กำราบรักจอมเผด็จการ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 12,006 Views

  • 54 Comments

  • 62 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    31

    Overall
    12,006

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 394
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    24 พ.ค. 58





ตอนที่ 7


 


ผ่านหนึ่งคืนอาการเพลียก็หายไป จุดที่ช้ำก็จางลงบ้าง แต่ยังพอสังเกตเห็นได้อยู่ ผมถูกปัดมาปิดไว้ หากใครเห็นจะบอกอย่างไร โดนตีหัวคงพอได้ อันนาชักสงสารตัวเอง ยิ่งกว่านี้ยังผ่านมาได้ ตอนนี้ก็ต้องผ่านไปได้อีกครั้งสิ หญิงสาวหยิบกระเป๋ามาคล้องไหล่ ใส่รองเท้าคัทชูส้นเตี้ยแทนส้นสูงแล้วลงไปชั้นล่างในเวลา 6 โมงครึ่งกว่าๆ


กระจกใสถูกดึงให้กว้างพอจะพาตัวเองออกไป ทว่าเพียงเดินไม่กี่ก้าวก็มีรถสีดำคันใหญ่ติดฟิล์มทึบมาขนาบ แถมยังขับช้าจนน่าสงสัย ประตูด้านข้างคนขับเปิดออก อันนาชะงักขาที่กำลังก้าว เช้าอันสดใสเริ่มเห็นเมฆก่อตัว เมฆดำๆ เสียด้วย อีตาชัคกำลังจะทำอะไรกับเธออีก


“เชิญครับ”


ประตูรถเปิดให้เสียกว้าง อันนายืนมองเฉยๆ ไม่คิดจะก้าวเข้าไปนั่ง


“นายของคุณจะมาข้องเกี่ยวกับฉันทำไมอีก”


ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้หรอกนอกจากคนก่อเรื่อง อันนาถอนใจไม่รู้จะลงกับใคร อีตาคนนี้ก็ใช่ที่ คนสั่งต่างหากสมควรโดน วันนี้อยากไปทำงานด้วยความสุขใจ ไม่ใช่มีเรื่องแต่เช้า


“บอกเจ้านายของคุณด้วยว่า ฉันจะไปทำงานเอง แล้วก็ไม่ต้องมารับฉันอีกนะ”


ชายคนนั้นยิ้มพรายต่างจากเจ้านายที่ทำหน้าเป็นเจ้าหนี้เสียแชร์อยู่ตลอดเวลา แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะนี่ ตอนนี้เธอกำลังเป็นจุดสนใจของคนที่ผ่านเข้าออกตึก รถน่ะไม่เรียกแขกเท่าเสื้อผ้าที่คนของชัคใส่ สูทสีดำคือยี่ห้อของพวกมาเฟียหรืออย่างไรกัน


“คุณคงต้องบอกเองแล้วล่ะครับ นี่ครับเบอร์โทร คุณชัคบอกไว้คุณอาจจะต้องใช้”


นามบัตรที่มีเบอร์เพิ่มเข้ามาที่หลังบัตรยื่นมาให้ อันนาโทรหารอสัญญาณอยู่นานกว่าอีกฝ่ายจะรับสาย ความโกรธสูงปรี๊ดพอๆ กับเสียงที่ใส่ไปในทันทีที่มีเสียงกดรับ


“นี่คุณ ฉันบอกแล้วว่า...”


“คุณบอกอะไรก็ได้ แต่ผมไม่ได้รับปากสักอย่าง เข้าใจตรงกันแล้วนะ”


ไม่มีเสียงตอบรับหรือปฏิเสธเพราะอันนาวางสายไปแล้ว คนของชัคโทรมารายงาน 5 นาทีหลังจากนั้น รถเมล์ประจำทางน่าปลอดภัยกว่ารถกันกระสุนที่ส่งไปให้ตรงไหนกัน


อันนาเกือบจะสูดหายใจได้เต็มปอดถ้ารถสีดำคันงามที่เธอจำเลขทะเบียนได้จะไม่ขับตามรถเมล์มาตลอดทาง อีตามาเฟียคงเมาเครื่องดื่มที่โรงงานของเขาผลิตถึงได้สั่งให้ทำอะไรแบบนี้ ตามเธอเนี่ยนะ จะตามไปทำไม


เข้าใจตรงกัน? ใครจะไปเข้าใจด้วย


นอกจากเก่งเรื่องธุรกิจแล้ว ชัคยังเก่งในเรื่องกวนประสาท ทำให้เสียการควบคุมตัวเองจนเกือบแหวใส่อย่างที่ใจอยากแล้วเชียว ถ้าวันนี้ถูกไล่ออกอันนาจะไม่แปลกใจเลย เธอวางสายใส่เจ้านายด้วยความตั้งใจไปแบบนั้น


 


เวลา 7 โมงครึ่งคงเช้าเกินไปถึงได้ไม่มีพนักงานเท่าไหร่ อันนาปัดผมลงมาเคลียแก้มจะได้ปิดรอยช้ำที่ขมับไปด้วย ลิฟต์กำลังเคลื่อนลงมา มีเสียงเดินมาจากข้างหลัง เธอหันไปมองรอยยิ้มกระเจิงหายเมื่อเห็นว่าใครที่มีเป้าหมายเดียวกัน บานลิฟต์เปิดออก เธอยืนเฉยไม่แน่ใจว่าควรเข้าไปเมื่อชัคยืนอยู่ข้างๆ


ขายาวก้าวเข้าไป ตามด้วยบอดี้การ์ด อันนายังอยู่ที่เดิมจนบานลิฟต์กำลังจะปิดลง แขนขาวยื่นออกมาแล้วคว้ามือจนเธอเสียหลักเซถลาเข้าไปในลิฟต์ บานเลื่อนปิดลงหมดทางหนีทันที เธอข่มความโกรธถอนใจเบาๆ เมื่อแผ่นหลังแนบชิดกับหน้าอกภายใต้เสื้อสูทสีดำของคนเอาแต่ใจ ความหล่อแฝงความเหี้ยมจากกระจกเงา


ทำไมต้องมาเขย่าขวัญกันแต่เช้าด้วย!


“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ ถึงคุณหายใจดัง ผมก็ไม่อารมณ์เสียจนฆ่าทิ้งหรอกน่า” ชัคขยับห่างออกมานิดหน่อย ลิฟต์แคบหรือว่าเขากับชาญตัวใหญ่กันแน่


“คุณทำให้ฉันอึดอัด”


“อีกไม่นานก็จะชินเอง”


มันเป็นธุระของเธอไหมที่ต้องชินแทนจะได้ไม่อึดอัดเนี่ย คนหน้าตาดีมีปัญหาทางจิตมีไม่น้อย แล้วเขาเข้าข่ายหรือเปล่า ถ้าไม่ได้มีปัญหาทางจิตแล้วจะมีเหตุผลอะไรอีก


“แล้วคุณจะมาตามฉันทำไม ชอบฉันหรือไงคะ”


เพียงสิ้นคำถามผู้ชายสองคนพากันมองเธอเหมือนได้เอาระเบิดเข้ามาในลิฟต์ด้วยอย่างไรอย่างนั้น แก้มทั้งสองข้างเห่อร้อน ถามตรงๆ คงไม่ดีเท่าไหร่ละมั้ง  


“ที่ถามนี่ไม่ได้หวังผลอะไรนะคะ แค่สงสัยจริงๆ”


ชัคกอดอกตั้งใจมองอันนาด้วยสายของผู้ชายที่มองหญิงสาว หัวใจของเขาไม่ได้เต้นแรงขึ้นแม้แต่นิดเดียว คำว่าชอบคงไม่ตรงเท่า...สนใจ


“ผมคงชอบหรือรักใครไม่ได้อีกนาน อย่ากลัวไปเลย สิ่งที่ผมทำไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคุณ อีกไม่นานหรอก เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้ ข้างกายของคุณจะว่างเปล่าตามที่ต้องการ”


เหมือนจะเข้าใจ...แต่กลับไม่เข้าใจเท่าไหร่


ถึงกระนั้นการที่ในอนาคตเขาจะไม่มาป่วนเปี้ยนใกล้ๆ ย่อมเป็นข่าวดี เสียงกริ่งตามมาด้วยบานลิฟต์ค่อยๆ เปิดออก อันนาถอนใจยาวโล่งอก แต่คงดังไปเลยถูกผู้ชายสองคนมองกันใหญ่


“ถึงชั้น 14 แล้ว ฉันไม่รู้จะขอบคุณคุณได้ยังไงเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ เอาเป็นว่าอย่างน้อยถ้าลิฟต์ค้าง ก็คงไม่เหงาดี” แต่จะให้ดีเกิดตอนที่ชัคอยู่คนเดียวนั่นแหละ อยากรู้ว่าหน้าตาของเขาจะเปลี่ยนไปบ้างไหม


หญิงสาวก้มหน้าแอบยิ้มแต่กระจกก็สะท้อนให้ชัคเห็นใบหน้าของเธอ คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเริ่มทำตัวสบายขึ้นเวลาอยู่กับเขา


แน่ล่ะ! เธอกล้าโทรมาขึ้นเสียงและตัดสายใส่เขาแล้วนี่ แม้จะทำเพราะโกรธชั่ววูบก็ตาม


“ผมมีประโยชน์แค่นั้นเองหรือ”


อันนาไม่ตอบแต่ยกมือไหว้แล้วเดินออกไปจากลิฟต์อย่างไม่รีบร้อนอะไร บานลิฟต์ปิดลง ชาญหัวเราะชอบใจ คราวนี้เลยมองกันเอง


“สงสัยจะเราทั้งสองคนนะครับ”


ชัคคลี่ริมฝีปากกว้าง...ยิ้ม


นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้รู้สึกอยากยิ้มออกมา เขาเห็นเงาของตัวเองในกระจก เขาควรมีโอกาสที่จะได้มีความสุขเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่รอเวลาแก้แค้นให้สาแก่ใจจนกระทั่งบางสิ่งเกิดขึ้นและมันยากที่จะรักษาไปเสียแล้ว           


 


โปรเจคของอันนากลายเป็นงานที่ต้องนำเสนอในอีก 45 วันข้างหน้า ในระหว่างนี้ไม่ใช่เพียงงานของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบเท่านั้น อันนายังต้องทำงานร่วมกับพี่พนักงานคนอื่นๆ ด้วย คนแรกที่เธอต้องร่วมทำงานด้วยชื่อ พิธาน ทำงานที่นี่มาสองปี หนุ่มอารมณ์ดี ไว้ผมยาวอย่างกับนักร้องเพลงร็อค ตอนนี้รับผิดชอบงานออกแบบเครื่องดื่มตัวใหม่ที่เจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่น


อันนาคุยงานกับพิธานจนใกล้เที่ยง งานต่างๆ จดไว้ครบแล้วในสมุดบันทึก เสียงโทรศัพท์ดังอยู่นานจนพี่ๆ มองมา อันนาเปิดกระเป๋าตัวเอง ใช่จริงๆ เสียด้วย คงใช้เวลาอีกหลายวันกว่าเธอจะคุ้นเสียงโทรเข้าของตัวเอง            


“ว่าไงวิน ว่างแล้วหรือไงถึงได้โทรมา”


            “ว่างสิ ตอนนี้อยู่หน้าตึก Prime แล้วด้วย ไปกินข้าวด้วยกันนะ วินมาถ่ายแบบแถวๆ นี้ ตอนบ่ายก็ไปทำงานต่อแล้วล่ะ ไม่อยากกินข้าวคนเดียว”


            นาฬิกาในออฟฟิศเข็มยาวชี้ไปเลข 12 พอดี พนักงานพากันเดินไปกันแล้ว


            “ก็ได้ เดี๋ยวอีก 5 นาทีลงไป”


            นาวินบอกว่าจะรอแล้ววางสายไป อันนาหยิบกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์มาแล้วเดินตามคนอื่นๆ ไปแต่ไม่ทันลิฟต์ที่เพิ่งปิดไปเลยยืนรออยู่คนเดียว พนักงานบางคนนำข้าวมากินเองก็ไปแคนทีน


บานลิฟต์เปิดออก อันนากำลังจะก้าวไปแต่ชะงักเปลี่ยนใจ


            “เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉัน...”


            “จะรอทำไมในเมื่อน้ำหนักไม่ได้เกินสักหน่อย” ชัคเอ่ยเสียงเรียบๆ ชาญก้าวถอยหลังไปจึงเห็นว่ามีที่ว่างมาก


            อันนาเดินเข้าไปไม่อยากทำให้เป็นเรื่องขึ้นมา “ขอบคุณค่ะ”


            “การที่ใครสักคนหายไปเพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องดูแลให้ดีมันเจ็บปวด ผมเคยเจ็บปวดแบบนั้น จนถึงตอนนี้หากทำอะไรได้ผมก็จะทำ”


            อันนาหันไปมองใบหน้าเรียบกริบของเขา สายตานั้นมองมาสื่อความหมายบางอย่าง แต่เธอแปลไม่ออก ความเจ็บปวดเคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างนั้นหรือ เจ้าของดอกกุหลาบสีขาวที่สุสานกระมัง คนที่มีพร้อมทุกอย่างในชีวิต นอกจากการเสียคนรักไป คงไม่เข้าใจความเจ็บปวดอื่น


            “บางสิ่งจะสำคัญก็ต่อเมื่อมันหายไป เคยลืมของสำคัญในวันสำคัญ ของที่มีค่าต่อใจหายไปและรู้ค่ามันในภายหลัง หลงลืมบางสิ่งจนกระทั่งถึงเวลาต้องใช้ แต่มันไม่มีอยู่แล้วบ้างไหม นั่นล่ะ ไม่ว่าอะไรที่ผมทำย่อมมีเหตุผลเสมอ”


            เคยสิ สร้อยล็อคเก็ตที่ชัคเกือบทิ้งลงถังขยะเพราะไม่รู้ว่ามีความสำคัญต่อเธอมากอย่างไรล่ะ แล้วเหตุผลของการตามล่ะ อันนาไม่เข้าใจ


            “ฉันจะมีอันตรายอีกหรือคะ”


            ชาญมองนายที่รู้คำตอบพอๆ กับเขา ทว่าการเงียบไม่ตอบสื่อถึงอะไรได้บ้าง อันนารอแต่ไร้เสียงอื่นใดจนกระทั่งบานลิฟต์เปิดออก ชัคเดินจากไปพร้อมกับบอดี้การ์ดของเขา ทิ้งให้เธอยังคงสงสัยต่อไป


            “น้ำ ทางนี้”


            อันนาเกือบสะดุ้งมองเห็นนาวินยกมือเรียก เธอรีบเดินเร็วๆ ไปหา กลัวใครจะจำดาราชื่อดังได้ ทีนี่ล่ะงามมาถึงเธอด้วยล่ะ


            “ไปใกล้ๆ นะวิน น้ำต้องรีบกลับมาทำงาน”


            “ได้อยู่แล้ว มีร้านนึงอร่อย เคยกินกับทีมงานคราวก่อน”


            รถสปอร์ตสีขาวล้วนขับออกไป แต่ยังไม่วายไปจ่อท้ายรถสีดำเลขทะเบียนเรียงสวยที่อันนาจำได้แม่น หวังสุดใจให้รถสองคันเลี้ยวไปคนละทาง แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งเมื่อรถสองคันยังขับตามกันไปจนกระทั่ง รถของชัคเปิดไฟเลี้ยวเข้าไปในร้านอาหารและนาวินก็ขับตาม ของอร่อยๆ มีที่เดียวหรือไงกันนะ


 


อันนาเดินเร็วๆ ตามนาวินไปยังห้อง vip ที่โทรจองไว้แล้วซึ่งทำให้ไม่ต้องมาลุ้นตัวโก่งว่าจะเจอชัคนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เมื่อมองออกไปเธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยกมือแล้วเดินออกไปรับ แต่รถที่บอกโลโก้ของช่องซึ่งจอดก่อนหน้านี้นี่สิทำให้การทานอาหารมื้อนี้น่ากังวลไม่น้อย


ลิลลามองทางเข้าร้านอยู่หลายครั้งจนกระทั่งเห็นชัคมาแล้วนั่นล่ะถึงได้ยิ้มออกพร้อมกับเดินไปหา นานแล้วที่เขาไม่รับนัดของเธอ จนตอนนี้อารตีตายไปแล้ว ความห่างเหินระหว่างเธอกับเขากลับยังคงอยู่ ทั้งๆ ก่อนมีใครเข้ามาทั้งสองบ้านวางแผนไว้ว่าควรมีข่าวดี


            “ทางนี้ค่ะพี่ชัค”


            แขนยาวถูกกอดไว้หลวมๆ ร่างสูงเดินตามมาแล้วนั่งลงยกมือไหว้แม่ของลิลลา โดยมีชาญเดินมามาห่างๆ แล้วหาโต๊ะให้กับตัวเอง ภารดีมองลูกชายของเพื่อนรักพลางยกมือรับไหว้


            “ดีใจจังค่ะที่พี่ชัคยอมมาตามนัด คราวก่อนไปหาถึง blue moon ก็คลาดกัน นี่ถ้าไม่อ้างชื่อคุณแม่ พี่ชัคคงไม่ยอมออกมาจากโต๊ะทำงานแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ” ลิลลาแกล้งต่อว่าไม่จริงจังอะไร


            “พี่ก็มาแล้วไงล่ะ คุณน้าสบายดีนะครับ”


            “สบายดีจ้า วันก่อนพบคุณชรันยังคุยกันตั้งหลายเรื่อง” ภารดีจงใจพูดไว้แค่นั้น


            ชัคเลิกคิ้วทำหน้าเฉย “หรือครับ สั่งอาหารเลยไหมครับนี่มันก็เที่ยงกว่าแล้ว มื้อนี้ผมขอเป็นเจ้ามือให้คุณน้ากับน้องลิลนะครับ”


            “พี่ชัคใจดีจังเลยค่ะ”   


            ภารดีสังเกตชัคอยู่เงียบๆ ลิลลากลายเป็นคนที่ทำให้วงอาหารรื่นรมย์กว่าเคย ผู้ชายคนเดียวพูดบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก ชาญมองแล้วโล่งอก กินข้าวคนเดียวสบายใจกว่าตรงนั้นเยอะเชียว


            อันนามองไปที่โต๊ะของชัคบ่อยครั้ง เขาไม่เห็นจะเหมือนคนอกหักตรอมใจตรงไหน ที่นักข่าวเขียนไว้คงไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไหร่ แต่ลิลลานี่สิ ถ้าเลี่ยงไม่เจอได้ล่ะดีที่สุด ไม่อยากทะเลาะกันอีก ว่าแต่คราวก่อนที่ผับยัยนี่หรือเปล่าที่ทำให้เธอหลับยาว  


“มีอะไรหรือเปล่าน้ำ ทำไมรีบจัง เหลือเวลาอีกตั้ง 15 นาที วินบึ่งไปส่งน้ำทันเข้างานอยู่แล้ว”


            “เผื่อไว้น่ะ วินอิ่มแล้วใช่ไหม ถ้างั้นเราไปกันดีกว่า”


            นาวินเรียกพนักงานมาคิดเงินแล้วรีบเดินเร็วๆ ตามอันนาไป น่าแปลกที่เธอเดินออกด้านข้างของร้านแทนที่จะเดินผ่านทางเดินตรงกลางที่เร็วกว่า ลิลลาเห็นหลังไวๆ แต่มองตามไม่ทัน ชัคเห็นเช่นกัน ถ้าจำไม่ได้ผิดผู้ชายหล่อสูงคนนั้นเป็นว่าที่พรีเซนเตอร์เครื่องดื่มที่วางตัวคู่กับลิลลานั่นเอง สองคนนี้มีความสัมพันธ์กันยังไง


 


            พริมมาเป็นคนเปิดประเด็นร้อนของเจ้านายในเช้าของวันต่อมา หนังสือพิมพ์หน้าสังคมกางหราที่โต๊ะตัวยาวในห้องแคนทีน อันนานั่งฟังโดยมีโอวันตินกับปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้า


            “ว่าแล้วเชียวสุดท้ายนางซินในบริษัทก็อดกันเป็นแถว”


            “อะไรหรือพี่พริม” เสียงจากสาวฝ่ายบัญชีที่มานั่งเล่นดูแลแฟนซึ่งก็คือพิธานนั่นเอง


            “ข่าวซุบซิบน่ะ บอสของพวกเราดังใหญ่แล้ว ดูสิ ซ้ายก็ว่าที่คู่หมั้น ขวาก็ว่าที่แม่ยายดีไซเนอร์ดังระดับประเทศ ทำไมไม่มีเจ้าชายหล่อๆ เลิศๆ กระเด็นมาทางนี้บ้างก็ไม่รู้เนอะ”


            หนังสือพิมพ์กลายเป็นของน่าสนใจของสาวๆ ในออฟฟิศทันใด อันนามองดูไม่เข้าไปร่วมวงเพราะเห็นมากับตาตัวเองแล้ว เสียงอ่านข่าวแว่วมา ถึงจะไม่สนใจอย่างไรก็ต้องได้ยินอยู่ดี


            ลิลลานี่เองที่สมานแผลใจของ CEO แบรนด์ดังจนหัวใจหายดี แว่วๆ ว่ากลางปีหน้าคงได้ยินเสียงระฆังวิวาห์ แต่ก่อนหน้านั้นงานหมั้นคงมาถึงในอีกไม่กี่เดือน


“เหมาะสมกันดีนะคะ ไม่ยักรู้ว่าบอสของพี่พริมรู้จักดาราด้วย” อีกสาวที่อกหักบอกเสียงเซ็งๆ


พริมมาหัวเราะลั่นห้อง “ก็ต้องรู้จักบ้างแหละ งบโฆษณาของ Prime ปีๆ นึงนี่เป็นร้อยล้าน พวกดารา นางแบบ เดินไปชั้น 10 กันบ่อยๆ วันไหนว่างลองแวะไปดูสิ สวยหล่อกันทั้งนั้น”


            อันนาเก็บถุงใส่ปาท่องโก๋ทิ้งลงถังขยะแล้วขยับไปล้างแก้ว คำพูดของพริมมายังก้องอยู่ในหัว ชั้น 10 น่าจะเปิดเป็นบริษัทโฆษณาที่มาเช่าตึกนี้ ต่อไปเธอคงต้องระวังแล้วสิ ถ้าไม่อยากไปจ๊ะเอ๋เพื่อนเก่าให้มีเรื่องกันอีก


 


            ก่อนเที่ยงของวันศุกร์ พิธานเรียกอันนาไปคุยงานที่ห้องประชุมเล็ก    งานเข้าเธอแบบไม่ทันได้ตั้งตัว รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ออกแบบเสร็จแล้ว แต่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา จึงต้องออกแบบภาพประกอบเอาไว้ก่อน พิธานเกิดไปชอบใจรองเท้านารีพันธุ์หนึ่งเข้า แต่อยากได้รูปถ่ายไม่ใช่เสิร์ชหาจากอินเตอร์เน็ตจะได้ไม่ไปซ้ำกับใคร แต่เขาไปเองไม่ได้ ผู้ช่วยก็ต้องทำแทนน่ะสิ งานนี้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องเดินทางไปถึงแหล่งเท่านั้นเอง


            “พี่ฝากด้วยนะน้ำ ได้ภาพแล้วส่งไฟล์มาให้พี่ด่วนเลย ก่อนวันเสาร์ตอนเย็น พี่จะได้มีเวลาทำส่วนที่เหลือแล้วเอาเข้าประชุมเช้าวันจันทร์ ถ้าวันนี้ไม่ต้องไปงานศพญาติของแฟนคงไปเองแล้วล่ะ ขอโทษที่รบกวนจริงๆ นะ”


            คิ้วเรียวสวยแกล้งขมวดใส่ “คิดมากแก่เร็วน่าพี่พิธ”


            พิธานหัวเราะชอบใจคลายกังวลไปได้มาก “ขอบใจมากเลย พี่บอกพี่เมธแล้ว ถ้าเดินทางตอนนี้ก็น่าจะไปถึงไม่กิน 3 โมง ส่วนค่าเดินทางเดี๋ยวพี่เบิกให้วันจันทร์แล้วกัน เอาเงินพี่สำรองจ่ายไปก่อน”


            “งั้นน้ำไปแล้วนะคะ เดี๋ยวทำงานไม่ทัน”


            อันนาเก็บของใส่กระเป๋า กล้องและเมมโมรี่การ์ดพิธานเบิกมาให้แล้ว เธอนั่งรถแท็กซี่ไปต่อรถตู้อีกต่อ โทรศัพท์ที่ยังใหม่เอี่ยมถูกปิดเครื่องแล้วขอให้แท็กซี่ขับเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ให้คนตามสับสน จนแน่ใจว่าไม่ถูกคนของชัคตามมาอีกก็ตรงดิ่งไปคิวรถตู้


อิสระเล็กๆ น้อยๆ ช่างสวยงามเบิกบานใจ วิวสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกรามสูงๆ บังทิวทัศน์เป็นบ้านชั้นเดียวที่รายล้อมด้วยธรรมชาติมากขึ้น ความเงียบทำให้อันนาหลับไปจนเกือบชั่วโมงก็ตื่นเมื่อคนขับรถตะโกนบอกว่าถึงปลายทางของคิวรถของชลบุรีแล้ว


 


อันนาลงมายืดเส้นยืดสายแก้เมื่อยก่อนจะนั่งรถทัวร์อีกต่อ ผ่านไปอีกชั่วโมงรถก็จอดให้ลงตรงป้ายที่บอกทางเข้าไร่ที่เป็นไม้เซาะร่องไว้ แต่คงผ่านฝนผ่านแดดมานานจนอ่านไม่ค่อยเป็นคำเท่าไหร่ หญิงสาวเดินเข้าไร่ผ่านป้อมเล็กๆ ที่มีคนเฝ้าบอกจุดประสงค์ของการมา รอเพียงครู่เดียว ชายวัยน่าจะ 40 ปีปลายๆ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นก็เดินมาหา อันนายกมือไหว้แล้วยิ้มนำก่อนถามให้แน่ใจ


            “สวัสดีค่ะ ที่นี่ไร่ของคุณบูรชัยใช่ไหมคะ”


“ใช่ครับ ลุงเป็นเจ้าของไร่ นายพิธโทรมาบอกไว้แล้วนะ ถ้าจะขึ้นไปบนเขาคงต้องรีบสักหน่อย ฝนตั้งเค้ามาแล้ว ถ้าลมแรงอาจจะพัดเลยไป แต่ก็ไม่แน่ ฝนอาจตกก็ได้”


            ท้องฟ้าสดใสแดดเปรี้ยงขนาดนี้จะมีฝนตกได้ยังไง อันนาไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ไม่อยากขัด


            “ถ้างั้นขอขึ้นไปเลยดีกว่านะคะคุณลุง”


“นั่งรถกอล์ฟไปก็แล้วกัน เดี๋ยวลุงให้คนงานไปส่ง เสร็จงานแล้วใช้โทรศัพท์ที่บ้านพักโทรมาหาลุงแล้วกันนะ ลุงจะขึ้นไปรับ”


            ลุงบูรชัยเจ้าของไร่กดวอร์เรียกคนงาน รอไม่ถึงนาทีรถกอล์ฟก็แล่นมาจอดตรงหน้า อันนายกมือไหว้ขอบคุณก่อนขึ้นไปนั่งแล้วแลกเบอร์กัน ใช้เวลานิดเดียวรถกอล์ฟก็พาขึ้นไปยังเขาที่เห็นอยู่ไม่ไกล


            รถกอล์ฟมาจอดตรงทางขึ้นที่กล้วยไม้ถูกนำมาเพาะเลี้ยงในโรงเรือนขนาดไม่ใหญ่นัก คนงานบอกว่าหากเดินไปอีกนิดจะมีน้ำตก ถ้าทำงานเสร็จแล้วยังพอมีเวลาเหลือเธอคงแวะถ่ายรูป ลมพัดแรงและเริ่มมีเมฆมารวมกันเป็นก้อนใหญ่ที่ปลายขอบฟ้า เบื้องล่างเป็นสีเขียวผสมสีม่วงจุดเล็กๆ ขององุ่น อันนาหยิบกล้องขึ้นมาแล้วถ่ายภาพวิวด้านล่างเป็นที่ระลึกก่อนเดินไปหาต้นรองเท้านารี


           


            การประชุมติดพันมาตั้งแต่บ่ายจบลงในเวลาค่ำ ชาญใจร้อนแต่ยังรอจนกระทั่งเห็นนายออกมาจากห้อง เขาเดินมาหาและรอจนพนักงานคนอื่นๆ ไปกันแล้ว ชัคเห็นสีหน้าของบอดี้การ์ดคู่ใจก็พอเดาได้ว่า...มีเรื่อง จึงเดินเร็วๆ ไปในลิฟต์ พอเหลือกันแค่สองคนก็ยังไม่พูดมาอีก อดรนไม่ไหวก็ต้องถามเสียเอง


            “มีอะไรชาญ รีบพูดมาเลย ผมรู้ถ้าไม่สำคัญคุณไม่รอจนถึงตอนนี้หรอก”


            ชาญยิ้มแห้งๆ เพราะนายเดาถูก


“คุณอันนาขาดการติดต่อไปครับ เธอจงใจไม่ให้ตาม ครั้งสุดท้ายที่พบเธอออกจากกรุงเทพฯ ไปแล้วครับ”


            “ช่างไม่เชื่อฟังกันบ้างเลยจริงๆ”


            ชัคเดินนำไปที่รถพร้อมๆ กับโทรหาใครบางคน รถแล่นออกมาสู่ถนนมุ่งหน้าสู่ขาออกจากกรุงเทพฯ บ่ายหน้าไปทางชลบุรีตามเบาะแสสุดท้าย อันตรายจากคนนอกคงไม่มี แต่อันนาต่างหากที่ไม่ให้ความร่วมมือ คราวนี้หากพบตัวจะถูกลงโทษยังไง บอกความจริงไปเสียไม่ดีกว่าหรือ


           


            อันนาถ่ายภาพรองเท้านารีขาวสตูล ซึ่งหายาก แต่ไม่ต้องไปไกลถึงสตูล รายละเอียดต่างๆ ของกลีบดอก เกสรด้าน โคนกลีบ ไม่นานก็เสร็จงาน ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่งโมง เธอเดินต่อไปตามเสียงน้ำตกเพราะอ่านมาว่าตรงซอกหินก็จะมีรองเท้านารีเช่นกัน ไม่ผิดจากที่หวัง แม้จะต้องปีนไปตามชะง่อนหิน แต่ก็คุ้ม


จนบ่ายแก่กลายเป็นเย็นย่ำก็เดินออกมาใช้โทรศัพท์ที่เรือนพักโทรหาลุงบูร ติด...แต่ไม่มีใครรับสาย เธอโทรอยู่หลายครั้งแต่ก็เหมือนเดิมจึงเดินออกมาตรงทางลงมองระยะทางที่เห็นบ้านลิบๆ แล้วยิ่งต้องรีบเพราะฟ้าครึ้มมากแล้ว แต่เดินไปไม่กี่ก้าว ฝนก็ตกลงมาพร้อมๆ กับฟ้าร้องกระหน่ำ


อันนาเปลี่ยนใจวิ่งกลับไปหลบฝนที่เรือนกระจก ลมพัดแรงจนต้นไม้ใหญ่กิ่งไหวโยก ฟ้าแลบเห็นเป็นสายยาว เธอพาตัวเองเข้าไปด้านในมากขึ้น เริ่มกลัวทั้งความมืด เสียงฟ้าและลมที่แรง


            ครื้นนนน...เปรี้ยงงง


            “กรี๊ด?!?


            เสียงกระจกแตกตกลงเบื้องล่าง กิ่งไม้หักปลิวลงมาหล่นทับร่างของอันนาจนล้มและขยับไม่ได้ แขนชาเจ็บหนักอึ้ง น้ำฝนกำลังพรูลงมาใส่ร่าง ความกลัวจู่โจม หญิงสาวตะโกนเรียกให้ใครสักคนได้ยิน ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องและลมที่แรงจนไม่ถึงนาทีร่างก็เปียกปอนหนาวสั่น


 


อันนา...อันนา...อันนาได้ยินไหม?


แสงไฟส่องเข้ามาแม้ว่าฝนยังคงตกกระหน่ำไม่หยุด อากาศเย็นจนหนาวสะท้าน อันนาพยายามส่งเสียงร้องให้ได้ยิน ทว่ากลับพ่ายแพ้ธรรมชาติที่คำรามลั่นไปทั่วท้องฟ้า กิ่งไม้หนักอึ้งถูกเลื่อนออกไปจากตัว แต่ยังทับอยู่ที่ขาทำให้ออกไปไม่ได้


เธอคว้ากิ่งไม้ใกล้มือมาตีกระถางจนแตกเสียงดังไม่น้อย ลำแสงไฟเบี่ยงมาทางนี้แล้วส่องใส่หน้า เธอส่งเสียงสมองมึนชาเช่นเดียวกับใบหน้าที่ฝนตกใส่จนเย็นเฉียบ


“เจอตัวแล้วครับ”


เสียงวิ่งกรูเข้ามาใกล้ อันนานอนมองหายใจเหนื่อยๆ มือบางควานหากล้องในถุงกันน้ำ แต่ไม่พบ พยายามลุกขึ้นนั่งแต่ไม่ถนัดจนกระทั่งใครบางคนเข้ามาช่วยแล้วให้พิงไหล่พัก


“อันนาได้ยินไหม ลืมตาสิ”


หญิงสาวฝืนลืมตา ใบหน้าของใครสักคนพร่ามัว มือบางยื่นไปสัมผัสแก้ม เบ้ปากราวกับพบฝันอันร้ายกาจ


“น้ำฝนคงไม่ทำให้เมาแล้วเห็นว่าเป็นคุณใช่ไหม”


 “ใช่ ลงจากเขากันดีกว่า คุณหนาวจนตัวสั่นแล้ว ทนหน่อยนะ เดี๋ยวจะพาไปหาหมอ”


เสื้อกันฝนคลุมร่างที่สั่นเทา อ้อมแขนแข็งแรงประคองกอดให้ไออุ่นอย่างทะนุถนอมอ่อนโยน ร่มคันใหญ่ช่วยบังฝน ร่างเพรียวถูกอุ้มมาแนบอก


อันนาพยักหน้าความหนาวยังโบยตีตามร่างกาย “เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นด้วยกับคุณ”


“คุณนี่เกิดเรื่องได้ทุกที่จริงๆ”

ไม่มีเสียงเถียงกลับมาเมื่ออันนาหลับตานิ่งไปแล้วด้วยความเพลียและเจ็บแขนจนชาร่างกายต้องการพัก ชัคเดินไปยังรถที่ขับมา ชาญเปิดประตูให้แล้วช่วยขับรถพาคนสลบไสลไปโรงพยาบาล คนงานที่มาช่วยกันพากันแยกย้ายกันกลับบ้าน ฝนยังคงตกไม่หยุด การกลับกรุงเทพฯ จึงทอดเวลายาวนานออกไป











แล้วจะมา up ต่อนะคะ ปล. เด็กดีเปลี่ยนรูปแบบการ up นิยายลูกเล่นงงมาก กว่าจะหาที่ลงเจอ 555

อัมราน_บรรพตี         

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #32 fsn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2558 / 18:01
    อันนาเนี้ย โดนทำร้ายไปซะขนาดนั้นแล้ว ยังกล้าเสี่ยงหนีไปคนเดียวอีกเหรอคะ ไม่กลัวเลยนะ
    #32
    0
  2. #21 rosa (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 10:13
    ขอบคุณค่ะ
    #21
    0