เสน่หาลาภิณ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 18,811 Views

  • 84 Comments

  • 127 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    228

    Overall
    18,811

ตอนที่ 9 : ช่วย...ไม่ช่วย 2/3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 988
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    17 ก.ค. 61

          อังกาบมานั่งรอมัทนาตั้งแต่ช่วงเย็นซึ่งเป็นอันรู้กันว่ามีเรื่องสำคัญ แล้วเรื่องสำคัญที่ว่าก็มักเกี่ยวกับลูกชายของเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ นางชอบบ่นกับอาธรบ่อยๆ ว่ามัทนาเอาแต่ทำงานแล้วอย่างนี้จะเจอผู้ชายที่เหมาะสมให้แต่งงานด้วยได้ยังไง เพราะฉะนั้นอังกาบจึงไม่รอช้าช่วยนัดลูกชายของเพื่อนมาดูตัวมัทนาจนแทบทุกเดือนก็ว่าได้

          มัทนาเห็นป้าอังกาบมานั่งรอก็เริ่มรู้ชะตากรรมของตัวเอง อาธรยิ้มขันไม่ได้ห้ามปรามเพราะมั่นใจว่าลูกสาวต้องเลือกสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต หากไม่รักไม่ชอบต่อให้มีแรงหนุนจากอังกาบก็เท่านั้น

          “พรุ่งนี้ไปกับป้าหน่อยสินัท พอดีว่าป้านัดกับเพื่อนไว้น่ะ ไปส่งป้าหน่อยนะ แต่งตัวสวยๆ ด้วยก็ดี” อังกาบไม่รอช้าที่จะรีบล็อกคิวหลาน

          “แค่ไปส่งจริงๆ หรือคะป้า” มัทนายิ้มหลิ่วตากับพ่อ

          “เถอะน่า ป้าแค่หวังดี”

          นั่นล่ะประโยคเด็ดของป้าอังกาบที่มัทนามักได้ยินทุกเดือนจนชิน แต่ก็ไม่เคยถูกใจใครหรือมีใครมาถูกใจสักทีหลังการนัดนอด แต่อังกาบไม่เคยย่อท้อยังหาเพื่อนที่มีลูกชายโสดๆ มาให้ดูตัวได้ตลอด

          พอเช้าของวันต่อมามัทนาลงจากห้องตามเวลาปกติเวลาไปทำงาน อังกาบมารออยู่แล้วแถมแต่งตัวเสียสวยเช้งเพื่อส่งเสริมหลาน แต่หลานนี่สิกลับแต่งตัวไม่ต่างจากเวลาไปทำงานสักนิดทั้งเสื้อเชิ้ตสีเรียบๆ กับกางเกงยีนส์

          “นี่แต่งตัวสวยๆ แล้วหรือยัยมัท ต่างจากเวลาไปทำงานตรงไหน” อังกาบท้วงเหมือนทุกที

          “นี่ก็สวยสุดของมัทแล้วนะคะป้าอัง” มัทนายิ้มประจบก่อนผลุบหายเข้าไปในห้องครัว

          อาธรหันมายิ้มร่ามองลูกสาวที่ทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้กินบ๊วยเค็ม         

          “ไม่ต้องยิ้มเลย พ่อนั่นแหละไม่ช่วยมัทเลย ไม่รู้คราวนี้ป้าไปนัดลูกชายหรือหลานชายเพื่อนคนไหนอีก” มัทนาบ่นกระปอดกระแปดเพราะไม่อยากขัดใจอังกาบ

          “คิดเสียว่าไปเปิดหูเปิดตาแล้วกันนะลูก ไม่ชอบก็แค่ปฏิเสธไป ไม่มีใครบังคับให้ใครมารักมาชอบกันได้หรอก”

          มันก็จริงนั่นแหละ แต่ให้ไปปั้นหน้าทั้งวันมัทนาคงเบื่อเหมือนกัน

          “ไปกันเถอะยัยนัท ไปก่อนนะพี่ธร บ่ายๆ อังคงกลับ” อังกาบเร่งยิกๆ

          มัทนายกมือไหว้พ่อก่อนเดินตามอังกาบไปที่รถ ความจริงแล้วอายุ 25 ไม่ใช่เวลาต้องมาเครียดเรื่องหาสามียังไม่ได้เสียหน่อย แต่ขืนพูดไปป้าอังกาบคงบอกว่ามันต้องใช้เวลาศึกษาดูใจ ไม่ใช่พออายุ 30 แล้วมารีบๆ แต่งเดี๋ยวได้มาเลิกกันทั้งที่แต่งกันไม่เท่าไหร่อายชาวบ้านพอดี

 

          อังกาบนัดเพื่อนซึ่งแน่นอนว่ามีลูกชายยังโสดที่ร้านอาหารแถวๆ รังสิตอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศสวนไม้เมืองนัก มัทนาเดินช้ากว่าปกติจนอังกาบต้องมาจับมือพาให้เดินเข้าร้านไปเร็วๆ เพราะเพื่อนของนางมาถึงก่อนแล้ว มัทนายกมือไหว้เพื่อนของป้ากำลังจะเลยไปยังชายอีกคนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ อยู่แล้วถ้าสมองส่วนความจำจะไม่ระลึกได้เสียก่อนว่าอีตานั่นเป็นใคร

          “สวัสดีตาตริณเสียสิยัยมัท”

          มัทนากอดอกมองตริณอย่าได้คิดเชียวว่าเธอจะยกมือไหว้สหายเก่าให้เสียมือ

“สวัสดี ไม่นึกว่าจะได้เจอกัน ป่านนี้ยังหาแฟนเป็นตัวเป็นตนไม่ได้อีกเหรอ”

          “เห็นไกลๆ นึกว่าจำผิด เธอก็ยังค้างเติ่งอยู่หรือยัยมัทถึงได้ต้องมานัดบอดแบบนี้” ตริณเอ่ยน้ำเสียงล้อๆ

          “รู้จักกันแล้วหรือจ๊ะ”

          อังกาบกับแม่ของตริณพากันยิ้มปลื้มพอใจที่ลูกกับหลานรู้จักกันมาก่อนแล้ว มัทนาอยากเบ้ปากแต่เกรงใจผู้ใหญ่ สีหน้าของตริณก็ดูลำบากใจเหมือนกัน

          “เคยเรียนตอนมัธยมห้องเดียวกันน่ะครับ”

          “ไม่บอกให้ครบด้วยล่ะว่าเคยต่อยกันมาก่อน แล้วใครแพ้ใครชนะ นายคงยังไม่ลืมใช่มั้ยล่ะ” มัทนาเอ่ยอย่างเป็นต่อ มั่นใจเชียวล่ะว่าตริณต้องจำวีกรรมที่ทำให้เป็นที่โจษจันกันทั้งโรงเรียนได้

          ตริณส่ายหน้ายิ้มเพราะใครบ้างจะลืมว่าครั้งหนึ่งเคยลืมตัวไปต่อยกับผู้หญิงเพราะคิดว่าเป็นทอมที่มาจีบแฟนตัวเอง ตอนนี้มัทนาเปลี่ยนไปมากไม่แต่งตัวแมนๆ แล้ว แต่ยังไว้ตัวและไม่เรียบร้อยเหมือนผู้หญิงทั่วไปอยู่ดี

          “ตาตริณเพิ่งว่างน่ะอัง ปกติก็ทำงานออกทะเลนานๆ จะได้กลับเสียที” แม่ของตริณได้ทีเชียร์ลูกชายเพราะอังกาบบรรยายความดีงามของหลานสาวเอาไว้มาก  “แต่ถ้าแต่งงานแต่งการคงขอย้ายมาทำงานที่สำนักงานใหญ่ได้ หนูมัทชอบดอกไม้ต้นไม้หรือจ๊ะ ได้ยินอังบอกว่าหนูมัทมีบริษัทรับจัดสวน”

          “ค่ะ หนูชอบต้นไม้ดอกไม้ค่ะ” 

          “ก็เหมาะดีนะ” ตริณเลิกคิ้วยิ้มมุมปาก  “อย่าเพิ่งมองมาแบบนั้น ฉันแค่อยากชมว่าเธอได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบเท่านั้นเอง” ตริณบอกกลับมา แต่สีหน้าบอกชัดว่าความหมายน่าจะเป็นตรงข้าม

          “ดีเหมือนกันนะคนนึงทำงานบริษัท อีกคนทำงานของตัวเองน่าจะมีเวลาให้กันนะอัง”

          บรรดาป้าๆ พากันหัวเราะชอบอกชอบใจ ตริณพลอยยิ้มตลกไปด้วย มัทนายิ้มเจื่อนๆ มองโทรศัพท์อยากให้มันดังเสียเดี๋ยวนี้ แล้วอย่างกับมีองค์โทรศัพท์ของเธอดังขึ้นมาจริงๆ จนทำให้บรรดาผู้ร่วมวงมองมากันอย่างพร้อมเพียง

          “ขอโทษนะคะ พอดีสายเข้าจากลูกค้า มัทขอตัวก่อนนะคะ”

          แล้วโดยไม่รอให้ใครอนุญาตมัทนาก็เดินแทบจะบินออกจากตรงนั้น นัดบอดคราวนี้ทำให้เธออึดอัดกว่าครั้งก่อนๆ เพราะมีโจทก์เก่านี่ล่ะ เธอยังไม่ลงจากคานมันไปหนักส่วนไหนของตริณกัน

          “ขอบใจนะพัฒที่โทรมาตามเวลาที่นัดไว้เลย มัทกำลังหาทางออกจากกลุ่มป้าๆ พอดี งานนี้จะชิ่งออกไปคงยากแล้วล่ะ”

          พิพัฒหัวเราะชอบใจเพราะเขาต้องคอยโทรหามัทนาตามเวลาที่นัดกันไว้แบบนี้ทุกทีที่มีนัดบอดของป้าอังกาบ ถ้าเสียงมัทนาดีใจที่ได้ออกมาขนาดนี้แสดงว่าคู่นัดไม่เข้าตาเท่าไหร่

          “ให้พัฒไปรับไหมล่ะ บอกมาสิว่าอยู่ตรงไหน”

          “ไม่เป็นไรหรอกพัฒ อีกสักพักอีตาตริณคงหมดเรื่องจะคุยกับมัทเองแหละ” แต่อาจมาตีกันเหมือนตอนมัธยมแทน

          “อ้าว!...คุณ มาทำอะไรที่นี่” ลาภิณเอ่ยไม่คาดคิดว่าจะพบมัทนาทั้งที่เป็นวันหยุด

          มัทนามองลาภิณเหมือนแสงสว่างของเทียนใกล้ดับ ในเวลาคับขันเธอยังพอมีที่พึ่งที่ไม่รู้จะให้พึ่งได้หรือเปล่าอยู่ตรงนี้

          “พัฒแค่นี้ก่อนนะมัทต้องวางสายก่อนล่ะ มัทรู้แล้วล่ะว่าจะหาทางชิ่งจากป้าๆ ยังไง”

          ลาภิณกลายเป็นเป้าหมายทางสายตาของมัทนาทันที แต่เธอต้องทำยังไงถึงจะทำให้เขายอมทำตามทุกอย่างได้ล่ะนอกจากอ้างเรื่องเมื่อวาน

          “อย่าหาว่าฉันทวงบุญคุณเลยนะคะ ไหนๆ เมื่อวานฉันก็ช่วยคุณไว้จากการเป็นลม แถมยังช่วยพาไปนอนห้องพยาบาล เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณต้องช่วยฉันบ้างค่ะ”

          ลาภิณเลิกคิ้วเพิ่งเคยเห็นคนทวงบุญคุณต่อหน้าต่อตา มัทนาเดือดร้อนอะไรถึงต้องมายุ่งกับเขานักหนาทั้งที่ปกติแล้วหน้ายังไม่อยากมอง

          “หมายความว่ายังไง”

          มัทนายิ้มเจ้าเล่ห์ “คุณช่วยฉันหน่อยนนะคะ ไม่ว่าฉันพูดอะไรอย่าเพิ่งเถียงอย่าเพิ่งแย้งรับรองแป๊บเดียวไม่เกิน 10 นาที ช่วยฉันหน่อยเถอะนะคุณ”

          “ก็ได้ ผมไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร บอกมาสิว่าคุณจะให้ผมช่วยอะไร” ลาภิณถามหน้าตาไร้อารมณ์

          มัทนายิ้มหวานอย่างเอาใจแต่เหมือนยิ้มใส่กระดาน นอกจากลาภิณไม่ยิ้มตอบแล้วยังทำหน้าดุๆ ใส่ แต่ใครสนกันเล่า หญิงสาวไม่รอช้าคว้าข้อมือของลาภิณให้เดินตามกันไปที่โต๊ะของป้าอังกาบ งานนี้นอกจากเธอจะได้โบยบินออกไปจากร้านได้อย่างสบายใจแล้วยังได้บลั๊ฟสหายเก่าที่ไม่ลงรอยกันเท่าไหร่อีกด้วย

 

          เสียงหัวเราะของอังกาบทำให้มัทนาไม่รอช้าที่จะพาลาภิณเข้ามาในวงนัดบอด ตริณเงยหน้ามองมาพอดีและเลยไปยังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่มัทนาจับมืออย่างสนิทสนม อังกาบพลอยมองตามแล้วหุบยิ้มแทบไม่ทันเพราะไม่รู้หลานสาวจะทำอะไรขึ้นมาอีก

          “กลับมาแล้วหรือยัยมัทไปเสียนานเชียว ตาตริณรออยู่นานแล้วนะ แล้วนั่นพาใครมาด้วยล่ะ”

          ทุกคนพากันมองลาภิณที่ยืนเฉยๆ ไม่ได้สะทกสะท้านที่ถูกจ้องขนาดนั้น มัทนายิ้มกว้างกว่าเดิมที่ชายหนุ่มดูเหมือนจะยอมทำตามสัญญา

          “พอดีว่ามัทนัดว่าที่แฟนไว้น่ะค่ะ คือ ป้าอังอย่าเพิ่งบอกพ่อนะคะ มัทยังเพิ่งเริ่มคุยๆ ไม่นาน เอาไว้มัทจะบอกพ่อเอง”

          “ว่าที่แฟน...” ลาภิณพูดยังไม่ทันจบคำกลับถูกมัทนาบีบข้อมือแน่นเป็นอันรู้กันว่าอย่าเพิ่งถาม

          อังกาบถึงกับหน้าเหวอพอๆ กับเพื่อน ส่วนตริณนั้นกอดอกมองลาภิณอย่างประเมิน มัทนาปล่อยข้อมือลาภิณแล้วยกมือไหว้อย่างรู้สึกผิดจากใจจริงที่ต้องโกหก แต่มันคงดีกว่ามานั่งแจกยิ้มให้โจทก์เก่านั่นล่ะ

          “คือว่าขอโทษคุณป้าด้วยนะคะ มัทคงต้องไปกับพี่ภิณแล้ว เนี่ยดูสิมัทบอกว่าไม่มีอะไรไม่ต้องมาก็ยังมาอีกเลยทำให้ทุกคนไม่สนุกเท่าไหร่ ขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ”

          ลาภิณเม้มปากกำลังอดทนเพราะต้องทำตามสัญญา ตริณยิ้มกว้างมองมัทนากับชายหนุ่มหน้านิ่งคนนั้นอย่างพิจารณา

          “นี่เธอมีแฟนแล้วจริงๆ เหรอ”

          “ฉันจะมาโกหกนายทำไมล่ะ ขอโทษนะที่หนีลงจากคานมาก่อน นายก็นัดบอดไปเรื่อยๆ แล้วกันเดี๋ยวคงเจอว่าที่เจ้าสาวเองแหละ” มัทนาอยากหัวเราะดังๆ ใส่ตริณไม่น้อย แต่ไม่ได้เดี๋ยวแผนแตก “ถ้างั้นมัทขอตัวก่อนนะคะ”

          “ผมไปก่อนนะครับ”

          มัทนานึกขึ้นได้ โชคดีวันนี้ขับรถเก๋งมาไม่ใช่กระบะ “กุญเจรถนะคะป้าอัง มัทคงไปนั่งรถเล่นกับพี่ภิณแล้วล่ะค่ะ”

          อังกาบรับกุญแจรถมาแบบมึนๆ เพราะยังอึ้งว่ามัทนาไปมีแฟนตอนไหน ครั้นจะถามก็ไม่สะดวกกลัวผิดใจกับเพื่อนที่ชักหน้าตึงคอแข็งใส่แล้ว

          มัทนาพาลาภิณเดินเร็วๆ ออกมาหน้าร้านพลางมองซ้ายมองขวาราวกับกลัวว่าจะมีใครตามมา พอเห็นว่ารอดแน่ๆ แล้วจึงถอนใจโล่งอกพลางปาดเหงื่อที่มาจากความลุ้นระทึกว่าลาภิณอาจโพล่งออกมาว่าเขาไม่ใช่แฟนเธอ

          “นึกว่าจะถูกจับได้เสียแล้ว ขอบคุณนะคุณ ฉันไปล่ะ”

          “แล้วคุณจะกลับยังไง” ลาภิณถาม

          “เดี๋ยวฉันกลับแท็กซี่ค่ะ คุณก็ควรรีบไปจากที่นี่นะคะ ถ้าป้าอังของฉันเจอคุณรับรองได้ถูกถามยิบยับแน่นอน” มัทนารีบเตือนเพราะแผนชิ่งของเธออาจแตกไปด้วย “ฉันไปก่อนนะคะ”

          ลาภิณเลิกคิ้วมองมัทนาที่ทิ้งเขาไปดื้อๆ “ทำอะไรเป็นเด็กๆ โกหกวันนี้ วันต่อไปเดี๋ยวก็ต้องโกหกอีก”

          ชายหนุ่มเดินไปยังรถของตัวเองมองหญิงสาวที่กำลังโบกแท็กซี่ได้พอดีก่อนขับรถออกไปบ้าง เธอช่างต่างจากผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยพบมา การพูดและแสดงออกบอกได้ชัดเจนว่าไม่มีความนัยแอบแฝง แต่กลับแปลกทำไมมัทนาไม่บอกออกไปตรงๆ ว่าไม่อยากมานัดบอด ถ้าไม่ชอบก็ควรพูดมากกว่ามารักษาน้ำใจ

          ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ^_^
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

0 ความคิดเห็น