คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 ... 100%


     อัพเดท 23 มิ.ย. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : อัมราน/บรรพตี ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อัมราน/บรรพตี
My.iD: https://my.dek-d.com/Darrano
< Review/Vote > Rating : 99% [ 1,483 mem(s) ]
This month views : 1 Overall : 114,196
976 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 49 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์ ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 ... 100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 8529 , โพส : 1 , Rating : 95% / 8 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ตอนที่ 1 การมาถึงของพายุ

               

ณ สนามบินสุวรรณภูมิที่ส่วนลานจอดรถ รถยนต์สีดำ2 คัน ติดฟิล์มจนทึบรอบคัน คนขับรถประจำที่ตรงส่วนคนขับ ภายนอกมีชายหนุ่มร่างสูงไร้หนวดเคราคนหนึ่งยืนรออยู่ มือหนึ่งกดรับการติดต่อโดยผ่านบลูทูช

                “อีก 10 นาทีเครื่องกำลังจะลง ทางนั้นพร้อมไหมอาลัม บาซิมรอรับที่ประตูทางออกแล้ว” ปลายสายบอกจากบนเครื่องบินที่กำลังจะลงจอดที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ทุกอย่างต้องเรียบร้อยทุกสุด

                “ทุกอย่างเรียบร้อยฮัมซา”  อาลัมซึ่งเดินทางมาพร้อมกับองครักษ์มือหนึ่งรายงาน

                “โอเค เลิกกัน”

                ท่ามกลางผู้โดยสารที่เดินขวักไขว่ บริเวณประตูทางออกของช่องทางการเดินทางระหว่างประเทศ หญิงสาวร่างเล็กบาง ใบหน้าสวยหวาน ที่เดด่นที่สุดเป็นดวงตากลมโต ผมยาวเหยียดตรงจนถึงกลังกำลังมองหาใครบางคนที่เธอคาดว่าน่าจะมาถึงเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ได้แล้ว แต่ทำไมเขาไม่โทรศัพท์มาเสียทีก็ไม่รู้ ฐิตาคิดอย่างหงุดหงิดเพราะการรอคอยมากว่าครึ่งชั่วโมง โดยปกติแล้ววายุเป็นคนตรงต่อเวลาเสมอ แล้วทำไมวันนี้พี่ชายตัวดีถึงช้านักนะ

                อีกด้านหนึ่งชายร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทพอๆ กับดวงตาเข้มดุพร้อมผู้ติดตามอีกคนซึ่งแต่งตัวไม่แตกต่างจากเขาเลย  ไซฟาลกำลังรำคาญใจ นี่ก็หนึ่งอีกหลายๆ อภินันทนาการจากดารีม ไม่รู้จะส่งองครักษ์มาให้เขาซึ่งเป็นองครักษ์อีกทำไมอีก เขามาทำงานเท่านั้นเอง เห็นว่าจะต้องมีองครักษ์เพิ่มมาทำไมอีก ทำอย่างกับว่าดารีมส่งเขามารบอย่างนั้นล่ะ นั่นก็อีก เจ้าบาซิมยืนรอที่ประตูอีกคน มันจะเอิกเริกก็เพราะเจ้าชุดดำพวกนี้แหละ ไซฟาลมองอย่างหงุดหงิด

                วายุกำลังเดินออกจากประตูผู้โดยสารระหว่างประเทศเพราะเครื่องบินที่เขานั่งมาดันดีเลย์ ชายหนุ่มเดาได้เลยว่าป่านนี้ยัยน้องสาวตัวแสบคงกำลังอวยพรเขาเป็นชุดแล้วกระมัง เขารีบกดโทรศัพท์หาฐิตาทันที แล้วก็เป็นไปตามคาด

                “ไปอยู่ไหนมาคะพี่วา ตารอจนจะแก่คาสนามบินอยู่แล้วนะ” ฐิตาพูดทันที่เห็นว่าใครโทรมา วายุยังไม่ทันได้อ้าปากด้วยซ้ำ ชายหนุ่มเกาหัวแกรกๆ พลางคิดในใจนี่มันน้องหรือแม่เขากันแน่วะ

                “เครื่องมันดีเลย์ แกอย่าเพิ่งบ่นได้ไหม ตอนนี้อยู่ไหนล่ะ”

                “อยู่ที่ร้าน.......” ฐิตาบอกชื่อร้านกาแฟที่เธอใช้นั่งรอกับพี่ชายไป

                “รอตรงนั้นเดี๋ยวพี่ไปหา”

                “ได๋ค่ะ” เมื่อได้ว้ากเพ่ยพี่ชายไปหนึ่งยก ฐิตาก็รู้สึกปลอดโปร่งจนชิมกาแฟได้อร่อยขึ้นมาทันใด ดวงตากลมโตมองไปยังผู้คนที่เดินขวักไขว่ สายตาสอดส่ายหาพี่ชายไปเรื่อยๆ เผื่อว่ามาถึงแล้ว แต่หาเธอไม่พบ

                ชีวิตของหญิงสาวเข้ารูปเข้ารอยตั้งแต่แม่เพื่อนรักเมธาวีแต่งงานไปกับท่านชีคดารีมของซูไบดา (มีในฉบับรีไรท์ของเล่ห์รักในรอยทรายค่ะ เดี๋ยวจะงงว่ามันมาได้ไง) 3 เดือนแล้วนี่นา ป่านนี้คงกำลังอุ้ยอ้ายน่าดูเลยสินี่ หญิงสาวนึกภาพเพื่อนรักในชุดคลุมท้องไม่ออกเลยจริงๆ ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา น้อยถึงน้อยมากที่เมธาวีจะใส่กระโปรงให้เห็น ในแวบหนึ่งของสมองที่นึกถึงเพื่อนรัก ใครบางคนที่เธอไม่ค่อยชอบหน้าก็ผุดขึ้นมาในสมอง

                “ป่านนี้คงไปทำหน้าดุใส่ใครอยู่ล่ะสิ”  หญิงสาวพูดกับตัวเองลอยๆ เมื่อได้สติว่าพูดอะไรออกไปเธอแทบสะดุ้งเพราะหญิงสาวดันไปคิดถึงคนชอบทำหน้าดุนั่นแหละ

                วายุเดินมาถึงร้านที่ฐิตาบอก ดวงตาสอดส่ายหาน้องสาว แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเพราะแม่น้องสาวตัวดีกำลังกวักมือเรียกเขาหย็อยๆ ยังกับเด็ก ปีนี้ก็ปาเข้าไป 25 แล้ว ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนใจ

                “กินกาแฟก่อนพี่วา ตาเพิ่งสั่งมาให้ค่ะ” ฐิตาส่งกาแฟที่ส่งควันหอมกลุ่นให้พี่ชาย วายุรับมาดืมเพราะในเวลาเช้าแบบนี้ได้กาแฟสักถ้วยค่อยมีแรงทำงานขึ้นมาหน่อย

                “ปะยัยตา ชั้นมีนัดตอน 8 โมงเช้า โอยจะทันไหม นี่ก็ปาเข้าไป 7 โมงกว่าแล้ว” วายุมองเวลาอย่างตกใจ

                “วันนี้วันหยุด ยังขยันอีกพี่วา น่าเดี๋ยวตาจัดให้” ฐิตาบอกดวงตาเต้นระริก แต่วายุกลับเบิกตากว้างอย่างตกใจ

                “อย่าบอกนะว่าแกขับรถมาเอง พี่ขับเองดีกว่า”

                “ไม่ได้ พี่วาไม่ค่อยได้นอน ตาไม่อยากเสี่ยง” หญิงสาวรีบบอกเหตุผล ซึ่งสำหรับวายุแล้วมันฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย ชายหนุ่มประชดกลับไม่ไว้หน้าน้องสาวสุดที่รักเสียอย่างนั้น

                “ยังกับถ้าแกเป็นคนขับแล้วพี่จะปลอดภัยอย่างนั้นแหละ”

                “ไปไม่ไป” ฐิตายื่นคำขาด วายุคำนวณเวลาในใจ เมื่อคิดว่าถึงไปแท็กซี่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้รถ คงต้องเสี่ยงชีวิตจริงๆ นั่นแหละ

                “ไปสิ แต่พี่ขอตั้งนะโม 3 จบก่อนได้ปะ”

                “พี่ว่า” ฐิตาชักมีน้ำโห ฝีมือการขับรถของเธอมันแย่ขนาดนั้นจริงๆ เหรอ

                เมื่อมาถึงลานจอดรถวายุก็เดินอย่างยอมจำนนในชะตากรรมไปยังฝั่งข้างคนขับพร้อมกับสวดมนต์อย่างที่บอกฐิตาไว้ ส่วนฐิตานั้นมือเคาะพวงมาลัยรออย่างอารมณ์ดีที่แกล้งวายุได้ ความจริงฝีมือการขับรถของเธอก็ไม่ได้เลวร้ายสักหน่อย ทำไมต้องทำกลัวอะไรขนาดนั้นก็ไม่รู้ หญิงสาวเหยียบคันเร่ง เปลี่ยนเกียร์ รถก็กระชากออกจากช่องที่จอดรถเมื่อครู่จนวายุหน้าแทบคะมำ

                “แฮ่ๆ ตอนนี้เอาจริง เมี่อกี้ตาซ้อมค่ะ”

                รถญีปุ่นคันเล็กๆ ขับออกไปเรื่อยๆ ตามลูกศรชี้เพื่อไปสู่ทางออก แต่แล้วเบรกกลับถูกกระแทกอย่างแรง คราวนี้วายุของหน้าคะมำอย่างไม่ต้องสงสัย ยังดีที่คาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้ ชายหนุ่มชักฉุน

                “ไอ้ตา แกได้ใบขับขี่มาได้ยังไงฮึ”

                “ไอ้รถคันสีดำนั้นมันปาดหน้าตาต่างหาก พี่วานั่งดีๆ นะ” คันเร่งถูกเหยียบอีกครั้ง วายุไม่มีโอกาสห้ามอะไรเพราะที่ทำได้คิดจับราวพลาสติกไว้ให้แน่น คนที่สนิทยอมรู้ดีว่าลีลากการขับรถของแม่น้องสาวตัวแสบน่ากลัวจนแทบขนหัวลุก

               

ไซฟาลรู้สึกถึงความเร็วของรถที่ผิดปกติ เขาเหลือบไปมองหน้าปัดความเร็ว 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้าชาคิลซึ่งทำหน้าที่ขับรถมันจะรีบไปไหนของมัน วันนี้ยังไม่ใช่วันแถลงข่าวเสียหน่อย

                “ช้าลงหน่อยชาคิล” ไซฟาลสั่งเสียงเรียบและสั้นตามความเคยชิน

                “ไม่ได้ครับท่านไซฟาล พวกเรากำลังถูกตาม” ชาคิลตอบพร้อมกับมองกระจกมองหลัง ด้วยรถญี่ปุ่นคันนั้นตามพวกเขามาตั้งแต่ออกจากหนามบินแล้ว

                “ถึงทางแยกข้างหน้าลองเลี้ยว ดูซิว่ารถคันนั้นจะตามมาอีกไหม” ไซฟาลเห็นรถญี่ปุ่นคันเล็กที่ตามมาติดๆ ชายหนุ่มกำลังคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจกันแน่

                ถึงแยกที่ไซฟาลบอก ชาคิลก็เลี้ยวรถอย่างกระทันหัน โดยมีรถที่ฮัมซา อาลัมและบาซิมนั่งมาอีกคันตามมาติดๆ แล้วก็มีรถญี่ปุ่นตามมาเช่นเดิม โป๊ะแช๊ะ รถคันนั้นตามเขามา ไซฟาลสั่งการผ่านชาคิล

                “พอถึงทางตรงข้างหน้าให้หักเลี้ยวชาคิล ส่วนฮัมซาใช้รถปิดถนนไว้ เราจะเล่นแมวจับหนูกัน”

                ไซฟาลมองไปยังรถญี่ปุ่นคันเล็กอีกครั้ง ยิ้มที่มุมปากอย่างเหี้ยมๆ อยากลองดีกับองครักษ์มือขวาของชีคดารีมก็ลองดู รถหักเลี้ยวอย่างกระทันหันตามที่ไซฟาลบอก ส่วนรถของฮัมซาก็ขวางทางรถที่ติดตามเขาเอาไว้  รถญี่ปุ่นคันเล็กเบรกอย่างกระทันหัน

                เสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังเสียดหู ฐิตาจับพวงมาลัยจนข้อมือเกรง วายุมองอย่างตะลึง หลังเสียงเบรกเงียบลงความเงียบก็เข้าปกคลุมและรอเวลาแห่งการโจมตี...

                 

                ประตูรถคันสีดำสนิทเปิดออกทามกลางความตื่นตะลึงของผู้ตามติดมาอย่างกระชั้นชิด  ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากรถ ติดตามาด้วยชาคิลที่กระชับปืนที่อกเสื้ออย่างระแวดระวัง ไม่แตกต่างกับอาลัมและบาซิมที่เดินมาคุมเชิงที่ด้านหลังของรถญี่ปุ่นคันเล็ก เสียงปลดล็อกจากรถเป้าหมายดังคลิกเบาๆ แล้วเจ้าของรถก็ก้าวออกมา มือทั้งสองข้างยกมืออย่างยอมจำนน ดวงตาเหลือกลานที่ถูกคุกคามด้วยชายแปลกหน้า ชาวต่างชาติถึง 4 คน ส่วนอีกคนยังประจำอยูในรถที่ปาดหน้ารถของเขา

                ไซฟาลถามชายร่างสูง ผิวพรรณและหน้าตาค่อนข้างไปทางคนจีนผู้นั้นเป็นภาษาอังกฤษว่า

                “นายเป็นใคร ตามมามีจุดประสงค์อะไร”

                “ไม่ไม่ ผมไม่ได้ตามพวกคุณ ผมกำลังจะกลับบ้าน” เจ้าของรถญี่ปุ่นซึ่งใส่เสื้อปกปิดร่างกายมิดชิด ทั้งที่อากาศที่เมื่องไทยร้อนอบอ้าว แต่ก็คงร้อนน้อยกว่าซูไบดา ดวงตาของชายผู้นั้นจ้องมองเขาอย่างไร้ความรู้สึก ทั้งที่น้ำเสียงกลัวลนลาน จนดูขัดกันอย่างไรชอบกล

                “อย่างนั้นเรอะ แล้วบ้านนายอยู่อีกไกลไหม” ไซฟาลเดินเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนที่จะแกล้งจับที่แขนข้างขวาของชายแปลกหน้า แล้วกระชากแขนเสื้อโดยแรง แขนเสื้อฉีกขาดตามรอยตะเข็บ เผยให้เห็นอะไรที่แขนของชายแปลกหน้าเพียงชั่วกะพริบตา ชายผู้นั้นก็รีบดึงแขนเสื้อด้านที่ขาดขึ้นมา น้ำเสียงกลัวลนลานเข้าไปอีก

                “เอ่อ ไม่ไกลหรอก ใกล้ถึงแล้ว อย่าทำอะไรผมเลยนะ ผมไม่ได้ตามพวกคุณจริงๆ”

                ไซฟาลมองด้วยหาง ริมฝีปากยกขึ้นเพียงนิด ไม่ใช่รอยยิ้ม ก่อนที่จะพูดอย่างลุแก่โทษ

                “งั้นก็แล้วไป ต้องขอโทษด้วย”

                ชายแปลกหน้าลอบถอนใจอย่างโล่งอก ก่อนที่จะรีบเปิดประตูด้านคนขับและพาตัวเองเข้าไปนั่ง ลอบมององครักษ์มือขวาของชีคดารีมอีกครั้งแล้วสตาร์ทรถ ไซฟาลออกคำสั่ง

                “ฮัมซาหลบทางให้เขา”

                รถญี่ปุ่นขับไปผ่านไปช้า แต่ก็ไม่ได้คลาดสายตาของไซฟาลสักนิดยามสั่งการต่อเสียงเรียบ

                “อาลัมตามผู้ชายคนนั้นไป”

                “ผู้ชายคนนั้นมีพิรุธอะไรหรือครับ” อาลัมเป็นผู้ถาม เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีอะไรที่สามารถหลุดรอดสายตาของท่านองครักษ์ไปได้

                “นายเคยเห็นคนไทยคนไหนบ้างที่สักรูปเหยี่ยวที่แขนข้างขวาด้วยวิธีโบราณอย่างที่ซูไบดายังทำอยู่เพื่อมอบความภักดีแก่ผู้เป็นนายบ้างไหม อาลัม” ไซฟาลถามกลับเพื่อให้คิด

                “หมายความว่า....” บาซิมขบปัญหาจนแตกได้ก่อน

                “อย่าเพิ่งเดาไปเอง รีบตามผู้ชายคนนั้นไป เราอาจจะได้คำตอบ” หัวหน้าองครักษ์หนุ่มตอบ ไม่ให้คำตอบอะไรเพิ่ม แต่องครักษ์ติดตามทั้งสองรู้ว่าเขาจะพบคำตอบได้เองอย่างเช่นที่ท่านไซฟาลรู้คำตอบไปแล้ว

                “ครับท่านไซฟาล” อาลัมรับคำก่อนที่จะวิ่งกลับไปยังรถที่ฮัมซายังคิดเครื่องรอ ส่วนบาซิมย้ายตัวเองไปประจำการยังรถที่ชาคิลเป็นผู้ขับ

                 รถสองคันแยกทางกันไปคนละจุดหมาย ฮัมซาและอาลัมตามรถเจ้าปัญหาไปห่างๆ เพื่อไม่ให้เหยื่อไหวตัวทัน ส่วนชาคิลนั้นขับรถพาเจ้านายหนุ่มไปยังโรงแรมที่ได้จัดเตรียมไซฟาลเอาไว้แล้ว แต่แผนกลับเปลี่ยนไปเพราะไซฟาลคิดว่าจะไปเยี่ยมคุณป้าปราณี แม่ของชีกกาเมธาวี เมียของน้องชายสุดที่รักเสียหน่อย

 

                อีกด้านหนึ่งของกรุงเทพมหานคร หญิงสาวร่างแบบบางกำลังกระฟัดกระเฟียดพร้อมกับปรายตาไปมองคู่กรณีที่พี่วายุของเธอกำลังจัดการให้เรื่องไม่บานปลาย ก็ใครใช้ให้รถคันที่เธอขับตามมาแบรกอย่างกระทันหันแบบนั้นล่ะ ทั้ง ๆที่หญิงสาวเหยียบเบรกจนล้อเสียดสีกับถนนจนเสียงดังสนั่น ก็ยังไม่สามารถหยุดไม่ให้รถของตัวเองไปจูบท้ายรถสีดำที่ปาดหน้าเธอได้  แล้วจะทำไงได้ ก่อนหน้านี้เจ้าของรถคันสีดำอาจผิด แต่ตอนนี้เธอผิดเต็มๆ ไปเรียบร้อยแล้ว

                “ขอบคุณนะครับที่คุณรับผิดชอบเรื่องทั้งหมด ประกันฝ่ายผมเลยสบาย เจอคู่กรณีอย่างนี้” วาคินนายแบบหนุ่มชื่อดังคู่กรณีตอบอย่างโล่งที่ตกลงกันได้ด้วยดี ด้วยเพราะเขาเพิ่งกลับจากการเดินทางไปถ่ายแบบที่ต่างประเทศ และกลับมาก่อนเพราะมีงานต่อ

                “ไม่เป็นไรครับ ก็น้องสาวของผมผิดจริงๆ ต้องซ่อมรถให้คุณก็ถูกแล้ว ถ้าอย่างนั้น ผมให้ประกันของผมจัดการต่อเลยนะครับ ถ้ามีปัญหาอะไรโทรมาในนามบัตรนี้นะครับ” วายุยื่นนามบัตรให้นายแบบหนุ่มที่เขารู้ดีว่ากำลังดั่งและมาแรงที่สุดในตอนนี้

                “ครับ ประกันฝ่ายผมคงเดินเรื่องต่อได้” วาคินตอบ ไม่ติดใจอะไร

                “ถ้าอย่างนั้นผมกับน้องสาวไปก่อนนะครับ”

                แล้วทุกอย่างก็จบลงด้วยดี รถที่กันชนหลังบุบและรถอีกคนที่กันชนหน้ายุบก็ถูกลากตามติดกันไป ทิ้งให้เจ้าของรถทั้ง 2 คันยืนมองกันอยู่ครู่หนึ่ง

                วาคินมองหญิงสาวคู่กรณีตัวจริงยิ้มๆ ดูเธอจะไม่สนใจเขาเอาเสียเลย ทั้งที่สาวๆ ต่างพากรี๊ดนายแบบดาวรุ่งอย่างเขากันทั้งเมือง  ชายหนุ่มโคลงศีรษะก่อนที่จะเรียกแท็กซี่และนั่งรถจากไป

                ฐิตามองพี่ชายตาปริบๆ รู้สึกผิดขึ้นมายามที่เห็นวายุต้องโบกรถทั้งๆ ที่ตอนแรกถ้าเธอเชื่อฟังพี่ชายสักนิด เขาคงไม่ต้องมาลำบากเพราะเธออย่างในตอนนี้

                “พี่วา ตาขอโทษนะ” ฐิตาบอกเสียงจ๋อยสนิท เพราะรู้ว่าผิดจริง ไร้ข้อแก้ตัว

                “เออ แกกะพี่ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ช่างมันเถอะ แต่คราวนี้พี่สั่งห้ามขับรถ 1 เดือนตกลงไหมไอ้น้องรัก” ไหนๆ ก็ไหนๆ ถ้าไม่ลงโทษบ้าง แม่น้องสาวตัวดีคงได้ใจ

                “ 1 อาทิตย์ได้เปล่า” น้องสาวต่อรองพี่ชาย

                “1 เดือน ห้ามต่อรอง” วายุยื่นคำขาด

                “ก็ได้ 1 เดือนก็ 1 เดือน”

                วายุยิ้มกริ่มที่สามารถลงโทษน้องสาวได้สำเร็จ โดยไม่ถูกตอแย แต่เมื่อเหลือบดูนาฬิกาความพอใจเมื่อครู่กลับหายเกลี้ยง

                “ตายแน่ๆ เพราะแกเลยยัยตา อีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัดแล้ว พี่ไปแท็กซี่ก่อนล่ะ แล้วเจอกันที่บ้าน”

                แล้ววายุก็นั่งรถแท็กซี่จากไปอย่างเร่งรีบ ปล่อยให้ฐิตายืนคิดว่าจะเอายังไงดี ไหนๆ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ไม่ต้องทำงานอยู่แล้ว จะไปไหนดีหนอ

                “ไหนๆ ก็มาทางนี้แล้ว ไปบ้านคุณป้าปราณีดีกว่า”

                ฐิตาได้จุดหมายปลายทางของวันนี้ หญิงสาวมักจะไปเยี่ยมแม่ของเพื่อนรักเสมอ ด้วยความที่แม่ของฐิตาเสียตั้งแต่เธอยังไม่ได้ขวบดี ทำให้หญิงสาวรู้สึกรักป้าปราณีดั่งแม่คนหนึ่งเลยก็ว่าได้

               

                ปราณีได้ยินเสียงกริ่งเป็นครั้งที่ 2 ของวัน เด็กนารีที่ฐิตาพามาคอยดูแลและทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้นางวิ่งไปเปิดประตูอย่างรู้หน้าที่ เพียงครู่เดียว ร่างแบบบางของฐิตาก็เดินมาก่อนที่จะกอดรัดร่างของปราณีอย่างรักใคร่เหมือนทุกครั้ง อดีตนางพยาบาลยิ้มอย่างชอบใจ

                “คิดถึงคุณป้าจังค่ะ ไม่ได้มาหาตั้งหลายวัน” หญิงสาวออดอ้อนเพราะไม่รู้จะไปทำกับใคร จริงๆ ก็คือไม่รู้จะไปทำแบบนี้กับใครได้ ครอบครัวที่มีเพียงเธอ พี่วายุและพ่อฐากูล ผู้ชายให้อย่างใรก็ไม่แสดงออกถึงความรักเท่ากับผู้หญิง

                “แหม หนูตาก็ป้าก็คิดถึง กินอะไรมาหรือยังลูก” ปราณีถาม เมื่อเมธาวีแต่งงานไป แต่นางกลับรู้สึกว่าได้ลูกสาวเพิ่มขึ้นมาอีกคน ฐิตาทำให้นางหายเหงาไปได้มาก

            “ยังเลยค่ะ  เมื่อเช้าไปรับพี่วายุมา กินกาแฟไปถ้วยเดียวเอง” หญิงสาวรีบจาระไน

                “งั้นดีเลย นารีแน่ะไปตักข้าวต้มกุ้งมาให้หนูตาเขาหน่อย”

                “ดีเลยค่ะ ตากำลังจะกินช้างได้ทั้งตัวอยู่แล้วนะคะเนี่ย” ฐิตารีบพูดเอาใจแต่ก็หิวจริงๆ นั่นแหละ แต่สายตาก็เห็นอะไรบางอย่างวางอยู่ที่โต๊ะอีกมุมห้อง หญิงสาวถามอย่างสงสัย

                “นั่นอะไรหรือคะ”

                “อ๋อ พ่อดารีมฝากมาให้น่ะลูก พวกผ้า พวกผลไม้แห้งที่ป้าบอกว่าชอบ คราวนี้เลยขนมาให้ใหญ่  สงสัยสวนกับหนูตาละมั้ง พ่อสเตฟานของป้าเพิ่งไปก่อนหนูมาเอง ไม่เจอกันกลางทางหรือลูก” ปราณีตอบเพราะเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อน พ่อ ‘สเตฟาน’ ที่นางมักเรียกพ่อหนุ่มดวงตาดุ แต่ใจดีแบบนี้เพราะจำชื่อเขาไม่ได้เสียที

                ฐิตาหันขวับ หูผึ่งหน่อยๆ เพราะกำลังคิดจะใช่เขาไหมนะ

                “ใครนะคะ สเตฟาน”

                “ก็คนที่หน้าตาดุๆ ที่มากับพ่อดารีมคราวก่อนไงล่ะ” ปราณีอธิบายตามที่นางจำได้ ฐิตาแน่ใจแล้วว่า ‘สเตฟาน’ ของคุณป้าคงไม่พ้น...

                “ไซฟาลมาที่นี่หรือคะคุณป้า”

                “นั่นแหละๆ พ่อไซฟาล ป้าจำได้แต่ ฟาน ฟาน เขามาเยี่ยมแล้วก็เอาของที่พ่อดารีมฝากมาเอามาให้ป้าน่ะ” ปราณีตอบเพราะนึกขึ้นได้ว่าพ่อหนุ่มที่มาหาชื่อไซฟาล ฐิตาเงียบไปนิดหนึ่งด้วยกำลังคิดอะไรบางอย่าง

                “ข้าวต้มมาพอดี กินสิหนูตากำลังอุ่นๆ”

            “ค่ะ ตาจะกินให้เกลี้ยงเลย” หญิงสาวตอบร่าเริงอีกครั้งด้วยกำลังนึกขวางใครบางคน

                แต่เอาเข้าจริงๆ ฐิตากลับกินข้าวต้มไปได้นิดเดียว หญิงสาวรู้สึกโหวงๆ ข้างในขึ้นมาอย่างที่เธอก็บอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไม ไม่เจอคนหน้าดุก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง แต่ทำไมเธอกลับไม่ดีใจเลยล่ะ ก็ได้ ก็ได้ ฐิตายอมรับกับตัวเองในที่สุดว่าผิดหวังนิดๆ อืม ก็ผิดหวังนั่นแหละที่ไซฟาลไม่ได้ติดต่อหาเธอมาตั้งแต่เพื่อนรักแต่งงานไป 3 เดือนแล้วที่เขาหายไปจากชีวิตของเธอ มากรุงเทพฯ ทั้งทีทำไมไม่ติดต่อกันบ้าง ปล๊าว อย่าคิดว่าเธอรู้สึกอะไรพิเศษกับนายไซฟาลนะ ก็แค่เพื่อนคิดถึงเพื่อนเท่านั้นแหละ อย่าคิดมาก

 

            บาซิมกดกริ่งที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ไซฟาลสั่งให้ชาคิลขับรถมาที่นี่หลังจากไปเยี่ยมแม่ของชีกกาเมธาวี ทั้งๆ ที่เพิ่งมาประเทศไทยไม่กี่ครั้ง แต่ชาคิลยังทึ่งที่หัวหน้าองครักษ์ไม่หาย ไซฟาลจำเส้นทางมาบ้านหลังนี้ได้อย่างแม่นยำ ราวกับเคยมาหลายครั้งอย่างนั้นแหละ

                บาซิมรอเพียงไม่นานแม่บ้านร่างอวบระยะสุดท้ายก็เดินอุ้ยอ้ายมาที่ประตู แต่ไม่ยอมเปิดให้เข้าไปในบ้านเพราะไม่ไว้วางใจคนแปลกหน้า บาซิมโคลงศีรษะเพราะกำลังคิดว่าจะคุยยังไงกับแม่บ้านร่างเอวเหลือน้อยคนนี้ให้รู้เรื่องดีอย่างไรดี

            “ต้องการมาพบใครคะ” พิศมัยถามตามหน้าที่ แต่ก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี บาซิมถามกลับเป็นภาษาอาราบิก

            “xx!??qqqx?yspsppdu!!!”

            แม่บ้านร่างอ้วนหน้าเหวอ “คู๊ณพูดอะไร ชั้นฟังไม่รู้เรื่อง”  

                บาซิมเกาหัวอย่างจนปัญญา เพราะภาษาอังกฤษของเขาก็เข้ากรุไปนานแล้ว ไซฟาลลงจากรถเพื่อเดินมาหาแม่บ้านที่กำลังเป็นปัญหาของบาซิม ด้วยคุยกันไม่รู้เรื่อง

            “ฐิ..ตา...ยู...มาย..คับ” <ฐิตาอยู่ไหมครับ> ไซฟาลถามด้วยภาษาไทยเป็นคำๆ ช้าๆ เพราะเพิ่งอ่านมาจากในรถ คู่มือการใช้ภาษาอังกฤษแปลเป็นภาษาไทยที่เขาซื้อติดมือมาตอนอยู่ที่สนามบิน คงพอจะช่วยเขาได้บ้าง

                “ไม่อยู่หรอกค่ะคุณ ไปรับคุณวายุที่สนามบิน” พิศมัยเมื่อพอเข้าใจว่าชายหนุ่มอีกคนถามอะไร นางก็ตอบกลับมา ไซฟาลคิดในใจว่า เห็นไหมมันได้ผล แต่ถ้าศัพท์ยากๆ เขาก็หนักใจเหมือนกัน

                “ผม..มาย...คาว...จาย ฐิ...ตา...มาย..ยู...ช่าย...มาย...คับ” <ผมไม่เข้าใจ ฐิตาอยู่มั้ยครับ> หนุ่มหน้าดุถามต่อ

                “ค่ะ ไม่อยู่” ไซฟาลพยักหน้านิดๆ เพราะคำตอบนี้เขาพอจะเข้าใจ

                “คับ ขอบคุณ คับ” แค่นี้ก็ได้รู้แล้วว่าวันนี้ฐิตาไม่อยู่ เขาตั้งใจมาหาแม่สาวตาโตแท้ๆ แต่วันนี้วันหยุดทำไมไม่อยู่บ้านก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไร ไม่เจอวันนี้ วันอื่น ๆ ก็ต้องได้เจอกันอยู่ดี  ที่มาวันนี้ก็เพราะ....ช่างมันเถอะ ก็แค่อยากเจอเท่านั้นพอ

                พิศมัยมองชายหนุ่มที่มาถามหาคุณหนูของนางอย่างไม่ไว้วางใจ เพราะท่าทางและการแต่งตัวเหมือนพวกมาเฟียในหนังเจ้าพ่อที่นางเคยดูเป็นที่สุดแล้วคุณฐิตาไปรู้จักพวกเจ้าพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะนี่

 

                ฮัมซาและอาลัมสะกดรอยตามชายผู้น่าสงสัยไปเรื่อยๆ ทั้งที่ผู้ชายคนนั้นบอกกับไซฟาลว่าบ้านอยู่แถวนี้ แต่นี่เขาทั้งสองก็ตามมาตั้งเกือบชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีทีท่าสักนิดว่ารถเป้าหมายจะถึงปลายทางของมันสักที มีพิรุธอย่างที่ท่านหัวหน้าองครักษ์บอกไว้จริงๆ นั่นล่ะ

                จนเมื่อถึงบ้านหลังหนึ่งย่านชานเมือง หลังใหญ่ ห่างไกลผู้คนพอสมควร อาณาบริเวณของบ้านคงเกือบ 5 ไร่ กำแพงสูงกว่าบ้านที่เขาทั้งสองเห็นจากที่ที่ขับรถตามชายผู้นั้นมา รถคนนั้นก็เลี้ยวเข้าไปทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครมาเปิดประตูหรือจะพูดว่าประตูเปิดรอรับอยู่แล้วก็คงจะได้ เมื่อรถลับหายเข้าไป ประตูบานใหญ่และทึบป้องกันการรับรู้จากคนภายนอกก็ปิดลง

                สององครักษ์มองหน้ากัน พยักหน้าอย่างเข้าใจกันเอง ฮัมซาแกล้งขับรถเลยผ่านไปราวกับต้องการเดินทางไปในซอยที่ลึกกว่านี้ ส่วนอาลัมจดบ้านเลขที่ในกระดาษตามสายตาที่จ้องมองและจดจำได้อย่างรวดเร็ว

            “สงสัยจะได้มีอะไรทำระหว่างอยู่เมืองไทยแล้วล่ะ อาลัม” ฮัมซาคิดว่าขึ้นชื่อว่าองครักษ์มือขวาไซฟาล ไม่เคยมีคำว่าพลาดเสมอมา พอๆ กับที่ไม่มีใคอยากเป็นศัตรูเพราะทางรอดนั้นยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครกล้าลองดีเอาเสียเลย

                “ก็คิดว่างั้น สงสัยจริงว่าโจทย์เก่าหรือใหม่” อาลัมรีบต่อยอดความคิด

                “ไม่เกินพรุ่งนี้เราก็รู้แล้ว เผลอๆ ท่านไซฟาลอาจรู้ก่อนเราแล้วก็ได้ว่าใครกำลังมองเราจากในที่มืด งานนี้สนุกแน่ๆ”

                “แต่ชั้นว่าน่าจะโจทย์ใหม่ ในเหตุเก่า นายคิดว่าไง ฮัมซา” อาลัมคาดเดา แม้ว่า 3 เดือนที่ท่านฮาคิมตายจากไป สมุนที่เคยจงรักภีกดีต่างไร้ผู้คุ้มหัว หากมีใครสานต่อรับสมุนเหล่านั้นของฮาคิมมาเป็นพวกละก็ งานนี้คงสนุกจริงๆ อย่างที่ฮัมซาพูดแน่ๆ

                “ต้นไม้ยังมีกิ่งก้าน อาลัม” 

                “จริงของนาย”

                สององครักษ์ใช้เส้นทางอ้อมไปอีกทางเพื่อไม่ต้องผ่านบ้านหลังนั้นอีก และป้องกันไม่ให้ใครก็ตามในบ้านหลังนั้นสงสัย กว่าฮัมซาและอาลัมจะไปสมทบชาคิลและบาซิมได้ก็ใกล้อาหารเย็นเต็มที

 

            ฐิตากลับถึงบ้านก็พอดีกับที่แม่บ้านพิศมัยตั้งโต๊ะสำรับอาหารเย็นพอดี พ่อฐากูลและพี่วายุนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว ชายสองคนแต่ต่างวัยมองหญิงสาวที่เขารักอย่างเอ็นดู ความรักของพ่อและพี่ชายคือความรักที่เป็นแสงนำทางในทางเดินชีวิตของฐิตาเสมอ ร่างบางรีบยิ้มอย่างประจบที่เพิ่งกลับมา แต่วายุรู้ดีว่าหากกลับเอาเวลานี้คงไม่แคล้วไปขลุกอยู่ที่บ้านคุณป้าปราณีนั่นแหละ

                “กลับค่ำเชียวนยัยตา ทีหลังให้คนขับรถไปรับที่บ้านคุณป้าเถอะ พี่เป็นห่วง มืดๆ ค่ำๆ มันไม่ปลอดภัย” วายุพูดขึ้นเพราะเขาคิดว่าน้องสาวควรระวังตัวมากกว่านี้

                “นั่นสิลูก แต่ตอนนี้ห้ามขับรถนะ พ่อเป็นห่วง” ฐากูลตอบอย่างรู้ดีเชียวล่ะว่าลูกสาวคนเล็กไปสร้างวีรกรรมอะไรเอาไว้

            “คุณพ่อ พี่วา อย่าลุมตาสิคะ จำเลยยอมรับผิด ศาลจะไม่ยอมอภัยหน่อยหรือคะ ลดโทษลงกึ่งหนึ่งก็ยังดี” หญิงสาวคนเดียวในบ้านยังต่อรอง

                “ศาลนี้ไม่มีให้อุธรณ์นะยัยตา อย่ามาอ้อนซะให้ยาก”  ฐิตามองพ่อเผื่อว่าจะยอมตกกระไดพลอยโจรกับเธอบ้าง แต่พอเห็นพ่อกับพี่ชายหัวเราะให้กันก็รู้เลยว่าหมดหวัง หญิงสาวจึงเสเปลี่ยนเรื่อง เพราะเดี๋ยวมันจะเข้าตัวหนักกว่าเดิม

                “ไม่เอาแล้ว กินข้าวดีกว่า”

                ฐากูลมองลูกสาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ นี่เพื่อนรักของฐิตาก็แต่งงานแต่งการไปแล้ว แต่ลูกสาวของเขาเนี่ยสิ ยังไม่มีวี่แววเอาเสียเลย เมื่อหันมามองลูกชายก็ต้องถอนใจอีกหน ไร้แววทั้งคู่เลยสินี่ ทั้งพี่ทั้งน้อง

                “วา ตอนนี้มีอะไรสำคัญที่บริษัทหรือเปล่า พ่อไม่ได้เข้าไปหลายวัน” ฐากูลเกษียรตัวเองเพื่อออกมาพักผ่อนได้เกือบปีแล้ว ตั้งแต่แม่ของวายุและฐิตาตายไป เขาก็ต้องเลี้ยงลูกทั้ง 2 มาโดยลำพังตลอด แทบไม่มีเวลาได้พักผ่อนจริงๆ เลย แต่เมื่อเห็นว่าวายุสามารถดูแลทุกอย่างที่เขาสร้างมาได้ เขาจึงวางมือให้ลูกชายบริหาร  Bangkok News แทน

                “ก็ไม่มีอะไรมากครับ มีเรื่องการเปิดตัวคู่แข่งของบริษัทน้ำมันข้ามชาติจากซูไบดาน่ะครับ”

            “แล้วลูกวางตัวคนที่จะไปทำข่าวเปิดตัวฮาเซ็มออล์ยสาขาประเทศไทยหรือยังลูก พ่อว่าวินัยก็เข้าท่านะ แต่พ่อได้ข่าววงในว่า CEO ที่บริษัทแม่ส่งมา เข้าถึงตัวยากน่าดู” แม้จะไม่ได้ไปบริษัท แต่ชายชราก็รู้อะไรๆ ดีกว่าผู้บริหารหลายๆ คนเสียอีก

                “พ่อทราบมั้ยครับว่าใคร เผื่อจะได้ถามยัยเมดูว่า CEO ที่ชีคดารีมส่งมาเป็นคนยังไง” วายุถามเพราะเขายังไม่รู้จริงๆ ว่าใครที่ชีคดารีมส่งมาเพื่อนั่งตำแหน่ง CEO

                “เอ พ่อก็ยังรู้ว่าใครเลย ปิดกันน่าดู” พ่อตอบ แม้จะมีสายวงใน แต่สำหรับเรื่องนี้ทุกคนต่างส่ายหัว

                “แล้วงานแถลงข่าวจะมีเมื่อไหร่หรือคะ” ฐิตาซึ่งนั่งเงียบมานานถามขึ้น เธอกำลังคิดอะไรบางอย่าง แต่ก็อาจไม่ใช่อย่างที่เธอคิดก็ได้ เขาคนนั้นอาจจะมาทำธุระให้ชีดดารีมก็เป็นได้

                “วันอังคารน่ะลูก” ฐากูลตอบลูกสาว ด้วยวันนี้เป็นวันอาทิตย์ทำให้ข่าวอาจจะช้ากว่าวันธรรมดา

                “ก็อีกวันเดียวเองคะ ทำไมข่าวนี้ตาไม่เห็นรู้เลย” หญิงสาวเองยังแปลกใจ เรื่องสำคัญขนาดนี้ปิดกันได้เงียบขนาดนี้ ถือว่าการข่าวของ Bangkok News แย่ลงหรือทางโน้นปิดกันเก่งก็ไม่รู้

                “ก็ถึงบอกไงว่า CEO คนนี้เข้าถึงยาก ขนาดจะแถลงข่าวเปิดตัวยังบอกนักข่าวล่วงหน้าไม่กี่วันเองยัยตา” วายุสนับสนุนที่น้องสาวพูด ฐิตาหน้านิ่ว ริมฝีปากล่างถูกขบอย่างใช้ความคิดอย่างหนัก

                “เอ่อ ตาขอทำข่าวนี้เองได้ไหมคะ” หญิงสาวเสนอตัว แต่พี่ชายตัวแสบกลับไม่ยอมเล่นด้วยเสียนี่

                “ให้วินัยทำดีกว่ามั้ยครับพ่อ ให้ยัยตาไปเดี๋ยวก็หกล้มหกลุกอยู่แถวนั้นกันพอดี”

                “พี่วา ตาไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้นซักหน่อย ให้ตาไปทำข่าวนี้นะคะคุณพ่อ” ฐิตาเปลี่ยนแผนทันใด งานนี้ต้องใช้ลูกอ้อน

                “ฮึฮึ แล้วทำไมตาอยากทำข่าวนี้ล่ะลูก พ่อไม่เห็นลูกลงไปทำข่าวเองมาตั้งนานแล้วนะ” พ่อหรี่ตามองลูกสาวอย่างจับพิรุธ สงสัยข่าวนี้ต้องมีอะไรที่ทำให้ฐิตาสนใจขนาดนี้

                “ข่าวนี้มันเกี่ยวกับยัยเมไงคะ ตาถึงได้สนใจ แล้วอีกอย่างถ้าจะเข้าถึงตัว CEO ผู้ทำตัวลึกลับตาโทรกริ๊กเดียว รับรองทางเปิดโล่ง ถนนสี่เลนเลยค่ะ” ฐิตารีบให้เหตุผล เธอต้องรู้ให้ได้ว่าใครที่ชีคดารีมส่งมาเป็น CEO ของฮาเซ็มออล์ย

                “จะโทรหายัยเมล่ะสิ” วายุพูดดักเพราะรู้ทัน

                “อ๊ะ ของมันแน่อยู่แล้ว”

                “เอาไงดีครับพ่อ” เมื่อน้องสาวจอมตื้อ ตื้อกระจาย เขาก็คงต้องหาแนวร่วม

                “ตามใจน้องหน่อยแล้วกันวา” ฐากูลตอบ ฐิตายักคิ้วให้พี่ชายอย่างชอบใจ ยกนี้เธอชนะ วายุมองน้องสาวอย่างฝากเอาไว้ก่อน แต่ก็ยังไม่วายฝากฝังงานดีระลอก

                “ก็ได้ครับ เตรียมตัวให้ดีล่ะ ถ้าให้ดีก็สัมภาษณ์ CEO  ผู้ลึกลับมาให้ได้ด้วยล่ะ”

                “เจ้าค่า” หญิงสาวรับรับปาก อยากให้ทำอะไรบอกมาได้เลย ขอให้เธอได้เห็นกับตาเป็นพอว่า CEO คนนั้นเป็นคนที่เธอคิดหรือเปล่า

 

                หลังอาหารเย็นผ่านไป ฐิตาก็ขอตัวขึ้นห้องไปทันทีเพราะอยากจะโทรศัพท์พาเพื่อนรักใจจะขาดอยู่แล้ว ขาเรียวยาวก้าวขึ้นบันไดอย่างเร่งรีบ จนพ่อและพี่ชายส่ายหัวอย่างอ่อนใจเพราะคิดว่าสักพักคงได้ยินเสียง โอ้ย โอ๊ะ อุ้ย เป็นแน่

                “ฮุ้ย ป้าพิศมัย ตาเกือบเบรกไม่ทัน” เพราะความรีบวิ่งทำให้หญิงร่างอวบซึ่งเป็นแม่บ้านที่เดินสวนมาแทบหัวใจวายที่จู่ๆ ฐิตาโผล่พรวดมาอย่างนั้น

                “หนูตาคะ” พิศมันเรียกเพราะนึกอะไรขึ้นมาได้

                “ป้าพิศมัยมีอะไรให้ตาช่วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวหันกลับมา ดวงตามีคำถาม

                “ไม่ใช่ค่ะ ป้าจะบอกว่าเมื่อตอนบ่ายมีคนมาหาหนูตาน่ะค่ะ”

                “ใครหรือคะ ตารู้จักหรือเปล่า” หญิงสาวกำลังทบทวนความจำว่าวันนี้เธอเผลอนัดเพื่อนแล้วลืมนัดหรือเปล่า แต่ก็ไม่มีนี่นา

                “ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ ป้าไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้ชายหน้าตาออกไปทางแขกๆ ด้วยนะคะ มากันตั้งหลายคนแน่ะค่ะ”พิศมัยบอกตามที่เห็น

                “เอ ใครหนอ เขาชื่อว่าอะไรหรือคะ” ฐิตาถามรัวเร็ว ตื่นเต้นแปลกๆ ขึ้นมา เมื่อคิดว่านายหน้าดุมาหาเธอหรือเปล่านะ

                “ป้าก็ลืมถาม”

                “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวตอบ เสียงเหี่ยวลงไปนิดหนึ่ง

                “ไม่เป็นไรค่ะหนูตา ป้าไปทำงานต่อก่อนนะคะ”

            คราวนี้ฐิตาเดินช้าๆ ไปอย่างใช้ความคิด จะเป็นไปได้ไหมว่าไซฟาลมาหาเธอ มาแล้วทำไมไม่รอ ไม่บอกว่าชื่ออะไร เธอจะได้รู้ว่าใช่เขาหรือเปล่า แล้วเธอจะมาคิดเรื่องของเขาทำไมกันเล่า เอาเวลาไปคุยกับเพื่อนรักดีกว่า

 

                อีกมุมหนึ่งของเมือง ไซฟาลกำลังครุ่นคิดถึงข่าวที่สององครักษ์เพิ่งรายงายเขา หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ร่างสูงก็โทรศัพท์ข้ามทวีปไปหาชารีฟซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่องครักษ์มือขวาของชีคดารีมแทนเขาในระหว่างที่เขาเดินทางมาเมืองไทย

                “อัสสะลามุอะลัยกุม ในที่สุดนายก็โทรมา” ชารีฟตอบอย่างดีใจ จนไซฟาลผิดสังเกต

                “ทำไมถึงคิดว่าผมต้องโทรมาล่ะ ชารีฟ” องครักษ์รุ่นพี่ถามองครักษ์รุ่นน้องตามความสงสัย

                “ไม่มีอะไรหรอกไซฟาล ก็ผม อาหมัด แล้วก็อาเหม็ดกำลังรอลุ้นอยู่น่ะสิ” ชารีฟแกล้งตอบไม่หมด คิดแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่ารุ่นพี่ของเขาคนนี้จะเจอศรรักปักอก ขนาดลงทุนเดินทางไปประเทศไทยเพื่อหาเพื่อนรักของชีกกา จะว่าแปลกก็แปลก ท่าทีที่ไซฟาลแสดงต่อหญิงสาวคนนั้นไม่เคยมีใครสงสัยสักนิดเลยว่านั่นคือการแสดงความสนใจที่ไซฟาลมีต่อหญิงสาวที่พึงใจ  

                “ลุ้นอะไรกัน” ไซฟาลถามเสียงเข้ม ดั่งเอาเสียงข่มไว้ก่อน พวกนี้ต้องรู้อะไรมาแน่ๆ  นี่ขนาดเขายังไม่ได้เจอฐิตาเลยนะ

                “ก็ลุ้นว่านายเจอนางในฝันแล้วหรือยังน่ะสิ” ชารีฟตอบเสียงรื่นเริง จนไซฟาลชักอยากจับรุ่นน้องขับลืมแล้วสิ แต่จะผสมโรงตามเข้ารกเข้าพงคงไม่ดี

                “ผมมาเรื่องงาน” รุ่นพี่ตอบเสียงเรียบ

                “ครับ ผมทราบ” แต่รุ่นน้องยังไม่มีสลดสักนิด

                “ทางนั้นเป็นไงบ้าง มีอะไรผิดปกติบ้างไหม”  ไซฟาลถามเข้าเรื่องเป็นการเป็นงาน

                ชารีฟสะดุดกับน้ำเสียงที่เข้มปนดุนั้น คงมีเรื่องผิดปกติเป็นแน่

                “มีอะไรทางโน้นหรือเปล่า”

                “อืม นายช่วยไปสืบความเคลื่อนไหวอดีตสมุนของท่านฮาคิมที ตอนนี้มีคนติดตามผมอยู่” ไซฟาลสั่งการ หากทางซูไบดามีความเคลื่อนไปไหว คงเป็นคำตอบของเหตุการณ์ที่มีคนติดตามเขาเมื่อเช้าได้

                “ได้สิ นายปลอดภัยนะ” ชารีฟตอบเสียงเรียบ ติดกังวล เพราะหากไม่มีอะไรร้ายแรง ไซฟาลคงไม่ติดต่อมาทางเขา เขารู้ดีว่ารุ่นพี่ของเขาคนนี้จัดการศัตรูได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว

                “อืม กำลังจับตาดูพวกมันอยู่ ฝากดูแลชีคกับชีกกาด้วยในระหว่างนี้”

                “ได้เลย แล้วจะรีบส่งข่าว” ชารีฟรับคำสั่งด้วยความเต็มใจ

                “งั้นแค่นี้แหละ”

            ไซฟาลกำลังคิดว่าการมาประเทศไทยของเขาคราวนี้ คงไม่ด้ราบรื่นอย่างที่ชายหนุ่มต้องการเสียละกระมัง นี่ขนาดมายังไม่ถึงวันก็มีคนในเงามืดโผล่ออกมาแล้ว แต่ก็ดีหากใครก็ตามที่กำลังจ้องปองร้าย ให้พวกมันมองมาที่เขาแทนที่จะเป็นดารีมนั่นแหละดี งานนี้เขาจะทำให้พวกมับเจ็บไปรู้ลืมไปเลย

               

                บ้านหลังใหญ่ย่านชานเมือง ชายร่างสันทัด ใบหน้ากระเดียดไปทางลูกครึ่งไทยจีนกำลังนั่งในห้องโถงกว้าง ข้างกายของเขารายล้อมไปด้วยชายร่างบึกบึน หนึ่งในนั้นมีใบหน้าคมเข้ม รอยจีบที่หางตาช่วยบ่งบอกอายุ  ผู้เป็นผู้ว่าจ้างของเขาได้ไม่น้อย

            “ไง ได้เรื่องไหม มันพักที่ไหน” ชายผู้เป็นหัวหน้าถาม หลี่เจียงหรือในชื่อไทยว่ากวิน

                “สายสืบของเราได้ที่อยู่ของมันแล้ว แต่เราก็ถูกจับได้เมื่อเช้า”

                “ว่าไงนะ บอกแล้วใช่ไหมว่าไอ้องครักษ์นั่นไม่ใช่ธรรมดา” ชายผู้เป็นหัวหน้าใบหน้าเหยเกอย่างไม่ชอบใจขึ้นมาทันที

                “วางใจเถอะครับ คนของเราเอาตัวรอดได้ ไม่เห็นพวกนั้นจะสงสัยอะไร ปล่อยมาง่ายๆ เสียด้วยซ้ำ คุณกลัวไปเองหรือเปล่า” กวินตอบ เขาประเมินเหยื่อว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผู้ว่าจ้างของเขาแสดงอาการอยู่ในตอนนี้สักนิด

                “อย่าประมาท ถ้ามันไม่แน่จริงคงไม่ได้เป็นถึงองครักษ์มือขวาของชีคนอกคอกนั่นหรอก” น้ำเสียงปรามกวินและเคียดแค้น ‘ชีคนอกคอก’ จนหลายๆ คนในห้องนั้นต่างรับรู้ได้

                “แล้วคุณจะเอาไงต่อ” คงมีเพียงกวินที่ไม่สนใจความร้ายกาจของไซฟาลที่ใครๆ กลัวนักหนา เงินคือสิ่งที่เขาสนใจ

                “มันจะมีงานแถลงข่าววันอังคารนี้ นายพอจะให้ข่าวนี้ดังกระฉ่อนไปทั้งเมืองได้ไหมล่ะ” ชายร่างสูงผู้เป็นเจ้าของเงินถามเสียงเหี้ยม

                “ได้อยู่แล้ว จะให้มีเลือดนองสร้างสีสรรค์ด้วยมั้ยล่ะ” กวินเสนออย่างใจปล้ำ

                “ไม่ต้อง ผมต้องการให้มันยับเยินทางสื่อก่อน แล้วระลอกอื่นค่อยๆ ทยอยให้มันได้ลิ้มรสความสูญเสีย แต่อย่าให้มันจับได้ว่ามีคนสร้างสถารการณ์ ทำให้เหมือนอุบัติเหตุที่สุด”ชายผู้เป็นหัวหน้ากำชับ

                “ตกลงตามนี้ แต่ค่าจ้างก็ต้องงามไม่แพ้กัน”  กวินต่อรอง งานเดินเงินก็ต้องเดินตาม

                “เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา หากแกทำได้จริง เงินที่แกต้องการจะอยู่ในบัญชีทันที”

                “เตรียมโอนเงินเข้าบัญชีได้เลย” กวินตอบอย่างมั่นใจ งานนี้ง่ายกว่างานที่เขาและลูกน้องเคยทำมาเสียอีก เล่นไม่ยาก มันแค้นเคืองอะไรกันมา ก็ช่าง ไม่ใช่เรื่องของเขา องครักษ์นั่นมันจะมีดีอะไรนักหนา เดี๋ยวจะได้รู้กัน

               

        มาแก้คำผิดค่ะ <<อัมราน>>



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
พายุทราย กลิ่นอายรัก...วางแผงแล้ว สำนักพิมพ์อักษรศาสตร์ ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 ... 100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 8529 , โพส : 1 , Rating : 95% / 8 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 1 : ความคิดเห็นที่ 325
add ไว้เป็น favourite ตั้งนานแล้วไม่มีเวลาอ่าน
เพิ่งมาอ่านนี่แหละค่ะ เพราะดูน่าอ่านมากๆๆ เลย
แต่คำผิดเยอะไปหน่ิอยอ่ะนะ แต่ก็มาแก้ไขกันไ้ด้ค่ะ
Name : sleeppy < My.iD > [ IP : 125.25.122.122 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 ธันวาคม 2551 / 16:58

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android