เสน่หาลาภิณ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 18,916 Views

  • 84 Comments

  • 122 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    14

    Overall
    18,916

ตอนที่ 27 : ผมเจ็บตัวเพราะปกป้องคุณ แต่คุณเจ็บตัวเพราะโกรธผม 2/3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 960
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    1 ส.ค. 61

แขนอีกข้างซึ่งยังปกติดีของลาภิณคว้าเอวบางของมัทนาเข้ามากอดไว้แล้วก้มหน้าลงมาใกล้แม้จะเห็นว่าเธอนิ่วหน้าใส่ ทันทีตามที่คิดไว้ริมฝีปากของเขาก็สัมผัสเรียวปากบางพร้อมกับขโมยลมหายใจของเธอมาแล้ว หญิงสาวผงะยกมือมาดันอกหนาไว้ ทว่าอ้อมแขนแข็งแรงกลับดึงเธอมากอดแน่นพร้อมกับถอนริมฝีปากเพียงครู่ มัทนาเผยอปากตะลึงค้างไม่คิดว่าลาภิณจะจูบเธออีกแล้ว คราวก่อนเขาอาจไม่ทันคิด แต่คราวนี้ทำไมยังทำอีก

          “คราวนี้ฉันจะไม่ยอมให้คุณมาทำอะไรตามใจแบบนี้ใส่แล้วนะ” มัทนาแหวลั่นแถมยังประเคนหมัดใส่คางลาภิณ แม้ไม่แรงนัก แต่ก็ทำให้เขาหน้าหันไปด้วยความตะลึงบ้างล่ะ “ไม่รัก ไม่ชอบ แล้วมาจูบฉันทำไม ไม่คิดว่าฉันจะเก็บจูบแรกไว้ให้คนที่รักบ้างหรือไงคนบ้า”

          ลาภิณหันมามองมัทนาเต็มตาไม่โกรธสักนิดที่ถูกชก อีกทั้งชายหนุ่มยังกดยิ้มที่มุมปากนอกจากทำให้เธอจัดลำดับความสำคัญของเขาเสียใหม่แล้ว เขายังได้คำตอบอีกอย่างจากจูบนั้น

          “ผมจะขับรถไปส่งคุณที่แคมป์คนงาน  ขึ้นรถสิ”

          “ไม่ต้อง คุณอยากไปไหนก็เชิญเถอะค่ะ ฉันจะกลับเอง” มัทนาฟังลาภิณแล้วยิ่งโมโห แทนที่เจะขอโทษกลับสั่งให้เธอขึ้นรถ เขาไม่คิดว่าที่ทำมันผิดเลยหรือไง “ฉันไม่อยากผิดสัญญาหรอกนะ แต่ถ้าคุณยังไม่อยากถูกถอนหมั้นแบบสายฟ้าแลบอย่าทำแบบนี้อีก ฉันไม่ใช่ดอกไม้ริมทางของใคร”

          มัทนาไม่ได้พูดเพราะความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่เธอคิดไว้เสมอว่าต้องถอนหมั้นกับลาภิณ การที่เขามาทำแบบนี้หากเธอหวั่นไหวขึ้นมาแล้วเมื่อถึงเวลาของการจากลาใครล่ะที่ต้องเศร้า เธอไม่อยากอกหักเหมือนผู้หญิงที่ผ่านมาของเขา และที่สำคัญเขาจะมองว่าเธอเป็นคนง่ายๆ ไม่ได้

          ลาภิณมองมัทนาเดินผ่านไปตามทางที่แม้ไม่เปลี่ยวนัก แต่ในยามดึกแบบนี้ใช่ว่าจะปลอดภัยเสียทีเดียว เธอไม่ได้กดโทรศัพท์เพื่อติดต่อใคร แต่กลับเอาแต่เดิน ชายหนุ่มกลับเข้ามาในรถแล้วขับตามหญิงสาวไปเรื่อยๆ สมองที่เคยคิดเรื่องราวมากมายตอนนี้กลับจดจ่อเพียงร่างเพรียวที่แสงไฟหน้ารถส่องให้เห็นว่าเธอเดินโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะตามมาหรือเปล่า

          “โอ๊ะ!?!

          มัทนาหน้าเกือบคะมำเมื่อไปสะดุดกับก้อนคอนกรีตด้านข้างถนนที่ไม่เรียบเข้าพอดี ความเจ็บที่ตามมาด้วยเลือดทำให้เธอนั่งลงเพื่อมองแผลตรงนิ้วหัวแม่โป้งของตัวเอง ดูสิเจ็บใจไม่พอยังต้องมาเจ็บตัวอีก

          “ขึ้นรถเถอะ คุณควรไปโรงพยาบาลเพื่อทำแผล”

เสียงของลาภิณดึงขึ้นเหนือหัวของมัทนาทำให้เธอเพิ่งรู้ว่าเขาลงมาจากรถแล้วมาหา ความรู้สึกหลากหลายราวกับมาอัดแน่นอยู่ในอกทั้งที่คิดว่าโกรธมาก ทว่าพอเขาพูดดีๆ เธอถึงรู้ตัวว่าน้อยใจที่ถูกเมินอีกอย่าง

“ผมขอโทษ”

มัทนาเงยหน้าแล้วยิ้มออกมาเหมือนกับว่าที่ทะเลาะกันเมื่อครู่เธอรอแค่คำนี้เท่านั้นเอง

          “ทำไมคุณคิดได้ช้าจังว่าต้องพูดว่าขอโทษ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ได้เลือดแบบนี้หรอก”

          ลาภิณคลี่ริมฝีปากยิ้มบางพลางมองนิ้วเท้าของมัทนาที่มีเลือดออกมาเต็มไปหมดเพราะเล็บเปิด แต่มันกลายเป็นความผิดของเขาไปได้อย่างไรในเมื่อเธอเป็นคนเตะเศษคอนกรีตนั้นเอง

          “โอเค ผมยอมรับผิด แม้ว่าจะเป็นความซุ่มซ่ามของคุณ แต่เป็นเพราะผมทำให้คุณโมโหจนเดินมาตรงนี้ พอใจไหม”

          “พอใจก็ได้ค่ะ” มัทนาพยักหน้าถูกใจ เธอเป็นคนอย่างนี้แหละถ้าขอโทษดีๆ เธอก็หายโกรธง่ายๆ  “แต่ฉันพูดจริงๆ คุณห้ามทำแบบนั้นอีก”

          “โอเค ผมสัญญา แต่ถ้าคุณเต็มใจถือว่าผมไม่ได้ผิดคำพูดใช่ไหม” สีหน้าของมัทนาบอกแทนคำตอบทันทีว่าไม่ได้! “เข้าใจแล้วว่าไม่ได้ ผมเพิ่งรู้ว่าคุณก็ดุเหมือนกัน”

          “ฉันเอาไว้ทำกับคนบางคนเท่านั้นล่ะค่ะ”

          “อย่างเช่นผมสินะ” ลาภิณเอ่ยอย่างรู้ทันเพราะตาของมัทนามองเขาวาววับแบบนั้น

          “ขึ้นรถเถอะค่ะ ฉันไม่อยากทะเลาะแล้ว เดี๋ยวเลือดหมดตัวเพราะเล็บเปิดก่อนไปถึงโรงพยาบาล”

          มัทนายันมือกับพื้นแล้วลุกขึ้น แต่กลับทรุดลงไปนั่งเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้เจ็บแค่นิ้วเท้า แต่มันดันร้าวไปถึงข้อเท้าเลยเชียวอย่างนี้เรียกว่าหมดท่าคงจะได้

          ลาภิณย่อตัวลงอุ้มมัทนาขึ้นมาโดยพยายามใช้แขนที่เข้าเฝือกช่วย แต่กลับต้องนั่งลงไปด้วยกันเพราะเขาเจ็บแขนขึ้นมาทันที มัทนาคลำแขนของลาภิณด้วยสีหน้าตกใจแต่ไม่รู้จะทำยังไง

          “คุณลืมตัวไปหรือเปล่าคะ อย่าทำแบบนี้สิเดี๋ยวกระดูกที่กำลังประสานเกิดหักอีกรอบจะทำยังไง ฉันเดินเองได้ ขอยืมแขนคุณจับไว้หน่อยก็พอ”

          ลาภิณหันมามองมัทนาพลางลุกขึ้นแล้วยื่นแขนให้เธอรั้งตัวเองขึ้นแล้วเดินตามเขามาช้าๆ จนกระทั่งได้เข้ามานั่งในรถ เขารีบเดินเร็วๆ อ้อมหน้ารถมานั่งที่เก้าอี้คนขับก่อนจะเอี้ยวตัวมาช่วยรัดเข็มขัดนิรภัยให้เธอที่มัวแต่มองแผลจนลืม แม้จะเป็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับกระทบใจของมัทนาจนเธอกลัวเหลือเกินว่าจะชอบเขาขึ้นมาสักวันหนึ่ง

 

          เล็บของมัทนาที่เปิดออกถูกตัดออกไปโดยพยาบาลซึ่งช่วยทำแผลให้พร้อมกับมียาสำหรับล้างแผลเองอีกถุงหนึ่ง ในขณะที่ลาภิณไม่มีอาการอะไรน่าห่วงเพียงแค่หมอกำชับว่าอย่าเพิ่งใช้แขนที่เข้าเฝือกยกของหนัก ของหนักเลยถูกปรายตามองนิดหนึ่ง คำพูดของลาภิณที่บอกว่ามัทนาควรลดน้ำหนักกลับมาเข้าสมองของเธออีกครั้งพร้อมคำถามใหม่ว่าเขาไม่แข็งแรงเองหรือเปล่า เรียวปากบางยิ้มมองสภาพตัวเองที่ถูกสั่งให้นั่งเฉยๆ ส่วนลาภิณสภาพแขนเข้าเฝือกกำลังขับรถ เราสองคนเหมือนไปผ่านสงครามมาอย่างไรอย่างนั้น

          “ยิ้มอะไรน่ะมัทนา เจ็บตัวแล้วทำไมยังยิ้มออก”

          มัทนาหัวเราะเลยคราวนี้ “สภาพของคุณกับฉันเหมือนเจ้ากรรมนายเวรของกันและกันเลยน่ะสิคะ คุณแขนหัก ฉันเล็บเปิด ทำไมตั้งแต่เราพบกันถึงมีแต่เรื่องให้เจ็บตัวก็ไม่รู้”

          “ไม่ใช่สักหน่อย ผมเจ็บตัวเพราะปกป้องคุณ แต่คุณเจ็บตัวเพราะโกรธผมต่างหาก” ลาภิณไม่ยอมเพราะเขาไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรของมัทนา แต่เธอน่ะเป็นแน่ๆ

          “แหม ไม่น่าขัดคอกันเลย” มัทนาแกล้งค้อนใส่พลางช่วยมองทาง

          เวลาล่วงผ่านไปเข้าสู่วันใหม่ลาภิณถึงได้ขับรถมาถึงแคมป์คนงานในหมู่บ้าน มัทนามองนาฬิกาแล้วชักเป็นห่วงหากลาภิณจะต้องขับรถกลับไปที่โรงแรมซึ่งคงใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงกว่าจะถึง

“เกือบจะตี 1 แล้ว คุณพักที่นี่ก่อนไหมคะ ขับรถกว่าจะถึงโรงแรมคงเกือบตี 2 ไม่น่าปลอดภัยเท่าไหร่”

ลาภิณพยักหน้าสีหน้าเพลียๆ เริ่มเห็นด้วยกันมัทนา แต่ปัญหามันก็พอมีอยู่บ้าง  “แล้วคุณจะให้ผมนอนที่ไหนล่ะ ผมชักเหนื่อยแล้วเหมือนกัน”

          “มัททำไมกลับมาดึกจัง” พิพัฒยังไม่ได้นอนพอเห็นรถมาจอดก็รีบออกมา “แล้วเท้าเป็นอะไรทำไมพันแผลมาแบบนั้น”

          มัทนายิ้มซึ้งใจในความช่างสังเกตของเพื่อน “มัทซุ่มซ่ามไปเดินเตะก้อนหินเองแหละพัฒ แผลธรรมดาๆ ไปหาหมอมาแล้วสบายมาก”

          “ทำไมคุณไม่ดูแลมัทให้ดีครับ” พิพัฒหันมาถามลาภิณน้ำเสียงไม่ชอบใจนัก

          ลาภิณมองพิพัฒอย่างพิจารณาอีกครั้ง ผู้ชายคนนี้ใส่ใจมัทนาแค่เห็นแวบแรกก็รู้ว่าเธอมีแผลที่นิ้วเท้า อีกทั้งยังเดือดร้อนแทนจนน่าคิดไม่น้อย มัทนาจะรู้ตัวไหมว่ามีเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่ออยู่ใกล้ตัว

          “คุณปกป้องมัทนาในฐานะอะไร ผมจะได้ตอบคำถามถูก”

          “มีอะไรพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันแล้วกันนะคุณ” มัทนารีบเปลี่ยนเรื่องไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นประเด็น พิพัฒถามเพราะเป็นห่วง แต่ลาภิณคงไม่ชอบที่ถูกจี้ถามแบบนั้น “พัฒเปิดห้องให้หน่อยสิ มัทอยากให้คุณลาภิณค้างที่นี่มากกว่าขับรถกลับไปโรงแรมมันดึกมากแล้วน่ะ”

          พิพัฒยอมตามใจเพื่อนไม่จี้ถามลาภิณซ้ำทั้งที่อยากทำใจจะขาด “เดี๋ยวพัฒไปหยิบกุญแจก่อนนะ”

          รอเพียงครู่เดียวพิพัฒก็กลับมาพร้อมกุญแจห้องที่ยังว่างอยู่ซึ่งดันมาอยู่ข้างๆ ห้องของมัทนาที่เขาจงใจเว้นไว้เสียด้วย

          “เดี๋ยวคุณพักห้องใกล้ๆ กับห้องของฉันแล้วกันนะคะ เผื่อว่ามีอะไรไม่สะดวกจะได้เคาะบอกฉันได้” มัทนาบอกลาภิณก่อนหันมายิ้มให้พิพัฒ “ขอบใจมากจ้าพัฒ เดี๋ยวมัทจัดการที่เหลือเอง พัฒไปนอนเถอะ”

          พิพัฒได้แต่ยิ้มแล้วมองมัทนาที่เดินเข้าไปในห้องโดยมีลาภิณตามเข้าไป สายตาของเธอยามมองผู้ชายคนนั้นบอกชัดถึงความห่วงใย ในขณะที่เขาได้แต่มองเธอด้วยสายตาแบบนั้นเช่นกัน

          ภายในห้องไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรมากนอกจากเตียง ตู้เสื้อผ้าและพัดลมเพดาน ซึ่งโชคดีไม่น้อยวันนี้อากาศไม่ร้อน      “ที่นี่ไม่มีห้องแอร์หรอกนะคะ มีแต่พัดลมเพดาน คุณลาภิณนอนได้หรือเปล่า”

          “ผมไม่ได้ติดหรูสักหน่อย แค่นี้ก็โอเคแล้ว คุณไปนอนพักเถอะ ผมดูแลตัวเองได้” ลาภิณเพิ่งรู้ว่าในสายตาของมัทนา เขาคงเป็นคนยากๆ เกินไป

          มัทนาห่อปากยิ้มล้อๆ  “ถ้ามีอะไรไม่สะดวกเคาะเรียกได้นะคะ แต่ถ้าฉันเงียบไปแสดงว่าหลับเป็นตายไปแล้ว คุณก็แก้ปัญหาด้วยตัวเองไปก่อนแล้วกัน”

          ลาภิณถึงกับส่ายหน้าเมื่อได้ยินประโยคหลังสุด “ผมควรบอกไหมว่าอายุมากกว่าคุณกี่ปี”

          “คำว่าเป็นห่วงมันไม่มีอายุหรอกค่ะ ฉันไปละนะ”

          คำว่า เป็นห่วงออกมาจากปากของมัทนาง่ายๆ เหมือนการถามว่าสบายดีไหม กินข้าวหรือยัง ในขณะที่ลาภิณไม่มีทางเอ่ยคำนี้กับใครหากไม่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ชายหนุ่มมองตามร่างเพรียวที่ช่วยปิดประตูให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอห่วงเขาหรือว่ามันเป็นคำพูดแสนธรรมดาที่ใช้เป็นประจำอยู่แล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

0 ความคิดเห็น