กำราบรักจอมเผด็จการ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 12,008 Views

  • 54 Comments

  • 63 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    12,008

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 8...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 415
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    6 มิ.ย. 58



ตอนที่ 8


 


บูรชัยตามมาโรงพยาบาลเห็นหลานชายนั่งรออยู่หน้าห้องตรวจ เขาเลยไปนั่งข้างๆ ชัคหันมามองบอกสั้นๆ ว่า...หมอยังไม่ออกมา แล้วลุกขึ้นเดินไปดูให้แน่ใจ ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม ถอนใจยาวแล้วมองไปยังบานประตูอยู่หลายครั้ง ผู้เป็นลุงมองตามแล้วก็ยิ้มชอบใจ คนใจร้อนหันมาเห็นเข้าพอดี


“ยิ้มอะไรครับลุงบูร”


“รู้จักกันนานแล้วหรือยัง หน่วยก้านใช้ได้ ดูอดทน ไม่เหมือน...” บูรชัยหัวเราะ


ชัคส่ายหน้าเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงใคร “ไม่ใช่อย่างที่ลุงคิดหรอกครับ ผมกับอันนาไม่มีอะไรมากไปกว่าเจ้านายกับพนักงานในบริษัท บังเอิญมีเรื่องยุ่งๆ บางอย่าง ผมถึงตามมาเท่านั้นเอง”


“พ่อเราเค้าเลิกจับคู่หรือยังล่ะ”


“ยังครับ ผมถึงได้มาหาลุงบูรแทนยังไงล่ะ”


ก็ว่าแล้วพักนี้มาบ่อย แต่แปลก ทุกทีมาวันหยุด ไม่ใช่เย็นวันศุกร์สักหน่อย แถมมาถึงก็ถามหาพนักงานหน้าตาจะเป็นจะตาย เจ้านายที่ไหนทำกัน


“แม่หนูคนนี้ก็น่ารักดีออก”


“หมอออกมาแล้วครับ ถ้าจะพูดเรื่องนี้ ผมว่าเอาไว้อีกสักปีดีกว่า” ชัครู้ทัน พ่อหาผู้หญิงที่เหมาะสมมาให้ก็ว่าน่าเบื่อแล้ว ถ้าลุงบูรร่วมแนวอีกคน เขาคงไม่มีที่หลบแล้ว


บูรชัยเลิกคิ้วไม่เซ้าซี้ เขาก็พ่อม่ายเมียตายยังโสดมาได้เป็นสิบปี หลานเพิ่งเสียแฟนไปไม่ถึงปี ทำใจน่ะคงได้แล้ว แต่ก็น่าแปลกอีก เขาเห็นชัคเศร้าอยู่เพียงวันเดียว หลังจากนั้นกลับไม่ยอมให้ใครเอ่ยชื่อคู่หมั้นอีก หักดิบไปหรือเปล่า


อันนานั่งรถเข็นออกมา แขนขวาที่เข้าเฝือกมีผ้าพยุงไว้ ชาญเข้าไปช่วยทำหน้าที่แทนบุรุษพยาบาล พอเห็นหน้าชัค คนหน้าเซียวยิ่งซีดเข้าไปอีก เธอยกมือไหว้บูรชัยที่ยิ้มให้อย่างเมตตาให้พอใจชื้นได้บ้าง


“มาแล้ว เป็นยังไงบ้าง ขอโทษด้วยนะหนูอันนาที่ลุงไม่ได้รับโทรศัพท์ของหนู แล้วดันคิดว่าหนูคงกลับไปแล้วจนเกิดเรื่องเจ็บตัวแบบนี้”


“ไม่เป็นไรค่ะ ถือว่าฟาดเคราะห์ดีกว่า ขอบคุณนะคะลุงบูรที่พาน้ำมาโรงพยาบาล”


“หลานลุงมันเป็นธุระจัดการให้น่ะ ลุงจัดการเรื่องคนงานเสร็จแล้วเพิ่งตามมาไม่นานนี่เอง”


อันนาหันมามองชัค ถ้าอย่างนั้นที่คิดว่าฝันไปก็ไม่ใช่น่ะสิ เขาเป็นคนอุ้มเธอออกมาจากเรือนกระจก พวกซาตานกลายร่างเป็นพ่อพระได้ด้วยหรือ


“ขอบคุณ...ค่ะ”


“ไม่เป็นไร” ชัคพยักหน้ารับไหว้เกือบไม่ทัน “กลับกันได้แล้วครับลุงบูร เดี๋ยวผมดูแลทางนี้เอง”


“ขับตามๆ กันไปแล้วกัน มันมืดแล้ว หนูอันนาหิวหรือยัง เราแวะหาอะไรกินก่อนกลับไร่ดีไหมเจ้าชัค”


อันนายังไม่ทันตอบ เสียงเรียบต่ำๆ ของคนใจดีจนเสียวสันหลังก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน


“กลับไร่ดีกว่าครับ ท่าทางจะหลับไม่หลับแหล่อยู่แล้ว ผมสั่งให้คนงานไปซื้อของกินไว้แล้วกลับไปก็กินได้เลย คนป่วยจะได้นอนพักเร็วๆ”


            บูรชัยยิ้มกว้าง ชัคส่ายหน้ารู้ทันลุง


“รอบคอบจริงๆ งั้นกลับบ้านกันนะหนูอันนา”


คนป่วยได้แต่ยิ้มเพราะอยากหลับมากกว่าไปนั่งในร้านอาหารจริงๆ นั่นล่ะ เธอลุกจากเก้าอี้เข้าไปนั่งเบาะท้ายที่อีตาเจ้านายตามเข้ามานั่งด้วย ชุดที่ใส่ก็เรียบร้อยดี แต่มันบางจนรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แถมแอร์ยังเย็นจนขนลุก ถึงกอดอกให้ตัวเองอุ่นก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก 


“หรี่แอร์หน่อยชาญ” 


บอดี้การ์ดหรี่แอร์ได้เร็วทันใจ จู่ๆ เสื้ออีกตัวก็ยื่นมาให้ พออันนามองเฉยเหมือนสมองดับ คนให้เลยพูดให้เข้าใจง่ายๆ กว่าบอกทางสายตา “รับไปใส่เสียสิ”


“ฉันไม่อยากได้เสื้อสูทของคุณมาอีกตัว คราวก่อนยังไม่ได้เอามาคืนเลยค่ะ”


            เสียงถอนใจนำมาก่อนที่เสื้อทั้งตัวจะคลุมร่างสั่นให้อย่างอ่อนโยน ต่างจากน้ำเสียงที่เหมือนหิวเลือดมาตั้งแต่เมื่อวาน


“ผมให้อะไรแล้วไม่เคยคิดจะรับคืนมา ถ้าลำบากใจที่จะห่มก็ฝืนไว้สักหน่อย เอาไว้ลงจากรถเมื่อไหร่คุณจะเอาไปทิ้งถังขยะหรือเก็บไว้ก็ตามใจเถอะ”


“ฉันขอสงบศึกกับคุณชั่วคราว”


เธอเพลียจนตาจะปิดอยู่แล้ว ถ้าเสกได้อยากให้ตอนนี้อยู่บนเตียงจะได้หลับเสียที


“ก็ได้ ที่ผ่านผมไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจังอะไรเลย ถ้าไม่ไหวก็หลับได้แล้ว เดี๋ยวกลับถึงไร่แล้วจะปลุก”


อันนาพยักหน้าใกล้หลับเต็มที แต่สมองยังทำงานแม้จะเชื่องช้า เสียงเบางึมงำทำให้ชัคเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ริมฝีปากเล็กที่ขยับเปิด


“กล้องของฉัน ทำยังไงดี คุณเก็บมาด้วยหรือเปล่า งานอยู่ในนั้น หายไปฉันซวยแน่ๆ”


“ไม่รู้สิ จะถามคนงานให้แล้วกัน”


ไม่มีเสียงตอบเพราะคนป่วยหลับคอพับไปแล้ว หัวเกือบกระแทกกระจกหากชัคไม่รั้งเบาๆ ให้ใบหน้าละมุนเอนซบอิงมาที่ไหล่ของเขาแทน แขนยาวโอบไหล่บางไว้ไม่ให้เธอเซไปไหนอีก ทว่าคนหลับคงไม่รู้ตัวว่าจับมือของเขามากอดไว้ ความอุ่นของมือซ่านไปถึงใจที่เย็นสะท้านมานานจนความอบอุ่นไม่เคยย่ำกราย น้ำแข็งในใจราวกับค่อยๆ ละลาย


 


อันนาหลับรวดเดียวจนถึงเช้า จนจำไม่ได้ว่ามานอนที่เตียงได้ยังไง เฝือกแข็งๆ ทำให้ทำอะไรไม่ถนัดนัก เสื้อผ้าชุดใหม่วางไว้ให้แล้วส่วนชุดเมื่อวานแขวนไว้ที่ระเบียง เธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าลำบากไม่น้อยเพราะต้องชูแขนกันไม่ให้น้ำเข้าเฝือก พอหวีผมดูความเรียบร้อยของตัวเองแล้วหญิงสาวเดินมาจากห้อง บ้านไม้เวลาเดินมักมีเสียงเบาๆ แต่เดินเบาแค่ไหนก็มีคนได้ยินอยู่ดี


“ตื่นแล้วก็ไปนั่งเล่นตรงนั้นก่อน อีกเดี๋ยวอาหารเช้าก็เสร็จ”


อันนาหันไปมองเจ้าของคำสั่งที่วันนี้มีผ้าเอี๊ยมคาดเอว ในมือถือตะหลิว อดไม่ได้เลยหยิกตัวเอง ไม่ได้ฝันสักหน่อย ถึงว่าเมื่อวานฝนตกวันนี้พระอาทิตย์แรงอย่างกับอยู่ในทะเลทราย เธอกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม พอเห็นบูรชัยก็ยกมือไหว้แล้วเดินมานั่งด้วยกัน


“กาแฟ นมสด หรือว่าอะไรดีหนูอันนา”


“ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวน้ำเทเองดีกว่า เกรงใจ”


เธอรินนมจากเหยือกมาใส่แก้ว ขนมปังปิ้งเลื่อนมาให้กินรองท้อง งานนี้เธอไม่เกี่ยงงอน


“ไร่ของคุณลุงสวยมากค่ะ เหมือนกับอยู่เชียงใหม่ อากาศเย็นสบาย แล้วก็เงียบสงบดี ไม่วุ่นวาย”


ยามมองออกไปนอกระเบียงที่ยื่นออกไปจากตัวบ้านไม้ทั้งหลังจะเห็นไร่องุ่นกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คนงานกำลังขี่ม้าตรวจงาน มีสระน้ำอยู่ไกลออกไป หากมองอีกด้านจะมีทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ทำเป็นลานมองไกลๆ คล้ายเมืองในนิทาน


“ถ้าว่างๆ ก็มาเที่ยวได้นะ ลุงยินดีต้อนรับ”


“แหม ทีกับหลานล่ะไล่ส่ง พอเป็นสาวๆ สวยๆ ล่ะอยากให้มาบ่อยๆ เชียวนะลุง” ชัคแซ็วมาจากในครัว


“ก็แน่สิวะ ฮ่าๆ” บูรชัยยอมรับ แถมยังหัวเราะ “อย่าไปฟังเจ้าชัคมัน แล้วยังปวดหัวอยู่อีกไหม แขนคงอีกเดือนนึงเลยนะกว่าจะได้ถอดเฝือก อยากให้ลุงทำยังไงเพื่อแทนคำขอโทษบอกเลยนะ”


อันนามองแขนตัวเองแล้วหัวเราะออกมา ตอนที่เห็นมันครั้งแรกเธออยากจะร้องไห้ ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เห็นอนาคตของตัวเองตลอดหนึ่งเดือนก่อนที่กำจัดมันออกไปจากแขนได้ต่างหาก


“ไม่ปวดหัวแล้วค่ะ ตอนนี้ยังไม่ค่อยชินแขนเท่าไหร่ อีกสองสามวันคงชินที่ต้องมีเฝือกติดตัว จริงๆ แล้วน้ำซุ่มซ่ามเองต่างหาก ถ้ารีบลงมาแต่แรกก็คงไม่เกิดเรื่องหรอก”


“อย่าโทษตัวเอง ถ้างั้นลุงพาเที่ยวไร่ก่อนกลับ พอวันหยุดถ้าหนูอยากเที่ยวก็บอกให้เจ้าชัคพามา หรือโทรบอกลุงก็ได้ จะส่งคนไปรับมาเที่ยวนะ”  


อันนาได้แต่ยิ้มไม่กล้าปฏิเสธออกไป เกรงใจคนชวน แต่คนไม่ได้ชวน แต่ถูกสั่งให้ไปรับเธอนี่สิจะว่ายังไง


“อาหารเสร็จพอดี ไปกินกันดีกว่า”


แขกหันไปมองเลยทันเห็นพ่อครัวที่พร้อมกะซวกไส้ใครสักคนกำลังตักข้าวใส่จาน แม่บ้านช่วยยกมาวางที่โต๊ะ ชัคช่างต่างจากผู้ชายจอมบงการ ริมฝีปากที่น่าจะกลายเป็นหินขยับยิ้มได้ เขาถอดผ้ากันเปื้อนออกมามานั่งข้างๆ แถมยังตักอาหารให้อีกด้วย เธอหันไปมองรู้สึกเหมือนอาหารมื้อนี้คงใช้เวลาย่อยนานกว่าปกติ ฝนทำให้ผู้ชายลึกลับกลายเป็นน่ารักจนเหมือนไม่ใช่ชัคหรือไรกัน


 


กระเป๋าของอันนาและกล้องที่แห้งสะอาดวางอยู่ที่เตียงเมื่อเธอกลับเข้ามาเพื่อทานยา แต่ไม่มีโน้ตบุ๊กหรือแม้กระทั่งอินเตอร์เน็ตจะส่งงานให้พิธานได้อย่างไร คงต้องรอกลับถึงหอพักก่อน ราวกับความคิดดังถึงใครสักคนได้ ประตูห้องเปิดออก ชัคยืนรออยู่พร้อมกับยื่นสิ่งที่เธอกำลังอยากได้ แล้วจากไปเงียบๆ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขาได้ยินคำขอบคุณหรือเปล่า


...ใจดีก็เป็นเหมือนกันแฮะ


อันนาโหลดภาพจากเมมโมรี่มาใส่โน้ตบุ๊กที่ต่อไวไฟได้ทันทีเมื่อเปิดระบบ งานถูกส่งต่อให้พิธานตามสัญญา เธอปิดเครื่องไม่ละลาบละล้วงไฟล์ๆ ต่างของชัค


“ไปเที่ยวไร่กันหนูอันนา”


บูรชัยตะโกนเรียกมาจากสนามหญ้าด้านล่าง อันนามองจากระเบียงก็เห็นม้าสองตัวกับผู้ชายสองคน ชัคเหมือนขบขันบางอย่าง ทว่าริมฝีปากยังคงเม้มปิดดังเดิม


“น้ำขี่ม้าไม่เป็นค่ะลุงบูร แล้วแขนก็... เดี๋ยวน้ำเดินเล่นแถวๆ นี้ก็ได้นะคะ เกรงใจ ไม่อยากรบกวนน่ะค่ะ”


“รบกวนอะไร เจ้าชัคพาหนูอันนาไปเที่ยวด้วยกันเลย เดี๋ยวเจ้านี่จะขี่ม้าให้หนูนั่งสบายๆ”


ชัคลงจากหลังม้าเหมือนจะขึ้นมาพาลงไปจริงๆ อันนายกมือห้ามแล้วรีบเดินเร็วๆ ออกจากห้องแล้วลงไปชั้นล่าง สองชายต่างวัยมองมา เธอยกมือมาเหน็บผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเขินด้วย


ร่างสูงขยับหลบให้อันนาแล้วบอกขอโทษเบาๆ ก่อนจะจับเอวบางยกขึ้นไปบนหลังม้าอย่างง่ายดาย หญิงสาวมองหาม้าของชัค คงไม่ดีเท่าไหร่หากเขาต้องมาเดินแทนเธอ


“ขอบคุณ แล้วม้าของคุณล่ะคะ”


“ผมขี่ม้ามาตัวนี้ตัวเดียว”


เขาเหนี่ยวตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอีกคน อันนามองพื้นหญ้าเหมือนอยากลงแต่ทำเองไม่ได้  แขนของเขาทั้งสองข้างจับบังเหียนไว้ ถึงไม่ได้กอด แต่ก็ใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่ระอุตรงข้างแก้มอยู่ดี หญิงสาวลู่ไปข้างหน้า เสียงหัวเราะต่ำๆ แผ่วพลิ้ว เธอหันไปมองแล้วถอนใจออกมา ถ้าไม่อยากไปแล้วต้องทำยังไงดี


“ถ้าจะเป็นลมคงช้าไปนะ ตอนนี้แดดก็ไม่มีเสียด้วยสิ แบบนี้ไม่เรียกว่ากอดหรอก ไม่ต้องเกร็ง”


อันนาไม่ได้อยากเกร็งแต่...มันเป็นไปเองต่างหาก เธอนั่งนิ่งๆ มือจับขนที่แผงคอม้าไว้ให้อย่างไรก็ไม่ยอมไปซบอกของเขาเด็ดขาด


“ดูแลหนูอันนาดีๆ ล่ะเจ้าชัค อย่าให้หล่นลงมาเชียวล่ะ”


“ถ้าเจ้าตัวไม่ปีนลงไปเองคงไม่ตกลงไปหรอกครับลุงบูร”


เรียวปากหนายิ้มกว้างให้ลุง คนที่ก่อกวนหัวใจคงไม่รู้ตัวแน่ๆ ว่าทำอะไรเขาบ้าง จู่ๆ ม้าก็กระโจนออกไปเร็วจนหลังกระแทกใส่อกหนา อันนาหันมามองคนแกล้งที่หน้าเฉยจนไม่อาจปรักปรำเขาได้ อ้อมอกใหญ่ขยับใกล้ตามจังหวะควบของม้า แผ่นหลังพิงอย่างไม่ตั้งใจ พอจะคว้าคอม้ามากอด แขนยาวกลับกอดเอวเธอไว้ จะโวยวายใส่ก็ไม่ถนัด


“ไม่อยากให้ตกไปเท่านั้น อย่างนี้ยังไม่เรียกว่ากอดอยู่ดี”


ไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียงล่ะ อันนานั่งเกร็งไม่อยากจมเข้าไปในอ้อมแขนและอ้อมอกของเขาอีก เพียงไม่นานม้าก็หยุดฝีเท้าท่ามกลางสวนดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง ผีเสื้อมากมายวนเวียนชิมน้ำหวานราวกับกำลังสร้างอาณาจักร


ชัคลงจากหลังม้าแล้วยื่นมือรอให้อันนาจับอย่างไม่มีทางเลือก มือบางวางลงแล้วยังไม่ทันได้คิดแขนของเขาก็โอบรอบเอวแล้วรั้งเบาๆ ร่างเพรียวก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาก่อนจะลงสู่พื้นเพียงเสี้ยววินาที


เขายิ้มใส่ดวงตาที่มองมาราวกับไม่คาดฝัน


“อย่างนี้ถึงเรียกว่ากอด ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกอดเพราะผมกอดคุณไปแล้วละนะ”


อันนาเม้มปากโมโหคนรู้ดีรีบเดินตามบูรชัยไปภายในหอคล้ายๆ เป็นที่เก็บอุปกรณ์ทำไร่และแผงวงจรไฟที่คงควบคุมสปริงเกอร์ ชัคเดินตามมาห่างๆ คอยระวังหลังให้ยามที่ทุกคนต้องเดินขึ้นบันไดเวียนไปยังลานสูงสุดของหอนี้ ยามกลางคืนไม่ต่างจากประภาคาร เพียงแต่มันอยู่บนบกเท่านั้น


ลมแรงพัดใส่จนผมยาวปลิวปิดหน้า อันนาพยายามรวบไว้ด้วยมือเดียวแม้จะไม่ถนัดนัก คนตัวสูงกว่ามายืนซ้อนหลังใกล้ๆ รวบผมในมือเธอมาแล้วช่วยมัดให้ด้วยเชือกจากหมวกที่เขาสวม แถมยังยกหมวกใบนั้นมาใส่ให้ก่อนจะเดินไปยืนมองวิวเงียบๆ


“สวยจังเลยนะคะ น่าอิจฉาจัง ถ้าน้ำตื่นมาแล้วมีต้นไม้สวยๆ รายล้อมแบบนี้คงมีความสุขทำงานไม่เหนื่อยไปทั้งวันแน่ๆ เลยค่ะ”


“แหม ถ้าลุงหนุ่มอีกสัก 20 ปีคงจะจีบหนูอันนาไปแล้ว”


เสียงหัวเราะใสๆ ของหนุ่มสาวต่างวัยพลอยทำให้คนหนุ่มใจชื่น ลุงของเขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ ไม่อย่างนั้นคงครองตัวเป็นพ่อหม้ายมานานไม่ได้หรอก คนงานกำลังยกอาหารกลางวันที่เร็วกว่าปกติเกือบชั่วโมงขึ้นมา


“เดี๋ยวกินอะไรกันบนนี้แล้วค่อยกลับนะหนูอันนา วันนี้เจ้าชัคจะไปส่งถึงบ้าน แล้วถ้าว่างอยากมาอีกบอกได้เลย ลุงจะรอ”


อันนายกมือไหว้รู้สึกคิดถึงพ่อขึ้นมาจับใจน้ำตาคลอทำให้ต้องเบือนหน้ามองไปอีกทาง ทว่ากลับพบว่าชัคมองอยู่ ไม่มีคำอธิบายจะเอื้อนเอ่ยถึงความเศร้าในดวงตาของเธอนอกจากปล่อยให้ผ่านไปกับความเงียบ


 


อันนาหลับไปเพราะยาที่กินก่อนจะเข้ามานั่งในรถของชัค พอรู้สึกตัวตื่นถึงได้คำตอบของความอุ่นตลอดชั่วโมงที่ผ่านมา  สูทตัวหนาวางไว้ตรงกลางระหว่างเรา อะไรก็ตามที่เขาให้แล้วจะไม่รับคืน แต่เธอไม่รู้จะเอาเสื้อไปอีกตัวทำไม เขาทำแบบนี้ตลอดกับทุกคนหรือเปล่า ถ้าใช่ ค่าเสื้อผ้าและของใช้คงมากกว่าเงินเดือนของเธอกระมัง


“ยิ้มอะไร ไม่น่าจะเพราะผมมาส่งคุณแน่ๆ” ชัคถามเพราะรถกำลังเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าหอพักของอันนาแล้ว


คนถูกจับได้ว่ายิ้มหันมามอง “บังเอิญว่าใช่ค่ะ ไปๆ มาๆ คุณมาที่นี่บ่อยกว่าเพื่อนสนิทของฉันเสียอีก”


ชัคเลิกคิ้วแปลกใจเพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่ามาที่นี่บ่อยเกินไปแล้ว


“แต่คุณก็ไม่ดีใจอยู่ดี”


“ดีใจสิคะ ถ้าฉันอยู่ใกล้คุณก็ไม่ต้องกลัวใครหรอก ไม่มีใครทำให้ฉันตกอยู่ในอันตรายได้เท่าคุณอยู่แล้วนี่”


อันนาหุบยิ้ม ตั้งแต่มีเขาเข้ามาในชีวิตเนี่ย เกือบตายมาหนึ่งครั้ง แถมยังเข้าใจผิดจนบานปลายกลายเป็นเจ้านายกับลูกน้องไงล่ะ


“ผมจะคิดว่านี่เป็นคำชม”


แปลกคนจริงๆ  อันนาได้แต่คิดในใจ เธอยกมือข้างเดียวขึ้นมาไหว้โล่งใจเป็นล้นพ้นที่กลับมาอย่างปลอดภัย


“ลาล่ะค่ะ”


ชาญมาช่วยเปิดประตูให้ อันนาสะพายกระเป๋ากล้องและถือกระเป๋าตัวเองก้าวขาลงไป มือหนาคว้ามือที่โผล่พ้นเฝือกไว้ เธอหันไปมอง


“เดี๋ยว” ถุงสีขาวมีตราโรงพยาบาลหรายื่นมาให้  “ยา อย่าลืมสิ หรือว่าจงใจลืม”


หูถุงแขวนให้อย่างหวังดีตรงมือที่พอขยับได้นั่นแหละ อันนาเห็นแล้วก็ขำปนสังเวชตัวเอง แค่แขนหักทำไมเหมือนชีวิตลำบากขึ้นนักก็ไม่รู้


“ฉันเห็นหน้าคุณมานานเกินกว่าจะเห็นอีกรอบภายในวันนี้แล้วล่ะค่ะ ขอบคุณ หวังว่าวันจันทร์คงไม่พบกันนะคะ”


อันนาเดินเร็วๆ แต่ชาญก็ยังอุตส่าห์มีน้ำใจมาช่วยหาคีย์การ์ดเปิดประตูให้ แถมยังเจ้านายและบอดี้การ์ดยังปักหลักรอจนเห็นเธอเดินเข้าลิฟต์ไปนั่นล่ะ หญิงสาวไขกุญแจเข้าห้องอย่างทุลักทุเล วางของประดามีลงบนเตียงแล้วเดินไปที่ระเบียง รถของชัคยังจอดอยู่ที่เดิม แต่เพียงไม่กี่วินาทีที่เธอมองก็เคลื่อนออกไป ช่างเป็นวันที่ยาวนานและเหนื่อยล้าจนทำให้หลับไปตลอดทั้งบ่าย


 


แบบฉลากของผลิตภัณฑ์ที่พิธานรับผิดชอบเสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็ปิดความลับไม่เกินสองสัปดาห์ งานเปิดตัวจะจัดขึ้นที่ห้างใหญ่กลางเมือง อันนามองอย่างทึ่งๆ เวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้น งานก็เสร็จเรียบร้อยถึง 3 แบบสำหรับให้ชัคและผู้จัดการฝ่ายที่เกี่ยวข้องเลือก


“พี่พิธทำงานเร็วจัง สวยด้วย ดูแพงมากเลยค่ะ แม้ว่าเครื่องดื่มจะราคา 20 บาท”


“ก็เพราะได้น้ำมาช่วยนั่นแหละ งานของน้ำถ้ามีอะไรอยากให้ช่วยก็บอกได้เลยนะเป็นการชดเชยที่น้ำเจ็บตัวจนแขนหัก พรุ่งนี้พี่พาไปเลี้ยงข้าวแล้วกัน รู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้” พิธานตบไหล่บางเบาๆ เอ็นดูอย่างน้อง


“โหย อย่าคิดมากค่ะ น้ำซุ่มซ่ามเองต่างหาก แต่ข้าวฟรีน้ำโอเคนะคะ”


“ใครมาหรือนั่น คนมุงกันใหญ่”  พริมมามองไปตรงลิฟต์


หลายคนในออฟฟิศมองตาม พอเห็นว่าใครก็เกาะขอบกระจกมองตามกันยกใหญ่ อันนามองบ้างยังไม่รู้อะไรจนพิธานพูดออกมาน้ำเสียงเรื่อยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนคนอื่น


“ดาราน่ะสิพี่ คนที่เป็นข่าวกับบอสของเราไงล่ะ ผมเห็นตอนเดินเข้ามาในออฟฟิศชั้น 10 น่าจะมาถ่ายภาพนิ่ง”


ความสนใจหมดลงทันที อันนากลับไปที่โต๊ะของตัวเองแล้วเปิดคอมวาดแบบต่อ ผู้ชายแบบชัคไปชอบลิลลาได้อย่างไง ไหนว่าอกหักคนรักตาย ผู้หญิงที่เขาชอบสีฉูดฉาดแบบนี้หรือ


“สงสัยคุณดาราอยากมาหาพวกเรานะครับ เดินมานั่นแล้ว”


อันนาเงยหน้ามองก็เห็นลิลลาดันประตูกระจกเข้ามา เธอก้มหน้าทำงานต่อไม่อยากให้ความสนใจ จนกระทั่งดาราสาวเดินมาหยุดลงที่หน้าโต๊ะ เสียงถอนใจดังมาก่อนเสียงทักจากเพื่อนเก่าเสียอีก


“น้ำ...มาทำงานที่นี่ก็ไม่บอก ไม่เจอกันตั้งนาน คิดถึงมากเลยรู้ไหม แล้วแขนไปทำอะไรมาถึงได้เข้าเฝือกน่ะ”


พนักงานคนอื่นๆ พากันมองมา อันนาฝืนยิ้มให้ลิลลา ยังเดาไม่ถูกว่ามาหาเธอด้วยเรื่องอะไร ในเมื่อคุณดาราสมหวังไปทุกอย่างแล้วไม่ใช่หรือ


“แปลกนะที่ฉันไม่ค่อยคิดถึงเธอเท่าไหร่ ไม่ต้องมองแบบนั้น แค่แขนหักฉันยังไม่ตาย ถ้ามาหาคุณชัค ฉันคิดว่าเธอคงมาผิดชั้นแล้วล่ะนะ”


ลิลลายิ้มกว้างแถมยังยื่นมือมาจับแขนเพื่อนอย่างสนิทสนมอีกด้วย


“ฉันตั้งใจมาหาเธอก่อนต่างหากล่ะ มาระลึกความหลัง”


“น้องน้ำเป็นเพื่อนดาราดัง แถมไม่ถือตัวด้วย น่ารักทั้งคู่เลยค่ะ” พริมมาดูปลื้มไม่น้อย


ลิลลาหันไปยิ้มหวานใส่


“เราสองคนเป็นเพื่อนกันมานานแล้วล่ะค่ะ ถึงตอนนี้อะไรๆ จะเปลี่ยนไปมาก เราสองคนต่างกันด้วยเรื่องต่างๆ แต่ลิลก็คิดถึงน้ำเสมอนะคะ”


อันนาหัวเราะการแสดงไม่ต้องอยู่หน้ากล้องลิลลาก็ตีบทแตก แต่เธอไม่ชอบให้ใครมารู้เรื่องส่วนตัว เด็กกำพร้าไม่มีเรื่องราวให้ใครต้องหันมาสนใจ


“เดี๋ยวฉันไปส่งเธอดีกว่า”


อันนาคว้าแขนเพื่อนดึงให้ออกไปจากห้องนี้ ลิลลายอมเดินตามมาโดยดีเพราะไม่ได้คิดถึงอะไรใครอยู่แล้ว แต่ไม่ชอบใจที่เพื่อนเก่ามาทำงานที่นี่ต่างหาก ว่างๆ ก็มาป่วนสักหน่อยแค่นั้น ผลการเรียนดีเลิศของอันนาไม่ใช่เรื่องที่คุณแม่อธิการนำมาเปรียบเทียบอีกต่อไป ฐานะทางสังคม ชื่อเสียง ตอนนี้ใครล่ะที่เหนือกว่าจนเทียบไม่ได้


“เธอมาทำไม ต้องการทำอะไรกันแน่ ฉันไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้เธออีกแล้วนะ ถ้าจะทำแบบนั้นอีกทำเป็นไม่รู้จักกันไปเลยก็ได้”


“ทำไมเธอต้องมาอยู่ใกล้ๆ ผู้ชายของฉันด้วย”


“ฉันมาทำงาน ไม่ได้มาทำอย่างอื่น”


ความสงสัยในอดีตผุดขึ้นกลางใจ ถ้าจะมีใครทำเรื่องแย่ๆ ต่อเธอได้อย่างไม่ลังเลคงมีแค่คนเดียวเท่านั้น


“ฉันนึกได้ล่ะ คราวก่อนที่ผับ Blue Moon เธอทำใช่ไหม”


ลิลลาเบ้ปากขมวดคิ้วทำไขสือ


“ทำอะไรยะ ชอบโทษคนอื่นอยู่เรื่อย พอๆ ฉันไปหาพี่ชัคก่อนล่ะ เอาไว้จะมาใหม่ แล้วต่อไปฉันกับพี่ชัคหมั้นกัน เธอคงต้องหางานใหม่ บอกไว้แต่เนิ่นๆ เธอคงเตรียมตัวทัน”


“เลิกเพ้อได้แล้ว เบื่อจะฟัง”


อันนาหันหลังเดินไปแล้ว ลิลลาไปรอหน้าลิฟต์ วันนี้ไม่ได้นัดมาก่อนอาจโดนพี่ชัคดุก็ได้ แต่ใครสน ขอแค่ได้ควงเขาไปทานข้าวด้วยกันเย็นนี้ก็พอแล้ว


“ไม่ดีกว่า ฉันเปลี่ยนใจแล้ว เพื่อนมาทั้งทีจะไม่ไปส่งได้ยังไงล่ะ”


สองสาวเข้าไปในลิฟต์ด้วยกัน อันนาแค่อยากแกล้งกลับ อีกเดี๋ยวได้มีคนหน้าแตก บ่ายนี้เมธาออกไปกันใครล่ะ แหมบังเอิญเห็นพอดี เลขาวัยดึกบอกเสียงเรียบๆ ให้ลิลลาหน้าชาแต่เก็บอาการไว้


“คุณชัคออกไปพบลูกค้าค่ะ บ่ายนี้คงไม่เข้ามาแล้ว”


“คนรักกันน่าจะบอกกันนะ มาเสียเที่ยวเลย” อันนาทำหน้าเห็นใจสุดๆ เพิ่งรู้ตัวว่าแสดงละครเป็นเหมือนกัน


“ฉันอยากมาเซอร์ไพรส์พี่ชัคต่างหากล่ะ เธอน่ะไม่ทำงานหรือไง พี่ชัคเสียเงินจ้างให้มาทำงาน ไม่ใช่ตามใครไปทั่วสักหน่อย”


อันนาจ้องกลับให้คำพูดร้ายๆ ย้อนกลับไป ลิลลาหน้าชาอีกรอบเพราะที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ ตามพี่ชัคเหมือนกัน คนกวนโมโหเดินสบายใจเฉิบไปที่บันไดลง ปล่อยให้คนมาเก้อรอลิฟต์ต่อไป ถ้ายัยนี่เป็นคนรักของชัคจริงๆ เธอคงต้องหางานใหม่เสียตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วกระมัง ไม่ได้กลัว แต่คงรำคาญมลพิษทางหูในอนาคต


 


เมธาสั่งให้อันนาหาแฟ้มงานเก่าที่เกี่ยวกับฝ่ายผลิตเพื่อนำมาประกอบเป็นไอเดียสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ตัวเดิมที่ต้องการรีแบรนด์ใหม่ แต่ปัญหามันอยู่ที่เอกสารที่ฝ่ายผลิตส่งมาให้ฝ่ายของเธอนั้นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วความที่มันนานเกือบ 3 ปี ทำให้ต้องไปหาที่ห้องเก็บเอกสารรวม


ภายในห้องมีตู้ขนาดเหมือนห้องสมุด ความที่ห้องนี้อยู่ชั้นใต้ดินทำให้รู้สึกเย็นและอับเล็กน้อย อันนาเดินไปยังตู้ของฝ่ายผลิต เอกสารหาไม่น่ายาก แต่มันมากทำให้ต้องใช้เวลาการในอ่าน เกือบครึ่งชั่วโมงนั่นล่ะกว่าจะพบ เธอดึงประตูจะออกไปจากห้อง ป่านนี้พี่ๆ คงกลับกันหมดแล้วแน่ๆ แต่ประตูกลับเปิดไม่ออก ไฟทั้งห้องดับพรึบ เหลือเพียงแสงจากแป้นกดรหัสผ่านเข้าห้องเท่านั้น เธอลองกดแต่ประตูก็ไม่เปิดอยู่ดี


“แล้วจะออกไปยังไงล่ะนี่ โทรศัพท์ก็ไม่ได้เอามา”


อันนาตบบานประตูให้เสียงดังที่สุด ปากก็ตะโกนเผื่อว่าจะมีคนผ่านลงมาแถวนี้ แต่กลับเงียบกริบ ภายในห้องมืดมิด หญิงสาวเดินคลำทางไปจนเจอเก้าอี้ พัดลมระบายอากาศไม่ทำงานแล้ว ถ้าติดอยู่ในนี้ทั้งคืนจะเป็นอันตรายหรือเปล่า ทำยังไงดี ความซวยของเธอมันยาวนานเกินไปแล้ว




 


แล้วจะมา up ต่อนะคะ


อัมราน_บรรพตี


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #33 fsn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2558 / 18:02
    โห คุณชัค โปรน่ารักๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มอบให้คนเดียวเลยนะคะ

    ว่าแต่ว่าขอฟันธงเถอะ ว่านางเอกเรา ปีมหาชงแน่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คะ
    #33
    0
  2. #24 rosa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2558 / 12:46
    เอ่อ นางเป็นแม่เหล็กดูดเรื่องร้ายหรือคะ

    มีเรื่องตล๊อด..
    #24
    0
  3. #23 jackrussell (@greenpeppermint) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2558 / 10:19
    หนูอันนาได้เรื่องอีกแล้ว ความซวยมาเยือนเรื่อยๆ
    #23
    0
  4. วันที่ 1 มิถุนายน 2558 / 22:46
    รออ่านต่อนะคะ

    #22
    0