กำราบรักจอมเผด็จการ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 12,008 Views

  • 54 Comments

  • 63 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    12,008

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    18 พ.ค. 58

 

ตอนที่ 6

           

            ชาญขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านสองชั้นซึ่งเป็นหนึ่งในหลายหลังของชัค การถูกปองร้ายหลายครั้งทำให้การอยู่ที่เดิมนานๆ เป็นอันตราย บริเวณบ้านโดยรอบไม่มีคนเฝ้าเอิกเกริก ดูเหมือนบ้านหลังอื่นๆ แต่ในจุดต่างๆ มีกล้องฝังไว้ ภายในบ้านมีห้องควบคุมบันทึกจากภาพกล้องวงจรปิด

            ชัคนั่งอยู่ในห้องทำงานที่ภาพจากห้องควบคุมส่งมาถึงด้วยจึงเอ่ยปากอนุญาตก่อนที่ชาญจะเคาะประตูตามเคย ร่างใหญ่ก้าวเข้ามาเห็นนายยังใส่เสื้อผ้าชุดเดิม ภาพจากห้องหนึ่งกำลังขายเป็นภาพใหญ่ หมอยังดูอาการอันนาอยู่

            “ตำรวจพบบางอย่างในที่เกิดเหตุ น่าสนใจดีเหมือนกันครับ”

            “อะไรหรือที่พบ” แค่คนร้ายหนีไปได้ ตอนนี้ยังหวังอะไรอีก เป็นคำถามที่น่าขบคิด อันนาถูกจับตัวไปเพราะอะไร

            “วิกผมครับ มีเส้นผมของคนร้ายอยู่ เป็นหลักฐานชิ้นใหม่ที่อาจโยงไปถึงคนร้ายได้”

             ริมฝีปากเม้มปิดเสมอเผยอยิ้ม ไม่ใช่สุขใจแต่ไม่มีอะไรต้องเสียแล้วต่างหาก

“คุณอันนาเป็นยังไงบ้างครับ”

            “ฟื้นแล้ว ตามร่างกายไม่ได้มีบาดแผลอะไรนอกจากรอยแดงที่ข้อมือเพราะถูกมัดไว้”  

            “ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของผม แต่ก็อยากพูด ผมกังวลว่าคุณอันนาอาจจะถูกปองร้ายเหมือนกับคุณอารตี ถึงจะมีเป้าหมายต่างกัน แต่ทั้งสองคนก็เข้ามาใกล้ชิดกับคุณเหมือนกัน มากกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ” ลิลลาคงนับไม่ได้ เพราะเข้ามาใกล้ที่ไร ถูกทิ้งห่างออกไปทุกที

            ชัคก็เริ่มคิดแบบเดียวกับชาญ ใครก็ตามที่ใกล้ชิดกับเขามักมีอันเป็นไปหรือไม่ก็จากไปอย่างไร้เหตุผลอยู่บ่อยครั้ง คนที่น่าสงสัยตอนนี้มีแค่คนเดียว ชัคยังไม่ทันได้พูดตามที่คิด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน หมอที่เขาพามารักษาอันนานั่นเอง

            “คุณชัคจะเข้าไปเยี่ยมไหมครับ ตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวลแล้ว”

            ชัคพยักหน้ารับรู้พลางลุกขึ้นแล้วเดินตามหมอไป ชาญมองแต่ไม่ตามไปเพราะยังมีธุระต้องไปสถานีตำรวจต่อ เส้นผมตรวจ DNA ได้ แต่จะเอาไปเทียบกับใครดีล่ะ คู่แข่งในธุรกิจก็ไม่น้อย ไปขอดีๆ คงไม่มีใครยอมให้

 

            วันนี้คงยาวนานเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาๆ อย่างอันนาจะรับไหว ทำให้เธอรู้สึกเหมือนใกล้ตายยามเมื่อลืมตาขึ้น ชายแปลกหน้าคนหนึ่งถามอะไรหลายอย่าง เธอตอบไปอย่างมึนงงพลางสำรวจตัวเองจนโล่งใจราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง อยากมองไปรอบๆ แต่เวียนหัวจนต้องหลับตานิ่งๆ ฟังเสียงเดินที่จากไป ทว่าเพียงไม่นานนักเสียงเดินก็แว่วมา

อันนายันแขนทรงตัวมองไปตามเสียง แต่พอเห็นว่าเป็นชัคที่เข้ามาความทรงจำก่อนสลบไปก็กลับคืน  

            “เธอยังเวียนหัวอยู่นะครับ แต่สื่อสารได้” หมอบอกพลางหาที่นั่งให้ตัวเอง

            สายตาของอันนาบอกชัคว่าเขาคงไม่ใช่ฮีโร่ที่อุ้มเธอออกมาจากโกดังแห่งนั้น แต่เป็นอะไรสักอย่างที่ไม่สมควรอยู่ด้วย ร่างสูงนั่งลงใกล้ๆ มือบางเลื่อนไปที่หัวเตียงเป้าหมายของเธอคงเป็นหนังสือเล่มใหญ่สินะ ของแค่นั้นจะปกป้องตัวเองได้หรือ

อันนาหยิบหนังสือมากอดไว้ ถึงมันจะไม่ใช่ไม้สักอันหรือโคมไฟหัวเตียงซึ่งไกลมือไป แต่อย่างน้อยมือทั้งสองข้างของเธอก็ไม่ได้ว่างเปล่าล่ะ

            “สายตาของคุณคงเสียใจมากที่เห็นผม เดาถูกไหมใช่ไหม”

             ถ้าเขามองสายตาของเธอว่าดีใจคงไม่ต้องไปเป็นเจ้านายใครหรอก แล้วนั่นกอดอกมองมานิ่งๆ อยากให้เหยื่อช็อกตายไปต่อหน้าต่อตากระมัง ฝันไปเถอะ

            “สิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากเห็นเมื่อลืมตาคือคุณ ถ้าไม่มีเหตุผลมากพอฉันจะแจ้งความที่คุณมาโผล่ในห้องนอนของฉัน ทั้งๆ ที่ฉันมั่นใจว่าไม่ได้อนุญาตให้คุณเข้ามา”

            “คุณจำไม่ผิดหรอก”  

ชัคเอ่ยพลางพยักพเยิดให้อันนามองไปรอบๆ ห้อง หญิงสาวมองตามแล้วก็ชัดแปลกๆ เมื่อไม่มีอะไรในห้องนี้เป็นของเธอสักอย่าง โคมไฟระย้า ผ้าม่านสีขาวสบายตา นี่มันไม่ใช่ห้องของเธอนี่นา

“คุณไม่ได้อนุญาตให้ผมเข้ามาในห้องนอนของคุณ ยกเว้นแต่ว่าที่นี่เป็นบ้านของผม หมดความสงสัยว่าทำไมผมมาอยู่ตรงนี้แล้วใช่ไหม”

            หลังจากรอดตายมาได้ การเข้าใจผิดจนหน้าแตกต่อหน้าชัคไม่ใช่เรื่องใหญ่จนต้องเมินหน้าหนีความอาย แล้วมีเหตุผลอะไรที่เธอต้องมาอยู่ที่นี่

            “มีมากกว่าเดิม ทำไมฉันถึงมาอยู่บ้านของคุณ แล้วชุดของฉันไปไหน ชุดนี้ของใคร ฉันจะแจ้งความ ฉันจะกลับบ้าน” ยิ่งพูดเสียงดัง วินาทีนี้อันนาโวยวายลั่น อย่างน้อยก็ไล่ความกลัวออกไปจากตัวเอง

            เธอเหวี่ยงขาลงข้างเตียงอีกฝั่ง กำลังจะลุกแล้ววิ่งออกไป ทว่าข้อมือกลับถูกดึงไว้ ความอ่อนเพลียทำให้เพียงชัคออกแรงกระชากเบาๆ ตัวของเธอก็กลับมาอยู่บนเตียงอีกครั้ง

            “จะลุกหนีไปไหน เดี๋ยวก็ตกเตียง”

            หนังสือกลายเป็นอาวุธใช้ฟาดมือใหญ่ หมอจะเข้ามาช่วยห้าม ชัคยกมือให้หยุด ปล่อยให้อันนาทำตามใจจนกระทั่งหอบแฮกหมดแรง เหงื่อซึมไรผม แก้มเนียนกลับมาแดงซ่านไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่โกรธจนหากหนังสือเปลี่ยนเป็นไม้ เขาคงได้ไปโรงพยาบาลในคืนนี้แทน

            “เหนื่อยแล้วก็หยุด ไม่มีใครทำอะไรคุณ มากไปกว่าที่คุณทำให้ตัวเองเหนื่อยจนอาจเป็นลมอีกรอบ” ชัคบอกเสียงเรียบๆ ก่อนจะปล่อยมือเล็กให้เป็นอิสระ เจ้าตัวกระถดไปไกล ช่างน่าสงสารระคนขบขัน หากจะทำอะไรคงไม่รอให้ฟื้นแบบนี้หรอก

            “ตกเตียงเสียยังดีกว่า ถ้าที่นี่เป็นบ้านคุณจริงๆ ล่ะก็ช่วยพาฉันจะกลับบ้านได้ไหม ฉันไม่ได้บอกอะไรพวกมันเลยนะ”

            ความเงียบถูกทอดยาวออกไปอีกนิด ชัครอจนอันนาหายใจสะดวกขึ้น จึงถามในสิ่งที่เขาสงสัยตั้งแต่เธอถูกลักพาตัวไป

            “พวกมันต้องการรู้อะไร”

            “ถ้าตอบแล้วคุณจะยอมปล่อยให้ฉันกลับบ้านใช่ไหม แล้วจะไม่มายุ่งกับฉันอีก”

            เขากอดอกเลิกคิ้วมองมา “ผมไม่เคยให้ใครขออะไรได้มากกว่าหนึ่งอย่าง”

            เขี้ยวชะมัด...สายตาของอันนาบอกชัคอย่างนั้น คนต่อรองทีหลังใช้ความเงียบเป็นตัวกดดัน เธออยากต่อรอง แต่เปิดช่องโหว่ จะไปได้กำไรได้อย่างไร

            “ฉันอยากกลับบ้าน พอคุณรู้ว่าคนพวกนั้นต้องการอะไรก็เลิกมายุ่งกับฉันเสียดี”

            “ก็ไม่แน่” ชัคหัวเราะเสียงต่ำ “บอกมาได้แล้วพวกมันต้องการรู้อะไร”

อันนาเม้มปากจะลองเชื่อชัคสักครั้ง “พวกมันอยากรู้ว่าคุณป่วยเป็นอะไร ฉันไม่ได้บอกอะไรไป ดูเหมือนแค้นคุณมากเลยนะ” แน่ละ เขาคงรู้อยู่แล้ว เธอมันหาเรื่องใส่ตัวจนซวยซ้ำซาก

            “คุณจำหน้าพวกมันได้หรือเปล่า โดยเฉพาะคนที่อยากรู้ว่าผมป่วยเป็นอะไร”

            อันนานิ่วหน้าสมองที่ถูกรังแกกำลังป่วยหนักจนนึกอะไรแต่ละอย่างยากเย็นเหลือเกิน

            “มันใส่แว่นตากับผ้าปิดปาก ตรงๆ ง่ายๆ ฉันไม่เห็นหน้าของคนร้าย อ้อ ฉันจำหน้าคนที่บอกว่าเป็นคนของคุณได้”

            “คนของผม...งั้นหรือ”

            ความสงสัยต่างๆ ได้รับคำตอบ เหตุผลที่คนของเขาคลาดกับอันนาไปง่ายๆ เพราะเธอไม่ได้ขัดขืนผู้ลักพาหากว่าเป็นคนของเขาอย่างนั้นหรือ ผู้หญิงบ้าอะไรกันไว้ใจคนแปลกหน้า

            อันนาพยักหน้ารู้ตัวแล้วว่าพลาดไปมาก “ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นคนของคุณ เพราะมันบอกว่าคุณอยากพบฉันเพื่อถาม แล้วจะไม่มายุ่งเกี่ยวกันอีก ไม่คิดเลยว่าจะถูกหลอกไปเจอฆาตกรโหด โชคดีชะมัดที่รอดมาได้ คุณตามไปถูกได้ยังไง”

            เกิดความเงียบชั่ววินาที อันนามองชัคอย่างไม่ไว้ใจอย่างจงใจให้รู้ตัว เสียงถอนใจเบาๆ มาก่อนคำพูดที่ไร้ซึ่งคำตอบที่รอฟัง

            “นอนพักซะ ตอนเช้าตำรวจจะมาสอบปากคำแล้ว สเก็ตซ์หน้าคนร้าย”

น้ำเสียงชัคอ่อนลง แต่คนฟังคงไม่ทันรู้สึกจึงจ้องเขม็ง มือทั้งสองข้างกำแน่นพร้อมต่อสู้ทั้งที่น่าจะรู้ว่าอย่างไรก็แพ้

            “อ้าวคุณ ฉันจะกลับบ้าน ถ้าตำรวจอยากสอบปากคำไปที่หอพักฉันก็ได้มั้ง...คะ” เธอต่อรอง ที่เกือบตายนี่เพราะใครล่ะ

            “ผมไม่ได้ผิดสัญญา คุณได้กลับบ้านแน่ๆ แต่ไม่ใช่คืนนี้”

            ตอนอยู่บริษัทเขาทำหน้าเป็นพ่อพระอย่างไรก็ได้ แต่ต่อหน้าเธอเขาไม่ต่างจากซาตานในคราบนักบุญ

            “เกินไปแล้วนะ คุณจะกักขังหน่วงเหนี่ยวฉันไปทำไมไม่ทราบ”

            “ไปส่องกระจกดู นั่นล่ะเหตุผลของผม”

            ชัคลุกขึ้นแล้วชี้ไปยังห้องน้ำ ในนั้นคงบอกคำตอบอะไรแก่อันนาได้บ้าง คนระแวงมองตามไม่ยอมขยับจนกระทั่งประตูห้องเปิดออก คนผิดคำสัญญาก้าวออกไปนั่นล่ะ เธอไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ พอเห็นใบหน้าของตัวเองแทบลมจับ

            ตรงขมับของอันนาเป็นรอยแดงที่เห็นชัดเมื่อสัมผัสถึงได้รู้ว่าเจ็บไม่น้อย อีกทั้งยังมีรอยถลอก ก่อนจะสิ้นสติไปเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น เสียงปืนที่ได้ยินไกลๆ แท้จริงแล้วใกล้เพียงนิดเดียว ไม่ใช่รอยถูกยิง แล้วมันคือรอยอะไรกัน หญิงสาววักน้ำจากก๊อกมาล้างหน้า พยายามคิดให้ออก แต่กลับยากเกินไปจนนิ่วหน้า

            “รอยตรงนี้มาได้ยังไงเนี่ย” 

ความเพลียทำให้การเดินกลับมาที่เตียงก็เหนื่อยแล้ว พอได้นั่งนิ่งๆ บางสิ่งที่สำคัญย่อมผุดพรายขึ้นมาในสมอง เธอมองหา แต่ไม่พบ ขาเรียวเรียวเหวี่ยงลงข้างเตียงแล้วเดินช้าๆ มายังประตูที่ปิดตาย

“นี่คุณ แผลแค่นี้ฉันไม่ตายหรอก สั่งให้คนพาฉันกลับบ้านเลยนะ” อันนาเอาหูแนบประตูฟังเสียงยิ่งแน่ใจว่ามีคนเฝ้า “รู้นะว่ามีคนอยู่ข้างนอก ฉันอยากได้กระเป๋ากับโทรศัพท์คืน”

เงียบ ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ อันนาอยากวีนให้สาแก่ใจ แต่ก็ล้าจนยืนแทบไม่ไหว สุดท้ายต้องยอมฝืนเดินกลับมาที่เตียงอีกครั้ง พอมองสภาพตัวเองก็สงสัยขึ้นมาอีก

ใครเปลี่ยนเสื้อผ้าให้?

ชัครวยขนาดนี้คงมีแม่บ้านล่ะน่า ประตูเปิดออกอีกครั้ง อันนาสะดุ้งหันไปมองหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ในมือมีกระเป๋าใบคุ้นตา

            “คุณชัคให้นำมาให้ค่ะ บอกว่าคุณต้องใช้บางอย่างและบางอย่างคงเปลี่ยนไปบ้าง”

            ยังไม่ทันได้ถามว่าบางอย่างคืออะไร คนเอากระเป๋ามาให้ก็ออกไปจากห้องรวดเร็วอย่างกับกลัวถูกจับเป็นตัวประกันอย่างไรอย่างนั้น อันนาเปิดกระเป๋าดูพบของต่างๆ ยังอยู่ครบ รวมทั้งโทรศัพท์ที่ใหม่เอี่ยมแต่มันไม่ใช่ของเธอ เอามาให้ทำไม คนรวยบางทีก็น่ารำคาญเหมือนกัน

           

            ความเพลียและสมองที่ขมึงตึงทำให้ร่างกายไม่อาจยอมรับการลืมตามองเพดานห้องจนหลับไปเองในที่สุด แม้ว่ายามหลับความฝันที่เหมือนจริงจะตามหลอกหลอนให้วิ่งหนีจนเหนื่อยล้าพอกัน อันนาตื่นนอนมาด้วยความรู้สึกไม่สบายตัวแขนและขาไม่มีแรง เธอลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงกุกกัก ผู้หญิงที่นำกระเป๋ามาให้กำลังวางเสื้อผ้าของเธอไว้ที่โซฟา พอเห็นว่ามองอยู่ก็หันมายิ้มให้

            “เสื้อผ้าของคุณค่ะ จะอาบน้ำเลยไหมคะ”

            อันนาพยักหน้าพลางลงจากเตียงไปห้องที่ประตูเปิดอยู่ ห้องน้ำบ้านนี้ใหญ่กว่าห้องนอนของเธอด้วยซ้ำ เสื้อถูกหยิบตามมาให้รวมทั้งของใช้ต่างๆ ไม่ใช่เวลาสงสัยว่าทำไมทุกอย่างถึงเตรียมไว้ให้ ตอนนี้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อแล้วออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดดีกว่า

            แม่บ้านพาอันนามายังห้องชั้นล่างที่อาหารกำลังลำเลียงมาจัดวาง เธอนั่งลงมองสิ่งรอบตัวเงียบๆ สัญญาณอันตรายไม่มีในตอนนี้ แต่ในทันทีที่ชัคก้าวเข้ามาในห้อง ความสบายใจอันน้อยนิดก็พลันหายไปแทนที่ด้วยความกลัวเพียงปรายตามองมาเท่านั้น

            ชัคนั่งลงฝั่งตรงข้าม อันนามองเขม็งอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป หากจะตายคงตายไปแล้ว แต่เขาถ่วงเวลาเอาไว้ทำไม       

            “ไม่หิวหรือไง ถ้ากลัวจะมียาพิษก็นั่งลงแล้วกินชามนี้ของผมก็ได้ ส่วนชามของคุณผมจะกินแทนให้”

            ชัคสลับชามข้าวต้ม เรียวคิ้วสวยยังคงขมวดมุ่น เขาไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้คนรอบตัวเกร็งทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

            โทรศัพท์ใหม่เอี่ยมที่ราคาแพงลิบลิ่วเพราะเพิ่งออกใหม่และเป็นที่นิยมวางลงกลางโต๊ะระหว่างเราสองคน ชัคมองเฉยไม่ยื่นมือมาหยิบไป

            “ฉันอยากได้โทรศัพท์เยินๆ เก่าๆ ของตัวเอง เครื่องนี้คุณเอาคืนไปเถอะ”

            “ผมทิ้งไปแล้ว”

            “อะไรนะ! นั่นมันโทรศัพท์ของฉัน คุณนี่มันเหลือจะทนจริงๆ เลย”

            ชัคพยักหน้า คำว่า...เหลือจะทนก็ไม่เลวเท่าไหร่ “ถ้ามีแรงวีนแล้วคงมีแรงกินข้าวต้ม ถ้าอยากเอาคืนผมก็ใช้โทรศัพท์เครื่องใหม่ให้พังไปเร็วๆ เสียก็ได้นี่”

            “ไม่รู้ค่าของเงิน” คำพูดลอยมาจงใจให้คนแถวๆ นี้ได้ยิน

            “รู้สิ แต่พอดีว่าผมมีมากจนมันไม่ได้สำคัญไปกว่าชีวิตแล้วต่างหาก” ข้าวต้มคำแรกตักเข้าปาก แถมยังเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนยั่ว

อีกฝ่ายยังมองเฉยๆ จนกระทั่งความหิวทำให้ต้องกิน ความพอใจปรากฏในสายตาที่จ้องมองมา

“อีกประเดี๋ยวตำรวจจะมาถึง คุณพร้อมไหม ถ้าไม่พร้อมผมจะเลื่อนนัดตำรวจออกไปก่อน”

            คำว่าตำรวจราวกับเรียกพลังงานที่แอบซ่อนในร่างกาย อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการอยู่กับชัคและคนของเขาล่ะน่า

            “พร้อมมากค่ะ ให้ปากคำแล้วฉันจะกลับบ้าน”

            “คำขอของคุณจะได้ตามนั้น” ชัคเห็นรอยยิ้มผุดพรายที่เรียวปากบางซึ่งเม้มปากทันทีเมื่อรู้ว่าถูกมอง “ไม่กินหมูเหรอ ผมจะได้กินแทน”

            ชามข้าวถูกเลื่อนหนีเมื่อช้อนของชัคยื่นเข้ามาใกล้ สายตาวาววามค้อนใส่อย่างลืมตัว

            “ไม่ให้ ฉันหิวมาก ถ้าไม่อยากถูกวีนก็กรุณาให้ฉันกินข้าวต้มเงียบๆ ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ คุณไม่ใช่เจ้านายของฉัน แล้วฉันก็ไม่ใช่พนักงานของคุณ”

            ช้อนเลื่อนกลับมาที่เดิมแล้วกินเงียบๆ อย่างที่อันนาต้องการ ช่างเป็นความเพลินเพลินเมื่อได้รู้ว่าความหิวทำให้ลูกแมวกลายเป็นแมวป่าได้ในพริบตา รอยช้ำแดงจางๆ ชัดขึ้นตรงขมับ แต่รอยนูนที่เจ้าตัวคงไม่กล้าเดาว่ามาจากอะไรยุบลงไป สายตาเข้มเคร่งอ่อนลง ปลายกระบอกปืนกดที่ขมับของเธอตอนที่เขาไปถึงแล้วช่วยไว้ได้หวุดหวิด ความตายช่างใกล้แค่เอื้อมเหลือเกิน

            “ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”

            อันนาเงยหน้ามองเห็นสายตาของชัคพอดี รอยช้ำคงชัดจนเหมือนเธอถูกซ้อมมา น่าเศร้าชะมัด วันนี้คงต้องลางานสักวันกระมัง ไม่ควรเลยจริงๆ

            “ไม่ค่อยเจ็บแล้วค่ะ มันเป็นรอยอะไรน่ะคุณ ฉันเอาหัวไปฟาดอะไรเข้าหรือเปล่า  ทำไมถึงจำไม่ได้”

            สายตาอ่อนโยนแลกลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง ดีแล้วที่อันนาจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรในตอนนั้น

            “คุณอาจจะไม่รู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ได้”

            อันนาพยักหน้าเพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นมาตลอด เพียงแต่เธอรู้ตัวทุกครั้งที่ทำให้ตัวเองเจ็บ แต่ครั้งนี้กลับเลือนรางราวกับฝันแล้วจำอะไรไม่ได้ ช่างเถอะ แค่ไม่ตายและได้บอกเบาะแสตำรวจก็น่าดีใจได้แล้ว ชีวิตของเธอมีค่ามากกว่าเอาเวลาไปแค้นใครนานๆ

 

ตำรวจฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากอันนาในฐานะเป็นผู้เสียหาย ชัคนั่งอยู่อีกห้องรอให้ปากคำเพราะเป็นอีกผู้เสียหายเช่นกัน ไม่นานตำรวจก็กลับไปทำคดีต่อ ส่วนหมอยังอยู่ตรวจอาการคนเจ็บ สีหน้าของอันนาดีขึ้น แต่ยังดูเพลีย คนที่คิดว่าคงไปทำงานแล้ว แต่กลับยังรออยู่ หญิงสาวเดินตรงมาหาอย่างกับลูกแมวหลงทางในบ้านหลังใหญ่ที่ไม่รู้จะพึ่งพาใคร ทั้งกลัวและอุ่นใจระคนกัน

            “ขอบใจ”

            อันนาชะงักไม่คิดว่าจะได้ฟังคำพูดนี้

“ขอบใจที่ฉันไม่พูดถึงเรื่องที่เราเคยพบกันมาก่อนน่ะหรือคะ บอกตรงๆ นะ ฉันไม่ใช่คนดีถึงขนาดจะมาปกป้องใคร แต่เพราะคุณไม่ได้ทำอะไรมากไปทำหน้าดุ ขู่ให้กลัว เผด็จการเล็กๆ น้อยๆ ถือเสียว่าตอนนี้เราก็หายกัน ไม่ติดค้าง คุณทำงานของคุณ ฉันทำงานของฉัน ตกลงนะ”

            “ถ้าคิดว่าผมขอบใจเรื่องนี้ก็คงรวมไปด้วยได้” สายตาคมตวัดมองซ่อนบางอย่างไว้ในน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น แต่คนฟังคงไม่รู้สึก

            “อ้าว แล้วคุณขอบใจฉันเรื่องอะไรล่ะคะ”

นอกจากเรื่องนั้นแล้ว เขากับเธอมีอะไรให้ต้องขอบใจกันอีก หรือว่าเรื่องที่สุสาน ไม่น่าใช่หรอก เธอควรถูกต่อว่าที่ทำให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากมากกว่า

“ผมจะพาคุณกลับบ้าน”

            ตอบไม่ตรงคำถามอีกแล้ว อันนาบ่นพึมอยู่ในใจ ผู้ชายอะไรชอบทำหน้าเรียบๆ หายใจเบาอีกนิด เธอคงคิดว่าอยู่กับแดร็กคิวล่า

            “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้ ส่วนโทรศัพท์ ถ้าเจอเครื่องของฉันแล้ว ถึงมันจะพังยับก็เอามาคืนฉันเถอะ เครื่องนี้ถือว่ายืมไปใช้ก็พอ”    

            “ไม่เป็นไรเหมือนกันเพราะผมทิ้งไปแล้วจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น” ถ้าบอกว่าถูกยิงพรุนเลยพังคนฟังคงสยองจนเป็นลมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทางที่ดีอย่างรู้ไปเลยดีกว่า

            อันนารีบเข้าไปนั่งในรถที่เข้ามาจอดรับเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก่อนจะพูดอะไรแย่ๆ ออกไป เธอเบี่ยงตัวให้ชิดกับประตูเหลือที่ว่างระหว่างกลางไว้มากจนนั่งได้อีกสองคนสบายๆ ชัคปรายตามองที่ว่าง ต้องทำอย่างไรให้เกิดความเป็นกันเองได้ในเวลาอันรวดเร็วเมื่อปัญหาของอันนาคงไม่จบลงภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน บอกความจริงทั้งหมดเธอคงกลัวจนใช้ชีวิตปกติไม่ได้เปล่าๆ

            “ในฐานะเจ้านายผมสั่งให้คุณพักผ่อนจนกว่าแผลจะหายดีหรือแข็งแรงกว่านี้ เรื่องลางานผมจะดูแลให้”

            หญิงสาวรีบยกมือห้าม หากการที่เธอไม่ทำงานวันนี้แล้วชัคเป็นคนโทรหรือไปบอกฝ่ายบุคคลคงเป็นเรื่องให้ชวนสงสัยแน่ๆ ไม่ล่ะ เธอไม่อยากทำงานแล้วต้องมาเป็นประเด็นสนทนาของใครต่อใคร

            “พรุ่งนี้ฉันจะไปทำงานค่ะ ส่วนเรื่องลางาน เดี๋ยวฉันโทรไปหาพี่พริมเองดีกว่า มันคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าคุณจะโทรไปลางานให้ฉัน อย่าให้ใครรู้เลยดีกว่าเรารู้จักกัน”

            เสียงหัวเราะกลายเป็นคำตอบแรกที่อันนาไม่คาดว่าจะได้ยินตั้งแต่พบกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าริมฝีปากของชัคคลี่ออกเป็นรอยยิ้มได้ คนอะไรทำหน้าเหมือนแบกโลกได้ตลอดเวลา

            “การรู้จักกับผมกลายเป็นเรื่องที่ต้องปิดบังเชียวหรือ”

            อันนานิ่วหน้าคิดคำตอบที่ฟังดูดี “ถ้าฉันไม่ได้เป็นลูกจ้างของคุณคงไม่มีปัญหาหรอกค่ะ”

            “ถ้างั้นเราเป็นเพื่อนกันดีไหมจะได้ไม่มีปัญหา”

เท่าที่จำได้เขาไม่เคยต้องขอใครเป็นเพื่อนมาก่อน ในโลกของธุรกิจ เพื่อนมีมากมายจนบางครั้งอยากอยู่คนเดียวมากกว่า ทว่าสายตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความระแวง ทั้งที่เขาขอบใจที่เธอทำให้รู้สึกว่าการเริ่มรู้สึกวางใจใครสักคนได้ ไม่ได้เลวร้าย แต่ดีงามอย่างที่เธอได้ทำไปทั้งหมด

            “เป็นเจ้านายกับลูกน้องน่าจะดีกว่า คุณกับฉันคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอกค่ะ”

            “ทำไม” ชัคถามน้ำเสียงจริงจัง

            อันนามองชัคจะบอกอย่างไรดีให้ไม่ถูกปล่อยกลางทาง นี่เขาไม่รู้หรือว่าไม่มีใครกล้าบอกกันแน่

            “ถ้าฉันอยู่กับคนอื่นคงไม่ต้องกลัวตาย เหมือนเวลาที่อยู่กับคุณ ถึงคุณจะไม่ได้ฆ่าฉัน แต่คุณก็อันตรายเกินไป ชีวิตฉันของราบรื่นสวยงาม จนกระทั่งคุณเข้ามา”

            เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่ อันนาลุ้นระทึกอยู่ในใจ เพียงคำพูดไม่กี่คำอาจทำให้ตกงานหรือตายได้

            “ก็ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้น ผมจะทำให้คุณกลัวน้อยลงก็แล้วกัน”

            ทำให้น่ากลัวน้อยลงงั้นหรือ ต้องทำยังไงล่ะ ในเมื่อเขาดูน่ากลัวในสายตาของใครต่อใครรวมทั้งเธอไปแล้ว หมดเรื่องจะพูดต่อ ความเงียบน่าพิสมัยกว่าคำพูดใดๆ รถเลี้ยวเข้าสู่ซอยเพียงไม่กี่เมตรก็ถึงปลายทาง

            “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”

อันนายกมือไหว้ มันน่าจะดีกว่าสะบัดก้นลงไปเฉยๆ   

            คนถูกไหว้รับไหว้แทบไม่ทันพลางมองร่างเพรียวลงจากรถไปอย่างกับอยากทำแบบนั้นมาตั้งนานแล้ว อายุห่างกัน 10 ปี แก่มากเชียวหรือ แต่ทำไมเวลาอยู่กับเด็กนั่นเขากลับรู้สึกเท่าเทียม หน้าตาของอันนาแบบนี้ช่างละม้ายกับเด็กคนนั้น ตอนนี้คงอายุใกล้เคียงกันกระมัง

 

กุญแจห้องอยู่ในกระเป๋า แต่อันนายังไม่ทันได้ใช้งานเพราะลูกบิดหมุนได้โดยที่ไม่ต้องใช้กุญแจช่วย เธอล็อคห้องก่อนไปทำงานนี่นา ประตูถูกผลักออกไปเบาๆ อย่างระแวงระวัง แค่ไม่อยู่คืนเดียวจะซวยขนาดมีโจรเข้าเชียวหรือ

เสียงเดินเบากริบ ไม้เบสบอลที่ประตูถูกหยิบมากระชับไว้ในมือ ผ้าม่านพลิ้วเพราะกระจกบานเลื่อนเปิด อันนาจำได้ว่าไม่ได้เปิดทิ้งไว้ แล้วยิ่งเดินเข้าไปในห้องความระแวงก็แทนด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นนาวินนอนอยู่ที่โซฟา ธีรากำลังอ่านหนังสือ

            “ยัยมด นายวิน ทำไมมานอนกันที่นี่ฮึ เตียงมีดีๆ ทำไมไม่ไปนอน”

            นาวินกระโจนมาถึงตัวอันนาในพริบตาเดียวแล้วกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ ธีราเข้ามากอดอีกคน ไม่ใช่วันเกิดใครสักหน่อย ธีราคลายกอดพร้อมกับสะกิดให้เพื่อนชายทำด้วยเหมือนกัน อันนาเห็นเพื่อนตาแดงๆ ก็ใจอ่อนยวบ ตลอดทั้งคืนที่เธอกลัวยังมีเพื่อนที่คอยห่วงใย

            “กลับมาเสียที รู้ไหม มดกับวินขับรถตามหาน้ำมาทั้งคืน จนจะแจ้งตำรวจอยู่แล้วเนี่ย ไปไหนมาฮึ บอกมาให้หมดเลยนะ”

            “ขมับไปโดนอะไรมา ใครทำอะไรน้ำ ไปหาหมอไหม เดี๋ยววินพาไป”

            อันนายิ้มให้เพื่อนคลายความกังวลพลางเดินไปนั่งที่ปลายเตียง “อุบัติเหตุน่ะ หาหมอแล้ว ไม่ต้องทำหน้าเหมือนน้ำจะตายสิทั้งสองคนน่ะ”

            “แล้วหายไปไหนมา โทรไปก็ไม่รับ” ธีราเดินมานั่งใกล้ๆ ทั้งห่วง ทั้งโมโหตัวเองที่ไม่เคยแก้ปัญหาได้สักที

            นาวินนั่งลงหน้าเตียงง่ายๆ ผมยุ่งเหยิง หน้าเหมือนไม่ได้นอน แต่ประกายจากดวงตาเจิดจ้าดีใจที่อันนากลับมาอย่างปลอดภัย

“โทรศัพท์น้ำหายน่ะ เดี๋ยวเอาเบอร์ชั่วคราวไปก่อนนะ  ไม่มีอะไรมากหรอก น้ำเจอคนบ้าทำร้ายเอาก็เลยเจ็บนิดหน่อย เพื่อนมาช่วยไว้ หมอตรวจแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไร  รอจนเช้าถึงได้กลับมาไงล่ะ”

“เพื่อนคนนี้ใครเหรอ วินรู้จักหรือเปล่า”         

อันนาเสเดินไปที่ตู้เย็นหยิบน้ำมาออกเทใส่แก้ว ถ่วงเวลาไว้ชั่วครู่ จะตอบอย่างไรดี หากตอนนี้ไม่มีนาวินอยู่ด้วยเธอเล่าทุกอย่างให้ธีราฟังตามตรงไปแล้ว

“คิดว่าอาจจะรู้จักนะ ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วล่ะ เดี๋ยวขออาบน้ำแล้วนอนก่อนดีกว่า หมอให้ยามากินด้วย”

“ถ้างั้นวินไปซื้อของกินมาให้สองสาวผู้หิวโหยหน่อยสิ”

 “ก็ได้ เดี๋ยววินมานะ” นาวินลุกขึ้นอย่างว่าง่ายไปหยิบกระเป๋าสตางค์กับแว่นตาแล้วออกไปจากห้อง

เมื่อเหลือกันแค่สองคนแล้ว ธีราหันมามองเพื่อนอย่างรู้ทัน “เล่ามาให้หมดเลยยัยน้ำ”

อันนากลับมานั่งที่ปลายเตียงแล้วเล่าทุกอย่างให้ธีราฟัง โดยตัดบางอย่างที่ดูเหมือนจะร้ายแรงมากออกไป เธอยังอยากทำงานตามที่ได้เรียนมา ไม่ใช่ต้องลาออกเพราะเจ้านายถูกจัดอยู่ในโหมด...อันตราย เล่าแล้วก็นึกได้ว่าต้องโทรไปลางาน งามล่ะ ไปทำงานได้สองวันก็หายหัวเสียแล้ว

 

 

            แล้วจะมา up ต่อนะคะ

            อัมราน_บรรพตี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #20 fsn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 / 21:19
    รอดมาหวุดหวิดเลยนะคะ แบบนี้ถ้าไม่มีใครคอยตามดูคงไม่ได้แน่
    #20
    0
  2. #19 น้ำทะเลสีฟ้า (@tarto048) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 / 22:14
    รอติดตามต่อค่า^^
    #19
    0