คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3...100%


     อัพเดท 13 ก.ค. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : อัมราน/บรรพตี ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อัมราน/บรรพตี
My.iD: https://my.dek-d.com/Darrano
< Review/Vote > Rating : 99% [ 1,483 mem(s) ]
This month views : 1 Overall : 114,196
976 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 49 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์ ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3...100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 6378 , โพส : 3 , Rating : 93% / 11 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ตอนที่ 3 ฟ้าพร่างดาวและเราสองคน

               

                ฐิตาเดินลงมาที่ห้องการะบุหนิงอีกครั้ง ข้างกายมี CEO หมาดๆ เดินใบหน้าเรียบเฉยยากคาดเดาความคิด ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้หญิงสาวคิดว่าไซฟาลกำลังมีเรื่องพึงใจเป็นอย่างยิ่ง  แต่นี่เธอจะไปสนใจเขาทำไมกันเล่า เมื่อคิดได้ดังนั้นฐิตาจึงเดินลิ่วๆ ไปยังที่นั่งของตนเอง ส่วนไซฟาลกลับไปยังที่นั่งแขกวีไอพีดังเดิม ด้านหลังมีองครักษ์ในคราบชายชุดดำประกบไม่ห่าง

                “เหยื่อได้รับสารแล้วครับ เป็นไปตามคาด ตอนนี้ฮัมซากับอาลัมตามประกบอยู่” บาซิสรายงานเสียงเบา

                “อืม ดีมาก”

                หลังจากนั้นยังคงเป็นการแสดงอีกหนึ่งชุด โดยมีตัวแทนฝ่ายไทยและไซฟาลนั่งเป็นประธานของงาน  แขกหลายคนทยอยกลับมาในห้องการับุหนิงอีกครั้ง นักข่าวบางคนปักหลักทำข่าวเหตุระเบิดที่ชั้นบนต่อ จนการแสดงจบลง พิธีกรของงานจึงกล่าวปิดงาน นักข่าวและแขกหลายๆ คนต่างทยอยเดินออกไปจากห้องการะบุหนิง

                ไซฟาลมองยังหญิงสาวที่เขาพึงใจ เธอกำลังสัมภาษณ์คุณไพบูลย์ซึ่งเป็นตัวฝ่ายไทยอย่างตั้งอกตั้งใจ ความตั้งที่จะเข้าไปคุยกับหญิงสาวอีกสักนิดจึงต้องเก็บเอาไว้ก่อน ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วเดินไปยังทางออกซึ่งอยู่อีกด้านของห้องโดยมีสององครักษ์ตามติดไม่ห่าง

                ฐิตามองตามแผ่นหลังกว้างของไซฟาลจากหางตาจึงนึกได้ว่าเรื่องสัมภาษณ์ที่เธอกำลังจะนัดยังไม่ได้คำตอบ ไวเท่าความคิดหญิงสาวจบการสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว โดยไม่เสียมารยาทแล้วรีบคว้ากระเป๋าและกล้องวิ่งตามลิ่วๆ ไปยังประตูที่ชายทั้ง 3 เพิ่งลับหายเข้าไป จนไปถึงลิฟท์ที่กำลังจะปิดลง ไม่ต้องคิดอะไรอีกยามที่กดลิฟท์ให้เปิดอีกครั้ง

                ไซฟาลเลิกสายตามองผู้มาใหม่ หัวใจกระตุกวูบแม้ใบหน้าจะเรียบเฉย ฐิตายิ้มให้กับทุกคนที่อยู่ภายในลิฟท์ไม่เว้นแม้แต่ ‘นายหน้าดุ’ ประตูลิฟท์ปิดลง ชาคิลและบาซิสขยับถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ ทำให้ใหญ่กว้างของไซฟาลห่างใหล่บางไม่ถึงคืบ

                “จะกลับแล้วหรือครับ” ไซฟาลเป็นฝ่ายถามก่อน เสียงเรียบดูเป็นการเป็นงานจนฐิตาชักเริ่มฝ่อ แต่ก็ยังมีแรงฮึดเพราะคิดว่ายังไงเธอก็ต้องสัมภาษณ์เขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นพี่วายุได้เกทับบลัฟแหลกเธออีกนานแน่

                “ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ พอดีคุณยังไม่ได้ตอบฉันเลยเรื่องนั้น”

                ไซฟาลลูบคางเมื่อทวนความจำว่าฐิตาหมายถึงเรื่องอะไร มุมปากยกขึ้นนิดเดียวเมื่อนึกได้

                “เรื่องนั้นหรือ คงไม่มีปัญหาอะไร แล้วผมจะโทรนัดไปแล้วกัน”

                ฐิตายิ้มกว้างอย่างดีใจ หากทำได้คงกระโดโลดเต้นไปแล้ว ไซฟาลมองหญิงสาวก่อนที่จะยิ้มออกมานิดหนึ่งและกลับไปใบหน้าเรียบเฉยดังเดิม

                “จริงๆ นะ คุณ แล้วจะให้ฉันไปหาคุณที่ยัดเซ็ม ทาวเรอร์หรือว่าที่ไหนดีคะ”

                ที่เบื้องหลังองครักษ์ทั้งสองยืนนิ่งเช่นเดียวกับใบหน้า แต่มุมปากกลับสั่นน้อยๆ ที่เห็นสายตาท่านไซฟาลจากเงาที่สะท้อนจากกระจกที่ติดอยู่ภายในลิฟท์

                “เรื่องนั้นผมจะบอกคุณเอง”

                “อะไรนะ” ฐิตาถามเสียงหลง มองไซฟาลอย่างสงสัยว่าเขาจะมาไม้ไหน ก็ตั้งแต่ที่ได้พบกันตอนอยู่ซูไบดา มีครั้งไหนที่นายหน้าดุยอมเธอง่ายๆ มันชักแปลกๆ แล้วสิ

                “หรือคุณจะเปลี่ยนใจตอนนี้ ผมก็ไม่ว่าอะไรนะ” ไซฟาลถามกลับ แม้เสียงจะขรึมดุ แต่วาวตากลับเต้นระริกเชียวล่ะ

                “ขอบคุณนะคะ ที่ให้โอกาส แต่ไม่ล่ะ เอาเป็นว่าฉันจะรอคุณติดต่อไปก็แล้วกัน”

                “ครับ เชิญ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับผายมือให้ฐิตาเดินออกไปจากลิฟท์ก่อน แล้วเขาก็เดินตามมา โดยชาคิลและบาซิสตามออกมาจนครบ ทั้งสี่คนเดินไปยังประตูด้านหน้าของโรงแรม รถสีดำมันปลาบจอดนิ่งรอ CEO หนุ่มอยู่ก่อนแล้ว ฐิตากำลังจะเดินแยกไปอีกทางเพื่อเรียกแท็กซี่กลับบ้าน ไซฟาลมองไหล่บางก่อนที่จะเรียกหญิงสาวไว้

                “ฐิตา”

                ฐิตาหยุดเดินแล้วหันมาหาชายหนุ่ม เลิกคิ้วเป็นคำถาม แต่เมื่อรู้สึกว่าไม่สุภาพนักจึงถามชายหนุ่มแทน

                “อะไรหรือคะ”

                ไซฟาลเดินไปเพียงสองก้าวก็ถึงตัว ความสูงของเขานั้นทำให้หญิงสาวร่างเล็กบางสูงได้เพียงใหล่ของเขาเท่านั้น ทั้งที่เธอใส่ส้นสูงแล้วนะนี่

                “ผมบอกหรือยังว่าผมดีใจที่ได้พบคุณ วันนี้”  ชายหนุ่มบอกเสียงเบาแต่หนักแน่น ฐิตายิ้มเหรอหราเพราะยังตามไม่ทัน แต่ก็คิดว่าไซฟาลคงไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรหรอก คงรู้สึกดีใจที่ได้พบเพื่อนที่ต่างบ้านต่างเมืองกระมัง ดังนั้นรอยยิ้มเป็นประกายจึงส่งให้ไซฟาลอย่างสดใส

                “คุณบอกฉันแล้ว ฉันไปล่ะ” พูดจบหญิงสาวก็กำลังจะหายหมุนตัวเดินต่อ แต่ไซฟาลกลับถามต่อ ทำให้เธอต้องยืนที่เดิมอีกครั้ง

                “คุณกลับยังไง เอารถมารึเปล่า” ด้วยทางที่หญิงสาวจะเดินไปนั้น เขาจำได้ว่าลานจอดรถไม่ได้ไปทางนั้น

                “เปล่าค่ะ  ฉันจะนั่งแท็กซี่กลับ พี่วาห้ามฉันขับรถ 1 เดือน”

                “ไปขึ้นรถ ผมจะไปส่ง” ไซฟาลบอกราวกับสั่ง จนเขาอยากจะกัดลิ้นตัวเองเสียจริง แต่จะให้เขาพูดใหม่ก็ไม่ทันเสียแล้ว แต่ฐิตาก็ไม่ได้ติดใจอะไร

                “อย่าเลยค่ะ รบกวนเปล่าๆ ฉันกลับเองได้”

                “ถ้าผมไม่เต็มใจคงไม่เอ่ยปาก” ชายหนุ่มบอก แม้จะใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาราวกับกำลังขอร้องฐิตาอยู่อย่านั้นล่ะ

                หญิงสาวยังยืนเฉย ชายหนุ่มจึงคว้าข้อมือโดยไม่ได้สัมผัสหญิงสาวแม้แต่น้อยเพราะวันนี้ฐิตาใส่เสื่อสูทสีดำแขนยาวจนถึงข้อมือ เขาพาเธอเดินลิ่วๆ มายังรถที่จอดนิ่ง ประตูด้านหลังเปิดรออยู่ก่อนแล้ว ฐิตาเห็นว่าปฏิเสธไปชายหนุ่มคงไม่ยอมอยู่ดี เธอจึงเข้าไปนั่งในรถโดยดี ไม่นานไซฟาลก็มานั่งข้างๆ แล้วรถก็เคลื่อนออกไป

                “งั้นก็ขอบคุณแล้วกันนะ” หญิงสาวบอกเสียงเบา ก่อนที่จะเบือนใบหน้าไปมองด้านนอกของกระจก จึงไม่เห็นว่าไซฟาลกำลังมองเธอยิ้มๆ อย่างพอใจ แต่เมื่อฐิตาหันมาชายหนุ่มก็กลับไปยังใบหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึกอีกครั้ง

               

                ฐิตาเดินทางถึงบ้านในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาพร้อมกับความสงสัยสุดขีด ก็ในเมื่อไซฟาลมาส่งเธอที่บ้านเป็นครั้งแต่ทำไมคนขับรถของเขาถึงมาถูกทางโดยที่ไม่ต้องบอกทางเลยเล่า ครั้นจะถามจะถามนายหน้าดุก็หน้าดุสมชื่อจริงๆ เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารในมือตั้งแต่รถเคลื่อนออกจากโรงแรม ทำให้เธอไม่มีโอกาสได้ถามจนถึงบ้านนั่นล่ะ เขาถึงได้เงยหน้าออกจากเอกสารในมือ แล้วลงจากรถมาส่งเธอถึงประตูบ้าน

                “ขอบคุณนะที่มาส่ง” ฐิตาหันมาบอกเมื่อกดออดไปแล้ว

                “อืม เข้าบ้านเถอะ”  ไซฟาลตอบตามองเข้าไปในบ้าน เห็นแม่บ้านร่างอวบอ้วนกำลังวิ่งเหยอาะๆ มาที่ประตูบ้าน ชายหนุ่มจึงเดินกลับไปที่รถ พอดีกันที่พิศมัยเปิดประตูออกมา

                “อ้าวนึกว่าใครมา หนูตากลับมาแล้วนี่เอง” พิศมัยทักเมื่อมาเปิดประตูให้ ทันได้เห็นคนที่มาส่งฐิตา

                “ใครมาส่งหรือคะ หน้าตาคุ้นๆ”

                “เพื่อนของตาน่ะค่ะ ป้าน่าจะยังไม่เคยเจอเพราะเขาเพิ่งมาครั้งแรก” ฐิตาตอบพลางเดินเข้าไปในบ้านและผ่อนการเดินให้ช้าเพื่อรอแม่บ้านที่กำลังปิดประตู

                “ไม่ใช่มั้งคะ คนนั้นแหละค่ะที่มาหาหนูตาเมื่อวันก่อน” พิสมัยพูดต่อมาเดินตามมาทัน ฐิตาหยุดเดินหันขวับมาถามทันที

                “จริงๆ หรือคะ ป้าแน่ใจนะคะ”

                “ป้าแน่ใจค่ะ หน้าดุแบบนี้ แถมไม่ใช่คนไทยอีกต่างหาก”

                “ขอบคุณนะคะป้า” หญิงสาวตอบอย่างดีใจ แต่ยังไม่เข้าใจนักว่าเธอจะดีใจไปทำไม แต่คิดอีกทีหญิงสาวก็ให้คำตอบกับตัวเองได้ว่าเธอดีใจที่เป็นไซฟาลมาเธอเมื่อวันก่อนก็เพราะเธอทายถูกไง

                ฐิตาเดินขึ้นห้องเพื่อทำงาน แม้ว่าจะไม่ได้กลับไปที่ทำงาน แต่หญิงสาวก็ทำงานได้ อย่างน้อยวันนี้ก็จะได้ถอดคำสัมภาษณ์ออกจากเทป โหลดรูปที่ถ่ายจากงานแถลงข่าวลงคอมพิวเตอร์ไว้ก่อน ด้วย Bangkok News นั้นเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายสัปดาห์ทำให้มีเวลาสำหรับข่าวชิ้นนี้อีก 2 วันถึงจะประชุมปิดต้นฉบับ เหลือแต่บทสัมภาษณ์ของไซฟาลมาเพิ่มให้ข่าวแน่นขึ้นอีก เท่านี้ก็ถือว่าข่าวสมบูรณ์

                ฐิตาหยิบกล้องมาเสียบสายดาต้าลิงค์เพื่อดึงรูปมาไว้ในคอมพิวเตอร์ไว้ก่อน เมื่อเรียบร้อยก็จะหยิบเทปในกระเป๋าสะพายออกมา หญิงสาวเปิดกระเป๋าออกแต่สิ่งที่ปรากฏในกระเป๋าก็ทำให้ประหลาดใจไม่น้อย ดอกไม้สีชมพูกลีบบอบบางที่มีก้านขนาดใหญ่มาอยู่ในกระเป๋าของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะนี่ หรือว่าจะเป็นไซฟาลที่ให้เธอ ฐิตาสะบัดศีรษะแรงๆ เพราะคนที่ชอบแต่ทำหน้าดุจะเอาดอกไม้มาให้เธอทำไมกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้รับดอกไม้จากคนที่ยังปริศนา ทั้งที่โต๊ะทำงาน ทั้งที่รั้วหน้าบ้าน และในกระเป๋าของเธอเองอีก ชักอยากรู้สิว่าคนที่ให้ดอกไม้ประหลาดกับเธอเป็นใคร

               

                เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับความสดใส เมื่อคืนฐิตาเขาตอนตั้งแต่หัวค่ำเลยยังไม่ได้คุยกับพี่ชายเลยสักคำ เพิ่งจะพร้อมหน้าพร้อมตากันตอนอาหารเช้านี้แหละ วายุกำลังจิบกาแฟพร้อมกับอ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนพ่อกำลังคนข้าวต้มให้คลายความร้อนลง หญิงสาวที่วันนี้ใส่กางเกงขายาวกับเสื้อสีขาวโดยใส่ทับด้วยเสื้อไหมพรมสีฟ้านั่งลงบนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับพี่ชาย ลงมือชิมข้าวต้มที่กำลังส่งควันหอมฉุย วายุรวบหนังสือพิมพ์เพราะมีเริ่งจะคุยกับน้องสาว

                “ไง ยัยตาไปทำข่าวเองเป็นไงบ้าง”

                “สบายมาก ตอนนี้ก็แค่รอท่าน CEO ว่างให้สัมภาษณ์ เออ พูดถึงอีตา CEO พี่วาลองทายดูสิว่าเขาเป็นใคร” ฐิตาถามเพราะคิดว่าพี่ชายต้องประหลาดใจ แต่ทว่า..

                “คุณไซฟาลไง หนังสือพิมพ์ออกจะลงรูปหรา” วายุพูดแถมส่งหนังสือพิมพ์ให้น้องสาว

                “ว้า หมดมุขเลยนะพี่วา แต่ก็แปลกดี ตานึกว่านายหน้าดุจะจับปืนกับทำหน้าดุเป็นแค่นั้น ไม่ยักกะรู้ว่าจบตั้งฮาวาดร์ที่เดียวกับชีดดารีม” หญิงสาวยังคงพูดต่อไป มือก็คนข้าวต้มไป

                เมื่อคืนฐิตาหาประวัติของไซฟาลอยู่ตั้งนานด้วยการหาทางอินเตอร์เนต แต่ก็ไม่ได้อะไรเลย จนต้องโทรศัพท์หาเพื่อนรักนั่นแหละถึงได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ชีคดารีมไปเรียนต่อที่อเมริกา ไซฟาลก็เดินทางไปที่นั่นด้วยและเรียนทุกอย่างเหมือนชีคดารีมเปี๊ยบ นั่นเพราะเขาต้องเป็นองครักษ์ให้ชีคดารีม ทำให้ไม่ว่าชีคดารีมเรียนอะไร ทำอะไร ไซฟาลก็ต้องทำด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่ทำเพื่ออีกคนได้ขนาดนี้ ฐิตานับถือน้ำใจไซฟาลจริงๆ

                “ชีคดารีมถึงได้ส่งเขามาคุมที่นี่ไงเล่ายัยตา แล้วจะสัมภาษณ์เมื่อไหร่ พรุ่งนี้ก็จะประชุมปิดต้นฉบับแล้วนะ” วายุได้โอกาสทวงงาน

                “รับรอง ไม่มีปัญหา” แต่น้องสาวของเขากลับมาตอบหน้าเป็นเสียนี่

                “อิ่มยัง อิ่มแล้วก็ไปทำงานได้แล้ว”

                “ขับรถดีๆ นะวา” ฐากูรบอกลูกที่กำลังเก็บเอกสารสำหรับใช้วันนี้

                “ครับพ่อ ผมขับน่ะห่ายห่วง แต่ถ้ายัยตาขับล่ะก็ แค่คิดก็สยองแล้วนะนี่” วายุยังไม่วายแขวะฐิตาเพราะเวลาแม่น้องสาวตัวแสบโมโหจะแก้มแดง ปากแดง น่ารักปนขำจะตายไป

                “ไอ้พี่วา” ฐิตาพูดทั้งยังกัดฟันกรอดๆ

                แล้วสองศรีพี่น้องก็ขึ้นรถคันเดียวกันไปทำงาน โดยวายุรับหน้าที่เป็นคนขับไปตามระเบียบ ด้วยปกติแล้วทั้งวายุและฐิตาไม่ชอบใช้บริการคนขับรถนัก ชอบขับรถไปทำงานกันสองคนอย่างนี้เสมอ แต่วันนี้กว่าจะถึงที่ทำงานวายุคงหูระบมเพราะฐิตานั่นแหละ

 

                เมื่อฐิตาชงกาแฟให้ทั้งตัวเองและนำกาแฟวายุดั่งที่ทำทุกวันเรียบร้อย หญิงสาวก็ผลักประตูเข้าห้องทำงานของตนเองบ้าง แม่บ้านเข้ามาเปิดไฟและเครื่องปรับกากาศไว้ตั้งแต่เช้า หญิงสาวก้าวเดินไปยังโต๊ะทำงาน วางเอกสารที่ถือมาลงบนโต๊ะ แล้วก็เหมือนเดิมดอกไม่สีชมพูเหมือนเดิม เพียงดอกเดียววางบนโน๊ตบุค ทำไมเธอไม่ประหลาดใจสักนิดที่เห็นดอกไม้ดอกนั้น หญิงสาวหยิบดอกไม้ที่เธอไม่รู้จัดชื่อขึ้นมาดม มันส่งกลิ่นหอมแปลกทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างประหลาด

                “ขอบคุณแล้วกันนะ” หญิงสาวพูดกับดอกไม้ก่อนที่จะเทน้ำใส่แก้วแล้วหย่อนดอกไม้ลงไป

                ตลอดช่วงเช้าฐิตาแทบไม่มีเวลาหายใจ ต้นฉบับที่บรรณาธิการส่งเข้ามาให้เธออ่านและพิจารณาความเหมาะสมอีกทีก็มีเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยพรุ่งนี้จะเป็นวันปิดต้นฉบับ ทำให้อาหารกลางวันของทั้งวายุและฐิตาจึงต้องสั่งขึ้นมากินกันสองคน

                ในช่วงบ่ายก็ไม่ต่างกันนัก แถมวายุยังต้องออกไปคุยกับลูกค้าถึงพื้นที่โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์  แถมยังฝากต้นฉบับของตัวเองมาให้น้องสาวอีกสองปึกใหญ่ ทำให้กว่าจะอ่านงานทั้งหมดและพิจารณาคร่าวๆ เสร็จก็ปาเข้าไปเกือบห้าโมงเย็น ยังไม่ทันที่ฐิตาจะได้หายใจหายจอ โทรศัพท์มือถือเจ้ากรรมก้ดังขึ้นมาอีก หญิงสาวกดรับทั้งที่มืออีกข้างกำลังนวดขมับเพราะปวดหัว

                “ผมพร้อมจะให้สัมภาษณ์แล้ว” ปลายสายพูดสั้นเสียจนต้องนึกว่าเสียงนี้เป็นเสียงของใคร ก้จะใครเสียอีกล่ะถ้าไม่ใช่พ่อสเตฟานของคุณป้าปราณี

                “แล้วจะให้ฉันไปหาคุณที่ไหนคะ”

                “เดี๋ยวคุณก็รู้  ผมให้เวลา 15 ชาคิลจะไปรอรับคุณที่ลิฟท์ชั้น 1” ไซฟาลนัดแนะ ซ่อนความยินดีที่จะได้พบหญิงสาวไว้อย่างแนบเนียนภายใต้น้ำเสียงเป็นการเป็นงาน

                “ว่าไงนะคุณ...” หญิงสาวถาม อาการปวดหัวพุ่งปรี๊ด เขาจะไม่นัดเธอล่วงหน้าหน่อยหรือไง อ้อ ล่วงหน้าสิ ตั้ง 15 นาที ให้ตายเถอะ

                ฐิตารีบเก็บสิ่งที่จำเป็นใส่กระเป๋าทั้งเทป กล้อง โทรศัพท์ แล้วก็รีบวิ่งเข้าไปล้างหน้าเผื่อว่าอาการปวดหัวจะลดลงไปได้บ้างและทำให้สดชื่นขึ้นอีกนิด เมื่อเหลือบดูนาฬิกานี่เธอใช้เวลาไป 10 นาทีแล้ว ไม่ได้หนึ่งในจรรยาบรรณของนักข่าวคือการตรงต่อเวลา

               

                เมื่อลิฟท์เปิดออกชายหนุ่มที่ฐิตาจำได้ว่ามากับไซฟาลเมื่อว่าก็ยืนรออยู่แล้ว เขาเดินนำหญิงสาวไปลานจอดรถด้านหน้าซึ่งมีรถสีดำคันเดิมจอดรออยู่ ชายคนเดิมเปิดประตูด้านหลังให้เธอเข้าไปนั่ง แล้วรถก้แล่นออกไป เมื่อฐิตาหันไปมองด้านข้างก็เห็นไซฟาลนั่งอยู่ก่อนแล้ว เธอยิ้มให้เขาก่อนถาม

                “เรากำลังจะไปสัมภาษณ์กันที่ไหนคะ”

                “เดี๋ยวคุณก็รู้ หลับก่อนก็ได้ถ้าคุณเหนื่อย หน้าตาของคุณดูเพลียมาก” ไซฟาลตอบทั้งที่ยังไม่วางมือจากเอกสารที่กำลังอ่าน แล้วเขารู้ว่าหน้าตาของเธอดูอ่อนเพลียได้ยังกันเล่านี่

                “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” หญิงสาวตอบเพราะคิดว่าไซฟาลคงพาไปที่ไม่ไกลนัก แต่ทว่า..

                “ไม่หรอก อีก 2 ชั่วโมงต่างหากคงจะถึง” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา แต่คงไม่ธรรมดาสำหรับฐิตา

                “อะไรนะ คุณจะพาฉันไปไหน” หญิงสาวถามเสียงหลง ดวงตากลมที่โตอยู่แล้วยิ่งโตขึ้นไปอีก

                “ผมไม่ได้พาคุณไปฆ่าหรอกน่า เลิกทำหน้าตกใจได้แล้ว มันไม่มีอะไรมากหรอก ผมอยากไปที่ที่หนึ่งเท่านั้นเอง” ไซฟาลวางเอกสารในมือหันมามองฐิตาก่อนตอบ

                “งั้นก็แล้วไป แต่คุณจะพาฉันไปไกลขนาดนั้นทำไม ถ้าคุณอยากไปทำไมไม่ไปเองล่ะคะ” หญิงสาวถามอย่างสงสัย แต่ชายหนุ่มกลับตอบมาอย่างจับมาเขย่า ถ้าไม่ติดว่าว่าเขาตัวโตกว่าเธอล่ะน่าดู

                “ไม่มีเหตุผล”

                “อะไรของคุณ แต่เอาเหอะยังไงฉันก็ขึ้นรถของคุณมาแล้วนี่ ไม่ไปก็ต้องไปแล้วล่ะ” ฐิตาตอบกลับมาง่ายๆ จนไซฟาลยังต้องหันมามองว่าหญิงสาวพูดเพราะต้องการประชดเขาหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นดวงตาแวววาวคู่นั้น เขาก็ไม่สงสัยอะไรอีก

                “คุณนี่เป็นผู้หญิงที่แปลก” ชายหนุ่มเปรยขึ้นมา

                “นี่กำลังชมหรือด่าฉันกันล่ะเนี่ย” หญิงสาวหันมาถามเพราะไม่รู้ว่าไซฟาลกำลังคิดอะไรอยู่จริงๆ 

                “ที่ผมบอกว่าแปลกก็เพราะว่าคุณดูเหมือนจะเข้าใจอะไรยาก แต่ก็บางที่ก็เข้าใจอะไรง่าย เหมือนจะขี้โวยวาย แต่ก็มีเหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์” ไซฟาลตอบอย่างที่เขารู้สึก

                “ขอบใจ ฉันจะคิดว่านั่นเป็นคำชมก็แล้วกัน แม้ว่าจะฟังแล้วทะแม่งๆ ชอบกล” หญิงสาวตอบไม่วายแขวะไซฟาลหน่อยๆ

                เสียงหัวเราะในลำคอของไซฟาลทำให้ฐิตาก็ยิ้มอย่างไม่มีเหตุผลออกมา ก่อนที่จะเสมองไปยังนอกกระจกทำให้หญิงสาวรู้ได้ว่าไซฟาลกำลังพาเธอออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ เขาจะพาเธอไปไหนกันนะ ช่างเถอะเดี๋ยวก็รู้เอง

                ความเงียบจากฐิตาทำให้ไซฟาลต้องหันไปมองว่าหญิงสาวเป็นอะไรหรือเปล่า แต่กลับพบว่าฐิตาซบใบหน้าลงกับเบาะนุ่มหลับตาพริ้มเพราะหลับไปแล้ว หลายครั้งที่ศีรษะของหญิงสาวไปกระแทกกับกระจกเบาๆ ชายหนุ่มตัดสินใจประคองศีรษะเล็กให้เอนซบลงที่ไหล่ของเขาอย่างแผ่วเบา ไม่สนใจชาคิลและบาซิสที่ทำเป็นสนใจถนนข้างหน้าทั้งที่ริมฝีปากยิ้มแต่พยายามนิ่งเฉย ไซฟาลก้มลงมองฐิตาด้วยดวงตาที่ฉายความรู้สึกลึกซึ้งเพียงแต่หญิงสาวไม่มีโอกาสได้เห็นเท่านั้น

 

                เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมงรถของไซฟาลที่ชาคิลเป็นผู้ขับก็เดินทางมาถึงตัวเมืองชลบุรี  รถเริ่มหนาแน่นขึ้นด้วยเป็นเวลาหลังเลิกงานแล้ว ชาคิลจึงขับรถอย่างระมัดระวังแต่ยังรักษาความเร็วเอาไว้เหมือนเดิม

                ฐิตาเริ่มรู้สึกตัวตื่น หญิงสาวมองหมอนจำเป็นที่เอิงแอบตอนหลับไปอย่างเขินๆ พร้อมกับคิดว่าเธอไปเผลอซบไซฟาลเมื่อไหร่กันหนอ ศีรษะเล็กสบัดเบาๆ เพื่อเรียกสติและทบทวนว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหน หญิงสาวรู้สึกเมื่อยจากการที่นั่งเป็นเวลานาน แต่ก็แปลกที่กลับไม่รู้สึกปวดหัวอีกแล้ว

                “ตื่นแล้วหรือคุณ” ไซฟาลถามจากที่นั่งด้านข้าง

                “ค่ะ ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนแล้ว ทำไมฉันไม่คุ้นเลย ใกล้ถึงที่ที่คุณอยากไปหรือยังคะ” ฐิตาพูดพร้อมกับดูนาฬิกาข้อมือแล้วก็ตกใจไม่น้อยว่าเธอหลับไปตั้งเป็นชั่วโมงแล้ว ตายๆ ไม่ใช่ว่าเธอซบอีตาหน้าดุมาเป็นชั่วโมงหรอกนะ

                “ใกล้ถึงแล้ว อีกไม่เกิน 30 นาที ผมว่าคุณน่าจะชอบที่นั่นนะ” ชายหนุ่มตอบน้ำเสียงอ่อนลงมาอีกนิด และคงนิดเดียวจริงๆ เพราะหญิงสาวกำลังคิดว่าเวลาเขาสั่งงานลูกน้องคงไม่ต่างจากเวลานี้นักหรอก

                “คุณจะพาฉันไปที่ไหนกันล่ะนี่ ตอนนี้เราอยู่ชลบุรีใช่หรือเปล่า”  ฐิตาเดาเอาเพราะตลาดของฝากขนาดใหญ่ที่รถเพิ่งแล่นผ่านนั้นแสนคุ้นตา แต่อีตาหน้าดุตอบกลับมาแบบกวนน้ำโหชะมัดยาด

                “คงงั้นมั้ง”

                “แหม ขอบคุณที่ตอบนะคะ” และก็ไม่พลาดหญิงสาวได้โอกาสแขวะทั้งที่ยังยิ้มแฉ่ง ไซฟาลมองฐิตาอย่างฉิวๆ ไม่ได้โกรธหรอกแต่มันคันหัวใจดีจริง การได้ต่อปากต่อคำกับใครสักคน

                รถแล่นมาจนถึงท่าเรือจรินทร์ ชาคิลก็จอดรถ บาซิสลงจากรถมาเปิดประตูให้ฐิตา ส่วนไซฟาลนั้นออกมายืนรอแล้ว ชาคิลเดินนำไปยังท่าเรือที่มีเรือจอดรออยู่ ฐิตาเดินตามไซฟาลไปอย่างสงสัย แต่ก็เก็บความสงสัยเอาไว้ได้ไม่นาน      

                “เราต้องนั่งเรือไปที่ที่คุณอยากมาด้วยเหรอ”

                “คุณก็รู้คำตอบอยู่แล้วนี่ รีบลงเรือเถอะ เดี๋ยวเราจะพลาด” ไซฟาลตอบพร้อมกับเดินลงเรือไปก่อน พร้อมยืนรอรับฐิตาจากในเรือ

                “พลาดอะไรคะ” เมื่อมองหน้าไซฟาล หญิงสาวก็รู้ว่าคงไม่ได้คำตอบ “ก็ได้ ไม่ถามแล้ว”

                “ส่งกระเป๋ากับกล้องของคุณมาเถอะ เดี๋ยวจะตกน้ำตามเจ้าของไปเสียก่อน” ชายหนุ่มสั่ง แต่ไม่วายพูดเรื่องจริง จนหญิงสาวชักสงสัยอีกแล้วว่าชายหนุ่มรู้ได้ไงไอ้ที่ว่าน่ะมันอาจเกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้

                “นายนี่มัน” ฐิตาบ่นเสียงเบา แต่ก็ยอมส่งกระเป๋ากับกล้องให้เพราะก็ไม่แน่ใจว่าจะตกน้ำอย่างที่ชายหนุ่มพูดหรือเปล่า

                ไซฟาลจับมือฐิตาระหว่างที่หญิงสาวโหนตัวลงมาเรือ ตามมาด้วยบาซิส ส่วนชาคิลนั้นไปนั่งกับคนขับเรือเพื่อตกลงบางอย่างก่อนแล้ว ใช้เวลาไม่นานก็ถึงเกาะสีชัง ฐิตารู้เพราะเคยมา

                “คุณอยากมาที่เกาะสีชังเหรอ เพิ่งรู้ว่าคุณชอบทะเล” หญิงสาวถามประกอบจากการเดาล้วนๆ

                “เปล่า ผมไม่ได้ชอบทะเล” ชายหนุ่มตอบ ฟังน้ำเสียงก็รู้ว่าไม่ได้ล้อเล่น

                “อ้าว ฉันไม่เข้าใจ” ฐิตาหันมาถาม หน้าเหวอหน่อยๆ เพราะตามไม่ทันชายหนุ่มอีกแล้ว ไซฟาลมองใบหน้าที่ตาโต ริมฝีปากเม้มกันจนแดงระเรื่อ

                “ผมเคยมาที่นี่แล้วก็ชอบบางอย่างที่นี่เท่านั้นแหละ”

                “คุณนี่เข้าใจยากจริง” ร่างบางกว่าพูดงึมงำกับตัวเอง แต่อย่าคิดว่าไซฟาลจะไม่ได้ยิน ชายหนุ่มหันมาตอบคำตอบที่เขาแทรกความหมายลึกซึ้งลงไป

                “ก็แค่เดินไปพร้อมๆ กัน เดี๋ยวคุณก็เข้าใจผมเอง” เดินไปพร้อมกัน เดินที่ไม่ใช่แค่การเดินทาง เดินที่หมายถึง เขาได้สัมผัวตัวตนของเธอ และเธอได้สัมผัสตัวตนของเขา หากฐิตากลับคิดไปอีกอย่าง

                “เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว ฉันตกกระไดพลอยโจรมากับคุณแล้วนี่” หญิงสาวตอบไม่ติดใจอะไร พร้อมกับถามต่อ “ทำไมเรือแล่นมาทางนี้ล่ะ นั่นมันทางไปประภาคารไม่ใช่หรือคะ”

                “อืม” ไซฟาลตอบสั้นจนฐิตาคิดว่าเขาคงรำคาญที่เธอชอบถามบ่อยๆ กระมัง

                “โอเค ไม่ถามแล้วก็ได้ ไม่คิดมาก่อนว่าการสัมภาษณ์คุณจะยากเย็นขนาดนี้” หญิงสาวเปรยกับตัวเอง แต่ได้ผลไซฟาลเป็นฝ่ายถามเธอบ้าง

                “ยากสำหรับคุณตรงไหนหรือ” ชายหนุ่มถามเสียงขรึม ยังดีที่ไม่ดุ หญิงสาวจึงตอบไปง่ายๆ อย่างที่คิด

                “ปกติเวลาฉันสัมภาษณ์ใครก็แค่นัดเจอกัน แล้วแต่สถานที่ว่าสะดวกที่ไหน ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็เสร็จแล้วน่ะสิคะ”

                “ดีออกคุณจะได้จำผมได้มากกว่าใคร” ไซฟาลตอบกลับมา ดวงตายิ้มแทนริมฝีปาก

                “ก็แหงล่ะ ไม่เคยมีใครมีที่นัดสัมภาษณ์ได้เป็นความลับเท่าคุณเลยนี่”

                “ผมจะถือว่าเป็นคำชมแล้วกัน”

                เรือจอดลงตรงบรเวณที่ใกล้กับฝั่งที่สุด ไม้กระดานแผ่วยาวถูกวางไว้ระหว่างกาบเรือกับฝั่งที่เป็นดิน มีน้ำกระเพื่อม บาซิสลงไปรอบนฝั่ง ไซฟาลเดินตามลงไปโดนมือจับจูงฐิตาที่เดินตามมาอย่างโคลงเคลงเสียวตกจนน่าเป็นห่วง ส่วนชาคิลอยู่กับคนขับเรือ

               

                 เมื่อเดินไปอีกนิดก็ถึงด้านล่างของประภาคาร ไซฟาลพยักหน้าเพียงนิดบาซิสก็ยืนตรงแหน่วรออยู่ด้านล่าง แล้วไซฟาลก็เดินนำไปยังบันไดทางขึ้นประภาคารซึ่งอยู่ด้านใน แต่ก็ไม่ลืมใช้สายตามองดั่งแทนคำพูดให้ฐิตาตามเขามา หญิงสาวเดินมาช้าๆ ด้วยกำลังหมั่นใส้เจ้าของแผ่นหลังกว้างที่เดินนำไปเพราะกำลังคิดว่าไซฤาลชอบสั่งอย่างนี้เสมอหรือไงนะ แต่เธอไม่ใช่ทหารในบังคับบัญชาของเขาเสียหน่อย แต่หญิงสาวคิดได้ไม่นานก็นึกอะไรขึ้นมาได้บวกความกำลังกังวลหน่อยๆ

                “นี่คุณ เขาไม่ว่าเอาแน่นะที่เรามาใช้ประภาคารของเขาน่ะ”

                “ถ้าผมไม่แน่ใจคงไม่มาถึงทีนี่” ไซฟาลตอบทั้งที่ขายาวๆ กำลังจะก้าวขึ้นบันไดเวียน ที่ไหล่สะบายกล้องของฐิตามาด้วย

                “จะตอบตรงๆ ไม่ได้หรือไงนะ เดี๋ยวรอด้วยสิคุณ”

                ไซฟาลชะลอฝีเท้า ยิ้มที่มุมปากอย่างชอบใจ ไม่รู้ทำไมสิน่ากับผู้หญิงคนนี้แค่ได้ต่อปากต่อคำก็สุขใจอย่างประหลาดแล้ว ฐิตาวิ่งขึ้นบันไดมาติดๆ จนถึงร่างสูงที่ยืนรอ หญิงสาวยืนรอให้ชายหนุ่มเดินต่อไป เธอจะได้เดินตาม แต่เขากลับเขยิบตัวเองไปชิดผนังของประภาคารก่อนที่จะพูดเพื่อไขข้อข้องใจที่เผยมาจากดวงตาของหญิงสาว

                “คุณเดินขึ้นไปก่อน ผมไม่ค่อยจะไว้ใจ”

                “ไม่ไว้ใจอะไรหรือคุณ”

                “ผมกลัวว่าคุณจะสะดุดจนกลิ้งลงไปข้างล่างก่อนที่จะขึ้นไปถึงข้างบนน่ะสิ”

                “ฝากไว้ก่อนเถอะ”

                “เชื่อสิว่า ขึ้นไปถึงข้างบนแล้วคุณจะลืมโมโหเลยล่ะ” ชายหนุ่มตอบเสียงขรึม แต่สาบานได้ว่าฐิตาเห็นริมฝีปากของนายหน้าดุน่ะ กระดกยิ้มขึ้นมาด้วยล่ะ 
                   
            

                หญิงสาวเดินนำขึ้นไปโดยมีชายหนุ่มร่างสูงตามมาติดๆ เสียงรองเท้ากระทบกับบันไดเหล็กเป็นจังหวะเดียวกันก้องไปทั่วผนังประภาคาร ฟังแล้วไพเราะไปอีกแบบ ใช้เวลาเดินไม่ถึง 5 นาทีบันไดขั้นสุดท้ายก็ถูกก้าวผ่านไป สิ่งแรกที่ต้อนรับผู้มาเยือนประภาคารแห่งนี้คือสายลมจากทะเลแสนสดชื่น ทิวไม้ที่ขึ้นไม่ห่างจากเนินเขาคือความงามที่ประกอบในท้องฟ้ายามที่พระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะเริมลับขอบฟ้า แสงสีแดงอมสมที่เป็นเหมือนทสีที่ถูกบรรจงปาดป้างลงที่ท้องฟ้าสีคราม ช่างเป็นความงามทางธรรมชาติที่ไม่ต้องใช้ความพยายามเลยที่จะรับรู้ได้ถึงความสวยงามและความโดดเดี่ยวที่ชวนเหงา

                “สวยจังเลยคุณ ฉันไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมคุณถึงชอบที่นี่”

                “ใช่ ผมชอบเวลาพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน มันเหมือนการรอความหวังใหม่ที่จะมาในวันรุ่งขึ้น”

                “คุณเชื่อไหมว่าฉันไม่เคยได้ดูพระอาทิตย์ตกมานานแล้ว ตั้งแต่แม่ตาย”

                “ทำไมล่ะ”

                ฐิตาเพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกไป หญิงสาวจึงยักไหล่ราวกับแทนคำว่าไม่มีอะไร ไซฟาลเองก้ไม่ซักไซ้ถามด้วยคิดว่าหญิงสาวเพิ่งรู้จักเขาไม่นาน แค่คำว่าเพื่อนเขาเองยังไม่แน่ใจเลยว่าฐิตารับเข้าไว้เป็นเพื่อนหรือเพียงแค่คนรู้จัก

                “จริงๆ แล้วผมเคยเกลียดเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้ตกดินที่สุด” ในช่วงของความเป็นความตายในชีวิตคือเวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน แทนที่ความืดมิดที่พรากพ่อ แม่และน้องชายที่เขารักจากไปตลอดกาล ไซฟาลดวงตาหม่นเศร้าลง แต่หญิงสาวไม่มีโอกาสได้เห็นด้วยความสลัวรางของแสงที่กำลังน้อยลงไปทุกที ชายหนุ่มกล้องให้หญิงสาว ฐิตายื่นมือไปรับเพราะกำลังคิดว่าอยากถ่ายรูกไว้เป็นที่ระลึกอยู่พอดี หญิงสาวเปิดกล้องและปรับแสงปรับไฟกัสไปเรื่อยๆ

                “แล้วคุณพาฉันมาที่นี่ทำไมล่ะ”  หยิงสาวถามทั้งที่ถ่ายภาพได้แล้ว

                “เพราะผมเปลี่ยนความคิดนั้นแล้วน่ะสิ                 ผมเคยมาที่นี่เมื่อครั้งก่อน แค่เห็นครั้งแรกก็ชอบที่นี่มาก” ต้องขอบคุณไกด์ที่พาเขามาที่นี่ ด้วยตอนที่ดารีมมาหาเมธาวีคราวก่อน ทำให้เขาอยากให้เวลาให้ทั้งคู่มีเวลาเป็นส่วนตัว จึงไปจ้างไกด์เพื่อพาเที่ยวจนมาพบที่นี่ในที่สุด

                เสียงกดชัดเตอร์ที่ตอนนี้กล้องหันมาทางเขา ทำให้ไซฟาลหันมาทันที ฐิตายิ้มราวกับบอกว่าขอถ่ายเขานะ ชายหนุ่มส่ายหน้าเป็นคำตอบ หญิงสาวก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร

                “ทำไมล่ะคะ ฉันว่าพระอาทิตย์ตกดินที่นี่กับที่ซูไบดาก็คงไม่ต่างกันนักหรอก” ฐิตาถามอย่างแปลกใจ

                “ไม่หรอก สักวันหนึ่งคุณจะรู้ว่าทำไม” รู้อย่างที่เขารู้สึกในตอนนี้ ตอนที่กำลังดูพระอาทิตย์ที่เผยแสงเป็นครั้งสุดท้ายของวันแล้วก็ลับหายไปในที่สุดพร้อมกับผู้หญิงสักคน ไม่ใช่ใครสักคนสินะ ต้องเธอคนนี้เท่านั้น  ไซฟาลมองไปยังร่างบางที่ยืนห่างเขาไม่ถึงก้าว ฐิตารับรู้ถึงสายตาจากร่างสูง หยิงสาวหันมา ริมฝีปากยิ้มเยือนเด้วยกำลังอิ่มเอมใจจากความงามของธรรมชาติ เหมือนมีมนต์สะกดจากดวงตาสีดำสนิทที่ทำให้หญิงสาวไม่สามารถละสายตาทำเป็นเมินได้อย่างที่ชอบทำ ดวงตาคู่นั้นราวกับจะพูดได้ ความเงียบและความสลัวลางทำให้แก้มของหญิงสาวแดงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

                ไฟสว่างพรึบราวกับคนเปิดก็รอให้พระอาทิตย์ลาแสงสุดท้ายเช่นกัน แสงจากประภาคารส่องแสงเป็นลำไปยังกลางทะเลที่มิดมืด และหมุนไปรอบประภาคาร แสงขาวนวลส่องส่องร่างที่ยืนอยู่ทำฐิตาเสหันหน้าหนีไปทางอื่นด้วยรู้สึกร้อนๆ ที่ผิวแก้ม ไซฟาลยังคงมองฐิตาไม่เบือนหลบสายตา  เสียงหัวเราะ หึ หึ ดังแผ่วเบาจากร่างสูง หญิงสาวใช้เวลาครู่หนึ่งจึงหน้ามาอีกครั้ง

                “เริ่มการสัมภาษณ์ได้หรือยังคะ คุณพร้อมหรือยัง”

                “ยัง” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ

                “อะไรนะ คุณบอกฉันเองนะว่าพร้อมจะให้ฉันสัมภาษณ์แล้ว” ฐิตากำลังเริ่มโมโหด้วยคิดว่าไซฟาลต้องโกหกเธอแน่ๆ

                “ใช่ ผมพร้อมจะให้สัมภาษณ์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้” ถึงจะไม่ใช่คำตอบปฏิเสธ แต่ก็ยังไม่เคลียร์อยู่ดีนั่นแหละ ฐิตาคิดว่าอีตาหน้าดุต้องชอบตอบสั้นๆ แถมงงๆ กับเธออยู่เรื่อย

                “นี่คุณ โกหกฉันหรือไง”

                “ผมพูดอะไรที่ไม่จริงตอนไหนหรือ ผมพร้อมจะให้สัมภาษณ์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ และอีกอย่างผมไม่เคยผิดคำพูด” ชายหนุ่มตอบเสียงจริงจัง

                “แต่คุณ...”

                “ไปข้างล่างกันเถอะ ผมรับรองว่าวันนี้คุณได้สัมภาษณ์ผมแน่นอน” ชายหนุ่มยืนยันอีกครั้ง

                “ก็ได้ ฉันต้องเชื่อคุณแล้วนี่ จะกลับตอนนี้ก็ไม่ได้แล้วด้วย”  ฐิตาไม่วายบ่นกระปอดกระแปดตามประสา

                “ฮึ ฮึ”

                เสียงหัวเราะจากร่างสูงทำให้ฐิตาหันขวับไปมอง แต่ทว่านั่นกลับทำให้ร่างสูงที่เดินตามมาได้เชยชิดใบหน้านวลในระยะห่างเพียงลมหายใจกั้น ทันได้เห็นดวงตาที่เบิกโตจากที่ตกตะลึงของฐิตา ไม่ถึงวินาที่มือเรียวบางก็ดันอกหนาจนลืมไปว่าด้านหลังคือบันไดเวียน ไวเท่าความคิดที่ไซฟาลเอื้อมคว้าร่างที่กำลังจะเสียหลักตกบันไดเข้ามาไว้ในอ้อมอกที่เต้นระรัวขึ้นมาเพียงเห็นว่าเธอผู้นั้นกำลังจะได้รับอันตราย อกหนาแนบชิดอกนุ่ม หัวใจเต้นระรัวไม่ต่างกัน ก่อนที่ไซฟาลจะคลายอ้อมแขนออกพร้อมกับพูดเสียงดุ

                “ทำไมไม่ระวังบ้าง ถ้าตกลงไปคุณจะเป็นยังบ้างไม่รู้หรือไง” ยิ่งพูดยิ่งเสียงดัง

                “ฉันขอโทษ แล้วทำไมคุณต้องดุฉันด้วยล่ะ” ฐิตาเสียงแหวยามตอบ ด้วยเธอก็กลัวไม่น้อย ไซฟาลรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไปทันที

                “ผมขอโทษ ลงไปกันเถอะ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยืนมือให้หญิงสาวจับ แต่ฐิตากลับทำเฉย ทำให้ไซฟาลถอนใจออกมาเบาๆ

                “ถ้าไม่อยากตกลงไปก็จับแขนผมเอาไว้แล้วกัน ถ้าไม่ถูกให้ผมถูกเนื้อต้องตัว” ชายหนุ่มตอบเสียงแข็งขึ้นมานิดๆ ฐิตาจึงรู้ตัวว่าทำเกินไปแล้ว

                “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ” ฐิตาพยายามอธิบาย แต่ไซฟาลคงไม่ต้องการจะรับฟังเพราะเขากลับพูดขึ้นมาเสียก่อน

                “ช่างเถอะ เรารีบลงไปกันเถอะคุณหิวหรือยัง” ประโยคหลังจากอ่อนลงมานิดหนึ่ง

                “ก็นิดหน่อยค่ะ เราจะไปทานข้าวกันหรือคะ” ฐิตาถามแต่ไซฟาลไม่ตอบเสียนี่

                หญิงสาวกำลังคิดว่าไซฟาลกำลังโกรธเธอหรือเปล่านะ เมื่อครูเธอไม่ได้ตั้งใจให้ชายหนุ่มคิดว่ารังเกียจเขาเสียหน่อย ก็แค่ไม่ชอบที่เขาดุเท่านั้นเอง ครั้นจะอธิบายเขากลับไม่อยากฟังเธอเสียแล้ว ไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้เลยจริงๆ

               

                ไซฟาลพาฐิตากลับมาลงเรือลำเดิมซึ่งจอดรออยู่ เรือเคลื่อนออกไปจากฝั่งใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีกถึงจุดหมายซึ่งเป็นสะพาบที่ทอดยาวลงไปยังท้องละเล ไฟสีเหลืองนวลเปิดไปตามทางจนถึงปลายทางของสะพานซึ่งเป็นดั่งชานเรือนในบ้านทรงไทย ที่นั่นมีโต๊ะและเก้าอี้วางอยู่ ไซฟาลเดินนำทางไปแต่ก็ทอดระยะการก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อให้ฐิตาเดินตามาทัน แม้จะยังขุ่นใจในท่าทางที่หญิงสาวแสดงให้เห็นยามเขายื่นมือไปเมื่อครู่ แต่เขาก็ไม่ใจร้ายพอให้หญิงสาวเดินตามมาเพียงลำพัง ในขณะที่เขาเดินไปจนถึงแล้ว 
              

                ดวงดาวระยิบระยับเริ่มเผยให้เห็นเมื่อความืดมิดเข้ามาเยือน ฐิตาเดินตามร่างสูงที่บ่าตั้งตรงมาทั้งที่พยายามทอดเท้าให้ก้าวช้าๆ แล้ว แต่เหมือนไซฟาลจะเดินช้าลงตามเธอได้ โดยไม่ต้องหันมามองด้วยซ้ำ

                ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งสองก็มาถึงโต๊ะที่ฐิตาเห็นไกลๆ อาหารหลายอย่างวางอยู่อย่างน่ากินเป็นที่สุด ฐิตามองแล้วก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที แต่ก็แปลกว่าทำไมอาหารที่อยู่บนโต๊ะถึงได้เป็นอาหารที่เธอชอบทั้งนั้น ไซฟาลเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวอย่างไร้พิรุธ ก่อนที่จะนั่งลงบ้าง

                “ทานกันเถอะ คุณคงหิวแล้ว”

                “ถึงคุณไม่เชิญ ฉันก็จะกินล่ะ ของชอบของฉันทั้งนั้นเลยนะนี่”

                “ครับ” คราวนี้คำตอบสั้นกว่าทุกที ไซฟาลเสดื่มน้ำเพราะเขารู้ดีนี่นาว่าเมนูอาหารวันนี้ส่งตรงมาจากเมธาวีที่เขาอุตสาห์โทรศัพท์ข้ามทวีปไปถามแค่ว่า ‘ฐิตาชอบทานอะไร’

                ฐิตาทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย โดยไซฟาลก็พลอยเจริญอาหารไปด้วยอีกคน หญิงสาวตักโน่น ชิมนี่ แถมบางทียังชักชวนให้ชายหนุ่มลองชิมเสียด้วย องครักษ์หนุ่มรู้สึกสบายใจและผ่อนคลาย ยามเป็นผู้บังคับบัญาทำให้เขาต้องทำตามหน้าที่ ใบหน้าที่ขรึมจนยิ้มยาก จนชายหนุ่มลืมไปแล้วว่าเขายิ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบฐิตาที่สนามบินซูไบดา รอยยิ้มที่เขาลืมไปแล้วว่ากลับเกินขึ้นอีกครั้งยามเผลอไผล การได้แกล้งหญิงสาวนิดๆ หน่อยๆ อย่างที่ครั้งนั้นเขาแกล้งสลับโทรศัพท์กับฐิตาโดยเพียงคิดว่าอยากแกล้งเท่านั้น วาจาที่เอ่ยเป็นการเป็นการอยู่เสมอ กลับยอกย้อนยามต่อปากต่อคำกับเธอ

                ไซฟาลกำลังคิดอะไรเพลิน สายตามองไปยังฐิตาจนหญิงสาวรู้สึกตัวด้วยอิ่มพอดี เธอยิ้มให้เขาก่อนที่จะพูดว่า

                “ฉันหิวจนคุณกลัวหรือเปล่า มองเสียขนาดนั้น”

                “ไม่หรอก ผมพร้อมจะให้สัมภาษณ์แล้วต่างหาก” ชายหนุ่มตอบเสียงอ่อนโยนลงหญิงสาวรู้สึกได้ว่าเวลาไซฟาลพูดแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

                “จริงเหรอคะ รอเดี๋ยวนะคะ ฉันขอเตรียมเทปก่อน” ฐิตาค้นของในกระเป๋าที่ถือมาวุ่นวาย

                “เดินไปคุยไปเถอะ ลมกำลังเย็นสบาย” ไซฟาลบอก ไม่ใช่สั่งทำให้ฐิตาลุกขึ้นอย่างเต็มใจเพราะอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าข้างนอกกำลังเย็นสบายจริงๆ นั่นละ

                “ค่ะ วันนี้ดาวเยอะจัง ตอนฉันอยู่กรุงเทพฯ ไม่เห็นมีเยอะขนาดนี้เลย”

                “ถ้าตอนนี้เราอยู่ที่ทะเลทราย คุณจะได้เห็นดาวทุกดวงบนท้องฟ้า” ร่างสูงหันมาบอกเสียงเบาเจือพอใจ

                “จริงเหรอ”

                “จริงสิ ถ้าคุณไปซูไบดา ผม...เอ่อลองไปนั่งดูดาวกลางทะเลทรายในตำนานดูสิ” ไซฟาลอยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาจะพาฐิตาไปดูดาวกลางทะเลทราย แต่ก็ไม่พูดออกไป ด้วยมันอาจจะเร็วเกินไปที่จะพูดแบบนั้น

                “ถ้ามีโอกาสนะ งั้นมาเข้าเรื่องสัมภาษณ์กันนะคะ” หญิงสาวพูดพลางเปิดเทปเพื่อบันทึกเสียง

                “ครับ ได้เวลาที่คุณรอมานานแล้วนี่”

                การสัมภาษณ์ดำเนินไปเรื่อยๆ ฐิตาถามคำถามไป ไซฟาลก็ตอบ ทั้งการมาทำงานที่ประเทศไทย แนวความคิดที่ใช้ในการบริหารงาน นโยบายของบริษัท ประวัติคร่าวๆ ของชายหนุ่มที่ฐิตารู้อย่างละเอียดพอประมาณจากแม่เพื่อรักเมธาวีไปบ้างแล้ว กีฬาที่ชอบ ที่ไซฟาลตอบว่า ยิงปืน เป็นคำตอบที่หญิงสาวไม่แปลกใจเลย จนมาถึงกิจกรรมที่ชอบทำยามว่างเนี่ยแหละ ไซฟาลตอบว่า

                “ทำสวนดอกไม้” ฐิตาเหวอไปเล็กน้อย ก่อนที่จะทวนคำถามอีกครั้งด้วยเพราะเธอคิดว่าถ้าเขาตอบว่าซ้อมอาวุธหรือหาเรื่องทำหน้าดุใส่ชาวบ้านเธอจะเชื่อมากกว่านี้ ไซฟาลเลิกคิ้วเป็นคำถาม

                “ทำไมหรือ คุณคิดว่าผมต้องทำอะไรโหดๆ ตลอดเวลาหรือไง”

                “คงอย่างนั้นมั้งคะ มันไม่เข้ากับคุณเลย” หญิงสาวตอบตามที่คิด

                “ถ้าคุณได้มีโอกาสไปที่ซูไบดา ผมจะพาไปดูสวนดอกไม้กลางโอเอซิสของผมเอง”

                “ค่ะ” หญิงสาวตอบทั้งที่ยังไม่เชื่อ ว่าผู้ชายที่ดูแข็งแกร่ง ไม่ถึงแข็งกระด้างจะอ่อนโยนเพียงนั้นเชียวหรือ ไซฟาลรู้ว่าฐิตาต้องไม่เชื่อเขาแน่ๆ ทำไมหรือ ผู้ชายอย่างเขาจะชอบความงามของดอกไม้บ้างไม่ได้หรือไง สงสัยเขาคงดูโหดอย่างที่เจ้าชารีฟว่าเอาไว้จริงๆ  กระมัง

               

         ครบ 100 แล้วค่ะ ขอโทษที่มา up ช้านะคะ ช่วงนี้ช่วงพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกค่ะ งานสุมอย่างแรง คาดว่าสินว่าสินเดือนนี้คงไม่ยุ่งแบบนี้แล้ว จะพยายาม post ให้บ่อยกว่านี้นะคะ <<อัมราน>>

       ปล. ประภาคารที่เห็นชื่อว่า อัษฎางค์ประภาคาร แล้วก็สะพานที่เห็นชื่อว่า สะพานอัษฏางค์ค่ะ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์ ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3...100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 6378 , โพส : 3 , Rating : 93% / 11 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 3 : ความคิดเห็นที่ 328
เพิ่งเข้ามาอ่านคะ แต่ละตอนยาวมากกกกเลย แต่สนุกดีค่ะ
Name : JUAN [ IP : 58.9.23.85 ]

วันที่: 27 ธันวาคม 2551 / 23:55
# 2 : ความคิดเห็นที่ 327
มีข้อความผิดตกหล่นอยู่หลายจุด ลองเช็คดูนะคะ
ปล.จะติดตามต่อไปนะคะ
Name : katoon [ IP : 117.47.58.57 ]

วันที่: 18 ตุลาคม 2551 / 10:56
# 1 : ความคิดเห็นที่ 326
ภาพประภาคารและสะพานที่เอามาลงให้ดูสวยมากเลยค่ะ ถ้าได้ตีพิมพ์แล้ว น่าจะเอารูปลงในหนังสือด้วยเน้อ..
Name : deakdee < My.iD > [ IP : 124.121.28.124 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 กันยายน 2551 / 20:06
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android