กำราบรักจอมเผด็จการ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 12,008 Views

  • 54 Comments

  • 63 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    12,008

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 422
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    24 เม.ย. 58

ตอนที่ 3

 

นาวินถอนใจเดินไปเดินมาอยู่หน้าหอพักของอันนา ธีรานั่งอยู่ใกล้ๆ โทรหาเพื่อนไปด้วย จนเวลาล่วงเกือบชั่วโมงยังคงไร้วี่แวว ยุงหน้าหอพักค่อนข้างชุมเลยต้องย้ายมานั่งรอกันในรถแทน เกือบเที่ยงคืนแล้ว เสียงถอนดังสลับกันเป็นพักๆ ทุกครั้งที่เห็นแสงไฟหน้ารถจะพากันมองอย่างมีความหวัง แต่ก็ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

“ไปแจ้งความกันดีไหมมด  ขืนรอต่อไปวินคงบ้าก่อนแน่ๆ”

“มันยังไม่ครบ 24 ชั่วโมงเลยนะวิน เรารอต่อไปอีกนิดแล้วกัน ยัยน้ำไม่ใช่คนเหลวไหล บางทีอาจจะเจอคนรู้จักแล้วคุยเพลินก็ได้” ที่บอกไปธีราไม่แน่ใจเลยสักนิด

“แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ”

“คงต้องให้ลุงเมศของวินช่วยน่ะสิ”

นาวินไม่รอช้ารีบโทรหาลุงซึ่งเป็นตำรวจที่กว้างขวางมีลูกน้องพอสมควร ถึงตอนนี้จะยังไม่เกิดอะไรขึ้น แต่บอกไว้ก่อนเนิ่นๆ จะได้อุ่นใจ แค่ไม่กี่นาทีอันนาหายไปไหนกันแน่ เขาไม่น่าออกมาก่อนเลย

 

สายตาคมปรายมองร่างเพรียวบางที่ยังคงหลับใหลทั้งๆ ที่คิดว่าอีกประเดี๋ยวคงลืมตาขึ้นมาแล้วหาเหตุอ้างของการทำให้ชาญหลงเชื่อจนถูกพามาที่นี่ ความคิดเหล่านั้นผิดเมื่ออันนาไม่ได้ทำอะไร เปลือกตาบอบบางยังคงปิดสนิท แม้ว่าเขาจะจงใจกระแอมเสียงดังให้ได้ยิน หากเธอไม่ใช้ผู้หญิงกล้าบ้าบิ่น ประสาทแข็งจนไม่กลัว คงมีคำตอบเดียวว่าเธอไม่รู้สิ่งใดนอกจากความลับที่เก็บงำไว้ภายใต้ดวงตาที่ปิดสนิทนั่นเอง

ความสนใจในงานถูกแทนที่ด้วยความสงสัย ชัคเดินมาใกล้ๆ แล้วนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แพขนตาแนบกับเปลือกตาล่าง มือทั้งสองข้างกดไว้หลวมๆ ผมยาวสยายล้อมกรอบใบหน้าไม่ได้ดูสวยเด่น แต่น่าจดจำเมื่อเธอกลายเป็นผู้หญิงที่น่าสงสัย หากจริงดังที่ชาญบอกไว้ก็ยิ่งแปลกว่าเหตุใดลิลลาถึงทำแบบนั้น

สูทตัวหนาห่มลงบนร่างที่นอนขด อย่างน้อยเธอเคยแสดงให้เห็นถึงน้ำใจ แม้ว่าจะยังเคลือบแคลงว่าจริงใจหรือเป็นแผนการ เขาควรเรียกตัวหมอมาที่นี่ โทรศัพท์ถูกหยิบขึ้นทว่ายังไม่ทันได้กดโทรออกเพราะร่างเพรียวขยับ

“ฟื้นแล้วก็กลับไปได้”

สายตางุนงงเป็นสิ่งแรกที่ชัคเห็นจากอันนา เธอยันตัวเองลุกขึ้นมานั่งมองไปรอบตัวราวกับคนหลงทางก่อนจะมองตรงมาที่เขาเขม็งด้วยความตกใจระคนกลัว ก่อนจะสะบัดหน้าแรงๆ ทำแบบนั้นแล้วจะช่วยให้เขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้อย่างนั้นหรือ

“คุณ...อย่าเข้ามานะ” อันนาเวียนหัว สภาพห้องไม่เหมือนผับของนาวินเลยสักนิด ความกลัวกระแทกเข้าสู่หัวใจที่ร้อนผ่าว ร่างอ่อนแรงกระถดหนี แต่พอนึกได้ว่าอย่าทำแบบนี้ก็เชิดหน้าหาทางออกไปจากที่นี่

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...คะ”

แทนคำตอบที่ควรได้ ผู้ชายคนนั้นกลับกอดอกมอง อันนาไม่รอคำตอบเมื่อคว้าแจกันเนื้อใสใกล้มือมา ตอนนี้มีอะไรป้องกันตัวเองได้ก็ต้องใช้ให้หมด อยู่ดีๆ เธอจะมาอยู่ที่นี่ได้เองไหมล่ะ ถ้าไม่ถูกพามา แต่ทำไมไม่รู้ตัวเลย

“จะทำอะไร จะขว้างแจกันใบนั้นใส่ผมงั้นหรือ”

“ก็...ไม่แน่”

เสียงหัวเราะคำรามเบาๆ เหมือนสัตว์ร้ายที่พร้อมกระชากกัดคอเหยื่อให้ตาย อันนากำแจกันไว้มั่น ถ้าเขากระโจนเข้ามาเธอจะฟาดให้เต็มแรง ดวงตาวาววามไหววูบราวกับล่วงรู้ความคิด

“ถ้าฟื้นแล้วก็กลับไปเสียที การมาของคุณทำให้เกิดความยุ่งยากพอแล้ว”

ชัคลุกขึ้นยืนมองอย่างสงสารกึ่งไม่พอใจ เดินช้าๆ ไปมองวิวเบื้องล่างผ่านกระจกหนาหลังโต๊ะทำงาน หากเขาต้องพบใครสักคนไม่จำเป็นต้องมาในสภาพสลบไสล

ปลายเท้าเปล่าเปลือยเลื่อนมาวางบนพื้นพรม รองเท้าหล่นอยู่ใกล้ๆ อันนารีบสวมแล้วลุกขึ้น รู้สึกว่าตัวหนักเพราะมีเสื้อสูทคลุมอยู่ที่ไหล่ เธอถอดออกแล้ววางลงบนโซฟา

“ขอบคุณที่ห่มเสื้อให้ค่ะ”

 “ไม่เป็นไร ของที่มีใครใช้ต่อ ผมไม่รับคืน ดึกป่านนี้แล้ว ใส่ชุดที่เปิดเผยแบบนั้น คิดว่าเหมาะสมแล้วหรือ ถ้าจะเก่ง ควรรู้ว่ามีดีให้เก่งหรือยัง” ชัคตอบ ไม่หันมามองด้วยซ้ำ เมื่อเงาของอันนาสะท้อนเลือนรางที่กระจกตรงหน้า

อันนาหยิบเสื้อสูทมาใส่อีกรอบถึงสายเดี่ยวจะไม่ได้โป๊อะไรเพราะผมยาวช่วยปิดไว้ แต่ถ้านั่งแท็กซี่กลับหอก็ไม่ควร หญิงสาวขยับขาก้าวไปที่ประตู แต่ความคลางแคลงใจทำให้ต้องหันมาแล้วถามออกไปอย่างที่คิด

“แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่น่าละเมอเดินเข้ามาอยู่ในห้องของคุณได้หรอกนะคะ”

“เป็นคำตอบที่คุณควรไปหาเอง เชิญออกไปได้แล้ว”

เรียวปากบางเม้มปิดอย่างโมโห ทำไมเธอถึงไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องของตัวเอง คนอะไรจะหันหน้ามาคุยดีๆ ไม่ได้หรือไง อันนาต่อว่าอยู่ใจ ป่วยการทำเรื่องที่เสียเปรียบ หญิงสาวก้าวออกไป หมายใจอย่างมุ่งมั่นจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องมาที่นี่อีก ว่าแต่เจอกันมาสองครั้งแล้วยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร ชื่ออะไร คราวก่อนถึงเธอไม่ช่วยเขาน่าจะหาทางรอดได้เอง ท่าทางน่ากลัวชะมัด

 

ถนนด้านหน้าตึก Prime ไม่เปลี่ยวอย่างที่กังวล อันนากระชับเสื้อสูทให้แน่น ทั้งหนาวและกลัวนิดๆ รถยังแล่นส่วนกันไปมา แต่ไม่มากนัก เธอเดินไปตรงป้ายรถเมล์ที่สว่างดูน่าจะปลอดภัยพอแล้วรอเรียกรถแท็กซี่ รออยู่นานไม่น้อยกว่าจะมีรถแท็กซี่ผ่านมาสักคัน แต่ก็ไม่เกินความพยายาม

เมื่อตกลงเส้นทางกันได้อันนาจึงเปิดประตูกำลังจะก้าวเข้าไปนั่ง แต่ประตูกลับถูกตรึงไว้ด้วยคนที่เพิ่งไล่เปิดเปิงมา พอมองไปข้างหลังก็เห็นรถอีกคันจอดอยู่เปิดไฟหน้าแยงตา เธอมองแทนถามว่าเขาจะขวางไม่ให้เข้าไปในรถแท็กซี่ทำไมอีก ชัคมองเฉยรอจนอีกฝ่ายหลบตาไปก่อน ความพอใจบิดโค้งเป็นรอยยิ้มหยันที่มุมปาก

“กระเป๋าของคุณอยู่กับผม”

“ก็คืนฉันมาสิคะ” จริงๆ เสียด้วยขี้ลืมอะไรอย่างนี้ มือบางยื่นมือออกไปรอรับ แต่เขากลับไม่ส่งกระเป๋ามาให้เสียนี่ แถมยังมองมาเหมือนเธอทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก

“ไปที่รถ ผมไม่อยากเป็นหนี้ใคร”

“แต่ฉันไม่ไว้ใจคุณ” ไม่พูดเปล่าอันนายังเข้าไปนั่งรถแท็กซี่ให้รู้ว่าอย่างไรก็ไม่ไป

“ก็ได้” ชัคเข้ามานั่งในรถแท็กซี่แล้วปิดประตูเรียบร้อย “ออกรถได้แล้ว”

คนขับเบี่ยงเลนพารถออกไปทันที อันนาไม่มีโอกาสเปิดประตูออกไปด้วยซ้ำ ทำได้เพียงขยับตัวเองให้ห่างจากเขาให้มากที่สุด จู่ๆ บัตรใบหนึ่งก็วางให้ที่ตักพร้อมกับกระเป๋า เธอยิ่งงง

“ทำอะไรน่ะคุณ”

คำถามนี้ไม่ได้ยากเกินจะตอบ แต่ทำไมเธอถูกจ้องหน้า(อีกแล้ว) รู้หรอกว่ามันเป็นบัตรเครดิต แต่ให้มาทำไม อย่าบอกนะว่าเขาคิดเรื่องบ้าๆ อยู่

“รับไปจะได้ชดใช้เงินที่คุณให้ผมมา เอาบัตรนี่ไปกดซื้อของอะไรก็ได้จนกว่าจะพอใจ แล้วค่อยหักบัตรทิ้ง ผมไม่ชอบติดหนี้ใครนานๆ”

“แค่ร้อยบาทฉันไม่เอามาเป็นบุญคุณหรอกค่ะ”

            บัตรเครดิตถูกส่งคืนให้ แต่เขากลับไม่รับ อันนาเลยว่างไว้ข้างๆ ตัว สุดแท้แต่ว่าจะเก็บไปหรือปล่อยทิ้งไว้ตรงนี้ เธอไม่ใช่เจ้าของบัตรสักหน่อย ชัคมองเฉย ให้แล้วไม่คิดจะคืน บรรยากาศในรถแท็กซี่เงียบกริบ

อันนาคอยบอกทางจนกระทั่งมาถึงหอพัก หัวใจพลันอุ่นวาบเมื่อเห็นรถของนาวินจอดอยู่ หญิงสาวจ่ายเงินแล้วรีบเปิดประตูรถออกไป สายตาคมตวัดผ่านพร้อมๆ กับลงมาจากรถเช่นกัน

“หวังว่าเราจะไม่ต้องมาพบกันอีก”

ชัคเดินมาใกล้ อันนาถอยหลังจนหลังชิดรั้วเตี้ยๆ แววตานั้นช่างขำขันแล้วเป็นฝ่ายเดินจากไปยังรถที่ขับตามมา มีคนคอยเปิดประตูรถให้เสียด้วย เขาเป็นใครกัน อันนาไม่อยากเห็นใบหน้านั้นอีกจึงเดินเร็วๆไปหาเพื่อนที่พากันดีใจ

ธีราเข้ามากอดแล้วบ่นจนฟังแทบไม่ทัน รถสีดำมันปราบขับออกไปพอดี นาวินก็เห็นเช่นกัน ชายคนนั้นคุ้นๆ เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ถ้าเห็นนานอีกนิดคงจำได้ อันนานิ่วหน้าไม่รู้จะเล่ายังไงเพราะไม่รู้อะไรมากไปกว่าตื่นขึ้นมาแล้วเห็นหน้าชายคนนั้น

“หายไปไหนมายัยน้ำ พวกมดเป็นห่วงจนจะทึ่งผมตัวเองกันอยู่แล้ว ไปหาใครมางั้นเหรอ”

“เรื่องมันยาวน่ะ ขอเข้าห้องไปกินน้ำก่อนได้ไหม คอแห้งมากๆ”

“น้ำไม่เป็นอะไรแน่นะ” นาวินจับมือของเพื่อนไว้ด้วยความเป็นห่วง

มือบางดึงมือหนาออกแล้วเป็นฝ่ายตบไหล่นาวินเบาๆ

“ไม่เป็นอะไรจ้าวิน ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง ขับรถกลับบ้านดีๆ นะ”

นาวินพยักหน้า แต่ก็รอให้สองสาวเข้าไปในหอพักเรียบร้อยแล้วถึงได้ขับรถออกไป ธีราค้างห้องอันนาเพราะว่าดึกมากแล้วและต้องคุยเรื่องยาวๆ ของเพื่อนด้วย น่าตกใจระคนประหลาดใจไม่น้อยเมื่อชื่อตึกสามารถโยงไปถึงผู้ชายที่อันนาได้พบมาถึงสองครั้ง ชัค ธนเกียรติชัย ต้องการอะไรจากผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างเธอกันแน่

 

สัมผัสแสนคุ้นเคยที่คอหายไปพบเพียงความว่างเปล่า อันนาลืมตาตื่นแม้ว่าเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบตีสองแล้ว ความกังวลทำให้เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปท่ามกลางความสลัวรางมือควานหากระเป๋าที่จำได้ว่าถอดสร้อยคอที่สลักไม่ค่อยดีไว้ในนี้จะไปเปลี่ยนก็ไม่มีเวลา แต่กลับไม่พบจนแม้เทของทั้งหมดออกจากกระเป๋าก็ยังหมดหวัง เสียงกุกกักทำให้ธีราหรี่ตามองหาที่มาจึงเห็นเพื่อนนั่งอยู่ปลายเตียง นอกหน้าต่างยังไม่สว่างด้วยซ้ำ 

            “ตื่นมาหาอะไรแต่เช้าหรือยัยน้ำ ยังไม่ 6 โมงเลย”

            อันนาหันมามองแล้วยิ้มอย่างเกรงใจ “ขอโทษที่ทำให้ตื่นนะ ไม่มีอะไรหรอก น้ำหาสร้อยของแม่น่ะ มดนอนต่อดีกว่านะ”

            ธีราหลับตานอนต่อ อันนายังคงหาสร้อยต่อไปจนแน่ใจว่าคงไม่พบแล้วแน่ๆ ความเสียดายก่อเกิดกลางใจ ไม่ใช่เพราะมูลค่าของสร้อย แต่ความทรงจำที่ดีอยู่ในล็อคเก็ตซึ่งเป็นของเพียงอย่างเดียวที่แม่มอบให้เธอไว้ก่อนตาย สมบัติอะไรไม่สำคัญเท่าของสำคัญทางใจ

            กลิ่นกาแฟหอมๆ ช่วยปลุกธีราได้ดี อันนาทำอาหารเช้าง่ายๆ สำหรับสองคนอย่างขนมปังปิ้งกับไส้กรอก คนกินง่ายเลยไม่บ่นสักคำ  

            “เป็นไงบ้าง หาสร้อยเจอไหม”

            อันนาส่ายหน้าเสียดายไม่น้อย “ไม่เจอล่ะ ไม่รู้ไปตกหายที่ไหน เมื่อวานตอนอยู่ผับของวิน น้ำยังเปิดล็อคเก็ตออกมาดูอยู่เลยนะ สลักมันหลวมก็เลยเก็บใส่กระเป๋าไว้น่ะ บางทีอาจจะอยู่ที่ผับของวินละมั้ง เดี๋ยวน้ำโทรบอกให้วินช่วยหาให้แล้วกัน”

            “คงไม่หายไปไหนหรอก เดี๋ยวก็เจอนะ”  ขนมปังถูกจัดการหมดสองแผ่น ธีรากินน้ำแล้วก็นึกขึ้นได้ “เรื่องที่เราคุยกันเมื่อคืน มดว่ามันแปลกๆ”

            “แปลกตรงไหน”

            “ก็อยู่ดีๆ น้ำจะไปโผล่ในห้องทำงานจองคุณชัคได้ยังไงล่ะ ถ้าไม่มีใครพาตัวไป น้ำไม่รู้ตัวเลยจริงๆ เหรอ หรือรู้ตัวครั้งสุดท้ายตอนไหนก็ได้”

            “ตอนที่บอกกับวินว่าอีก 5 นาทีเจอกันหลังจากนั้นน้ำก็ไม่รู้ตัวอีกเลยจนกระทั่งมาอยู่ในห้องทำงานของอีตาคุณชัคน่ะ คิดๆ แล้วก็แปลก วินบอกว่าผับนั้นเป็นของเขาเหมือนกันนี่นา” พอมานึกดูมันก็เลือนรางเหมือนถูกอุ้ม แต่ไม่รู้อีกนั่นแหละว่าใคร

            “แล้วเขาจะวางยาน้ำ แล้วพาน้ำมาส่งที่หอให้หลักฐานมัดตัวเนี่ยนะ มันตงิดๆ เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง”

            “หรือว่า...” ลิลลาหรือเปล่านะ

            “หรือว่าอะไร”

            “ไม่รู้สิ ช่างมันเถอะ วันนี้น้ำจะเก็บของ เดี๋ยวตอนบ่ายๆ จะไปจ่ายมัดจำห้องพักที่ใหม่ มดกลับบ้านไปพักก็ได้นะ น้ำเกรงใจจัง”

            “ไม่เป็นไร อยู่ช่วยกันเนี่ยแหละ เอาไว้พาน้ำไปจ่ายมัดจำค่าห้องแล้วค่อยกลับบ้านแล้วกัน”

            อันนายิ้มให้เพื่อนอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบใจมากนะ ชีวิตน้ำมีเพื่อนไม่กี่คน มดเป็นเพื่อนที่ดีกับน้ำเสมอมา”

            “ก็เหมือนกันนั่นแหละ บอกมาเลยว่าจะเก็บอะไรบ้าง”

            ของที่ดูเหมือนไม่ได้มีมากมายอะไร แต่พอนำมาเรียงซ้อนแล้วเก็บลงกล่องที่อันนาไปขอซื้อจากร้านชำข้างล่างตึกถึงได้รู้ว่ามากเหมือนกัน แต่วันนี้เธอคงเก็บของเท่าที่เก็บได้ไป

 

            อันนาจ่ายเงินมัดจำหอพักแห่งใหม่ซึ่งไกลจากที่เดิมไม่กี่ซอยเท่านั้น เธอนั่งรถเมล์ต่อไปคอนแวนต์เพื่อหาคุณแม่มาเรีย  เด็กๆ กำลังเข้าเรียนกันในห้องต่างๆ เธอเดินผ่านสวนหย่อมที่เคยมาปลูกต้นไม้ดอกไม้เมื่อนานมาแล้ว ขนมที่ซื้อมาวางไว้ในห้องพักซิสเตอร์ที่ตอนนี้ไปสอนหนังสือ ส่วนคุณแม่มาเรียนั้นมีความรับผิดชอบมาในฐานะคุณแม่อธิการ ถ้าตอนนี้ไม่อยู่ในห้องทำงานก็คงเป็นห้องสมุด

            เสียงเดินเบาๆ ย่ำไปตามทางเดินหินอ่อน ราวกับอดีตได้ตราตรึงไว้ที่นี่ ตรงระเบียงหน้าห้องสมุดเป็นมุมโปรดไว้สำหรับอ่านหนังสือเพราะห้องสมุดเงียบเกินไปสำหรับคนที่ภายในหัวใจเงียบงันอยู่แล้ว อันนาเข้าไปในห้องขนาดใหญ่ซึ่งมีหนังสือเป็นพันๆ เล่ม สายตามองหาหญิงชราร่างอวบที่มีใบหน้าแสนใจดี         

            “น้ำเองหรือ ไม่พบกันเกือบเดือน เป็นยังไงบ้าง สอบเสร็จแล้วใช่ไหม” มาเรียกำลังจะปีนขึ้นบันไดไปเก็บหนังสือ พอเห็นอันนาเลยเปลี่ยนใจยืนรออยู่ตรงนั้น

            รอยยิ้มเป็นเพียงสิ่งเดียวที่คุณแม่มาเรียปรารถนาให้เธอมอบให้ในทุกครั้งที่พบกัน

            “คิดถึงคุณแม่มาเรียจังเลยค่ะ” แก้มหอมๆ ของผู้หญิงที่ใจดีที่สุดในโลกถูกจูบทั้งซ้ายและขวา “สอบเสร็จแล้ว มั่นใจว่าจบแน่ๆ มาค่ะ เดี๋ยวน้ำเอาหนังสือไปเก็บบนชั้นให้ ทำไมไม่มีใครมาช่วยคุณแม่เลยล่ะคะ ถ้าตกบันไดขึ้นมาจะทำยังไง”

            “งานเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเองจ้าน้ำ”

อันนาปีนขึ้นบันไปเพียงไม่กี่นาทีหนังสือทั้งหมดก็กลับไปสู่ชั้นวางในที่ของมัน มาเรียยิ้มอย่างเป็นสุขเมื่อเห็นดอกไม้ที่เคยอับเฉาเพราะน้ำมือคนเลว ทว่าตอนนี้ดอกไม้งดงามเบ่งบานกล้าต้านทานแสงอาทิตย์แล้ว

            มืออวบอูมลูบไหล่บางคนของเด็กที่เคยเสียใจจาการสูญเสียจนไม่พูดอยู่เป็นเดือน บทเรียนที่เกิดขึ้นทำให้ชีวิตของอันนากลับมาสู่เส้นทางที่ดีงามและปลอดภัย อ้อมแขนของเด็กที่กลายเป็นสาวกอดร่างอวบไว้ การขาดแม่และพ่อทำให้เธอโหยหาความอบอุ่นของใครสักคน ถ้าคุณแม่มาเรียเป็นแม่ของเธอได้จริงๆ ก็คงจะดี

           

            ห้องประชุมกำลังจะกลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดระหว่างผู้จัดการฝ่ายผลิตกับผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เมื่อชัคเรียกประชุมด่วนแล้วรอการให้เหตุผลเมื่อเครื่องดื่มตัวใหม่ที่เพิ่งลงขายในดีลเลอร์ทั่วประเทศมียอดขายน้อยกว่าคู่แข่ง ทั้งที่ทำงบโฆษณาไปไม่น้อย แล้วสาเหตุก็หลุดออกมาจนได้

            “บริษัท Alpha ออกเครื่องดื่มรสชาติที่ใกล้เคียงกับของบริษัทเรามากครับ เหมือนกับจงใจ แถมยังตัดหน้าเปิดตัวก่อนที่คุณชัคจะกลับมา”

            เรียวปากหนายิ้ม แต่ดวงตาแข็งกระด้างยามมององค์กรที่ควรได้รับการผ่าตัดครั้งใหญ่ สีหน้าแปลกใจประหนึ่งว่าเพิ่งรู้เหตุผล ช่างน่าขัน

            “จงใจสิ เรื่องแบบนี้คงเรียกว่าบังเอิญไม่ได้หรอก แผนงานการตลาดของเครื่องดื่มตัวต่อไปห้ามหลุดออกไปเด็ดขาด หากเกิดเหตุการณ์เหมือน 6 เดือนก่อน ผมไม่เพียงจะไล่ออก แต่ตำรวจคงต้องเข้ามาหาหนอนบ่อนไส้อย่างจริงๆ จังๆ เสียที”

            6 เดือนก่อน การเปิดตัวเครื่องดื่มตัวใหม่ถูกยกเลิกเมื่อบริษัทคู่แข่งอย่าง Alpha เปิดตัวเครื่องดื่มก่อน ทั้งรสชาติ สีและคอนเซ็ปต์ราวกับลอก Prime มาหมด ชัครู้ว่า ใครทำ แต่ก็จนใจพูดออกมาไม่ได้ มีเพียงพนักงานปลายแถวไม่กี่คนที่ถูกไล่ออกเท่านั้น

            “คุณชัคคิดว่ามีสายของคู่แข่งอยู่ในบริษัทหรือครับ” ผู้จัดการฝ่ายผลิตถาม

            เสียงหัวเราะฟังแล้วเย็นยะเยือกดังมาก่อนคำตอบที่ทำให้ใครต่อใครร้อนตัวจนเกลื่อนสีหน้ากันแทบไม่ทัน

            “ไม่รู้สิ วันนี้กับวันข้างหน้า อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้” ชัคมองนิ่งไม่แสดงอะไรออกมาให้เห็นว่าคิดหรือสงสัยใคร “หัวข้อต่อไป”

            เมธาก้าวออกมานำเสนอภาพของแบบต่างๆ จากฝ่ายออกแบบบรรจุภัณฑ์ฉายจากโปรเจคเตอร์ โดยเขาอธิบายคอนเซ็ปต์ของแบบทั้งหมดอย่างคล่องแคล่วและมั่นใจ แต่ละแบบก็จะมีความพิเศษที่ต้องการสื่อกับลูกค้าแตกต่างกัน

            สีหน้าเรียบๆ ไม่บ่งบอกความชอบของชัคสร้างความกังวลใจต่อผู้จัดการฝ่ายออกแบบบรรจุภัณฑ์ไม่น้อย การสูญเสียคนรักทำให้ผู้ชายเปลี่ยนไป แต่สำหรับชัคดูเหมือนจะบ้าอำนาจกว่าแต่ก่อนราวกับคนละคน

            “ผมอยากได้แบบที่ครอบคลุมได้ทุกวัยตั้งแต่คนอายุ 20 ไปจนถึง 40 ปลายๆ มากกว่าเจาะจงไปเลย เครื่องดื่มตัวนี้ไม่ได้ผสมแอลกอฮอล์ ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกอายุ”

            หลายคนในห้องประชุมพากันเห็นด้วย เมธารู้สึกเสียหน้าเพราะจนด้วยคำพูดเช่นกันว่าความคิดของชัคมาถูกทาง แต่ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากรับคำสั่งมาด้วยใบหน้าเห่อชาเมื่อเขากลายเป็นคนที่ตีโจทย์ไม่แตก

            “ครับ ถ้างั้นผมจะออกแบบมาให้ใหม่ในการประชุมปลายเดือนนี้”

            การประชุมลงเพียงเท่านั้น ชัคกลับไปยังห้องทำงานที่พ่อยกให้อีกครั้ง บางสิ่งวางอยู่กลางโต๊ะ เลขาบอกเขาว่าแม่บ้านพบมันเมื่อเช้า สร้อยทองคำขาวดูไม่มีราคาค่างวดอะไร ชัคมองของที่เหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางแล้วถอนใจ ไม่รู้ว่าเป็นความจงใจหรือบังเอิญกันแน่

...ทิ้งไปเสียก็สิ้นเรื่อง!

           

            ผับ Blue Moon เป็นที่แห่งสุดท้ายของการเดินทางในวันนี้ รวงไฟยังคงส่องประกายสวยล้อกับเลื่อมพรายของน้ำพุที่กำลังพลิ้วไหวตามเสียงเพลง อันนาไม่ได้มาที่นี่เพื่อท่องราตรี แต่เพื่อตามหาแล้วถ้ายังไม่พบสร้อยล็อกเก็ตอีกคงต้องทำใจ ไม่ว่าอะไรจะหายไป พ่อกับแม่ยังอยู่ในสมองและความทรงจำของเธอตลอดไป

            แสงไฟปราดเข้าใส่ตาบางสิ่งเข้ามาใกล้ อันนาหันไปเห็นอารามตกใจถอยหลังจนล้มลงพร้อมๆ กับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังใกล้หู พอลืมตาแสงไฟกลับสว่างกว่าเดิมเมื่อมันอยู่ตรงหน้า หัวใจของหญิงสาววูบหายราวกับตายไปแล้ว ตะลึงลานสับสนจนกระทั่งเงยหน้าขึ้นเห็นดวงตาที่เย้ยหยัน เสียงต่างๆ เริ่มเข้ามาในสมองที่ประมวลออกมาเป็นความตกใจของคนรอบข้าง

            “นี่เป็นวิธีใหม่ในการเรียกร้องความสนใจจากคุณงั้นหรือ”

            ...หือ?!?

            อันนากะพริบตาสะบัดศีรษะมองไปรอบๆ ก่อนจะมาจบลงที่ใบหน้าหล่อเหลาราวสวรรค์สร้างสิ่งดีงามมา แต่แถมรอยตำหนิให้ รอบแผลเป็นที่หางคิ้วสมควรอยู่ตรงนั้น แต่เรามีเรื่องเคยโกรธกันมาก่อนงั้นหรือ

อันนารู้เจ็บนิดที่เข่าๆ รถไม่ได้ชน แล้วเธอล้มลงไปได้อย่างไร มือทั้งสองข้างยันพื้นเพื่อขยับลุก

            “ทำไมเงียบไปล่ะ ไม่เถียงสักหน่อยหรือ อุตส่าห์เดินมาขวางทางรถเชียวนะ ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะคุณ”

            เสียงพูดเรียบราบก็จริง แต่เจือความหยามหยันแปล่งหู อันนานิ่วหน้ามองอีตามาเฟียน้ำเมาอย่างไม่พอใจ สติกลับเข้าที่เข้าทางในเวลาอันรวดเร็ว

            “ใครจะบ้าเดินมาให้รถชน คุณดูหนังมากไปหรือเปล่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นมีเพียงฉันมันซวยเอง หรือไม่คุณนั่นแหละจงใจขับรถมาชนฉัน เอาตรงๆ เลยนะ วันนี้เราอย่ามาทะเลาะกันเลย ไม่ว่าคุณโกรธอะไร ฉันขอโทษรวมๆ ไปเลยแล้วกัน”

            คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ เขาน่ะหรือเจตนาขับรถชนผู้หญิงที่หากสั่งคำเดียวคงไม่มีโอกาสได้พาตัวเองมาที่นี่ได้ด้วยซ้ำ

            ร่างเพรียวขยับก้าวขารู้สึกว่าเจ็บแปลบที่หัวเข่า แต่เวลานี้ต่อให้เจ็บไปทั้งตัวก็จะไปให้ได้ เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อพบเขาสักหน่อย ชัคมองตามแม้จะเพียงไม่กี่ก้าวก็สังเกตเห็น

            “เป็นอะไร”

            ไม่มีคำตอบให้ฟัง ชัคเดินไม่กี่ก้าวก็มาดักหน้าอันนาได้แล้ว เธอมองมาเหมือนเห็นเขาเป็นเพียงอากาศยังคงก้าวต่อ มือหนาคว้าข้อมือเล็กไว้ แม้ว่าเจ้าตัวจะสะบัดออก

            “ถามว่าเป็นอะไร ผมไม่ได้จะฆ่าคุณสักหน่อย ไม่ต้องทำเหมือนว่าใกล้ตายทุกทีเวลาเห็นหน้ากัน ที่นี่เป็นที่ของผม แต่คุณต่างหากที่จงใจเข้ามาใกล้ๆ เพื่ออะไร บอกมาเลย ใครจ้างคุณ ผมจะจ้างคุณสองเท่า แล้วไม่ต้องมาให้เห็นอีก”

            ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าถูกกล่าวหาทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง

            “สุดจะทนแล้วนะ ไม่มีใครจ้างฉันทั้งนั้นแหละ หลีกไป ถ้าไม่อยากเห็นหน้าก็ไม่ต้องมาขวางไว้”

มือเย็นเฉียบกำแน่นแล้วคลายออกก่อนจะผลักอกหนาเต็มแรง แต่เขากลับไม่ขยับสักนิด ร่างสูงใหญ่กอดอกมองอย่างพิจารณา

            “เมื่อเช้าแม่บ้านพบสร้อยล็อคเก็ตเส้นหนึ่งในห้องทำงานของผม”

            ขาที่กำลังก้าวชะงัก ใบหน้าหวานหันมาอย่างสนใจ

“ฉันขอดูสร้อยเส้นนั้นได้ไหม บางทีมันอาจจะเป็นสร้อยของฉัน”

เรียวคิ้วหนาขมวดมุ่นนึกอยากแกล้งขึ้นมา

            “ไม่รู้ จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเอาไปไว้ที่ไหน ติดตัวมาด้วยหรือทิ้งถังขยะไปแล้วก็ไม่แน่ใจ”

            ร่างสูงก้าวกลับเข้าไปในรถ อันนาคว้าบานประตูไว้ ดวงตาคมมองมาอย่างรำคาญ แต่เธอไม่สน ตอนนี้ถ้าเขามีสร้อยเส้นนั้นอยู่ ต่อให้ถูกไล่ก็ไม่ไป

            “ฉันอยากได้สร้อยคืน คุณก็แค่คืนมาให้ฉัน แล้วเราจะได้ไม่ต้องมาเจอะมาเจอกันอีก ตกลงไหมคะ”

            ไร้ซึ่งคำตอบ มือบางถูกปลดออกจากประตู แล้วรถก็เคลื่อนไปจอดหน้าผับ Blue Moon อันนารีบเดินตามไป ชัคยืนนิ่งเหมือนจะรอ พอเธอไปถึงเขาก็เดินเข้าไปในผับผ่านส่วนต่างๆ ไปยังห้องทำงานซึ่งอยู่ชั้นสอง ประตูห้องเปิดเชื้อเชิญราวกับให้ตามเข้าไป ถึงเป็นกับดักเธอก็ไม่กลัว        

            “ขอสร้อยคืนมาเถอะนะคะ ฉันไม่ได้อยากให้คุณเก็บได้หรอก แล้วก็ไม่มีใครจ้างฉันมาทำอะไรทั้งนั้น คุณช่วยเชื่อหน่อยเถอะ ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”

            โทรศัพท์ภายในถูกกดโทรออกไป อันนาเม้มปากขัดใจไม่ได้ฟังกันเลยใช่ไหมเนี่ย ถ้ากระโจนไปขย้ำหัวเขาได้คงทำไปนานแล้ว ชัคบอกให้ใครสักคนมาที่ห้อง รอไม่กี่วินาทีหญิงสาวในชุดสูทสีดำกับกางเกงสแล็คก็เข้ามา

            “มีอะไรให้ทำหรือเปล่าคะคุณชัค”

             “ดูข้อเท้าและเข่าของผู้หญิงคนนั้นให้ที เมื่อครู่หกล้ม” ชัคมองมาที่อันนา “อีกครึ่งชั่วโมงผมจะกลับเข้ามา ทุกอย่างต้องเรียบร้อย”

“ค่ะคุณชัค”

อันนาก้มลงมองขาตัวเอง กระโปรงที่ใส่พอดีเข่าทำให้เพิ่งเห็นว่ามีเลือดซึมจากแผลถลอก อีกทั้งข้อเท้าก็กำลังบวม เธอถูกพามานั่งแล้วพนักงานคนนั้นก็ทำแผลให้โดยไม่ถามอะไรสักคำ

ห้องทำงานอีกแห่งของมาเฟียน้ำเมาดูเรียบๆ เน้นโทนสีทึมๆ เหมือนหน้าตาและนิสัยเทาๆ ของเขาไม่น้อย ไม่มีรูปหรือของตกแต่งอะไร โต๊ะทำงานวางเด่น แฟ้มงานต่างๆ อยู่ในชั้นเก็บ ไม่มีอะไรดูพิเศษ

“เสร็จแล้วนะคะ อีกสักครู่คุณชัคจะกลับมา จะดื่มอะไรไหมคะ”

อันนาส่ายหน้าพลางยิ้มให้อย่างเกรงใจ พนักงานคนนั้นออกไปจากห้องแล้ว แต่ประตูยังเปิดค้างอยู่ การรอแม้จะไม่กี่นาทีสร้างความกระวนกระวายใจไม่น้อย เขามีสร้อยอยู่จริงๆ หรือว่าทิ้งถังขยะไปแล้วกันแน่ คนอะไรพูดกำกวม

ชัคเดินกลับมาที่ห้องเงียบๆ อันนาเดินไปหาใบหน้านิ่งเรียบราวหินศิลามองมา ริมฝีปากบิดขึ้นคล้ายจะยิ้ม แต่กลับไม่ใช่ ดวงตาปิดลงแล้วลืมขึ้นใหม่ มือยกขึ้นมาทาบที่อก ส่วนอีกข้างเท้ากับโต๊ะ หายใจหอบๆ ทั้งที่เมื่อครู่ยังปกติดี

            “เป็นอะไรน่ะคุณ”

            “ออกไปเดี๋ยวนี้” เขาบอกเสียงต่ำ ริมฝีปากเม้มปิด

            “อ้าว คิดจะเบี้ยวกันเหรอ” อันนาต่อว่าไม่จริงจังอะไรเพราะท่าทางของชัคดูเหมือนทรมานเจ็บปวดเกินกว่าจะมาคิดถึงเรื่องตัวเองได้ในตอนนี้ มือบางยื่นไปจับที่ไหล่ของเขา ใบหน้าคร้ามเงยมอง “เป็นอะไรน่ะคุณ หายใจไม่ออกหรือเปล่า เดี๋ยวฉันไปเรียกคนของคุณให้แล้วกันนะ เผื่อการหนักจะได้ช่วยกันพาไปส่งโรงพยาบาล”

            มือหนาคว้ามือบางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย พยายามเค้นเสียงที่ราวกับผ่านออกมาจากริมฝีปากยากเย็น

            “ไม่ต้อง ไปปิดประตูแล้วห้ามให้ใครเข้ามา ห้ามเห็นเด็ดขาด เร็วเข้า แล้วผมจะคืนสร้อยล็อคเก็ตให้”

            มือของอันนาถูกปล่อย แต่เธอกลับละล้าละลัง ไม่รู้ว่าชัคเป็นอะไร พอช้าเขาก็สั่งซ้ำจนต้องทำตาม แม้ว่าจะไม่เข้าใจสักนิด

 

 

 

 

 

แล้วจะมา up ต่อนะคะ

อัมราน_บรรพตี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #14 fsn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 / 21:50
    ท่าทางเจอกับโจทย์ยากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มา นะคะ คุณชัค
    #14
    0
  2. #8 Patimaporn Por (@patimaporn2316) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 เมษายน 2558 / 16:54
    แอร๊ยน่าย๊ากก
    #8
    1
  3. วันที่ 20 เมษายน 2558 / 11:32
    รออ่านต่อนะคะ

    #7
    0