กำราบรักจอมเผด็จการ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 12,003 Views

  • 54 Comments

  • 62 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    28

    Overall
    12,003

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 472
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    17 เม.ย. 58

ตอนที่ 2

 

            สุสานยังคงเงียบและสงบเพื่อสารภาพความเศร้าของผู้จากไปและต้อนรับผู้มาเยือนที่หัวใจได้รับการเยียวยาด้วยเวลาจนความเสียใจเบาบางลง แต่ไม่มีวันหายไป การภาวนาไร้ความหมายเมื่อธรรมชาติได้ทำตามกฎของมัน การจากลาเป็นเรื่องปกติที่สุดของมนุษย์ ทว่าการยอมรับช่างยากเย็น

            หินเม็ดเล็กๆรองเท้าที่เหยียบย่ำ สายตาของอันนามองไป หัวใจที่เคยสั่นระรัวในปีแรกของการสูญเสียได้กลับเต้นปกติเมื่อผ่านมา 8 ปี โลกหน้าหรือชีวิตหลังความตายมีไหม เธอไม่รู้ แต่การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาย่อมเป็นหนทางเลือกที่ดี หากเธอได้มีโอกาสได้เลือก

            กลีบดอกกุหลาบปลิวมาตามลม อันนามองหาที่มาของความละมุนหอม กลีบกุหลาบสีขาวกำลังโปรยออกมาจากมือของชายคนหนึ่ง หญิงสาวหันไปมองอย่างสนใจว่าเขาทำแบบนี้เพื่ออะไร ขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ ใบหน้าที่เพิ่งจำได้ว่าเคยเห็น แต่มั่นใจว่าไม่รู้จักหันมามองแข็งกระด้าง ทว่าดวงตาเจือความเศร้า

            อันนาชะงักเท้าไม่ก้าวต่อด้วยความเกรงใจระคนกลัว เขาหันมามองเธอยิ้มให้เริ่มมองหาออกไปจากตรงนี้ สายตาคู่นั้นรับรู้ก่อนจะมองเลยไปราวกับเธอไร้ตัวตน ไม่มีคนชุดดำตามเขามาหรอกหรือ

            “คุณ...ระวัง”

            ยังไม่ทันได้หันไปมองด้วยซ้ำ ร่างก็ถูกรั้งให้ก้มต่ำลง เสียงทึบๆ ดึงขึ้นใกล้

            ...ปึ๊ก ปึ๊ก...

ตรงพื้นห่างไปเพียงไม่กี่ก้าวมีรอยไหม้เป็นรูโหว่ สัญญาณอันตรายในสมองกรีดร้องให้รีบหนี แต่คนเดียวหรือด้วยกัน มือบางคว้าข้อมือหนา เขากำลังหาทางหนีทีไล่พลางแทรกมือเข้าไปในเสื้อ

            “มาทางนี้ก่อนค่ะ”

            อันนารั้งให้คนไม่รู้จักเดิมแกมค้อมหลังโดยมีแผ่นหินเป็นที่กำบัง มือหนากระตุกเบาๆ ให้ปล่อย หญิงสาวหันไปมองชั่ววินาที สุสานแห่งนี้อยู่ใกล้สถานศึกษาที่มีข่าวตีกับคู่อริอยู่บ่อยๆ เสียด้วย

            “ไปหลบก่อนไหมคุณ ไม่รู้พวกวัยรุ่นแถวๆ นี้หรือเปล่า”

            ร่างสูงใหญ่ยอมให้มือเล็กรั้งนำไปยังทางเส้นเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้เต็มไปหมด อันนามองหาที่พอจะหลบซ่อน ซุ้มดอกการเวกที่เถาม้วนจนหนามีใบช่วยปิดบังช่องว่างภายในใหญ่พอจะเข้าไปได้ เธอแหวกช่องเล็กๆ เข้าไป ชายแปลกหน้ายืนเฉย พอขมวดคิ้วใส่ก็เดินตามเข้ามา ช่องว่างถูกเกลี่ยปิดแล้วซุ่มมองจากข้างใน พวกอันธพาลยังตามมาสองคน สายตายังมองหาคู่อริแล้วตรงมาทางนี้เรื่อยๆ

            “ผมคิดว่า...” มือบางตะปบปิดปากของเขาไว้

            “อย่าเสียงดังสิคุณ เผื่อพวกนั้นได้ยิน จากที่จะถล่มกัน กลายจะเป็นมาถล่มเรา รออีกเดี๋ยวพวกนั้นคงไป”

            อันนาดึงมือกลับมาเพ่งสมาธิจดจ่อที่คนภายนอก ร่างสูงถอนใจไม่พูดอะไรอีกยืนนิ่งฟังเสียงคนกลัวจนแทบไม่กล้าหายใจดังๆ  แต่ยังมาช่วยคนแปลกหน้า ระหว่างพวกนั้นกับเขา ถ้าเรารู้จักกันมากกว่านี้ เธอคงรู้ว่าใครอันตรายและควรอยู่ให้ไกลมากกว่ากัน           

            ผ่านไปหลายนาที ระหว่างนั้นกลับมีคนแปลกหน้าอีกกลุ่มเข้าในบริเวณสุสาน ทำให้พวกที่มาก่อนร่นถอยไป       “เรารีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า ไม่รู้กลุ่มไหนมากันอีกแล้ว อย่างกับพวกทวงหนี้แน่ะ”

            ยัยสายตำรวจเก๊มองเป็นพวกทวงหนี้งั้นหรือ!? เขามองลอดผ่านช่องว่างของเถาการเวกออกไป ไม่เหมือนสักนิด เสียงขยับตัวทำให้ต้องหันมามองหญิงสาวข้างกาย เธอหาทางออกไปจากซุ้มแถมยังกวักมือเรียก เขาก้าวตามไปด้วยความสงสัย โทรศัพท์กำลังสั่น แต่เจ้าของจงใจยังไม่รับมันตอนนี้

            อันนาเคยมาบ่อยจนรู้ทางที่เด็กๆ ใช้สำหรับเข้ามาโดยไม่ต้องเดินไปทางประตูด้านหน้า ประตูบานเล็กอยู่ตรงนั้นมีดงดอกลั่นทมบังหากไม่สังเกตคงเห็นลำบาก เธอเลื่อนประตูไปด้านข้าง ภายนอกยังมีต้นส้นขนาดสองคนโอบบังไว้ ร่างสูงเดินตามไปอีกนิดเดียวเท่านั้นก็พบถนนใหญ่ ราวกับมาสู่โลกอีกใบเพียงผ่านประตูบานเดียว

            “เราคง...ปลอดภัยแล้ว เรื่องวันนี้ฉันจะโทรมาบอกหลวงพ่อแล้วกันนะ มีเรื่องแบบนี้บ่อยๆ ตำรวจน่าจะเข้ามาดูบ้างได้แล้วเนอะคุณ”

            เขาไม่ตอบทันทีแต่มองไปยังรถที่กำลังแล่นขวักไขว่ “ใช่ แต่อะไรต่างๆ อาจไม่ใช่อย่างที่คิด”

            “ฉันไปก่อนนะคุณ” อันนาไม่รู้จะพูดอะไรต่อก็รอดมาด้วยกันแล้วนี่ “แล้วคุณจะไปไหน กลับเข้าไปตอนนี้อาจจะไม่ปลอดภัย”

            “รถของผมอยู่ในนั้นคงยังกลับบ้านไม่ได้เพราะกระเป๋าสตางค์และ...ช่างเถอะ อยู่ที่นั่น”

            อันนาหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าสตางค์หนึ่งร้อยบาทแล้วยื่นให้ร่างสูงใหญ่ที่เธอสูงถึงเพียงแค่ไหล่

            “อย่าเพิ่งกลับเข้าไปเลยค่ะ รออีกสักนิด หรือมาพรุ่งนี้ใหม่ดีกว่า มันใกล้จะมืดแล้ว อันตรายเปล่าๆ” น่าแปลกเมื่อวันก่อนยังเห็นลูกน้องรอบตัวเขาไปหมด หรือว่าเธอจะเข้าใจผิด ช่างเถอะ คงไม่ได้เจอกันอีกหรอก

            เขามองเงินนิ่งไม่มีทีท่าว่ารับมา น่าขันเสียเหลือเกิน ไม่ใช่เงินไม่มีค่า เพียงแต่ว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องรับเงินจากใคร

            “รับไปเถอะค่ะ จะได้มีค่ารถกลับบ้าน ดีกว่ากลับเข้าไป เผื่อคนพวกนั้นยังอยู่...” อันนาประหม่านิดๆ เพราะกลัวเขาเข้าใจเจตนาผิด

            มือหนายื่นมารับเงินไป เมื่อไม่มีอะไรให้ทำมากกว่าไม่ทำให้ผู้หญิงคนนี้เสียค่าน้ำใจที่ช่วยคนอื่น บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุการณ์การที่สร้างขึ้นเพื่อตีสนิทก็ได้ น่าหาคำตอบไม่น้อย

            “ขอบใจ”

            อันนายิ้มรู้สึกโล่งอกก้มหน้าให้เขานิดหนึ่งแล้วก้าวขึ้นรถที่จอดห่างออกไป ดวงตาแข็งกระด้างแลอ่อนลงมองแผ่นหลังบอบบางที่หายลับไปพร้อมกับรถเมล์คันนั้น เงินหนึ่งร้อยบาทในมือถูกมองด้วยความแปลกประหนึ่งผิดที่ผิดทาง

            “คุณชัค...อยู่ที่นี่เอง”

            ชัคหันไปมองบอดี้การ์ดส่วนตัวพลางเก็บเงินใส่กระเป๋าเสื้อแล้วไม่ได้คิดถึงมันอีกเลย รถยนต์สีดำแล่นเข้ามาจอด เพียงครู่เดียวก็แล่นจากไป วัยรุ่นที่มาก่อกวนถูกชาญจับล็อคแล้วให้ลูกน้องพาไปส่งตำรวจเรียบร้อยแล้ว

           

รถสปอร์ตสีดำกำลังเล่นเข้ามาจอดหน้าตึก Prime ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของธุรกิจเครื่องดื่มที่ทำกำไรได้มหาศาล โดยมักเกิดคำถามควบคู่ถึงปัญหาสังคมจากผลิตภัณฑ์ที่วางขายในร้านรวงต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อธุรกิจของตระกูลดำเนินมาถึงทายาทรุ่นที่สาม คำถามเหล่านั้นจึงซาลงไปเมื่อการทำประโยชน์ให้สังคมค่อยๆ ลดทอนความหมิ่นเหม่ของธุรกิจลงได้

            ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำราวกับไว้ทุกข์มาตลอดทั้งปีเดินอย่างสง่างามเข้ามายังทางเดินที่พนักงานรอต้อนรับ หลังจาก Prime Corporation ดูแลโดยคุณชรันผู้เป็นบิดาของคุณชัคมาร่วม 6 เดือน การตายของคู่หมั้นสาวอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนต่างเข้าใจถึงเหตุผลที่พักงานงานของประธาน ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาแฝงคมเขี้ยวบางอย่างที่ทำให้ชรันอยากได้ลูกชายคนเดิมกลับมา

            ชาญเดินเยื้องเบื้องหลังผู้เป็นนายไปยังลิฟต์ มีผู้จัดการอีกสองคนตามเข้ามาตามคำสั่งที่ต้องการฟังรายงานการทำงาน แม้ว่าจะอ่านรายงานการประชุมมาหมดแล้วก็ตาม ความระแวงกลายเป็นอาวุธประจำกายที่ไม่มีใครมองเห็นภายใต้สีหน้าว่างเปล่า จากครึ่งเช้าผ่านไปจนบ่ายโดยข้อมูลต่างๆ อัดแน่นในสมอง

            “ขออนุญาตครับ” ชาญเอ่ยก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง

            ชัคพยักหน้าแล้วรอฟัง กำลังจะใกล้เหมือนหุ่นยนต์เข้าไปทุกที หากไม่มีความหวังของใครต่อใคร เขาคงไม่นั่งอยู่ตรงนี้แล้ว

            “วันนี้ผู้หญิงคนนั้น...เอ่อ คุณอันนา ออกไปหาหอพักที่ใหม่ครับ”

            ชัคเลิกคิ้ว ดวงตาแปลกใจเล็กน้อย “ให้คนตามต่อไป”

            “ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่สายของใคร แล้วรู้ว่าถูกตาม แล้วเธออาจจะแจ้งความ...”

            เรียวปากหนากดยิ้มหยัน เอ่ยตอบน้ำเสียงเรียบราบ “ก็ดีน่ะสิ ในเมื่อคิดก่อนทำลงไปแล้วจะกลัวไปทำไม ผมหวังว่าผู้หญิงคนนั้นหรือคนไหนๆ จะไม่ใช่ แต่ถ้าใช่ก็ถือว่าคนของเราไม่เสียเวลาเปล่า มันทำแน่ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

            ชาญหมดคำถาม การประชุมผู้บริหารทั้งหมดจะเริ่มอีกสิบนาทีข้างหน้า ชัคไม่ต้องอ่านอะไรเพิ่ม ในเมื่อวันนี้เขามาเพื่อฟังและพินิจพิจารณา จะไม่มีคำว่าพลาดเหมือนในอดีตอีก สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นเพื่อเป็นบทเรียน แต่ข้อดีของมันย่อมมีอยู่ เขาจะไม่พลาดซ้ำสอง

 

            อันนากับธีราเดินตามนาวินมาภายในคลับที่เขาบอกว่ามีหุ้นอยู่ด้วย การตกแต่งใช้โทนสีสบายตาไม่ฉูดฉาดและไม่เปิดเพลงเสียงดังรำคาญหูอย่างที่เคยพบมา พนักงานแต่งตัวเรียบร้อย ไม่เน้นนุ่งน้อยห่มน้อย มีโต๊ะว่างตรงชั้นสองซึ่งเป็นระเบียงยื่นออกไปยังสวนด้านหลังเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา

            ธีรากับอันนานั่งลงแล้วมองไปรอบๆ ซึมซับความงดงามของธรรมชาติ เสียงโมบายจากเปลือกหอยชวนให้บรรยากาศยามค่ำน่าสบาย เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้ามาตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกคงสวยน่าดู

            “เปิดมานานหรือยังน่ะวิน ดีจังมีธุรกิจหลายอย่าง”

            “เปิดมาได้เกือบ 3 เดือนแล้วล่ะ เผื่อวันไหนไม่มีใครจ้างจะได้ไม่อดตายไงล่ะน้ำ”

            “แล้วร้านตรงโน้นของใคร คนเยอะจัง” ธีราถามระหว่างที่รออาหารและเครื่องดื่ม

            นาวินมองตามจะว่าทึ่งก็คงได้ บริเวณนี้เป็นสถานบันเทิงที่เป็นจุดศูนย์รวมของนักเที่ยว แต่ผับแห่งนั้นกลับโดดเด่น ใหญ่ที่สุดและครบวงจร

            “เคยได้ยินชื่อเสี่ยชัคไหม นั่นแหละเจ้าของ รวมทั้งตึก Prime ที่อยู่ใกล้ๆ นั่นด้วย ได้ข่าวเป็นเจ้าของบริษัทเครื่องดื่ม มีสาขาอยู่ต่างประเทศอีกต่างหาก วินไม่เคยไปหรอก คู่แข่งกันนี่นะ”

            สองสาวส่ายหน้ามองตาพากันร้องโห อันนาชักอยากรู้ความแตกต่างเสียแล้วสิ  ของเหมือนกัน ทำไมถึงมีอันหนึ่งโดดเด่นกว่า

“ลองไปกันไหม วินจะได้รู้ไงว่าคู่แข่งมีดีตรงไหน จะได้เอามาปรับปรุงข้อเสียของตัวเอง”

            “น่าสนใจ ไปด้วยกันนะมด” นาวินหันมาชวน

            ธีรายิ้มดีใจยังไม่ตกสำรวจ “แน่นอนสิยะ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันสิ”

            อาหารทยอยเข้ามาพอดี หัวข้อสนทนาหยุดลงชั่วคราวเมื่อสองสาวพากับช่วยวิจารณ์รสชาติของอาหารกันอย่างสนุกสนาน นาวินจำไม่ได้ก็รีบจดจะได้ไปบอกพ่อครัว

 

            แสงไฟเรืองรองด้านหน้าลานน้ำพุที่แสงไฟสีต่างๆ กำลังทำให้เกิดภาพตามแต่ใครจะจิตนาการว่าเป็นตัวอะไร ราวกับจินตลีลาแสงสีและสายน้ำคลอเสียงเพลง ธีราอ้าปากมองอย่างทึ่งๆ ขนาดว่ายังไม่ทันถึงตัวผับ Blue Moon ด้วยซ้ำ   

            พอเดินผ่านน้ำพุมาก็มีมุมวาดภาพทั้งเหมือนจริงและล้อเลียนซึ่งเคยเห็นที่อื่น แต่ไม่นึกฝันว่าจะมีที่ผับซึ่งทำเป็นซุ้มอย่างดีดูมีราคาน่าสะสมมาก ประตูทางเข้ามีพนักงานสาวสวยในชุดเปิดเนื้อหนังบ้าง แต่ดูดีไม่มากไป ภายในผับช่างเหมือนหลุดเข้ามาในวังที่สวยวิจิตร ไม่ใช่มืดๆ เสียงดังน่ารำคาญ

            ลูกค้ามีทั้งวัยทำงานและวัยรุ่น ซึ่งแยกโซนกันไป รวมทั้งลูกค้าระดับไฮโซที่อยู่ชั้นสอง แม้กระทั่งแก้วที่ใช้ยังดูมีลูกเล่นอย่างกับเป่ามาแต่ละใบโดยเฉพาะ ยังไม่รวมเวทีต่างๆ ที่แยกกัน โดยมีผนังแก้วหนากั้นไว้ไม่ให้เสียงรบกวนแต่สามารถเห็นได้ทั่ว

            “เวอร์วังอลังการล้านแปดมาก ถึงว่าลูกค้าเพียบ” ธีรายอมรับแบบไม่ต้องหาข้อแก้ตัวให้เพื่อน เสียงกรี๊ดดังเข้าหูยามเดินผ่านพอดี “แล้วนั่นคนกำลังมุงอะไรกัน”

            อันนาจับแขนเพื่อนที่มัวดูเลยสะดุดขาตัวเองเซ นาวินไม่ทันเห็น พอหันมาอีกทีสองสาวพากันยิ้มให้ 

            “นักร้องที่กำลังดังอยู่ตอนนี้ วิก้าไง คนนี้เสียงดีจริงๆ นะ ส่วนที่สีไวโอลินแว่วๆ ข้างบนน่ะเพิ่งได้รับรางวัลอะไรสักอย่าง กลับไทยพอดี รู้งานจริงๆ ทุ่มทุนชะมัด ถึงว่าไม่มีใครโค่นร้านนี้ได้” ไม่อยากจะยอมรับเลย แต่ผับของเขากับที่นี่ห่างชั้นกันจนมาเทียบกันยังยาก

            “ไปหาที่นั่งกันดีกว่า”

            เพียงมองหาโต๊ะพนักงานก็เดินเข้ามาบริการแบบทันใจ ลูกค้ายังเข้ามาเรื่อยๆ อันนามองอย่างสนใจพยายามหาจุดเด่นอื่นๆ ที่จะสามารถบ่งชัดได้อีกว่าที่นี่มีดีอะไร พลันสายตาก็ทันเห็นแขกรายล่าสุดที่เข้ามาพร้อมกับชายร่างสูงแต่งตัวแมนๆ แต่การเดินน่าจะเพื่อนสาว ให้ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็จำได้ ครั้งสุดท้ายที่พบกันเหมือนลิลลาจะโกรธเธอมาก ไม่สิ แค่เธอหายใจใส่รายนั้นก็ไม่พอใจแล้ว

            “ยัยน้ำมองใครเหรอตาเขม็งเชียว” ธีรามองตาม แต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากคนมากมายที่ดาหน้ากันเข้ามาอย่างกับใครเชิญ

            “ไม่มีอะไรจ้า เหมือนจะเห็นคนหน้าคุ้นๆ น่ะ”

            “หาอะไรกินกันก่อนนะ ช่วยกันวิจารณ์ให้หน่อยนะ แล้วค่อยกลับไปผับของวิน บางทีอาหารอาจแย่ก็ ทีนี้ล่ะจะได้โปรโมทจุดแข็งของผับวินได้ไง”

            “จัดให้ แค่วันนี้วันเดียว นายรู้ไหมว่ามดจะต้องไปออกกำลังกายอีกกี่วัน แต่ก็นะทำเพื่อเพื่อน”

            สองเพื่อนเกลอพากันหัวเราะ เรื่องกินก่อนออกกำลังกายทีหลังเป็นเรื่องปกติของธีราอยู่แล้ว นั่งคุยกันไปพลาง ดูบรรยากาศกันไป อันนารู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองมาพอหันไปมองก็ถอนใจเซ็งๆ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็เผชิญหน้าไปเสียดีกว่า  

            “ไปห้องน้ำก่อนนะ”

            อันนามันใจสายตาคู่นั้นยังคงมองมาอยู่จึงเดินเข้าห้องน้ำไป รออยู่ชั่วอึดใจ ใครบางคนที่อำพรางใบหน้าด้วยการปล่อยผมลงมาปิดแก้ม อีกทั้งยังใส่หมวกใบเก๋แม้จะอยู่ในร่มก็ตามมา เรียวปากเคลือบลิปติกสีชมพูอ่อนหวานยิ้มละไม      “ตอนแรกที่เห็นนึกว่าไม่ใช่ เธอจริงๆ เสียด้วย เป็นไง สบายดีไหมตั้งแต่... ไม่เอาดีกว่า หายไปนานเลยนะ ไม่ส่งข่าว คิดถึงนะรู้ไหม ฉันก็ไม่ว่างเท่าไหร่”

            ลิลลายิ้มสวยไม่เคยเปลี่ยน แม้กระทั่งตอนโกงข้อสอบจนได้คะแนนมากที่สุดในชั้นเรียนสมัยมัธยม อันนากอดอกมองเฉยๆ ไม่ยิ้ม ไม่บึ้งตึง อยากรู้เพียงแค่ อดีตเพื่อนตามมาทำไม รู้ทันเสียแล้วว่าคำพูดลื่นหูเป็นเพียงคำลวง คำว่าคิดถึงของลิลลาไม่ต่างจากคำพูดว่า...ไปตายซะ นั่นเอง อาชีพนักแสดงทำให้มีหน้ากากหลายใบมากสินะ

            ลิลลาเบี่ยงหน้าหลบกลัวใครจำได้ หากจะเป็นข่าวเธอต้องได้กระแสในทางที่ดี แต่เวลานี้คงหวังถึงขนาดนั้นไม่ได้ สายตาของอันนาไม่ได้เจ็บปวดเจียนตายอีกแล้ว เวลาช่วยเปลี่ยนให้คนโง่และพ่ายแพ้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง

“จนป่านนี้แล้ว เธอยังไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะ ความริษยายังไม่หมดไปอีกเหรอ ทั้งๆ ที่ฉัน...” สายตาเย้ยหยันมองอดีตเพื่อนตั้งแต่ใบหน้าสวยๆ เสื้อผ้าดูดี จนถึงรองเท้าแบรนด์เนม สิ่งเหล่านี้ต้องแลกจากอะไรมา

เรียวปากสวยเม้มปิด มองเสื้อผ้าปอนๆ ของอันนาแล้วเบ้ปาก “เรามันก็ทะเยอทะยานเหมือนกันนั่นแหละ”

            “ไม่หรอก ฉันไม่เหมือนเธอ พอที ฉันจะไม่คุยเรื่องนี้อีก หลีกไป”

            อันนาเดินจากไปโดยไม่ทิ้งความโกรธไว้เหมือนที่ผ่านมา ลิลลาผิดคาดได้แต่มองตามอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ ทรงพลเดินมาตามเพราะนักข่าวมาแล้วจึงทันเห็น

            “ใครเหรอลิล ดาราใหม่หรือเปล่า”

            “ก็แค่...เพื่อนเก่า มาก็ดีแล้วลิลมีเรื่องให้พี่พลช่วยค่ะ” พลาดไม่ได้เจอชัค แต่ได้อย่างอื่นมาแทนก็ไม่เสียเที่ยว

            ทรงพลเอียงหูเข้าไปใกล้แล้วฟังแผนการที่เพิ่งคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ของลิลลา

 

อาหารอร่อย เช่นเดียวเครื่องดื่มที่รสชาติกลมกล่อม นาวินทำหน้าเหมือนพ่ายแพ้ไปแล้ว สองสาวช่วยกันวิจารณ์จนเขาอยากจะกลับผับตัวเอง มันต้องมีจุดบกพร่องบ้างสิ ธีราหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน อันนาช่วยปลอบใจอีกคน

“ออกไปเต้นกันดีกว่า กินมาก นั่งมาก น้ำเริ่มง่วงแล้ว”

ธีรากอดคอเพื่อนออกไปเต้นกันสนุกๆ นาวินตามมาสมทบกันหนุ่มๆ เข้ามาแจกขนมจีบสองสาว พอเพลงจบลง อันนากลับมาที่โต๊ะก่อน นาวินตามมาแต่ตาก็มองธีราที่ยังเต้นไม่เลิก พลันสายตาก็บังเอิญไปเห็นใครบางคนเข้า

“มีอะไรหรือเปล่า”

นาวินเอาตัวมาบังเธอไว้แล้วดึงหมวกให้ปิดใบหน้ามากเข้าไปอีก

“มีนักข่าวน่ะสิ น่าเบื่อชะมัด ไอ้เจ้านี่เขียนข่าววินเสียๆ มาหลายรอบแล้ว ถ้าเห็นมาที่นี่กับน้ำคงเขียนตีสีใส่ไข่จนเป็นเรื่องคาวโลกีย์แน่ๆ วินไม่อยากให้น้ำเดือดร้อน”

“ถ้างั้นวินออกไปก่อน ลากยัยมดไปด้วย อีกเดี๋ยวน้ำตามไปจะได้ไม่ผิดสังเกต”         

นาวินเสียดาย อุตส่าห์ได้อยู่กับอันนาสองต่อสองแล้วเชียว ยังมีเรื่องให้คลาดกันอีก

“ก็ได้ วินไปเคลียร์บิลแล้วจะออกไปจากผับเลยนะ น้ำรีบตามไปล่ะ”

“จ้า ไม่หายไปไหนหรอก”

อันนาเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำทีฟังเพลงไม่รีบร้อน ยกน้ำขึ้นดื่มไปพลางๆ พอเห็นนาวินกับธีราออกไปจากผับแล้วก็ค่อยเบาใจ เธอมองไปรอบๆ เหมือนไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ ยกเว้นลิลลาอยู่ที่ไหน จากอดีตบทเรียนแห่งความผิดพลาดสอนไว้ว่าอย่าได้วางใจผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด อีก 5 นาที เธอจะออกไปจากที่นี่เหมือนกัน

 

ไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ อันนาก็ฟุบหลับกับโต๊ะกระเป๋าสะพายยังคล้องอยู่ที่ไหล่ ไม่มีใครหันมามองอย่างสนใจเท่าลิลลา ทรงพลเข้าไปนั่งข้างๆ มองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครสนใจแน่ๆ ก็หิ้วเอวของอันนาออกมาจากโต๊ะแล้วเดินเรื่อยๆ ไปยังประตูด้านข้างซึ่งภายนอกเป็นสวนหย่อมไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก

ลิลลาเดินลิ่วๆไปรอที่เก้าอี้ในซุ้มดอกไม้ที่ว่างอยู่พอดี ทรงพลรีบเดินตามไปด้วยใจเต้นระส่ำเพราะกลัวใครจับได้ แต่มองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นใครนอกจากพนักงานชุดดำที่กำลังเดินผ่านไปไม่ได้หันมามองอะไร

ร่างอ่อนปวกเปียกถูกวางบนเก้าอี้ ใบหน้าซบกับพนักเหมือนมานั่งชิลๆ

“เดี๋ยวลิลจะไปแกล้งพานักข่าวมาคุยกันตรงนี้ แล้วทำทีช่วยยัยน้ำ เป็นพลเมืองดี ข่าวเก่าของลิลก็จะถูกค้นเป็นที่สนใจในโลกโซเชียว กลบข่าวที่พลาดบทละครได้ด้วย รายการต่างๆ ก็จะมาสัมภาษณ์ ถ้าผู้จัดยังเมินก็ให้มันรู้ไป”

ผู้จัดการส่วนตัวพยักหน้าเห็นด้วยกิริยาตุ้งติ้งออกเต็มที่ “ตกลงจ้า เรารีบเข้าไปกันเถอะ ไม่อยากอยู่ตรงนี้นานๆ จากพลเมืองดีจะได้ถูกจับได้แทน ที่นี้ละงามหน้างานหายหมด”

ทรงพลปรี่ไปหานักข่าวที่นัดไว้ทันที แม้จะรู้ว่าอีตานี่ขึ้นชื่อเรื่องใส่สีตีข่าว แต่สำหรับคืนนี้ไม่มีใครเหมาะสมอีกแล้ว คุยกันเรื่องคำถามที่ถามได้กับไม่ได้อยู่ครู่เดียว ลิลลาก็นั่งให้สัมภาษณ์สวยๆ ตามแบบนางเอกในละคร

 “อุ้ย ยังเป็นความลับอยู่นะคะพี่ รอทางสถานีเป็นคนแถลงข่าวก่อนดีกว่า ถ้าลิลพูดไปก่อน งานแถลงข่าวจะไม่น่าตื่นเต้นเสียเปล่าๆ” ลิลลานิ่วหน้า “ตรงนี้เสียงดังจัง เราไปหาที่เงียบกว่านี้คุยกันต่อดีกว่านะคะ”

“ตรงไหนหรือครับ” ถึงจะถามแต่ก็ยอมลุกขึ้นตามไป

ลิลลาชี้ไปยังสวนหย่อมด้านนอก เขาเห็นดีด้วยเพราะเสียงดังอย่างว่าจริงๆ อีกทั้งหากจะถ่ายรูปของดาราสาวในผับก็ดูจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ถึงผลงานละครจะแป๊กติดกันสองเรื่อง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าลิลลายังมีแฟนคลับอยู่ไม่น้อย

 

นาวินกับธีรากลับมาที่ผับแล้ว แต่ยังไร้วี่แววของอันนา สายตาของทั้งสองชะเง้อมองจากชั้นสองตรงระเบียง จนกระทั่งเดินมารอด้านล่าง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยิ่งผิดแปลก เพื่อนไม่เคยผิดเวลา ต่อให้เดินแวะข้างทางตามก็ควรมาถึงแล้ว

“วินแน่ใจนะว่านัดให้ยัยน้ำมาเจอกันที่นี่ ไม่ใช่รอแล้วกลับมาพร้อมกัน”

“แน่ใจสิ ถ้างั้นวินจะกลับไปที่ผับนั้น มดรออยู่ที่นี่แล้วกัน เผื่อน้ำกลับมา”

มือบางคว้ามือหนาไว้ “ถ้าจะมาคงมานานแล้ว ไปด้วยกันนั่นแหละ”

“ลองโทรหาดูสิ วินโทรแล้วแต่ไม่รับ” บางทีอาจไม่ยินเพราะเสียงดัง เขาพยายามคิดในทางที่ดีไว้ก่อน

ธีราได้ผลเหมือนกัน อันนาไม่ใช่คนที่ใครจะมาหลอกได้ง่ายๆ แต่การที่เพื่อนยังไม่ตามมามันต้องมีอะไรที่น่ากังวลมากกว่าที่คิดแน่ๆ

“มดอยากจะบ้าตาย ทำไมนายไม่ดูแลยัยน้ำให้ดี”

เป็นความผิดของเขา ทั้งๆ ที่ชอบอันนา แต่พอถึงเวลาสำคัญกลับทิ้งกันไปแบบนั้น ไม่ผิดจากที่ธีราต่อว่าเลย

“วินขอโทษ”

ธีราถอนใจพลางยื่นมือไปวางบนไหล่หนา แล้วพากันเดินกลับไปที่ผับแห่งนั้น เราก็ผิดเท่าๆ กันนั่นแหละ มาด้วยกัน แต่ดันเดินกลับมาสองคน แทนที่จะรออยู่แถวๆ นั้นก่อน

 

สวนด้านนอกเงียบกว่าด้านใน ทรงพลเดินตามหลังมาพร้อมกับโทรศัพท์ที่พร้อมถ่ายคลิปตอนนักข่าวพบอันนาเข้าโดยบังเอิญ นางเอกในละครจะกลายเป็นนางเอกในชีวิตจริงกันล่ะ ทว่าที่นั่งซึ่งควรมีอันนาอยู่กลับว่างเปล่า

“หายไปไหนแล้วล่ะพี่พล” ลิลลาเอียงหน้ากระซิบถามมองไปรอบๆ ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ อันนาฟื้นแล้วรอแฉเธออยู่แถวๆ นี้หรือเปล่านะ

“พี่ก็ไม่รู้”

นักข่าวเข้าไปนั่งรอมองดาราและผู้จัดการที่ยังทำหน้าเหมือนตกใจอะไรสักอย่าง

“สัมภาษณ์ต่อเลยไหมครับ”

ลิลลายิ้มพราวรีบทำตัวตามปกติ “ค่ะ สัมภาษณ์ต่อเลยนะคะพี่”

นักข่าวขอถ่ายรูปดาราสาวก่อนยิงคำถามต่อไป แต่หลายครั้งที่คนตอบคิดนานจนน่าแปลกใจ ใช้เวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จงาน ลิลลายังไม่กลับบอกว่าจะนั่งเล่นอีกสักพัก พอไม่มีนักข่าวการตามหาก็เริ่มขึ้น แต่กลับไม่พบอันนา รวมทั้งกระเป๋าสะพายที่ทรงพลพาดไหล่ไว้ลวกๆ คนหลับสนิทแบบนั้นหายไปได้ยังไงกัน

 

ลิฟต์กำลังเลื่อนขึ้นแล้วมาหยุดลงที่ชั้น 18 ชาญก้าวออกมาแต่ไม่ใช่เพียงลำพัง ทว่ามีร่างอ่อนปวกเปียกอยู่ในอ้อมแขน บอดี้การ์ดที่เขาสั่งให้ดูแลนายอยู่หน้าห้องพากันมองมาอย่างแปลกใจว่าผู้หญิงคนนี้ถูกพามาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร ประตูถูกเคาะให้ เขาส่งเสียงบอกไปเหมือนทุกครั้ง  

“ขออนุญาตครับ”

“เข้ามาได้”

ประตูมีคนช่วยเปิด ชาญเดินเข้าไปพร้อมร่างอุ่นในอ้อมแขน ชัคเงยหน้าขึ้นมองพอดีถึงกับลุกขึ้นแล้วมองบอดี้การ์ดที่ทำงานให้มาหลายปี

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงพาผู้หญิงคนนี้มาที่นี่”

ยังไม่ทันได้ตอบและโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตชาญค่อยๆ ทอดวางร่างของอันนาลงโซฟาตัวใหญ่ของชัคเพราะแขนล้าเกินกว่าจะอุ้มต่อไปได้แล้ว

“เธอน่าจะถูกวางยาครับ ผมไม่รู้จะพาเธอไปไหนที่ปลอดภัยมากพอให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้น นอกจากห้องนี้ คงไม่มีใครกล้าเข้ามาถ้าคุณชัคไม่อนุญาต”  

ชัคมองใบหน้างามหลับใหลราวกับไม่รับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว เสี้ยวหนึ่งของจุดเล็กๆ ในหัวใจย้ำเตือนให้ระวัง บังเอิญหรือว่าจงใจ ชาญเห็นสีหน้าเรียบเฉยของชัคจึงเล่าที่มาที่ไป

“ผมเห็นคุณลิลลากับผู้จัดการส่วนตัวพาคุณอันนามานั่งในสวนหย่อมแล้วพากันกลับเข้าไปในผับ ดูท่าเจตนาไม่น่าจะดีเลยเข้าไปปลุก แต่ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น เลยพามาที่นี่ก่อน คงอีกนานกระมังครับกว่าจะฟื้น”

ชาญมองลิลลาในแง่ร้ายไปกระมัง ถ้าไม่เห็นกับตาเขายังไม่อยากเชื่อ

“สนใจผู้หญิงคนนี้งั้นหรือ”

“เปล่าครับ ผมทำเพราะมโนธรรม ผมคิดว่าบางทีคุณชัคอาจจะมีเรื่องอยากสอบถามคุณอันนาก็ได้ ฟื้นขึ้นมาจะได้ถามดีไหมล่ะครับ”

สายตาแข็งกระด้างมองชาญเขม็ง ถ้าไม่รับตัวผู้หญิงคนนี้ไว้เท่ากับเขาไม่มีมโนธรรมอย่างนั้นล่ะสิ คนใจแข็งยิ่งกว่าหิน กลายเป็นคนใจอ่อนไหวไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“แล้วทำไมนายไม่อยู่รอจนกว่า...จะฟื้น”

ชาญปรายตามองอันนาอย่างชั่งใจ ไม่ว่าเธอจะมีเบื้องหลังอะไร ตอนนี้ก็แค่ผู้หญิงที่กำลังถูกทำร้าย หากชัคยังคงเป็นผู้ชายที่เขาเคยรู้จักก่อนเรื่องราวเลวร้ายจะเกิดขึ้นย่อมไม่ดูดาย

“ผมยังทำงานที่คุณชัคสั่งไว้ไม่เสร็จเลย ขอตัวก่อนนะครับ”

ไม่รอฟังคำอนุญาตร่างสูงใหญ่ไม่ต่างจากผู้เป็นนายก็เดินออกไปจากห้องทันที ชัคคำรามอยู่ในลำคอ ชาญรู้จักเขามากเกินไปจนบางครั้งกล้าทำเรื่องให้โมโห ประตูปิดลง ภายในห้องเงียบกริบ อันนายังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงหน้าอกที่ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ สายตาคมมองปราดเดียวก่อนกลับไปนั่งทำงานเหมือนเดิม อีกประเดี๋ยวทนไม่ไหวคงลืมตาขึ้นมาเอง

 

 

 

 

                แล้วจะมา up ต่อนะคะ

            อัมราน_บรรพตี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #10 fsn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 17:14
    คนเราเนี้ย เพื่อตัวเองแล้ว ทำได้ทุกอย่างเลยนะคะ คุณธรรมหายกันหมด
    #10
    1
    • #10-1 อัมราน (@Darrano) (จากตอนที่ 3)
      29 เมษายน 2558 / 09:18
      วัตถุสำคัญกว่าจิตใจทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นค่ะ
      #10-1
  2. #6 Patimaporn Por (@patimaporn2316) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 07:21
    หายไปไหนหว่า
    #6
    0
  3. วันที่ 9 เมษายน 2558 / 10:38
    รออ่านต่อนะะคะ

    #5
    0