คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4...100%


     อัพเดท 2 ส.ค. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : อัมราน/บรรพตี ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อัมราน/บรรพตี
My.iD: https://my.dek-d.com/Darrano
< Review/Vote > Rating : 99% [ 1,483 mem(s) ]
This month views : 1 Overall : 114,196
976 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 49 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์ ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4...100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 6267 , โพส : 0 , Rating : 100% / 8 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ตอนที่ 4 มือที่มองไม่เห็น

               

                เกือบ 3 ทุ่มทีเดียวที่ไซฟาลพาฐิตาเดินกลับยังเรือที่รออยู่กับบาซิม เรือลำเดิมจอดอยู่ บาซิมมองเจ้านายหนุ่มอย่างขำๆ บรรยากาศได้ อาหารเลิศ แต่ท่านไซฟาลกลับเดินเสียห่างจากคุณฐิตาเสียเป็นวา แล้วที่เดินทางมาตั้งไกลเนี่ยเพราะอยากพาหญิงสาวคนนั้นมาไม่ใช่หรือ  เห็นอย่างนี้แล้วเขาคงต้องลุ้นต่อไป แต่ไม่ได้ลุ้นคนเดียวหรอก ขนาดท่านชารีฟยังโทรศัพท์มาถามข่าวคราวของคนทางนี้ก็แล้วกัน

                ไซฟาลเดินใบหน้าเคร่งขรึมดังเดิมแฝงความฉิวนิดหน่อย เขาไม่เข้าใจผู้หญิงจริงๆ  ผิดกับฐิตาที่ยังยิ้มขำไม่หาย เธอก็ไม่เข้าใจผู้ชายคนที่เดินหน้ามุ่ยตั้งแต่เธอหลุดขำเหมือนกัน จนมาถึงเรือที่จอรอนั่นล่ะ ไซฟาลถึงได้หันมาพูดกับเธอ

                “จะกลับไหมคุณ หรือจะยืนขำอยู่ที่นี่”

                นั่นไงเผลอเป็นไม่ได้เชียว  สงสัยเธอจะขำมากไปจนเขาโมโหแล้วกระมัง เมื่อคิดได้ดังนั้นรอยยิ้มขันของฐิตาจึงหุบฉับ ก่อนที่จะค่อยๆ เดินขึ้นเรืออย่างทะลักทะเลไม่ต่างจากตอนลงมา ผิดแต่ว่าคราวนี้ไซฟาลไม่เข้ามาช่วยเท่านั้น ไม่ช่วยก็ไม่เห็นต้องง้อเลย แต่ทำไมไม้กระดานเขาไม่หาให้มันใหญ่กว่านี้เนี่ย ไซฟาลมองหญิงสาวอย่างขำปนระอาหน่อยๆ แต่ก็ไม่ใจแข็งพออยู่ดี เขาเดินอย่างมั่นคงบนไม้กระดานแผ่นเดียวกับฐิตาแล้วพยุงร่างบางให้เดินไปขึ้นเรือได้ในที่สุด ก่อนที่จะผละไป แต่ก็ยังทันได้ยินเสียงแผ่วจากร่างบาง

                “ขอบคุณนะ”

                “นั่งลงดีๆ ดีกว่าคุณ เดี๋ยวจะตกเรือไปอีก ผมขี้เกียจลงไปงมหา” แต่ไซฟาลก็ยังไม่วายยอกย้อนหญิงสาวอย่างสบายใจ ก่อนที่จะเปลี่ยนใจนั่งลงบนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ทันได้เห็นฐิตากัดริมฝีปากอย่างหมั่นใส้เขาเต็มที่ อย่างนี้สิค่อยสนุกหน่อยชายหนุ่มคิดอย่างครึ้มใจ

                “ลมเย็นสบายจังเลยเนอะคุณ” ฐิตาก็คุยต่อราวกับไม่ได้โกรธเคืองอะไร นี่ก็เป็นนิสัยที่ไซฟาลชอบ หญิงสาวเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว เขาถึงได้กล้าเย้าแหย่อย่างไรเล่า

                “คุณชอบเหรอ” ชายหนุ่มถามสีหน้าผ่อนคลาย

                “ก็ใช่น่ะสิคะ คุณคงไม่รู้ว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันกับยัยเมชอบไปเที่ยวทะเลที่สุดเลย ฉันน่ะชอบดำน้ำทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ยัยเมน่ะว่ายน้ำเก่ง ฉันเลยสบายไง เกาะยัยเมเอาเวลาดำน้ำ” หญิงสาวเองก็เล่าไปด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขจนไซฟาลรู้สึกได้

                “คงน่าสนุก”

                “สนุกสิ แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาไปเที่ยวแบบนี้แล้วล่ะ แถมยัยเมก็กำลังท้องอีกต่างหาก คุณอยู่ที่โน่นดูแลเพื่อนฉันด้วยนะ” หญิงสาวหันมาบอกองครักษ์หนุ่มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไซฟาลซึ่งมองฐิตาอยู่ก็ไม่หลบสายตาพร้อมกับพูดว่า

                “ดารีมดูแลเมธาวีดีกว่าผมเป็นพันเท่าแล้วล่ะ รายนั้นน่ะรักเพื่อนคุณยังกับอะไร”

                “ถ้าอย่างนั้นฉันจะได้เบาใจ แล้วคุณจะอยู่ที่สำนักงานใหญ่จนครบ 3 เดือนเลยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวชวนคุยต่อ ไม่เข้าใจเหมือนกันเมื่อกี้เธอยังโมโหชายหนุ่มอยู่แท้ๆ แต่พอเธอคุยดีๆ เขาก็คุยดีๆ กลับมา เหมือนกระจกสะท้อนไม่มีผิด

                “ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็คงจะเป็นอย่างนั้น ผมแค่มาบุกเบิก หลังจากนั้นจะมีการเลือก CEO คนใหม่อีกที” ชายหนุ่มเล่าเรื่อยๆ ด้วยก็ไม่ใช่ความลับอะไร

                “ทำไมชีคดารีมถึงได้เลือกคุณล่ะ คำถามนี้รับรองฉันไม่ลงตีพิมพ์” ฐิตาบอกยิ้มจนดวงตากลมโตยิบหยี ไซฟาลมองอย่างชอบใจ บางทีความไร้เล่ห์เหลี่ยมของหญิงสาวตรงหน้าก็ทำให้เขาสบายใจดีเหมือนกัน

                “ดารีมไม่ได้เลือก แต่ผมเป็นคนเลือกเองที่จะมาที่นี่”

                “ทำไมล่ะ”

                “เอาไว้ผมจะบอกคุณวันหลังก็แล้วกัน” ชายหนุ่มพูดเป็นปริศนา

                “อย่างนี้ทุกที เอาเถอะถ้าฉันไม่ลืมไปเสียก่อนก็จะถามคุณใหม่ก็แล้วกัน” หญิงสาวเองก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร ไซฟาลพูดต่ออย่างให้ความหวังว่า

                “ถึงตอนนั้นถึงคุณลืมไปแล้วว่าเคยถาม ผมก็จะตอบคุณเองอยู่ดี  ถึงฝั่งแล้ว ส่งของมาให้ผมเถอะ คุณจะได้ลงเรือสบายๆ ”

                “ขอบคุณนะ” ฐิตาบอกเสร็จก็ส่งของให้ไซฟาลอย่างไม่อิดออด ก่อนที่จะเดินไปยังกระดานเทียบฝั่ง คราวนี้เดินง่ายขึ้นเพราะมีบาซิมซึ่งลงไปก่อนส่งมือให้หญิงสาวจับ ตามด้วยไซฟาล ส่วนชาคิลนั้นเดินไปที่รถแล้วขับมารับทั้งหมดอีกที

               

                การเดินทางกลับสะดวกกว่าขามาด้วยเวลาที่ล่วงเลยไปจบเกือบ 4 ทุ่มเป็นผลให้ถนนโล่งไปมากทำให้ชาคิลสามารถเร็วขึ้นได้ ภายในรถเงียบลงไปทันทีที่ฐิตาที่นั่งหาวหวอดได้ไม่นานก็หลับตาพลิ้มไป ไซฟาลมองแม่จอมจุ้นของเขาอย่างสบายอารมณ์ จนไม่อยากให้ถนนเส้นนี้สิ้นสุดเสียแล้วสิ มาถึงวันนี้เขาก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงตัดสินใจตามเธอผู้นี้มาถึงประเทศไทย อะไรในตัวของฐิตาดึงดูดเขา ความสวยหรือ ชายหนุ่มกรอกตาไปมา เขารู้ดีว่าหญิงสาวมีความงามไม่แพ้ใคร แต่นั่นก็ไม่ใช่คำตอบ หรือเธอเหมือนหนังสือที่ต้องให้เขาใช้เวลาเพื่อศึกษากันนะ ถ้าเป็นเช่นนั้นฐิตาคงเปรียบดั่งหนังสือที่อ่านง่ายและยากในเวลาเดียวกัน จะเป็นไรไปเล่าในเมื่อเขามีเวลาเหลือเฟือในการอ่านหนังสือเล่มนี้ 

                ความโล่งของถนนทำให้ชาคิลสังเกตเห็นรถที่เพิ่งออกมาจากซอยเล็กๆ ข้างทาง เป็นผลให้องครักษ์หนุ่มเร่งเครื่องให้เร็วขึ้น แต่รถคันเดิมกลับไม่ตามติดมา ทำให้ชายหนุ่มกลับมาใช้ความเร็วเดิมด้วยคิดว่าตนเองคงคิดมากไปเอง เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนเลี่ยงเมืองมุ่งสูถนนสายมอเตอร์เวย ชาคิลก็ไม่ประมาทเขามองที่กระจกมองหลังอีกครั้ง ถนนเบื้องหลังไม่มีรถตามมา คงแยกไปอีกทางแล้วกระมังชายหนุ่มคิดในใจ ทว่ายังไม่ทันมองกลับไปยังถนนเบื้องหน้าด้วยซ้ำ เสียงระเบิดจากอะไรสักอย่างก็ดังสนั่น

                “ตูม!?!”

                ด้วยความมีสติโดยแท้ทำให้ชาคิลจับพวงมาลัยรถไว้แน่น ไม่ให้สะบัดไปตามแรงอะไรที่ยังไม่รู้ บาซิมดึงปืนมือกระชับมั่นในมือ ฐิตาสะดุ้งตื่นและกำลังจะถูกเหวี่ยงไปตามแรงของรถ ยังดีที่ไซฟาลคว่าตัวร่างบางเอาไว้แนบอกได้ทัน รถยังคงแล่นไปแม้ว่าชาคิลจะเริ่มรู้แล้วว่าพวงมาลัยหนักหน่วงๆ เหมือนยางเส้นใดเส้นหนึ่งแตก

                “ประคองรถต่อไปชาคิล บาซิมระหว่างหน้า เดี๋ยวผมระวังหลัง ฐิตาหมอบลงไป” ไซฟาลสั่งการอย่างมีสติ ฐิตาหมอบลงไปกับเบาะตามคำสั่งด้วยกำลังตกใจกลัว

                และแล้วรถที่ชาคิลสงสัยตั้งแต่แรกโผล่ออกมาดั่งมัจจุราช คราวนี้พวกมันเร่งความเร็วจนใกล้รถของไซฟาลเต็มที แต่หัวหน้าองครักษ์กลัวนิ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ ปลายกะบอกปืนเล็งเป้าหมาย ตาไม่กระพริบ รอแต่ว่าให้พวกมันเข้ามาในระยะกระสุนปืนเท่านั้น รถที่ตามติดมาก็คิดไม่ต่างกันนัก เมื่อถึงระยะไกปืน มัจจุราชมืดก็แหวกอากาศมาพร้อมกับเสียงเสียดหู ไหวระทึกในหัวใจสำหรับฐิตาซึ่งกำลังหลับตาแน่น

                “เปรี้ยง เปรี้ยง !!” พวกมันบุกก่อน แต่ก็พลาดเป้าหมาย ชาคิลขับรถที่แม้จะยางแตกฉวัดเฉวียนไปมา คราวนี้ถึงทีของไซฟาลบ้าง

                “เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง” ชายหนุ่มยิงรวดเดียว 3 นัด

                “ตูม ตูม”  เสียงยางของรถที่ติดตามไซฟาลมาระเบิดไป 2 ล้อรวด รถของพวกมันเสียหลักทันที แต่อะไรมันก็ไม่ง่ายอย่าที่คิด

                “ท่านไซฟาลพวกมันเล่นเราแน่ครับ” 

                ทุกคนหันมามองข้างหน้า ไม่เว้นแม่แต่ฐิตา ยังไม่ทันที่บาซิมจะพูดจบเสียด้วยซ้ำ ไฟสว่างจ้าจากดวงไฟรถสิบล้อ 2 คันกลางถนน 2 เลน หญิงสาวคนเดียวในรถกำลังจะตะโกนอย่างหวาดกลัว แต่มือใหญ่และแข็งแรงตะครุบคว้าเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่จะสั่งการต่อ

                “ขับต่อไป ถึงซอยข้างหน้าให้หักเลี้ยวเข้าไป ยังไงมันก็ตามรถเราได้ทีละคันเท่านั้น”

                ชาคิลปฏิบัติตามคำสั่งทันที แต่หูก็ยังได้ยินเสียงหัวหน้าองครักษ์พูดปลอบคนร่างบางที่กำลังสั่นเทา

                “ขอโทษนะฐิตาที่ทำให้คุณเสี่ยงอันตราย ผมขอรับรองด้วยชีวิตว่าคุณจะต้องปลอดภัย” ไซฟาลหันมาปลอบร่างเล็กบางในอ้อมอกที่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่ากำลังกอดเขาแน่น หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ ฐิตาเองก็ไม่แน่ใจว่าเพราะเชื่อคำพูดของไซฟาล หรือเพราะความกลัวจนตัวสั่นของเธอกันแน่

                ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ไซฟาลคาดการณ์เอาไว้ รถบรรทุกตามเข้ามาในซอยที่มืดสนิท ความสว่างมาจากดวงไปหน้ารถทั้งสิ้น แต่ปัญหาใหม่ที่ไม่ใหม่เสียทีเดียวก็ตามมาอีก

                “ตูม ตูม”

                “ท่านไซฟาล ยางเริ่มแตกที่ 2 ล้อหลังแล้วครับ” ชาคิลบอกที่มาของเสียง ไซฟาลนิ่ง ชาคิลเริ่มกระสับกระส่าย ส่วนบาซิมยิงสกัดรถด้านหลังไปพลาง

                “เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง”

                “ตูม ตูม” เสียงระเบิดของยางจากรถสิบล้อที่ตามติดมา แต่นั่นก็ไม่สามารถลดความเร็วของพวกมันไปได้ เหลือล้ออีกตั้ง 8 ล้อที่เหลือในรถของพวกมัน

                “เปรี้ยง เปรี้ยง” ไซฟาลซึ่งคิดอะไรเพียงครู่เป็นคนสาดกระสุนออกไป กระจกบานหน้าของรถสิบล้อแตกกระจาย เศษกระจกร่วงกราว ไซฟาลสั่งการต่อเสียงดังพร้อมกับคว้ามือของฐิตา

                “ชาคิลจอดรถ แยกกันหนี บาซิมไปกับชาคิล”

                “ครับ” ชาคิลรับคำสั่งจอดรถอย่างรวดเร็ว

                “ครับ” บาซิมรีบเปิดประตูฝั่งตนเองและประตูฝั่งของไซฟาล หัวหน้าองครักษ์พุ่งตัวออกมาโดยดึงร่างบางให้ออกมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนทำตามคำสั่งราวกับเป็นเรื่องธรรมดา คงมีเพียงฐิตาคนเดียวที่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ทุกคนออกวิ่งไปคนละฝั่งของถนนที่รายล้อมด้วยต้นไม้ทึบทมึน ไม่เว้นแม้แต่ตัวเธอเองที่ไซฟาลฉุดให้ออกวิ่งไปกับเขา ที่เบื้องหลังพวกที่ตามมาเริ่มรู้แล้วว่าไซฟาลเปลี่ยนแผน เสียงปืนดังแว่วไม่ห่างพร้อมกับเสียงฝีเท้าของคนที่ต้องการมอบความตายให้กับทุกคนในที่นี้

 

                แม้จะไม่คุ้นชินกับต้นไม้ที่ทึบทมึน แต่การที่ต้องฝึกฝนอย่างยากลำบากก่อนที่จะได้เป็นองครักษ์ประจำกายของดารีม ทำให้ไซฟาลไม่หวั่นสักนิดกับการถูกไล่ล่าในครั้งนี้ น่าเป็นห่วงก็ตรงร่างบางของฐิตาที่วิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยกันเท่านั้น หญิงสาวผู้ซึ่งไม่เคยต้องเข้ามาในวังวนของเกมการฆ่าที่ใกล้แทบหายใจรดต้นคอขนาดนี้

                “ทนหน่อยนะคุณ ตอนนี้เราต้องไปให้ไกลจากพวกมันก่อน” ชายหนุ่มบอกอย่างปลอบปะโลม เท้ายังวิ่งไปหยุด แน่นนอนร่างบางก็แทบปลิวตามมือมาด้วย

                “ค่ะ ฉันจะพยายาม” ฐิตาตอบทั้งที่เหนื่อยหอบ แต่เธอรู้ดีว่ายังหยุดวิ่งไม่ได้

                ป่าที่ทึบทมึนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นต้นไม้ที่ไม่รกชัฏนัก ไซฟาลมองอย่างใช้ความคิด หากวิ่งต่อไปถ้าเป็นลำพังตัวของเขาเองไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ฐิตาคงไม่ไหวแน่ เสียงปืนที่มันพวกยังยิงขู่ไม่เลิกรา ทำให้เขารู้ว่าพวกมันตามติดไม่ปล่อยแน่

                “โอ๊ะ” เสียงฐิตาดังขึ้นด้วยกำลังจะล้มลงไปเพราะสะดุดขาตัวเองจากความเหนื่อยล้า ยังดีที่ไซฟาลฉุดหญิงสาวเอาไว้ทันก่อนที่จะลงไปคลุกฝุ่น

                “ตามผมมาทางนี้” ไซฟาลบอก ก่อนที่จะรั้งร่างบางให้วิ่งช้าๆ ไปอีกทางราวกับย้อนกลับไปทางเดิมจนฐิตาคิดว่าชายหนุ่มหลงทิศหรือเปล่า

                “นี่เป็นทางที่ย้อนกลับไปทางเดิมนี่”

                “ใช่” ไซฟาลยอมรับ

                “คุณบ้าไปแล้วเหรอ จะเดินไปให้มันฆ่าหรือไง” ฐิตารู้สึกไม่เห็นด้วยกับไซฟาลเลย

                “ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรนะฐิตา เราแค่ย้อนกลับไป แต่คนละทางถ้าคุ ณจะสังเกตสักนิด มันคาดไม่ถึงหรอกว่าเราจะทำแบบนี้”

                “แล้วทำไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะคุณ” หญิงสาวพูดขาดเป็นห้วงๆ เพราะความเหนื่อยจากการวิ่ง

                “พูดได้อย่างนี้แสดงว่าไม่กลัวแล้ว แผนของผมคือเราจะไปอยู่ทางออกที่ไกลจากที่มันดักเราอยู่ แค่นี้เราก็หาทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ได้ไม่ยากแล้ว” ไซฟาลบอกแผนคร่าวๆ ในใจให้หญิงสาวได้รู้ เผื่อว่าจะสบายใจขึ้นมาบ้าง

                หญิงสาวก็เห็นดีกับแผนที่ชายหนุ่มคิด แต่ว่า.... “มันจะง่ายอย่างที่คุณพูดจริงๆ หรือคะ”

                “มันต้องลองเสี่ยงดู  อย่าห่วงเลย  คนที่พวกมันต้องการคือผม ไม่ใช่คุณหรอก” ไซฟาลตอบเสียงดั่งคำราม  คราวนี้ถือว่าเขาชะล่าใจไป แต่ไม่มีครั้งหน้าสำหรับพวกมันอีกแน่

                “อย่าบอกนะว่าแค่มาเมืองไทยไม่กี่วัน คุณก็มีโจทย์มาล้างแค้นแล้ว” หญิงสาวถามอย่าอ่อนใจไปเลย ให้มันได้อย่างนี้สิ 

                “ก็คล้ายๆ อย่างนั้น” แต่คำตอบของไซฟาลกลับไม่รู้ร้อน รู้หนาวสักนิด สงสัยหลบกระสุนเป็นงานอดิเรกกระมัง ฐิตาคิดอย่างขวางๆ ในใจ กำลังวิ่งอยู่ดีๆ มือแข็งแรงที่ลากจูงเธอมาก็กระชากให้หมอบลงอย่างกะทันหัน ฐิตากำลังจะถาม แต่มืออีกข้างของไซฟาลก็ตะปบลงที่ครึ่งปากครึ่งจมูกของเธอพร้อมกับกระซิบเสียงเบาว่า

                “พวกมันอยู่ไม่ห่างเรา”

                ฐิตาพยักหน้าหงึกๆ ดวงตาเบิกโพลงอย่างตื่นกลัว ก่อนที่ใบหน้างามจะถูกกดลงที่อกกว้างของไซฟาลเพื่อไม่ให้หญิงสาวได้เห็นอะไร เพราะเท่านี้เนื้อตัวของฐิตาก็สั่นเทาอย่างน่าสงสารพอแล้ว ชายหนุ่มตัดสินใจแนบร่างลงไปกับพื้นที่คลุ่มด้วยใบไม้แห้งๆ แต่เปื่อยยุ่ย อย่างน้อยขอนไม้ขนาดใหญ่ที่นอนไปกับพื้นป่าคงช่วยอำพรางร่างของเขาและเธอได้เป็นอย่างดี

                “อะไรวะ เห็นพวกมันเพิ่งวิ่งมาทางนี้แท้ๆ แปปเดียวหายไปไหนวะ”

                “หาไปเถอะมึง หาไม่เจอนายเล่นงานหนักแน่ ต้อนมันขนาดนี้ป่านนี้คงวิ่งไปจนสุดชายป่าแล้ว ดีให้มันไปถึงเถอะ คนของนายคงไปรออยู่แล้ว ยังดีที่โทรบอกนาย งานนี้พวกมันให้มีปีกก็หนีไม่รอด” พวกมันคิดอย่างมาดมั่น

                ฐิตาได้ยินเต็มสองรูหู พวกมันดักรออยู่แล้ว ยังดีที่ไซฟาลวิ่งย้อนกลับมา ไม่เช่นนั้นเธอไม่อยากคิดเลยจริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง ความกลัวที่หญิงสาวไม่อาจระงับได้ทำให้ร่างที่สั่นเทายิ่งสั่นเข้าไปอีก เพียงภาษากายไซฟาลก็รับรู้ได้ถึงความกลัวของร่างที่เขากอดไว้แนบอก แขนแข็งแรงจึงเพิ่มแรงกอดกระชับร่างบางราวคำปลอบปะโลม

                แสงไปสาดลำไปทั่ว ผืนป่าที่มืดมิดสว่างขึ้นทันใด โชคดีที่ไซฟาลใช้เสื้อสูทสีดำที่เขาถอดออกระหว่างที่วิ่งเอามาคลุมร่างของเขาและฐิตาเอาไว้ หลายครั้งที่ลำแสงจากไฟฉายพาดผ่านขอนไม้ ฐิตานั่นแทบกลั้นหายใจให้แสงไฟผ่านไปเร็วๆ แต่ทว่า

                “เอ้ยไปดูตรงโน้นซิ อะไรอะไรไม่รู้สะท้อนกับแสง”

                หนึ่งในพวกมันเดินตรงดิ่งมายังขอนไม้ที่ไซฟาลและฐิตาใช้ซ่อนตัว ร่างสูงซึ่งนอนราบไปกับพื้นค่อยๆ หยิบปืนมากระชับมั่นในมือ ถึงแม้จะมีกระสุนเหลืออีกไม่กี่นัด คนร้ายด้อมๆ มองๆ ตามแสงไฟที่คนสั่งมันส่องให้ มีประกายระยิบระยับจากบางอย่างมันจึงหันไปตอบ

                “มีจริงๆ ด้วย”

                “เออมึงดูสิว่าอะไร เผื่อจะเป็นของเหยื่อที่นายต้องการ”

                คนร้ายค่อยๆ  เอื้อมมือมาหยิบของสิ่งนั้นซึ่งอยู่ห่างจากศีรษะของไซฟาลไปนิดเดียว ปืนในมือของหัวหน้าองครักษ์เล็งเป้าเป็นที่เรียบร้อย แต่เพราะเงาที่ทอดจากขอนไม้เมื่อโดนแสง ทำให้คนร้ายใช้เวลาควานหาพอสมควร ก่อนที่มันจะหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาแล้วหยัดร่างออกไป พร้อมกับความโล่งใจของไซฟาลและฐิตา

                “ฝาขวดน้ำน่ะพี่ ฉันทิ้งนะ”

                “เออมึงจะเก็บไว้ก็ตามใจ ไปหากันต่อได้แล้ว ยังไงวันนี้เราต้องได้ตัวมันแน่” พวกมันตอบอย่าแน่ใจเสียเหลือเกิน

                เสียงสวบสาบของพวกคนร้ายค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ ไซฟาลค่อยๆ ชะโงกมองไปตามแสงไฟที่ริบหรี่จากความห่างไกลออกไปทุกที ชายหนุ่มดึงร่างของฐิตาขึ้นมา คลุมเสื้อสุทให้หญิงสาวเพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว

อากาศเริ่มหนาวขึ้นทุกที ไม่มีคำพูดระหว่างกัน มือแข็งแรงกอบกุมมือบางพาออกวิ่งอีกครั้งไปยังทางเดิมที่ยังไม่แน่ว่าจะเจออะไรหลังจากนี้บ้าง

 

                บาซิมกับชาคิลกำลังหมอบพลางส่งสัญญาณมือกลางไฟสลัวที่ส่องเป็นลำ พวกมันกำลังมองหาที่มาของเสียงที่บาซิมจงใจทำขึ้น

คิดตามความเชื่อที่เคยมีมา

                “มึงได้ยินอย่างที่กูได้ยินไหมวะ”

                “อย่าทำปอดแหกไปหน่อยเลยน่า รีบหาๆ เข้าเถอะมึง”

                บาซิมยิ้มอย่างพอใจที่ได้เห็นสีหน้าตื่นๆ ของพวกมัน นั่นแสดงได้ว่าเขามาถูกทางแล้ว ทีนี้ก็เหลือแค่เพิ่มอัตราความน่ากลัวเข้าไปอีกนิด

                “โคล่ง โคล่ง” นั่นคือเสียงคำรามจากเสือฝีมือของชาคิล พวกมันมีสีหน้าอยากกระเจิงไปเสียเดี๋ยวนั้น

                “ลูกพี่ได้ยินไหม แถวนี้มีเสือด้วย เสือจริงๆ นะพี่”

                “เออ กูได้ยินแล้ว เสือก็เสือเถอะ โผล่มากูจะยิงให้ไส้ทะลักเลยคอยดู” ตัวหัวหน้ายังคงไม่หวั่นหวาด พวกมันยังคงดาหน้าเข้ามายังทิศทางที่สององครักษ์ซ่อนตัวอยู่ บาซิมมองชาคิลที่กำลังกระชับปืนที่เหลือกระสุนอยู่เต็มแมกซ์เพราะยังไม่ได้ยิงปืนเลยสักนัด ส่วนบาซิมเหลือกระสุนอีกเพียงนัดเดียว บาซิมรู้ว่าถ้าแลกอาจก้ำกึ่งว่าจะแพ้หรือชนะ แต่เสียงปืนอาจจะนำทางพวกมันมาหาพวกเขาอีกก็เป็นได้ บาซิมตัดสินใจป้องปากกับใบไม้แล้วส่งเสียงชวนสะท้านในยามที่อยู่ในป่าอันมืดมิด

                “วี๊ว วี๊ว” เสียงราวกับพรายกระซิบจากสายลม หนึ่งในพวกมันขนคอตั้งชั้นอย่างไม่รู้ตัว ปากคอเริ่มสั่นยามบอกหัวหน้าทีมไล่ล่า เท้าที่ก้าวชะมักไปนิดหนึ่ง

                “ลูกพี่ ชั้นว่าเรารีบออกไปจากตรงนี้กันเถอะ”

                “น่ารำคาญจริงมึงนี่ เดี๋ยวเจอนายกูจะบอกนายให้เลิกจ้างมึง เป็นนักฆ่าเสือกกลัวผี เอ้าเดินต่อไป”

                พวกมันผละจากเส้นทางเดิมที่กำลังจะเดินไป ท่ามกลางความโล่งใจของสององครักษ์ที่พร้อมจะเข้าแลกทันทีหากต้องปะทะกันจริงๆ เสียงฝีเท้าของกลุ่มไล่ล่าค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ ชาคิลค่อยๆ ออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขาใช้เป็นที่ซ่อน

                “เอาไงต่อจะหนีไปทางเดิม หรือย้อนรอยพวกมัน” บาซิมถามความคิดเห็นเพื่อนร่วมชะตากรรม ชาคิลกำลังคิดว่าหากตอนนี้เขาเป็นคนถามท่านไซฟาลแล้วละก็ คำตอบควรเป็นเช่นใด

                “ผมคิดว่าท่านไซฟาลน่าจะหาทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด แล้วทางที่เป็นไปได้คือคงมีทางเดียวคือขึ้นรถใครสักคนไป” ชาคิลพูดอย่างใช้ความคิด

                “และทางนั้นก็คือทางที่เราต้องย้อนกลับไป” บาซิมต่อความคิดของเพื่อนอย่างทันความคิดของกันและกัน

                “งั้นจะรออะไรอยู่เล่า” ชาคิลพูดต่อ พร้อมลุยอีกครั้งแม้จำนวนอาวุธจะเป็นรอง แต่ถ้าสู้กันโดยไร้อาวุธ เขาไม่เป็นรองพวกมันแน่ บาซิมเองก็พร้อมไม่ต่างกัน ดังนั้นสององครักษ์จึงวิ่งโดยเงียบเชียบที่สุดเพื่อหาทางกลับไปสู่ทางออกที่จะนำพวกเขากลับไป เพื่อกลับมาแก้แค้นอีกครั้งให้ได้

 

                เสียงกระหืดกระหอบจากฐิตาเนื่องจากอาการหายใจไม่ทันบวกความเหนื่อยจากการวิ่งเป็นเวลานานเท่าใดก็สุดรู้ ไซฟาลยังคงพาหญิงสาววิ่งไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่ทางเดิมเสียทีเดียว แต่เธอก็พอจะรู้ว่าชายหนุ่มกำลังวิ่งไปยังปลายทางที่ห่างจากซอยที่เข้ามาไกลพอสมควรแล้วกระมัง หากเทียบกับเวลาที่เธอและเขาวิ่งมาด้วยกัน เหนื่อยจนอ่อนเปลี้ยไปทุกย่างก้าว ลำคอแห้งระโหย แม้กลืนน้ำลายยังแสบในลำคอ เท้าทั้งสองข้างปวดระบมจนไม่อยากเดินอีกแม้แต่ก้าวเดียว และแล้วกำลังเหือดสุดท้ายของฐิตาก็หมดลงพร้อมกับร่างที่หมดแรงวิ่ง หญิงสาวสะดุดรากต้นไม้ล้มลงก่อนที่จะร้องอย่างเจ็บปวด มือที่ไซฟาลจับไว้หลุดสะบัดไปอย่างแรง

                “โอ้ย ขาฉัน” หญิงสาวคลำลงไปที่ข้อเท้า หน้าตาแหยแกเพราะความเจ็บปวด ไซฟาลหันมาหาฐิตาตั้งมือของเขาหลุดจากมือของหญิงสาวแล้ว เสียงร้องอย่างเจ็บปวดทำให้มือเรียวหนาค่อยๆ จับที่ข้อเท้าของร่างบางอย่างเบามือ เพียงออกแรงกดนิดเดียว ฐิตาก็กระตุกข้อเท้าหนีทันที

                “ข้อเท้าคุณแพลง” ไซฟาลบอกสาเหตุของความเจ็บปวดของฐิตาเสียงค่อนข้างเครียด

                “ฉันวิ่งไม่ไหวแล้วนะคุณ คุณหนีไปเถอะทิ้งฉันไว้ที่นี่แหละ”

                “จะทำแบบนั้นได้ยังไงกันเล่า” ไซฟาลพูดน้ำเสียงดุ ก่อนที่จะนั่งหันหลังให้ฐิตา แล้วบอกเสียงเบาแต่แฝงความอ่อนโยน จนฐิตาเองยังแทบไม่เชื่อหูตัวเอง นายหน้าดุพูดแบบนี้เป็นกับเขาด้วยหรือ

                “พอมีแรงไหม ขี่หลังผมดีกว่า แข็งใจหน่อยนะเราต้องพยายามอยู่ไกลจากพวกมันมากที่สุด”

                “ไหวค่ะ แต่ฉัน...” คงรู้สึกแปลกๆ ไม่น้อยที่จะต้องไปขี่หลังเขาน่ะ

                “เถอะน่า เผื่อว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้น ผมไม่เคยให้ใครขี่หลังมาก่อนเลยนะ มีคุณเนี่ยแหละเป็นคนแรก” ไซฟาลจงใจพูดให้ฐิตาคลายความกังวลจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งมันก็ได้ผล สีหน้าเป็นกังวลของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างหมั่นไส้เขาขึ้นมาทันใด พร้อมวาจาแสบๆ คัน

                “ขอบคุณนะที่บอก ฉันภูมิใจจนบอกไม่ถูกเลยนะนี่”

                ไซฟาลหัวเราะหึ หึ อย่างชอบใจ ดูท่าฐิตาคงลืมความเจ็บปวดไปได้มากทีเดียว เขาเองก็ค่อยเบาใจจนพูดกลับไปอย่างพอกันว่า

                “ด้วยความเต็มใจ”

                ฐิตารั้งไหล่กว้างและขี่หลังชายหนุ่ม แต่ไซฟาลกลับทำหน้าแหยแกจนหญิงสาวเริ่มไม่สบายใจ แต่เขาก็ยกร่างเธอขึ้นหลังและหยัดตัวขึ้น ทำเสียงเหมือนหนักเสียเต็มประดา นั่นละฐิตาจึงรู้ได้ว่าชายหนุ่มกำลังแกล้งเธอ ดังนั้นเธอจึงเพิ่งแรงรัดของอ้อมแขนที่กอดคอเขาเข้าไปอีกนิด แต่เหมือนกับว่าตัวชายหนุ่มก็ไม่สะดุ้งสะเทือนสักนิด กลับยิ้มปนหน้าบึ้งเสียนี่ อะไรของเขากันนะ

                “นี่คุณหนักหรือเปล่าคะ” ฐิตาถามเพราะอยากรู้จริงๆ โดยไม่รู้สักนิดว่าไซฟาลยิ้มให้กับความสลัวรางของคืนเดือนมืด ก่อนที่จะตอบเสียงไม่ดังนักเพราะตอนนี้จะถือว่าปลอดภัยแล้วก็ยังพูดได้ไม่เต็มปาก

                “พ่อลิงแบกลูกลิงแล้วรู้สึกยังไง ผมก็คงรู้สึกอย่างนั้นแหละ”

                พบจบคำตอบทุกอย่างก็เป็น ตามที่ไซฟาลคิดเอาไว้ ฐิตาเสียงแหวกลับมาทันใด

                “ฉันไม่ใช่ลูกลิงนะ แต่คุณหน้าตาก็คล้ายๆ ลิงเหมือนกันนะ” ประโยคหลังถือว่าเอาคืนแล้วหายกันนะ หญิงสาวคิดในใจ แต่ชายหนุ่มใช่ว่าจะจนแต้ม ไซฟาลแกล้งกวัดไกวร่างที่กอดรัดเขา เป็นผลให้ได้ยินเสียงร้องวี๊ดเบาๆ จากร่างบางพร้อมเสียงที่จ๋อยลงไปนิดหนึ่ง

                “อ๊ะ นี่คุณฉันกำลังขาเจ็บนะ อย่าโกรธคนเจ็บเลยนะ ขอโทษก็ได้”

                “ผมไม่ได้โกรธอะไรเสียหน่อย คุณนี่ชอบคิดเองเออเองตลอดเลย” ไซฟาลกลับตอบหักมุมเสียอย่างนั้น ฐิตาเองก็แอบยิ้มกับบ่าแข็งแรงของเขา

                “ฉันจะถือว่าเป็นคำชมแล้วกัน อีกไกลไหมคุณกว่าเราจะเจอทางออก ฉันว่าแผนของคุณน่าจะได้ผลนะ ตั้งแต่เดินมายังไม่เห็นพวกมันเลย”

                “แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ ป่านนี้ที่บ้านคุณคงกำลังเป็นห่วงคุณแล้วกระมัง” ชายหนุ่มคาดการณ์เพราะเขาพอจะรู้ว่าฐิตาเป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้าน พ่อกับพี่ชายของเธอคงไม่ดูดายแน่หากหญิงสาวหายมาอย่างนี้

                “จริงด้วยคุณ” เสียงหญิงสาวเศร้าลงไปทันที ทำให้ไซฟาลรู้ตัวว่าพูดอะไรไม่ถูกเวลาเข้าเสียแล้ว ดังนั้นเสียงที่ตอบหญิงสาวไปจึงอ่อนลงอีกนิด

                “อย่าห่วงเลย วันนี้คุณถึงบ้านครบ 32 แน่ อย่าปล่อยมือแล้วกัน”

                “ขอบคุณนะ ฉันไม่ปล่อยมือไปจากคุณแน่” ชาวาบไปทั้งสองคนกับคำพูดของฐิตา จนหญิงสาวต้องรีบต่อประโยคนั้นเสียเองว่า “ไม่งั้นฉันก็ตกลงไป เจ็บตัวแย่สิคุณ”

                หลังจากนั้นความเงียบก็เข้าคลอบคลุมทั้งสองร่างที่กำลังดุ่มเดินในป่าอันมืดมิด ฐิตากำลังคิดว่าเธอพูดอะไรไม่เข้าท่าไปหรือเปล่า ชายหนุ่มถึงได้เงียบเสียขนาดนั้น ส่วนไซฟาลกำลังคิดว่าหญิงสาวคิดอย่างที่พูดจริงๆ หรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเขาคงไม่อยากให้เธอปล่อยเขาเลย

                แสงสว่างจากชายป่าห่างไปไม่ไกลนัก แต่สำหรับสองหนุ่มสาวที่จดจ่อกับเส้นทางที่จะออกจากป่ากลับเห็นมันเด่นชัด แม้จะเพียงวูบเดียว แต่นั้นก็เพียงพอแล้ว

                “คุณเห็นอย่าที่ฉันเห็นหรือเปล่า แสงไฟจากรถยนต์ใช่ไหม” ฐิตาพูดขึ้นก่อนอย่างดีใจ พร้อมกับชี้ให้ไซฟาลดูที่จุดหมายเดียวกับเธอ

                “ใช่แล้ว เรากำลังจะถึงทางออกแล้วล่ะ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ว่าจะเป็นรถของพวกมันหรือเปล่า” ไซฟาลมองอย่างมีความหวัง แต่ก็ยังไม่ประมาท

                “เอาไงต่อดีล่ะคุณ”  หญิงสาวถามอย่างมีความหวัง

                “เดี๋ยวผมจะออกไปสังเกตการณ์ดูก่อน ส่วนคุณรอผมอยู่ตรงนั้น” พูดพร้อมกับชี้ให้ฐิตาดู “ถ้าผมทำมือเรียกคุณถึงออกมานะ แต่ถ้าผมลูบที่คอ ห้ามคุณออกมาเด็ดขาด” ชายหนุ่มคิดและสั่งการหญิงสาวตามความเคยชิน

                “แล้วถ้าคุณมีอันตรายจะให้ฉันทิ้งคุณเหรอ” ฐิตาถามกลับมาทันควัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับไซฟาลสักนิด

                “นั่นเป็นเรื่องที่ผมจะจัดการเอง คุณแค่ทำตามที่ผมบอก”

                คำตอบของไซฟาลชวนให้ฐิตาโมโหไม่น้อย เธอไม่ใช่ลูกน้องหรือคนใต้บังคับบัญชาเขานะ ชีวิตคนไม่ใช่ผักปลา ให้ทิ้งกันง่ายๆ ราวกับคนไร้หัวใจ เธอทำแบบนั้นไม่ได้ หรือว่าเขาทำได้ หญิงสาวจึงถามไปดังใจคิด

                “แล้วถ้าเป็นคุณที่นั่งรอ แล้วฉันเป็นคนไปสังเกตการณ์ คุณจะดูเฉยๆ หรือไง”

                “ไม่มีทาง” ไซฟาลตอบรัวเร็วราวกับไม่ต้องคิด คำตอบนั้นทำให้ฐิตารู้สึกดีๆ กับนายหน้าดุขึ้นมาเป็นกองเลยล่ะ หญิงสาวพูดตะล่อมต่อ

                “ก็นั่นน่ะสิ แล้วคุณไม่คิดว่าฉันจะทำอย่างคุณเหรอ”

                “คุณนี่น่าจะไปเป็นนักการทูตนะ” ไซฟาลมองฐิตา ดวงตายิ้มแทนริมฝีปาก

                “ฉันจะถือว่าเป็นคำตกลง” ชายหนุ่มหันหน้ามาราวกับจะบอกด้วยสายตาว่าเขาเป็นคนออกคำสั่ง เธอมีหน้าที่ทำตาม แต่ฐิตาก็แกล้งไม่เห็น แถมสำทับต่อว่า “คุณบอกว่าฉันน่าจะเป็นนักการทูต คำพูดของคุณเข้าข่ายยอมรับความคิดฉันแล้ว”

                ไซฟาลไม่ปฏิเสธ แต่ทำเสียง ฮึ เบา ๆ ไม่รู้ว่าไม่ชอบใจหรือถูกใจกันแน่

 

                ไซฟาลค่อยๆ ย่อตัวลงให้ฐิตาลงจากหลังของเขา ก่อนที่จะใช้นิ้วชี้ปิดที่ริมฝีปากของตัวเขาเอง ก่อนที่จะเดินไปยังทางออกซึ่งไม่ห่างจากที่เขาให้ฐิตานั่งรอนัก ชายหนุ่มยืนรอโดยไม่เผยร่างออกไปหากไม่จำเป็น ใช้เวลานานกว่า 10 นาทีกว่าจะมีรถผ่านมากสักคัน รถคันแรกที่วิ่งผ่านมา ไซฟาลยังไม่โบกเพื่อขอให้รถหยุด แต่ชายหนุ่มสังเกตไปเรื่อยๆ ฐิตามองอย่าลุ้นๆ ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะได้รับอันตรายหรือเปล่า จนรถผ่านไปเป็นคันที่ 3 และมีรถกำลังขับใกล้เข้ามา ไซฟาลถึงได้ตัดสินใจโบกรถในที่สุด แต่รถคันนั้นกลับขับผ่านชายหนุ่มไปเพราะไม่ไว้วางใจ ฐิตามองยิ้มๆ ก่อนที่จะค่อยเดินโขยกเขยกไปหา แม้ว่าไซฟาลจะยกมือห้ามปรามก็หยุดยั้งหญิงสาวไม่ได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินมาหาเสียเอง

                “คุณกำลังจะทำอะไรไม่ทราบ” แค่ฟังเสียงฐิตาก็รู้แล้วไซฟาลกำลังไม่ชอบใจ แต่หญิงก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน เรื่องอะไรต้องไปกลัวเขาด้วยเล่า

                “ก็ช่วยคุณไงคะ”

                “จะช่วยยังไม่ทราบ” เสียงยังคงราบเรียบชวนสยองดังเดิม คนอะไรหน้าดุ เสียงก็ยังดุได้อีก ฐิตาคิดในใจ แต่ก็ต้องชักแม่น้ำทั้ง 5 ต่อไป

                “เถอะนะคะ ขอฉันลองแค่ครั้งเดียว ถ้ามันไม่ได้ผลฉันจะกลับไปนั่งรออย่างเดิม”

                ไซฟาลกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่ฐิตาชิงพูดต่อเสียก่อน

                “น่าคุณครั้งเดียวเอง คุณก็อยู่กับฉันตลอดเวลานะ ถ้าไม่ชอบมาพากล คุณก็ลากฉันหนีอีกรอบก็ได้นี่ แล้วอีกอย่างรถที่ผ่านไปก็เป็นแค่รถชาวบ้านเท่านั้น แผนคุณเองนะ มันต้องได้ผลสิ” ตอนหลังขอเกทับบลั๊ฟอีกหน่อย หญิงสาวมองไซฟาลอย่างลุ้นๆ ขอให้ได้ผลทีเถอะ

                “ครั้งเดียวนะ” ไซฟาลใจอ่อนในที่สุดเพราะรถที่ขับผ่านไปหลายคันอาจไม่ไว้ใจผู้ชาย แต่หากเป็นผู้หญิงคงจะง่ายขึ้นได้กระมัง

 

                1 ชั่วโมงต่อมา ฐิตากำลังห่อตัวกับสูทสีดำเพราะอากาศที่เย็นลงมากในเวลาที่ล่วงเข้าวันใหม่แล้ว ผมสะบัดไปตามแรงลมแม้จะใช้มือกำผมยาวดำขลับเอาไว้แล้ว ข้างกายมีชายหนุ่มหน้าดุที่ตอนนี้กำลังนั่งลงบนพื้นกระบะท้ายรถขนผักซึ่งกำลังเดินทางไปยังตลาดใจกลางกรุงเทพ ฯ พอดิบพอดี อาจจะพูดได้เต็มภาคภูมิเชียวล่ะว่างานนี้ฐิตาช่วยให้การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นได้ พอหญิงสาวเป็นคนโบกรถ ทุกอย่างกลับง่ายดาย ชายเจ้าของรถขนผักเต็มใจให้ผู้แปลกหน้ายามวิกาลเดินทางมาด้วย จนสองหนุ่มสาวค่อยๆ ห่างจากอันตรายที่เพิ่งเริ่มกันหนีมา เพื่อพบกับท้องฟ้าที่มืดมิดแต่กลับสว่างไสวด้วยไฟนับร้อยดวงที่ติดไปทุกระยะทาง

                “ขอบคุณนะ” ฐิตาพูดขึ้นพร้อมดวงตาที่เริ่มจะปิดลงเรื่อยๆ จากความเหนื่อยล้า

                “ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายพูดขอบคุณ เพราะคุณเราถึงได้ขึ้นรถคันนี้” ไซฟาลพูดจากใจจริงข้างใน ฐิตามีความกล้าหาญ แค่เหตุการณ์คืนนี้ก็ทำให้เขารู้จักเธอขึ้นอีกมาก

                “ฉันไม่ได้ขอบคุณเรื่องนั้น ฉันหมายถึงเรื่องสัมภาษณ์ต่างหากล่ะ” หญิงสาวพูดพยายามฝืนความง่วงเต็มที่ แต่ดวงตากลับหรี่จนจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่อยู่แล้ว

                “ถ้าเรื่องนั้น ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะคุณ” ชายหนุ่มพูดเปิดใจเสียงนุ่ม แต่ทว่า...

                “อืม”  ฐิตาหลับไปเสียแล้ว ไซฟาลหันไปมองหญิงสาวที่หลับคอพับพิงซบไปกับขอบกระบะรถดูบอบบางและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มขยับเข้าไปชิดร่างที่กำลังหลับใหล ก่อนจะค่อยๆ ประคองศีรษะเล็กให้เอนซบลงที่อกกว้างของเขา แขนแข็งแรงโอบประคองร่างเล็กให้หายหนาวด้วยไออุ่นจากตัวเขาเอง คืนนี้คงเป็นคืนที่เขาจะจดจำไปอีกนานแสนนาน

 

                เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้นในยามใกล้ 3 นาฬิกา ไฟทุกดวงในบ้านสว่างไสวเพราะยังไม่มีใครหลับลงได้สักคน ประตูเปิดอย่างรวดเร็วร่างสูง ในชุดทำงานซึ่งเป็นเสื้อเชิร์ตกับกางเกงสแลคยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยน คิ้วขมวด ใบหน้าเป็นกังกลอย่างเห็นได้ชัด อีกคนที่เดินออกมาด้วยกันสีหน้าเป็นกังกลเป็นต่างจากลูกชายนัก

                ฐิตาจำได้ว่าหลังจากเดินทางมาได้สักพักหญิงเธอก็ตื่นขึ้นมาแต่เมื่อเห็นว่ากำลังหลับอยู่บนอกของชายหนุ่มก็ถึงกลับหน้าเหวอปนเขิน เป็นไซฟาลที่กลับมองหญิงสาวเฉยๆ ไม่พูดอะไร ยิ่งไม่พูดอะไรเนี่ยแหละ ฐิตายิ่งไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรกันแน่เธอจึงขยับตัวออกจนศีรษะกระแทกกับขอบของรถกระบะอย่างจัง เลยโดนชายหนุ่มดุเข้าให้ว่า

                ‘คุณเป็นคนชอบสะสมแผลหรือยังไง’ กำลังจะปฏิเสธว่าไม่ใช่เสียหน่อย ก็พอดีที่ไซฟาลเอื้อมมือไปจับขอบกระบะเอาไว้แล้วพูดว่า

                ‘พิงลงมาสิคุณ นั่งอย่างนั้นกว่าจะถึงพอดีเมื่อย’ ฐิตาก็กะว่าจะเจริญพรนายหน้าดุเสียหน่อย แต่เมื่อมองใบหน้าที่อ่อนโยน ผิดกับวาจาชวนโมโหเธอก็คิดได้ว่าเขามีเจตนาดี แต่วาจาต้องปรับปรุงด่วนเท่านั้นเอง

                เมื่อที่เขาและเธออาศัยติดรถมาถึงจุดหมาย ไซฟาลจึงเรียกแท็กซี่พาอเธอไปส่งที่บ้าน ฐิตาก็นึกขึ้นได้ว่าน่าจะโทรศัพท์หาพ่อกับพีวาได้แล้ว ด้วยมีคลื่นโทรศัพท์ต่างจากป่าที่หนีพวกคนร้าย นั่นยิ่งแย่คลื่นหายเข้าป่าไปเสียนี่ กว่าจะเจรจากันเข้าใจเธอก็นั่งรถแท็กซี่มาเกือบถึงบ้านพอดี ในระหว่างนั้นไซฟาลก็กำลังโทรศัพท์อยู่เช่นกัน

                ไม่ถึง 15 นาทีฐิตาก็มายืนที่หน้าบ้านตัวเอง ไม่รู้ทำไมวันนี้เธอรู้สึกรักบ้านหลังนี้กว่าทุกวัน

                “ตากลับมาแล้วหรือลูก” ฐากูลกอดลูกสาวอย่างปลอบขวัญ ยังดีที่ฐิตาให้เหตุผลของการกลับผิดเวลาไปขนาดนี้ตามคำแนะนำของไซฟาลว่ารถเสียและไม่สัญญาณโทรศัพท์ ทำให้เสียเวลามากกว่าจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ หญิงสาวหันไปยิ้มอย่างขอบคุณไซฟาล ถ้าบอกสาเหตุที่แท้จริง ทุกคนคงเป็นห่วงเธอมากกว่านี้

                “ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณฐากูล กับคุณวายุเป็นกังวล” ไซฟาลพูดพร้อมกับค้องศีรษะลงอย่างยอมรับว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเขาเอง

                “แค่ลูกสาวผมกลับมาอย่างปลอดภัย ผมก็พอใจแล้ว”

                “อย่าให้มีครั้งหน้าแล้วกันนะครับ” วายุที่ไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่ต้น แต่พอพูดก็ทำให้ฐิตาแทบอ้าปากค้าง ไซฟาลหน้าขรึมลงไปนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบว่า

                “คงไม่มีครั้งต่อไปแน่นอนครับ ผมสัญญา” ไซฟาลตอบ ไม่ได้นึกโกรธที่วายุพูดแบบนั้น เมื่อรักย่อมอยากปกป้อง วายุคงรักน้องสาวมาก

                “งั้นก็ขอบคุณล่วงหน้านะครับ พ่อครับผมว่าพายัยตาเข้าบ้านเถอะ คุณไซฟาลจะได้กลับไปพักผ่อนบ้าง” วายุเองก็พอใจในคำตอบของไซฟาลเช่นกัน ฐิตาจึงหันมาบอกไซฟาลก่อนที่จะเดินตามพี่ชายไปว่า

                “ขอบคุณนะคะคุณ ฉันเข้าบ้านก่อนล่ะ”แล้วก็กำลังจะเดินเข้าบ้านไป ถ้าไซฟาลไม่เรียกไว้เสียก่อน

                “ฐิตา”

                “คะ”

                “ของที่อยู่ในรถ ผมจะให้คนส่งคืนมาให้นะ” 

                ฐิตายิ้มให้ไซฟาล ดูสิเธอลืมไปแล้วว่าของทุกอย่างยังอยู่ที่เขา นั่นน่ะอาชีพเธอทั้งนั้นเลยนะ หญิงสาวยิ้มให้ชายหนุ่มเพราะกำลังขำตัวเอง แล้วพูดต่อ

                “ค่ะ เดินทางดีๆ นะคะ”

                “ครับ”

                เมื่อทุกคนกลับเข้าบ้านไปเรียบร้อย รถสีดำก็แล่นเข้ามาและจอดที่ชายหนุ่มอย่างกับรู้ว่ามารับใคร ไซฟาลเปิดประตูและเข้าไปนั่ง อาลัมซึ่งตอนนี้รับหน้าที่ขับรถกดล็อคประตู ฮัมซาบอกอย่างรู้ใจผู้เป็นนาย

                “บาซิมกับชาคิลติดต่อมาแล้วครับ”

                “ดี บอกให้สองคนนั้นไปรอที่เซฟเฮาส์ เราจะลงมือในทันทีที่ทุกอย่างพร้อม”

                แม้จะไม่ใช่คำสั่งบุกอย่างที่ทหารองครักษ์คุ้นชิน แต่ก็เป็นคำสั่งกรายๆ ว่าพวกที่เล่นงานท่านไซฟาลจะได้รับการเอาคืนอย่างสาสมแน่ คนทะเลทรายไม่เคยทำร้ายใครลับหลัง พวกเราทระนงในศักดิ์และเกียรติแห่งนักรบที่มี แต่คนทะเลทรายก็ไม่เคยยอมให้ใครมาสั่นคลอนศักดิ์และเกียรตินั้นเช่นกัน

         
มา up ให้เรื่อยๆ แล้วนะคะ จะพยายามเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หายไปนานอย่างเดือนที่แล้วค่ะ <<อัมราน>>

       เอารูป "กันจาร์" มาลงให้แล้วนะคะ หน้าตามันเป็นแบบนี้ค่ะ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์ ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4...100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 6267 , โพส : 0 , Rating : 100% / 8 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android