุณลุงที่ดูเขาโตขึ้นยังรู้สึกมีความสุขขนาดนี้ ถ้าได้เป็นพ่อคนเองจะรู้สึกยังไงนะ” เขากำลังยิ้มวาดฝันภาพตัวเองได้อุ้มเด็กน้อย ได้วิ่งเล่นกับลูกๆ

เป็นความฝันของชายวัยทำงานเกือบจะทุกคน นทได้แค่ยิ้มเจื่อน

              ไม่น่าล่ะถึงรักหลานขนาดนี้

    ไม่ทันที่โอจะได้เห็นว่าคนอายุน้อยกว่าแววตาเศร้าเพียงไหนก็ถึงสถานีที่ต้องลง บอกลานท

กระทั่งประตูปิด นทถอนหายใจเฮือกใหญ่


    ทั้งๆที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีแฟนเหมือนกัน ก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายวัยคราวนี้จะคิดถึงเรื่องลูก เรื่องครอบครัว แต่พอได้ยินทำไมถึงรู้สึกโหวงๆอีกแล้ว


    เขาควรจะตัดใจเรื่องที่จะลองคบผู้ชายด้วยกันได้แล้วแท้ๆ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องรู้สึกแบบนี้อีก















___________________________________________________




สวัสดีนักอ่านทุกคนหลังจากหายไปนานมากๆ ขอบคุณที่ยังตามอ่านถึงตอนนี้นะคะ
ตอนนี้จัดมายาวที่สุดเท่าที่เขียนมาเทียบกับตอนก่อนหน้า

จากนี้ก็ขอฝากอีกหลายตอนที่เหลือด้วยนะคะ
อย่าลืมเม้นเป็นกำลังใจหรือบ่นตัวละครได้นะคะ เราอ่านทุกคอมเม้นของทุกคน <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

27 ความคิดเห็น