กำราบรักจอมเผด็จการ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 11,896 Views

  • 54 Comments

  • 62 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    47

    Overall
    11,896

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    12 พ.ค. 58

ตอนที่ 5

 

            อันนาแอบมองจากในครัวพอเห็นชัคเหมือนจะอิ่มแล้วค่อยถอนใจโล่งอกได้ อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงร้านคงกลับสู่ความปลอดภัย ป้าอรออกไปทำความรู้จักลูกค้ารายสุดท้ายแล้วกลับมาคิดเงิน เพียงไม่นานนักชัคและคนของเขาก็ลุกขึ้น สายตาคมวาวมองมา หญิงสาวหลบวูบ ไม่แน่ใจว่าทำไมต้องหลบ รู้แต่ไม่อยากเห็นหน้าให้เกิดเรื่องอีก

            ไปไหนต่อครับหรือว่าจะ...” ชาญจงใจพูดค้างไว้หันไปมองหาอันนา หากเจ้านายต้องการให้ทำบางอย่าง

            ชัคเห็นสายตาของคนสนิทแล้วส่ายหน้า

            กลับบ้าน คิดว่าผมมาที่นี่เพื่ออะไร มันไม่ใช่เรื่องโมแมนติกอย่างที่สมองของนายกำลังคิดหรอก”

            ถึงชาญไม่ได้พูดออกมา แต่คนไม่สนใจใครนอกจากเป้าหมายของตัวเอง ถ้าไม่ได้มองเพราะสนใจก็มองด้วยสาเหตุอื่น ชัคเริ่มหงุดหงิดและเดินเร็วขึ้น เพียงครู่เดียวก็จากไปพร้อมๆ กับอันนาออกมาจากห้องครัว ป้าอรยิ้มแก้มแทบแตกเมื่อเห็นเงินทอนที่รวมทิปเกือบ 3 พันบาทได้

            อันนายกทิปของตัวเองให้น้องๆ ที่มาทำงานหาค่าเทอม เราช่วยกันปิดร้านแล้วเดินทางกลับบ้าน รถเมล์ยังมีอยู่ ทางเข้าพอพักห่างจากถนนเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น เธอเดินไปเรื่อยๆ ไฟข้างทางเปิดสว่าง ทว่าแผ่นหลังบอบบางสัมผัสได้ว่ากำลังถูกตาม ความโกรธเล่นปราดจะมีใครเล่าที่ตามไม่ลดละ แต่พอหันไปกลับไม่เห็นใครสักคน

 

            ออฟฟิศของ P&I อยู่ไม่ไกลจากหอพัก นั่งรถเมล์ต่อเดียวถึง อันนาไปถึงก่อนเวลาทำงานเกือบครึ่งชั่วโมงเลยเดินสำรวจเผื่อว่าจะมาหาอะไรกินที่นี่ แทนที่จะต้องทำอะไรกินเองในห้อง มีร้านรวงอยู่มากมายเพราะบริเวณนี้เป็นตึกเช่าบริษัทต่างๆ พอใกล้เวลาจึงเดินไปยังออฟฟิศสองชั้นซึ่งมาสัมภาษณ์งานไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

            พริมมาเห็นพนักงานใหม่ก็เข้าเดินมาหา เสื้อสีขาวกระโปรงสีครีมช่างเรียบร้อยมาก อันนายกมือไหว้คราวก่อนผู้หญิงคนนี้แหละที่สัมภาษณ์เธอ

“นั่งก่อนนะ เดี๋ยวพี่พาไปแนะนำทุกคน วันนี้พี่เมธคงเข้ามาช่วงบ่าย ออฟฟิศรกนิดนึงนะ เรากำลังจะย้ายออฟฟิศกลับไปที่สำนักงานใหญ่น่ะค่ะ”

            “ค่ะพี่พริม” มองไปรอบตัวก็เห็นกล่องใบใหญ่ๆ หลายใบ โต๊ะหลายตัวว่างเปล่า “ตอนนี้มีอะไรให้น้ำช่วยไหมคะ”

            “ไม่เป็นไรจ้า เดี๋ยวพี่ให้อ่านพวก work plan กับ Scope งานก่อนดีกว่า แล้วพี่จะมาสอนงานให้นะ ขอไปแก้งานแป๊บนึง งานด่วนน่ะ”

            แฟ้มถูกหยิบออกมาจากตู้ที่ยังไม่ได้เก็บของลงลังกระดาษ แล้วมาวางให้พนักงานใหม่

            “ขอบคุณนะคะ” อันนายิ้มให้แต่กลับถูกจ้องหน้า

            “พี่ว่าหน้าของน้ำคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน แปลกจัง”

            “น้ำหน้าโหลละมั้งคะ”

            คนหน้าโหลหัวเราะ พริมมาหัวเราะตามไม่ติดใจสงสัยอะไร อันนาก้มหน้าอ่านเอกสาร ช่วงเช้าผ่านไปอย่างเงียบๆ พองานด่วนเสร็จแล้วพริมมาก็เข้ามาแจกแจงถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่ควรรู้ งานในส่วนความรับผิดชอบของเธอซึ่งคงต้องเริ่มหลังจากย้ายของทุกอย่างไปสำนักงานใหญ่ เวลาที่เหลือเธอเลยช่วยพี่ๆ เก็บของลงกล่อง

 

            เมธากลับจากประชุมแล้วเข้ามาออฟฟิศหลังจากบ่ายโมงไปเล็กน้อย อันนาถือสมุดบันทึกและแทบเล็ตเข้าไปในห้องทำงานของเขาหลังจากถูกโทรตาม พอเห็นหน้าเจ้านายแล้วหญิงสาวก็ก้มหน้าอยากมุดดินได้ ถึงว่าพริมมาบอกว่าคุ้นหน้า เมธาจะจำได้ไหมว่าเคยจ่ายค่าอาหารให้เธอจนเกิดเรื่องตามมา ถูกกล่าวหาว่าซ่องสุมคนมามั่วยา

            “เป็นอะไรหรือเปล่า”

            “สวัสดีค่ะคุณเมธา”

อันนาเงยหน้ายกมือไหว้แข็งใจไว้ ผ่านไปเป็นเดือนแล้ว แถมวันนั้นเธอใส่หมวกกันน็อคเขาอาจจะจำไม่ได้ ทำไมโลกกลมจนน่าเบี้ยวแบบนี้เนี่ย

            เมธารับไหว้ “ยินดีต้อนรับ กฎระเบียนอะไรต่างๆ พริมคงบอกหมดแล้ว”

            “ค่ะ”

            สายตาขุ่นมัวมองหญิงสาวที่จัดว่าสวย แต่เหนือความสวยคือความสามารถที่เขาเห็นจากผลการเรียนและผลงานการออกแบบที่พริมมาสัมภาษณ์ไป อันนาถอนใจอยู่ในอก ดูเหมือนเมธาจะจำเธอไม่ได้

            “การทำงานที่นี่ไม่มีอะไรมากคือการดึงศักยภาพในการออกแบบของคุณออกมา ตั้งใจและจริงจัง เส้นสายต่างๆ บังคับผมประเมินให้คุณผ่านงานไม่ได้ นอกจากความสามารถของคุณเอง”

            สีหน้าของอันนาไม่เปลี่ยน แม้คำพูดจะฟังแล้วแปลกๆ ชอบกล การเริ่มต้นของทุกความสัมพันธ์ไม่ว่ารูปแบบใดมักเกิดคำถามที่ไม่ควรเก็บไว้ให้แครงใจ

            “เส้นสายหรือคะ”

            เรียวปากหนายิ้ม แต่สายตาเครียดยามที่มองมา อันนารอคำตอบ แต่กลับได้ฟังอย่างอื่นแทน

“หลังจาก on the job training แล้ว ผมจะมอบหมายงานให้คุณ มีอะไรสงสัยก็ถามผม พริมหรือคนอื่นๆ ได้ ตอนนี้ก็อ่านเอกสารช่วยพี่ๆ คนอื่นไปก่อน”

            “ขอบคุณค่ะ”

            ความเงียบเกิดขึ้นราวกับหมดเรื่องที่จะมอบหมายบอกกล่าวแล้ว เมธาก้มหน้าสนใจงานออกแบบบนโต๊ะ อันนายกมือไหว้แล้วขอตัวออกไปจากห้อง รู้สึกว่ามีบางอย่างที่เจ้านายไม่พอใจ แต่ไม่รู้ว่าอะไรเมื่อเธอเพิ่งมาทำงานแค่วันแรก ความไม่พอใจควรเกิดขึ้นหลังจากนี้หากทำอะไรไม่ถูกไม่ควรสิ

 

            ลังใส่เอกสารถูกย้ายไปบางส่วนในเย็นวันนั้น วันต่อมาอันนาได้แผนที่สำหรับสำนักงานใหญ่ซึ่งอยู่ตึก Prime ความประหลาดใจไม่มากเท่าความบังเอิญที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก แต่ยังคิดในแง่ดีว่าตึกนั้นอาจแบ่งชั้นต่างๆ ให้เช่า สำนักงานใหญ่ของ P&I อาจอยู่ที่นั่น แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Prime Corporation ก็ได้

อันนาพบพริมมาที่หน้าตึกพอดีเลยช่วยถือเอกสารบางส่วนเข้ามาด้วยกัน ระหว่างรอลิฟต์เธอพยายามมองหาป้ายบอกสำนักงานแต่ละชั้น แต่กลับไม่มีบริษัทอื่นๆ บอกจากการบอกว่าฝ่ายต่างๆ อยู่ชั้นไหน ชักแปลกๆ P ย่อมาจาก Prime หรือเปล่า ในเอกสารที่อ่านเมื่อวานไม่เห็นจะมีบอกไว้

            “สำนักงานใหญ่ของบริษัทคือที่นี่หรือคะพี่พริม”

“จ้า พอดีชั้น 14 ตกแต่งใหม่เสร็จแล้ว พวกพี่ไปเร่ร่อนเช่าตึกข้างนอกอยู่เป็นเดือนๆ แถมยังซวยถูกตำรวจเข้าใจผิดคิดว่ามามั่วยากันอีก เลยย้ายมาตึกที่น้ำไปสัมภาษณ์งานนั่นแหละ”

ลำบากเพราะเธอแท้ๆ เชียว บานลิฟต์เปิดพอดี พริมมาก้าวเข้าไปในขณะที่อันนาเพิ่งปะติดปะต่อที่มาของบริษัทได้ เพิ่งเข้าใจว่าทำไมชัคระแวงเธอนัก พนักงานของเขาเกือบถูกจับเพราะสายตำรวจเก๊ๆ อย่างเธอไงล่ะ

“น้องน้ำ รีบเข้ามาเร็วๆ จ้า”

อันนาสะดุ้ง ลังเลที่จะก้าวต่อ ทว่าการเดินจากไปทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อตัวเองทำให้ขาก้าวออกเดิน หญิงสาวกังวลอยู่ในใจ ท่องไว้ว่ามาทำงาน แต่ทำไมมันบังเอิญจนน่าสงสัยแบบนี้นะ          

            “คงไม่ซวยเจอกันหรอกมั้ง”

            พริมมาหันมามองได้ยินไม่ถนัด “มีอะไรหรือเปล่าน้องน้ำ”

            “เจ้าของสำนักงานใหญ่เป็นใครหรือคะพี่พริม” แทนการตอบอันนาเปลี่ยนเป็นถามให้แน่ใจ

            “คุณชัค ธนเกียรติชัย ถ้าน้ำได้เห็นแล้วจะกรี๊ด คู่หมั้นเพิ่งตายไปครึ่งปี เป็นหนุ่มโสด สาวๆ พากันมองตาปรอย แต่สงสัยยังไม่หายเศร้า ตอนนี้เลยไม่เห็นควงใคร” พริมมากระซิบ ถึงไม่บอกตอนนี้เด็กใหม่คงได้ยินจากพนักงานสาวๆ อยู่ดี

            “เจ้านายใจดีไหมคะ”

            “ก็ใจดีนะ แต่เรื่องงานต้องเนี๊ยบ ไม่งั้นแก้แล้วแก้อีก แต่ก็คุ้มกับความเหนื่อยนั่นแหละ”

            ถึงชั้น 14 พอดี บานลิฟต์เปิดออกอันนาก้าวตามพริมมาไปผ่านลิฟต์อีกตัวที่มาชั้นเดียวกันซึ่งเปิดออกแต่กลับไม่มีใครก้าวออกมา แม้จะเพียงพริบตาเดียวยามร่างเพรียวบางเดินผ่าน แต่มีหรือที่ผู้ชายสองคนจะจำไม่ได้ ผู้เป็นนายวางท่าเฉยเมย ต่างจากบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่พอกัน

            “ดูเหมือนฝ่ายออกแบบจะย้ายกลับมาที่สำนักงานใหญ่แล้วนะครับ”

            ชัคหันมามองชาญอย่างรู้ทัน เหตุผลที่บอดี้การ์ดกดลิฟต์ผิดชั้นคงไม่ใช่ความบังเอิญ อยากทดสอบเขาหรือว่าสนใจเด็กคนนั้นกันแน่ ชาญยิ้มไม่รู้ไม่ชี้แล้วกดปิดลิฟต์ให้เลื่อนต่อไปจนถึงชั้น 16 คราวนี้ถูกชั้นแล้ว บอดี้การ์ดวัยสามสิบต้นๆ มองตาม หน้าเรียบๆ แบบนี้ใครจะไปเดาถูกว่าคิดอะไรอยู่  

 

            อันนาสองจิตสองใจว่าควรลาออกเพื่อไม่ให้ใครเสียเวลาหรือว่าเดินหน้าต่อ ถ้าวันหนึ่งได้เจอชัคจะทำยังไงดี ยกมือไหว้หรือว่าทำเป็นมองไม่เห็น เธอกับเขาไม่ได้มีเรื่องติดค้างอะไรกันอีกแล้วนี่นา ผู้ใหญ่ดีๆ ไม่ควรถือสาเด็ก ว่าแต่เขาจะคิดแบบนี้หรือเปล่าใครจะไปรู้ได้

            ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่เธอเห็นจากผังองค์กรออกมาจากลิฟต์พอดี เธอยกมือไหว้แล้วรีบวิ่งไปจะได้ไม่เสียเวลารอลิฟต์อีกตัว ใกล้จะบ่ายโมงอยู่แล้ว เด็กใหม่ไม่ควรเข้างานช้า

            “รอด้วยค่ะ”

            บานลิฟต์ที่กำลังจะปิดได้เปิดออกอีกครั้งแล้วค้างอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเจ้าของเสียงใสๆ ก้าวเข้ามา บานลิฟต์ก็ปิดลง ร่างสูงยืนนิ่งมองเงาของคนหอบเบาๆ จากกระจกตรงหน้า

            “ดีใจจัง เกือบไม่ทัน ขอบคุณนะคะ” รอยยิ้มขอบคุณค้างกลางอากาศเมื่อเห็นว่าคนใจดีที่เพิ่งชมนั้นทำหน้าเหมือนไม้กระดาน

“คุณ!?! ความซวยเข้าแล้วคงไม่ออกไปง่ายๆ

            สายตาคมวาวมองพนักงานใหม่ในชุดกางเกงสแล็คสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ผมยาวมัดไว้เรียบร้อย ไม่แน่ใจว่าแต่งหน้ามาเพียงบางๆ หรือไม่ได้แต่งเลย ดูแปลกตาสดใสกว่าพนักงานคนอื่นๆ ทว่าให้อย่างไรสำหรับคนถูกมองคงบอกว่าสายตาแบบนี้บ่งบอกความเป็นมิตรได้ยาก

            “มองมาแบบนี้รู้แล้วหรือยังว่าผมเป็นใครสำหรับที่นี่”

            อันนายกมือไหว้ไม่ได้กลัว แต่ไหว้ในฐานะที่เขาเป็นเจ้านายอีกคน “ทราบค่ะ แล้วพร้อมจะถูกไล่ออกตอนนี้เหมือนกัน ฉันแปลกใจตั้งแต่ที่นี่รับเข้าทำงานแล้ว คงไม่ใช่เรื่องดีๆ จากความสามารถแน่ๆ”

            เรียวปากหนากดลึกคล้ายยิ้ม แต่ไม่น่าใช่ เขากับเธอไม่ได้สนิทกันจนแสดงความรู้สึกต่อกันได้ อันนายืนนิ่งรอฟัง อีกไม่กี่วินาทีลิฟต์จะเปิดออก ตอนนั้นล่ะวินาทีสุดท้ายของการมีงานทำซึ่งจบลงเร็วกว่าที่คิด

            “คุณคิดว่าผมจะยอมให้รับคนไม่มีความสามารถเข้ามาทำงานเชียวหรือ นักธุรกิจถ้าได้ประโยชน์แม้จะเล็กน้อยทำไมจะมองข้าม”

            “คุณรับฉันเข้ามาทำงานเพราะความสามารถอย่างเดียวหรือคะ ทำไมฉันถึงคิดว่ามันน่าจะมีอะไรแอบแฝง” อันนายังไม่อยากเชื่อนัก การพบชัคที่ร้านอาหารของป้าอร แล้วยังที่รู้สึกว่ามีคนตาม ทำให้เธอเริ่มคิดว่าทุกอย่างเกี่ยวกับเขาไปหมด

            “คนอย่างผมถ้าดีมาก็ดีตอบ แต่ถ้าร้ายมาก็อย่าอยู่ร่วมกัน”

            “แล้วฉันอยู่เคสไหนล่ะคะ”

            “ตอนนี้คุณยังสบายกาย มีงานทำ ไม่ได้ถูกไล่ล่าไม่ใช่หรือ แต่ถ้าถอดใจลาออกเพราะมีผมอยู่ที่นี่ก็ถือว่าขี้ขลาด ไม่น่าสนใจ เสียเวลาเปล่า”

            แต่ละคำเหมือนธนูที่พุ่งเข้ามาปักตามร่างกาย อันนาเม้มปากเรื่องลาออกทำไมจะไม่อยาก แต่พอพูดแบบนี้ ต่อให้ต้องลากสังขารมาทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองก็ต้องทำ

            “เจอกันอย่าทัก ฉันจะคิดว่าเพิ่งรู้จักคุณ ตอนนี้คุณเป็นเจ้านาย ฉันเป็นพนักงาน บอกก่อนเลยนะ ถ้าฉันตกงานเพราะเบื้องบนสั่งมา แสดงว่าเรามีวุฒิภาวะไม่ต่างกัน”

            “คุณยังไม่ได้รับโอกาสนั้นหรอกน่า”

            ชัคเลิกคิ้วเหมือนฟังเรื่องแปลกประหลาดก่อนจะเดินออกจากลิฟต์ไปเพื่อเข้าสู่สำนักงานในชั้นที่ 14 ไม่เร่งร้อนอะไร เมื่อการมาครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่ใครเป็นพิเศษอย่างที่อันนาคงคิดว่าเขาหมายหัวเธอไปแล้ว

            อันนารีบเดินตามไปแค่วันแรกที่คิดว่าคงไม่พบกันง่ายๆ แต่กลับง่ายจนน่าโมโห แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ จะถามก็คงไม่ทันเมื่อเมธาเห็นชัคแล้วเดินมาต้อนรับแล้ว หลายคนในออฟฟิศมองจ้านายแล้วเผื่อแผ่มาถึงเธอ

ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม”

            ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ ต่อไปคุยงานก็ง่ายขึ้น” เมธายืนผึ่งผายไม่ได้ค้อมไหล่เหมือนคนอื่นๆ ตามแบบฉบับของคนหัวแข็ง

            อันนาเดินหลบฉากมาทางพริมมาแล้วมานั่งที่โต๊ะทำงานประจำตัว สายตาของชัคยังมองคู่สนทนาไม่ได้ปรายไปหาใครอย่างที่เมธากำลังสังเกตอยู่เงียบๆ

            ไหนๆ ก็มาแล้ว ผมอยากคุยเรื่องแบบจะได้สรุปกันได้เสียที ทางคุณพร้อมไหม”

            เอ่อ...พร้อมครับ ขอเวลาเตรียมห้องประชุมสักครู่”

            พริมมาเดินนำชัคมายังห้องรับรองเล็กๆ ที่ยังไม่เรียบร้อยนักเพราะมีกล่องใส่เอกสารที่ยังไม่ได้เปิดวางอยู่หลายใบ กาแฟมาเสิร์ฟให้หลังจากนั้น ชัคนั่งรอเงียบๆ พนักงานก้มหน้าก้มตาบ้างทำงาน บ้างก็จัดเอกสาร

อันนานั่งหันหลังให้ ไม่อยากให้ใครจับได้ว่ารู้จักอีตามาเฟียน้ำเมามาก่อน คำพูดของเมธายิ่งแปลกๆ อยู่

            เชิญครับห้องประชุมพร้อมแล้ว”       

            พนักงานทุกคนถูกเรียกเข้ามาในห้องประชุมเพราะนอกจาการตรวจงานตามความต้องการของชัคแล้วยังเป็นการกล่าวต้อนรับทุกคนเข้าสู่สำนักงานใหญ่ อันนาฟังการประชุมแล้วจดคอนเซ็ปต์ของงานไว้ ถึงงานจะผ่านแล้ว แต่ในอนาคตการออกแบบก็ต้องเกิดขึ้นอีก

เมธาหันมามองเธออยู่หลายครั้ง ในขณะที่ชัคไม่แม้จะสนใจด้วยซ้ำว่ามีเธออยู่ด้วย ระหว่างเจ้านายทั้งสองคน คนไหนมีอะไรในใจมากกว่ากัน

           

            อันนาออกมายืนรอรถเหมือนกับพนักงานคนอื่นๆ รถเมล์จอดหลังจากผ่านไปไม่กี่นาที ถ้าไม่นับช่วงเวลาที่ชัคเข้ามาในชีวิต วันนี้ก็เหมือนจะผ่านไปด้วยดี สายลมยามรถเล่นพัดใส่หน้า ไม่มีเพื่อนในยามหลังเลิกเรียน ไม่มีร้านไอติมที่ไปประจำด้วยกัน มีเพียงยามเย็นที่เดียวดาย         

อันนาลงจากรถเมล์เร็วกว่าป้ายปลายทางแล้วเดินไปยังสวนสาธารณะ อยากมาสำรวจเผื่อว่าจะมาวิ่งออกกำลังกายเพราะห่างจากหอพักเพียงเดินไม่กี่นาทีเท่านั้น สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนสูงใหญ่ มีสวยดอกไม้อยู่ไกลๆ หลายคนมาวิ่ง

            อีกแล้ว...

            ความสดชื่นสบายใจลดทอนลงเมื่ออันนารู้สึกว่ามีคนตาม ขาที่กำลังจะก้าวเปลี่ยนใจเป็นฝ่ายรอบ้าง เสียงเดินใกล้เข้ามา พอแน่ใจว่าไม่พลาดจึงหันไปเป็นชายสองคนใส่ชุดธรรมดาๆ เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีน ไม่ใช่สูทสีดำทั้งชุดอย่างที่เคยเห็น

            “บอกคุณชัคด้วยว่าฉันไม่ทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรอก เลิกตามได้แล้ว”

            ชายทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างเป็นมิตร ความโกรธของอันนาค่อยๆ ลดลง ถ้าอย่างนี้น่าจะคุยได้บ้าง

            “คุณชัคสั่งมาว่าถ้าคุณอยากให้เลิกตามก็ให้ไปกับพวกเรา มีคำถามที่คุณน่าจะตอบได้”

            น่าแปลก วันนี้ที่เจอกันทำไมเขาไม่ถาม แต่ก็นั่นล่ะ ในบริษัทคงไม่สะดวกละมั้ง

            “ก็ได้ ตอบแล้วนายของพวกคุณจะได้ไม่ส่งใครมาตามฉันอีก”

            ชายคนหนึ่งเดินนำทางไปยังรถ ส่วนอีกคนเดินขนาบข้าง อันนาไม่ทันคิดถึงความผิดปกตินี้ ไม่เลยสักนิด แม้กระทั่งเข้าไปในรถแวนสีดำกระจกติดฟิล์มทึบ เธอถอนใจอย่างเบื่อหน่าย นิ่วหน้าเมื่อได้กลิ่นที่อวลอยู่ในรถ แต่มันบางเบาจนมองข้ามไปในนาทีนั้น

เสียงโทรศัพท์ดังพอดีระหว่างเดินทาง ยังไม่ทันได้กดรับ กลิ่นหอมเอียนที่คิดว่าเป็นน้ำหอมเริ่มฉุนขึ้นจนรู้สึกเวียนหัว ตาเริ่มพร่ามัว พยายามส่งเสียงร้อง แต่โลกได้ดับวูบลงในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

แสงไฟนวลราวกับพระอาทิตย์ในยามเช้า ทว่าสมองที่มึนชาของอันนามั่นใจว่าเวลานี้ไม่ใช่ เธอสลบไปนานเท่าไหร่แล้ว กลิ่นหอมเอียนหายไป แต่กลิ่นเหม็นอับทำให้อาการเวียนหัวเข้ามาแทนที่

สายตาที่พร่าเลือนค่อยๆ ชัดขึ้นจนเห็นที่มาของแสงสว่าง หลอดไปยาวอยู่บนเพดานกลางห้องที่กว้างใหญ่คล้ายโกดัง มีกองลังรวมอยู่บนพาเลตไม้ เธอได้ยินเสียงเดินแต่ขยับตัวหันไปมองไม่ได้ เพิ่งรู้ตัวว่ามีเชือกเส้นใหญ่ตรึงร่างไว้กับเก้าอี้ ความกลัวจู่โจมเข้าสู่ใจ

            ชัคจะทำอะไรกันแน่?!?

            ไหนล่ะ เขาอยู่ที่ไหน อันนามองไปทั่วเท่าที่คอจะเอียงไปได้ ทว่ากลับพบชายเพียงคนเดียวในห้องที่กำลังเดินมาบังแสงไฟจนเกิดเป็นเงามองไม่ชัด ใบหน้าถูกซ่อนเร้นด้วยแว่นตาและผ้าปิดปาก

            “ฟื้นแล้วเรอะ ขอโทษที่ต้องพาตัวมา”

            อันนานิ่วหน้าฟัง ถึงรูปร่างจะสูงใหญ่เหมือนกัน แต่คนอย่างชัคไม่มีทางพูดคำขอโทษออกมา

            “ไม่ใช่...แกไม่ใช่คุณชัค”

            เสียงหัวเราะคำรามเบาพลางก้าวเข้าใกล้ “เสียใจงั้นรึ ถ้าคนของผมไม่บอกไปอย่างนั้น คุณคงไม่ยอมมาดีๆ น่ะสิ รักมันแล้วใช่ไหมล่ะ”

เก้าอี้ที่ตรึงร่างไว้กลายเป็นอุปสรรคเมื่อไม่สามารถหลีกหนีได้ อันนาตั้งสติแม้จะกลัวจนร่างสั่น หากจะฆ่าต้องมีเหตุผลที่นำไปสู่ทางออกสักอย่างสิ

“ตอบคำถามไม่กี่คำ แล้วคุณจะได้กลับไป”

นี่ไงล่ะเหตุผลที่เธอยังไม่ตาย พวกมันอยากรู้อะไร อันนาถอนใจพูดออกไปด้วยเสียงต่ำๆ ที่ไม่สั่นจนคนร้ายรับรู้ได้จะมีใครมาช่วยเธอบ้างไหม

            “ฉันไม่แน่ใจว่าจะตอบคำถามของแกได้หรือเปล่า”

            “ได้สิ วันนั้นคุณอยู่กับมัน”

            “วันไหน”มันที่ว่าคือชัคใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเธอกำลังเผชิญหน้าอยู่กับใคร ศัตรูของเขาหรือ

             “วันที่คุณไปผับ แล้วนั่งรถออกไปกับไอ้ชัคยังไงล่ะ” ดวงตาคู่นั้นส่องประกายมั่นใจ

ร่างสูงแต่ไม่บึกบึนเดินเข้ามาใกล้อีกมือทั้งสองข้างจับบ่าของเหยื่อไว้ทั้งข้างอย่างคาดคั้น สมาธิของเธอพลันเลือนหาย ความกลัวยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ช่างเหมือนในความฝันเหลือเกิน

“มันเป็นอะไร มันป่วยใกล้ตายแล้วใช่ไหม”

            “ฉันไม่รู้”        

            “รู้สิ ก็คุณอยู่กับมัน”

            ใช่แล้ว! อาการของชัคในคืนนั้น ความลับของเขาที่เธอดันไปรู้เข้า คนร้ายต้องการรู้ไปทำไม มันสำคัญมากนักหรือ ทำยังไงดี ถ้าบอกเธอจะมั่นใจได้ยังไงว่าจะไม่ตาย

            “เขาปกติดี ไม่ได้เป็นอะไร ถ้าเขาเป็นอะไรจริงๆ ฉันคงไม่รู้หรอก ฉันกับเขาไม่ได้สนิทกับอย่างที่แกคิด”

            ใบหน้าที่ถูกอำพรางไว้ส่ายไปมาไม่เชื่อ มือทั้งสองข้างบีบไหล่บางจนอันนานิ่วหน้าน้ำตาไหลรินด้วยความเจ็บระคนกลัวจนสติใกล้ถึงจุดที่ไม่อาจรับได้ เธออยากกรีดร้องให้ใครสักคนมาช่วย แต่มันจะมีประโยชน์อะไร เธอคงตายเพราะปืนที่วางอยู่บนโต๊ะห่างออกไป คงไม่มีใครมาช่วยทัน

            “ปล่อยฉันไปเถอะนะ ถ้าฉันเป็นอะไร คนที่สวนสาธารณะต้องรู้ว่าคนของแกเป็นใคร หรือต่อให้แกฆ่าฉันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา”

            ดวงตาเคียดแค้นเกลียดชังเปลี่ยนเป็นขบขันราวกับเธอพูดอะไรผิดไป

            อันนาฉวยจังหวะที่คนร้ายเผลอถีบใส่ข้อพับจนล้มลง แล้วใช้ขาทั้งข้างยันให้เก้าอี้ถอยหลังไปแล้ววิ่ง แม้จะไม่ถนัด เพียงไม่กี่ก้าวก็สะดุดล้ม

ไม่นะ!

เธอควรมาตายเพราะความลับของชัคงั้นหรือ รอยยิ้มผุดขึ้นที่ดวงตาราวกับว่าการฆ่าเป็นเรื่องน่าหฤหรรษ์ ปืนที่วางอยู่ถูกหยิบมามาแล้วเล็ง น้ำตาแห่งความกลัวไหลออกมา

            ปัง...?!?

อันนาหลับตาสะดุ้งสุดตัวยามนี้กระสุนคงเข้าสู่ร่างกายของเธอแล้วใช่ไหม ตรงไหนล่ะ แขน ขา หรือว่าลำตัว ทำไมไม่รู้สึกอะไรเลย ความตายควรเป็นแบบนี้ใช่ไหม แล้วทำไมเธอถึงยังได้ยินเสียงวิ่งรอบตัวไม่แน่ใจว่าใกล้เข้ามาหรือไกลห่างออกไป เสียงพูดทุ้มๆ ฟังไม่ออกเป็นคำ

            แสงสว่างจ้าหายไปแล้ว อันนาหายใจรวยรินพยายามลืมตา แต่ทำไม่ได้ ต้องปล่อยให้มันเป็นไปกระมัง เรียวปากบางยิ้มให้ชะตากรรม เสียงปืนดังมากราวกับอยู่ในสนามรบ คราวนี้กระสุนจะเข้าไปอยู่ตรงไหนของร่างกายเธอนะ

พลันความอึดอัดกำลังกลายเปลี่ยนเป็นเบาสบายราวกับลอยขึ้นสู่อากาศ หญิงสาวรวบรวมพลังงานที่เหลืออยู่น้อยนิดฝืนลืมตา ทว่ากลับทำได้เพียงเห็นแสงสักอย่างจากช่องว่างของเปลือกตา

            “ใคร...”

            ใบหน้าของใครสักคนที่นึกไม่ออกก้มลงต่ำแล้วยิ้มให้ เธอยิ้มกลับไปเมื่อคิดว่าหากความตายสวยงามและอบอุ่นแบบนี้ก็ไม่น่ากลัวแล้ว

            “ผมจะพาคุณกลับบ้าน”

            อันนาพยักหน้ารู้สึกดีใจที่ได้ฟัง

...กลับบ้าน

บ้านที่ไหนหรือ บนท้องฟ้าหรือว่าบนผืนน้ำ หญิงสาวถอนใจยาวแล้วเข้าสู่ราตรีอันมืดมิดที่ล่องลอย หวังเหลือเกินว่า หากตื่นขึ้นมาในสภาพไร้ร่างจะพบพ่อ น้ำตาพลันไหลรินอาบแก้ม สัมผัสอุ่นเบาซึมซับความเย็นซ่านออกให้ อุ่นเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กที่พ่อกอดอีกครั้ง

 

            มีแสงไฟส่องผ่านกระจกเข้ามาหลายครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยใครหลายคนที่ลงจากรถแล้วเดินเข้ามาในตึก แต่ไม่มีใครสักคนที่นาวินรอคอยจะได้พบมาตั้งแต่หัวค่ำ ผู้จัดการส่วนตัวกลับไปสักพักแล้ว แต่ดาราหนุ่มยังปักหลักรอเพราะความเป็นห่วงอันนา เวลาผ่านไปอีกเกือบชั่วโมง ความกังวลทำให้กระวนกระวายจนโทรหาธีรา บางทีอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน

            ธีรากดรับสายด้วยรอยยิ้ม ทว่าคำพูดแรกที่ได้ยินกลับทำให้ความดีใจเล็กๆ น้อยๆ หายไป

            “มดได้คุยกับน้ำไหม วันนี้สองคนนัดกันหรือเปล่า”

            “เปล่านี่ มีอะไรหรือ” ความน้อยใจย่อมน้อยกว่าความห่วงเพื่อนอยู่ดี

            ประตูกระจกเปิดอีกครั้ง นาวินมองอย่างมีความหวังแต่ก็ไม่ใช่อันนาเช่นเดิม “จะสองทุ่มแล้วน้ำยังกลับไม่ถึงห้องพักเลย โทรไปก็ไม่รับสาย วินกลัวจะมีเรื่องอะไรระหว่างทางน่ะ”

             “งั้นเดี๋ยวมดโทรตามน้ำแล้วกันนะ”

            สายถูกกดวาง แต่เพียงไม่กี่นาทีธีราก็โทรกลับมาชักห่วงตามนาวินไปอีกคน

            “ติดต่อไม่ได้เหมือนกัน รอที่นั่นนะวิน เดี๋ยวมดไปรอเป็นเพื่อน บางทีอาจจะเจอเพื่อนที่อื่นก็ได้”

            ธีราคงคิดในทางที่ดีไว้ นาวินพยักหน้าคิดตามนั้นกดวางสายแล้วรอคอยต่อไป บางทีอาจเหมือนคราวก่อนก็ได้ ทำไมช่วงนี้อันนาติดต่อไม่ได้บ่อยเสียจริง

 

 

 

                แล้วจะมา up ต่อค่ะ

            อัมราน_บรรพตี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #18 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 / 20:59
    งานนี้ จริงหรือหลอกคะเนี้ย งุนๆงงๆ
    #18
    0
  2. วันที่ 3 พฤษภาคม 2558 / 13:12
    รออ่านต่อนะคะ

    #17
    0
  3. วันที่ 3 พฤษภาคม 2558 / 13:12
    รออ่านต่อนะคะ

    #16
    0