Eyes Attact เพียงสบตา [ Y ]

ตอนที่ 13 : ทักษะการทรงตัวมีผลต่อการเต้นของหัวใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 181
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    31 ธ.ค. 61





  จากในไลน์กลุ่ม พีทกับโยธินยังติดธุระของแต่ละคน นทส่งข้อความให้กำลังใจเพื่อนๆและก้าวขึ้นสถานีสยาม แม้ฝนจะไม่ตกเหมือนเมื่อวานแต่คนยังคนแน่นไม่ต่างกัน

       นทไม่อยากเจอใครบางคน เพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร แต่อีกใจก็อยากเห็น อยากรู้ว่าวันนี้เขากลับคนเดียว จะใส่เนคไทเหมือนวันที่เขาต้องถอดและผูกให้ใหม่ ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเหมือนเดิม หรือว่าจะกลับกับผู้หญิงคนเมื่อวาน  

              เขาควรเลิกคิดเรื่องนี้

              ไม่อย่างนั้นเขาคงจะมัวแต่คิดถึงโอจนจิตตก




      นทเปลี่ยนเพลงในมือถือ เร่งเสียงขึ้นเล็กน้อยให้ท่วงทำนองดึงเขาออกจากความฟุ้งซ่าน

      ไม่ทันไรรถไฟฟ้าขบวนที่รอมาเทียบชานชาลา คนที่เขาไม่อยากคิดถึงดันยืนอยู่ในนั้น และก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้วเมื่อเขาเข้าไปในรถไฟฟ้า



       โอก็ยังคงใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเหมือนเดิม มาคนเดียวเหมือนเดิม

       แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือนท

       นททำเป็นไม่รู้จัก แม้จะอยู่ไม่ไกลกันมาก

       เขาทำเป็นมองผ่านไปอีกด้าน



       สถานีต่อไปผู้คนเข้ามาอัดแน่นในขบวนกว่าเดิม

       นทขยับเข้าไปใกล้โออย่างเลี่ยงไม่ได้

       แต่ก็ทำเป็นไม่เห็น แม้อีกฝ่ายจะหันมองตนเป็นระยะ กระทั่งเขาโดนดันจนเซ


       หน้านทแทบจมลงไปกับเสื้อเชิ้ตสีขาว

       ไม่ใช่ใครที่ไหนโอนั่นเองที่ประคองเขา

       และสบตากันในระยะที่ใกล้ขนาดนี้

       เพลงในหูฟังต่อให้จังหวะเร็วแค่ไหนก็ไม่เท่าหัวใจเขาที่เต้นรัวกว่า




              “อ้าวนท” เพราะใกล้กันมาก เสียงทักทายจึงไม่ต่างจากเสียงกระซิบ


       นทผละออกอย่างสุภาพ ขยับออกมายืนข้างๆ เขาแค่เซล้มเพราะทรงตัวไม่อยู่ เพราะคนแน่นจนดันเขาให้ไปชนอีกคน มันเป็นอุบัติเหตุเท่านั้น ใจเย็นๆ นทบอกกับตัวเอง



       แต่ทำไมหน้าเขารู้สึกร้อนวูบขึ้นมา

       ร้อนจนเหมือนจะขึ้นสี

       เขารีบล้วงมือถือทำเป็นดูเวลาไม่ให้โอสังเกตสีหน้าเขา

       ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น




              “เป็นยังไงบ้าง” โอเหลือบมอง



              “ก็...ดีครับ”



              “คนแน่นทุกเย็นเลยเนอะ”



              “ครับ”



              “เมื่อวานพี่เห็นเราด้วย น่าเสียดายที่ไม่ได้กลับขบวนเดียวกัน”



              “...ครับ”นทยิ้มให้ดูปกติที่สุด


       แน่นอนว่าผู้ใหญ่อย่างโอดูออก ว่านทแปลกไปแม้จะยิ้มแย้มกลบเกลื่อน แต่สายตาที่ไม่มองเขาเลยมันมันฟ้อง คำตอบก็ดูห้วนกว่าที่ผ่านมาชัดเจน


       โอทำอะไรผิดไปจนน้องไม่พอใจ หรือนทไม่สบายรึเปล่า โอคิดไปคิดมาก็ได้วิธีหาคำตอบที่ดีที่สุด(ในความคิดของเขา) ก็คือการชวนคุย



              “อาการปวดบ่าเป็นยังไงบ้าง” ไม่แน่ว่าอาจจะเพราะอาการปวดบ่ายังไม่หายหรือไม่



              นทยังฝืนยิ้ม“ดีขึ้นแล้วครับ”



              “ดูเหนื่อยๆนะ”ท่าทีของนทยิ่งทำให้โอสงสัย


       จากที่มองอย่างเป็นห่วง นทรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกล่วงรู้ความคิดที่พยายามปิดบัง โอไม่ละสายตาจากเขา

       นทไม่อาจสู้สายตาที่อาจจะดูออกว่าใจเขาเต้นระส่ำเพียงใด

       และยิ่งเต้นแรงจนเหงื่อเริ่มผุดข้างขมับ



       เขาอยากจะจมหายไปกับพื้นขบวนรถ



       ไม่มีใครปริปากอยู่นานจนผ่านไปอีกหนึ่งสถานี โอยอมอ่อนสายตาลง เมื่ออีกฝ่ายดูอึดอัดไม่ยอมสบตาหรือตอบโต้ใดๆ


              “มีอะไรรึเปล่า บอกพี่ได้มั้ย”


       แม้อาจจะดูล้ำเส้นไป สำหรับคนที่รู้จักกันแค่เวลาไปและกลับบ้าน โอไม่ชอบเวลานทแสดงท่าทีไม่สบายใจ จนดูคล้ายเย็นชาใส่เขา ทั้งยังพยายามจะหลีกเลี่ยงเขาโดยที่เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรผิดไปรึเปล่า มันไม่ใช่แค่นทที่อึดอัดฝ่ายเดียว เพราะโอเองก็อึดอัดไม่สบายใจเช่นกัน


       สายตาที่ยังมองนทไม่วาง ฉายแววอบอุ่น นทเองก็รู้สึกได้จึงยอมสบตากับอีกฝ่ายเพียงไม่นานก็ยอมพูด



              “อาทิตย์หน้ามีสอบกลางภาค เลยเครียดนิดหน่อยน่ะครับ”แต่ก็เลือกที่จะพูดความจริงไม่หมด


              โอพยักหน้า "เหนื่อยแย่เลย ต้องเดินทางไกลด้วย เสาร์อาทิตย์ได้พักผ่อนบ้างรึเปล่า”


              “ผมทำงานพิเศษน่ะครับ”


              “งานพิเศษ?” โอจำได้ อีกสาเหตุที่นทปวดบ่าเพราะจากงานพิเศษแต่ไม่รู้ว่าคืองานอะไรกระทั่งนทตอบ


              “ที่บ้านผมเปิดร้านเช่าหนังน่ะครับ”


              โอเลิกคิ้วสนใจ ในยุคสมัยนี้อาจจะไม่เหลือร้านเช่าหนังแล้วด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขากำลังคุยกับลูกหลานเจ้าของกิจการความบันเทิงที่กำลังจะสูญหายไปเมื่อความทันสมัยกว่าเข้ามาตามกาลเวลา



             นทยิ้มแห้งๆ “แต่ก็ไม่ค่อยมีลูกค้ามากเท่าเมื่อก่อนแล้ว แต่ยังมีมาเช่าหนังเก่าๆบ้างประปราย ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ไว้ดูหนังในอินเตอร์เน็ต”


       เพราะถึงจะมีแผงแผ่นผีซีดีผิดลิขสิทธิ์เล็กๆในตลาดที่ไม่ไกลจากร้านบ้านนท คนก็ยังเลือกคุณภาพจากแผ่นแท้มากกว่าภาพมัวๆเสียงอื้ออึงจากหนังซูมถึงครึ่งต่อครึ่ง กระทั่งวงการหนังเถื่อนผิดลิขสิทธิ์เริ่มพัฒนาทุกวิถีทางแบบผิดๆ จนได้มาซึ่งภาพที่ชัดไม่แพ้ของถูกลิขสิทธิ์ แน่นอนการเป็นเจ้าของน่าจะง่ายกว่าการยืมแล้วคืน หรือกระทั่งดูเถื่อนผ่านอินเตอร์เน็ต นทจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหางานพิเศษอื่นทำควบคู่ไปด้วย


              “ปิดเทอมผมมีทำงานพิเศษที่ห้างแถวบ้านบ้าง พวกร้านอาหารไม่ก็ร้านหนังสือ”


              “ขยันจัง” โอสมัยมัธยมก็ทำงานพิเศษแม้ที่บ้านจะพอมีฐานะอยู่บ้างแต่เพราะพี่คนโตอย่างเขาอยากเก็บเงินซื้อคอมพิวเตอร์เองเป็นความภูมิใจเล็กๆเป็นตัวอย่างแก่น้องๆ จึงพอเข้าใจว่าว่าการทำงานในช่วงที่เรียนต้องเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน



              “ที่ร้านมีหนังแนะนำพี่มั้ย ช่วงนี้ไม่รู้จะดูอะไรดี” เขาโกหก

       เมื่อเช้านี้หลังดูซีรีย์ซอมบี้สืบสวนตอนสุดท้ายจบเขาเพิ่งเล็งการ์ตูนในเน็ตฟลิกซ์อยู่หมาดๆ แต่หาหนังแผ่นสักเรื่องให้เครื่องเล่นแผ่นซีดีพ่วงบลูเรย์ที่คอนโดได้ใข้งานบ้างก็ดี


       

              “พี่ชอบดูแนวไหนบ้างหรอครับ”


              “ชอบหลายแนวนะ แอคชั่น ดราม่า อิงประวัติศาสตร์ หลังๆมานี้ พี่พยายามตามเก็บหนังที่ได้รางวัลหรือเข้าชิงออสการ์”


      แม้นทจะทำงานในร้านเช่าหนังแต่ใช่ว่าเขาจะได้ดูหนังครบทุกเรื่อง อย่างน้อยนทก็ได้รู้ว่าโอเองก็ชอบดูหนังแนวเรื่องใกล้เคียงกับเขาหลายเรื่อง


       หากคนเราชอบอะไรคล้ายๆกันจะทำให้สนิทกันเร็ว โอมาถูกทาง ความอึดอัดเมื่อครู่จางลงไปบ้างเมื่อนทพยายามแนะนำหนังให้เขา บางเรื่องเป็นหนังที่โอชอบมากๆ บางเรื่องไม่ค่อยมีคนดูแต่นทเคยเลือกมาหยิบมาเปิดดูกับพีท หรือเพราะช่วงนั้นว่างแล้วอยากลองอะไรแปลกใหม่ มีทั้งเรื่องที่รู้สึกขอบคุณที่เลือกมา และเรื่องที่อยากจะลืมๆมันไปซะ


              “พี่ดูหนังเยอะจังนะครับ”


              “พี่ชอบดูหนังน่ะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเวลาดูหนังใหม่ๆในโรงเลย”


              “ตั้งแต่ขึ้นปีสามผมก็ไม่ได้ไปดูหนังในโรงเหมือนกันครับ พลาดไปหลายเรื่องเลย ได้แต่รอแผ่นเข้ามาที่ร้าน แล้วยังต้องดูที่ฝึกงานเผื่อไว้ตอนปี4อีก”



              “เราเรียนคณะอะไรหรอ”


              “นิเทศ ประชาสัมพันธ์ครับ พวกโฆษณาอะไรทำนองนั้น”

       นอกจากหนังที่ชอบคล้ายๆกัน สิ่งที่นทเรียนก็ไม่ได้ไกลไปจากสายงานที่บริษัทของโอ อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น แต่ครั้นจะชวนตรงๆก็ดูจะเหมือนอยากเข้าหาน้องเกินไป



              “พี่พอจะแนะนำที่ไหนให้ผมได้มั้ยครับ”


       นทตั้งใจจะถามเชิงอรรถรสให้อีกฝ่ายร่วมพูดคุย เรียกรอยยิ้มน่ามองของโอได้ไม่น้อย นทเองก็อดที่จะมองริมฝีปากยกยิ้ม มันดูไม่แห้งผาดเหมือนก่อนหน้านี้ที่เจอกันครั้งแรก คงจะพักผ่อนเพียงพอหรือเริ่มดูแลตัวเอง แต่ยังแอบเห็นร่องใต้ตาจางๆ อาจจะนอนดึกหรือทำงานจนมืดไม่ต่างจากที่พบกันวันแรก


        สบโอกาสนายโอฬารจะได้พบนทบ่อยๆที่บริษัท แต่ไม่ทันจะเอ่ยชวน รถไฟฟ้ากระชากอย่างแรง นทที่เพลิดเพลินกับใบหน้ายิ้มแย้มของโอ ไม่ทันได้ทรงตัวดีพอ เขาคงต้องหมั่นออกกำลังขาบ้างเพิ่มเติมบ้าง เพราะนทเซไปทางโอแม้หน้าจะไม่ได้จุมแผ่นอกเหมือนเมื่อกี้ แต่รอบนี้หน้าของพวกเขาใกล้กันมากกว่าที่เคย


       ใกล้พอที่จะสัมผัสถึงความอุ่นจากฝ่ามือที่ประคอง

       ใกล้พอที่จะได้กลิ่นหอมอ่อนๆของเสื้อเชิ้ตสีขาว

       ใกล้พอที่จะเห็นหน้าตกใจของตัวเองสะท้อนในดวงตาของโอ

       

       ใกล้จนนทต้องรีบผละออกมา

       “ขอโทษครับ”



       ใจเขาเต้นแรงอีกครั้ง

       รอบนี้เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา

       ยิ่งได้ยินชัดเมื่อต่างฝ่ายต่างเงียบไม่ยอมพูดอะไร



       นทอยากหนีไปจากตรงนี้


       ก่อนที่โอจะรู้ว่าเขาใจเต้นแรงแค่ไหน


       ทันทีที่ประตูรถไฟเปิด นทก้าวตามคนอื่น


       แต่ถูกมืออุ่นๆที่ประคองเขาเมื่อครู่คว้าไว้




       ใจที่เต้นแรงแทบหยุดเต้น



       กระทั่งโอพูดขึ้น...




       “เราไม่ได้ลงสถานีนี้ไม่ใช่หรอ”


       ใช่ ยังไม่ถึงสถานีที่โอต้องลงก่อนด้วยซ้ำ


       แต่เพราะเขินจนขาก้าวออกไปก่อน

  


       นทกลับมายืนข้างโอเหมือนเดิม โอแอบเหล่มองคนเขินจนลงผิดสถานี ไม่คิดว่าจะมีวันที่เขามองเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าเขินแล้วรู้สึกจั๊กจี้หัวใจขนาดนี้ แม้หน้าจะไม่ขึ้นสีชัดเจนแต่ใบหูระเรื่อนั้นฟ้องชัดเจน ไม่ต้องใกล้เท่าเมื่อครู่ก็พอรู้ว่านทใจเต้นแรงขนาดไหน

       มันทำให้เขาหุบยิ้มไม่อยู่ เขาต้องกระแอ่มไอกลบเกลื่อน



              “นท” เจ้าของชื่อสะดุ้งหลังจากที่เขาเงียบอยู่นาน



              “พี่ไปก่อนนะ” กระทั่งถึงสถานีที่โอต้องลงแล้วจริงๆ ถึงจะอยากพูดคุยกันมากกว่านี้ เขาทำได้เพียงหวังว่าจะได้ขึ้นขบวนรถไฟฟ้าเดียวกัน ไม่ขาไปก็ขากลับ



               “พรุ่งนี้เจอกันนะ” รอยยิ้มชัดบนใบหน้าโอเขา โบกมือลานททันทีที่ประตูเปิด



       ก่อนหน้านี้นทคิดว่ารอยยิ้มของโอดูมีสเน่ห์ไม่น้อย

       แต่ตอนนี้เขาคิดว่าเป็นรอยยิ้มที่ขี้โกง เพราะมันยังทำให้เขาใจเต้น รอยยิ้มนั้นก็ยังคงมอบให้เขาอย่างไม่ห่วงใยสุขภาพใจเขาเลย กระทั่งตอนนี้ใจเขาก็ยังเต้นถี่แม้ประตูจะปิด แม้รถไฟฟ้าจะเคลื่อนตัว



       และนทก็ลืมคืนยานวดแก้ปวดกับโอ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

27 ความคิดเห็น

  1. #6 Nitsupaeiei06 (@Nitsupaeiei06) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 23:13
    รออออ😢
    #6
    0