กำราบรักจอมเผด็จการ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 12,008 Views

  • 54 Comments

  • 63 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    12,008

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 791
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    1 ก.ย. 58

ตอนที่ 1

 

            ภายนอกเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ภายในรถไม่มีเสียงพูดคุย เงียบจนหัวใจของอันนาเต้นแรงและดังมากพอให้ใครๆ ได้ยินถึงความหวาดกลัวนี้ เด็กน้อยได้ยินคนข้างตัวถอนใจตามมาด้วยเสียงคล้ายเหล็กกระทบกัน รถเบาเครื่องเหมือนกับจอดนิ่งแล้วเร่งเครื่องอีกครั้ง ชั่ววินาทีก็จอดสนิท ทุกอย่างพลันเงียบกริบจนไม่กล้าเดา

            เสียงเดินมาใกล้แล้วพลันประตูเปิดออก แขนเล็กถูกรั้งให้ก้าวออกมาจากรถ พอไม่ยอมก็กระชากให้เดินตามไปบนทางเดินเรียบๆ ไม่มีเสียงอื่นให้ได้ยินอีก มีแสงไฟที่ลอดผ่านผ้าปิดตาสีดำเข้ามา แต่ไม่มากพอที่จะเห็นอะไรได้ เท้ายังคงก้าวต่อไปจนกระทั่ง...

            “บันได ขั้นเดียว ยกขา”

            อันนายกขาขึ้นมานิดหนึ่งก้าวตามไปแล้วหยุดภายในห้องสว่าง ผ้าปิดตาถูกดึงออก แสงไฟจ้าทำให้แสบตาจนพร่าไปชั่วครู่ เด็กน้อยในชุดนักเรียนมัธยมปลายมองเบื้องหน้าเห็นผ้าม่านสีดำทึบ โคมไฟระย้าบนเพดาน ผนังสีขาวงาช้างและชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่หลังเก้าอี้พนักสูง

            “นั่งลงสิ...อันนา”

            อันนาก้าวถอยหลังไปที่ประตู แต่กลับถูกผลักจนถลา ไม่มีทางเลือกนอกจากเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวนั้น มือทั้งสองข้างประสานกันสั่นเทา ดวงตาหวาดกลัวไม่อาจปกปิดได้ เสียงหัวเราะคำรามทำให้งอตัวหลับตาลงอยากให้ทุกอย่างกลายเป็นแค่ฝันร้าย

            เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามหมุนกลับมาไฟในห้องดังพรึบเหลือเพียงไฟดวงเล็กที่ผนังซึ่งช่างน้อยนิดจนอันนาเห็นอะไรไม่ถนัด ราวกับคนตาบอดที่มีมือสังหารพร้อมลงมืออยู่รอบด้าน

“คะ...คะ...คุณเป็น...ใคร?

ชายคนนั้นแสยะยิ้ม สายตาราวกับเสือร้ายจ้องมองมา

“เห็นแล้วใช่ไหมว่าผมทำอะไรได้บ้าง”

ผ้าม่านสีดำเปิดออก สายตาของชายภายใต้เงาเบี่ยงไปมองชายอีกคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ไฟจากระเบียงทำให้เห็นว่าเลือดไหลจากหางคิ้ว จมูกและปาก

“พ่อ...อย่าทำเป็นอะไรนะคะ น้ำกลัว”

อันนากระโจนไปหาทว่าถูกกระชากกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม ความกลัวโบยตีหัวใจที่ชาหนึบ เรียวคิ้วงอนขมวดมองชายแปลกหน้าที่ไม่แม้จะบอกชื่อแนะนำตัว

“พวกแกทำอะไรลูกสาวของฉัน มีอะไรก็ทำที่ฉัน เด็กไม่เกี่ยวอะไรด้วย”

ร่างสูงใหญ่กอดอกมองแล้วก้าวเข้าใกล้ อันนากัดริมฝีปาก บังคับตัวเองไม่ให้กรีดร้องด้วยความกลัวออกมา

“ถ้าไม่อยากให้ลูกสาวของแกตายก็บอกมาว่าเอาหลักฐานทั้งหมดไปไว้ที่ไหน”

“ผมจะบอกก็ต่อเมื่อมีลูกสาวไปด้วยกันเท่านั้น”

เสียงหัวเราะคำรามต่ำอยู่ในลำคอช่างสั่นขวัญชวนให้ก้มหน้าหลบหรือวิ่งหนี

“ไม่ต้องมาลูกไม้ ของอยู่ที่ไหน บอกมา!

“รถพร้อมคนขับ ผมและลูกสาว ที่เหลือตามไปแล้วจะรู้เอง คิดเอาถ้าไม่ยอม อีกไม่เกินสองวัน หลักฐานถึงตำรวจหรือไม่ก็...”

ร่างสูงคุกคามเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปเกินคาดเดาว่ากำลังคิดอะไร คนรอใจเต้นแรงอีกครั้ง อันนามองพ่ออย่างเป็นห่วง ไม่แปลกใจอีกแล้วว่าทำไมเมื่อคืนพ่อไม่ได้กลับบ้าน

ไม่! ต้องไม่กลัว พ่อต้องมีวิธีที่ทำให้เราสองคนรอดออกไปจากที่นี่ด้วยกัน

ใบหน้านิ่งประดุจศิลาในความสลัวดำหันมาแล้วตอบเสียงเรียบ แต่อันนาเกือบสะดุ้ง

            “ก็ได้ ถ้าแกตุกติก ผมอาจไม่สนใจหลักฐานอีก แล้วฆ่าลูกสาวแกซะ”

            ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้กดไหล่บางให้นั่งลงไปพร้อมกับใช้สองแขนยันพนักเก้าอี้ไว้ พอเห็นเหยื่อจ้องมองมาก็ยืดตัวขึ้นหยิบปืนออกจากเอว อันนาเห็นรอยสักเด่นหรา ปลายปืนไล้แผ่วมาตรงแก้ม พ่อกระชากอยากเข้ามาช่วย แต่ทำไม่ได้ เด็กน้อยกัดริมฝีปากไว้ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา

“จำไว้ชีวิตเด็กคนนี้เป็นของผม ฆ่า จำไว้ว่าผมทำได้เพื่อหลักฐานนั้น”

            อันนาเงยหน้ามองผ่านรอยแยกที่เสื้อของมันจึงเห็นว่ามีผ้าพันแผลรอบจากหน้าท้องจนถึงอก ไอ้วายร้ายเพิ่งได้แผลบาดเจ็บมา ถ้าเอาหัวกระแทกตรงแผลนั่น เด็กน้อยส่ายหน้ายังไงก็ไม่รอดอยู่ดี  พ่อมองมาสายตานิ่งไม่ไหววูบ

“พาตัวไป เอาหลักฐานมาให้ได้ ถ้าผิดแผนก็ฆ่าทิ้ง ทำให้เหมือนมันตายเอง”

            ร่างสูงหันหลังแล้วออกไปจากห้องนั้น อันนาลุกขึ้นพร้อมๆ กับผ้าปิดตาสีดำถูกทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง ไหล่ถูกดันเบาๆ ให้เดินกลับยังรถที่จอดรถ ระยะทางใกล้กว่าเดิม เธอร้องหาพ่อ ทว่าไม่มีเสียงตอบ จนกระทั่งเข้าไปนั่งในรถ เบาะข้างๆ ยวบลง มือใหญ่ที่จำได้กุมมือสั่นเทาของเธอไว้ รถเคลื่อนออกไป

นานจนเหมือนตกนรกเมื่อจมดิ่งอยู่ในห้วงของความหวดกลัว อันนาได้ยินเสียงเบรกก่อนจะตามมาด้วยรถเร่งเครื่องที่มาพร้อมกับด่าทอ

            ...โครม!!!

            ประตูรถหลุดออกไปแล้ว อันนาสะดุ้งพร้อมๆ กับพ่อเข้ามากอดไว้ มือหนากระตุกจนผ้าหลุด เด็กน้อยดึงผ้าปิดตาออก พลันราวกับถูกผลักด้วยแรงมหาศาลแล้วโลกถูกเขย่าอย่างแรง ร่วงละลิ่วสู่พื้นหลายสิ่งเกิดขึ้นแต่กลายเป็นภาพเบลอๆ ก่อนที่เสียงกัมปนาทจะดังอีกครั้งแล้วมันมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนและแสงไฟดวงมหึมา

            ตูมมมมม?!?

ตื่น! อันนา มันแค่ความฝัน ไม่ใช่เรื่องจริง

เปลือกตาบอบบางเปิดออกทันทีแล้วมองไปรอบตัวเพื่อให้แน่ใจว่ากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้เสียที หญิงสาวเดินเร็วๆ ไปที่ระเบียงมองหารถสีดำอย่างที่จำได้จากห้วงคำนึง ไม่มีรถแบบนั้นที่ลานจอดด้านล่าง เธอถอนใจโล่งอกเมื่อไม่มีอะไรตามออกมาจากความฝัน พ่อไม่ได้ตายเพราะรถระเบิด แต่โรคหัวใจต่างหากที่พรากพ่อไป เมื่อไหร่จะเลิกฝันแบบนี้เสียที

 

            สนามบินสุวรรณภูมิในเวลาไล่เลี่ยกัน เครื่องบินเดินทางจากนิวยอร์กได้มาถึงแล้ว ร่างสูงใหญ่ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลา เวลายิ้มตาตี่นิดๆ แบบฉบับลูกครึ่งไทยจีน ริมฝีปากเม้มปิด เท้าคางมองไปยังทางเดินของผู้โดยสารขาเข้าอย่างใจจดจ่อ แต่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่มา เมื่อ 3 เดือนก่อนก็อย่างนี้ สุดท้ายก็กลับบ้านไปคนเดียว เวลาอกหักแล้วยังไปพบความจริงบางอย่างย่อมต้องใช้เวลาในการกลับมาเป็นตัวเอง น้องชายคนเดียวของเขาก็เหมือนกัน

            รออยู่นานจนกระทั่งชายในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงสีเดียวกันเข็นกระเป๋าเพียงไม่กี่ใบออกมา ผิวคล้ำไปบ้างเพราะเล่นกีฬาที่ออกแดดมาตลอดหลายเดือน ผมที่เคยยาวระต้นคอถูกตัดสั้น ความสูงโดดเด่นและใบหน้าเรียบเฉยติดเคร่งขรึมกลายเป็นชวนมองสำหรับหลายคนที่มองมา ใครคนหนึ่งโบกมือให้ทำให้เขาเดินไปอย่างมีจุดหมาย เรียวปากหนาเม้มปิดจนชินเป็นนิสัยเผยอเปิด เกือบจะลืมไปแล้วว่ายิ้มไปเพื่ออะไรหลังจากเหตุการณ์วันนั้น

            6 เดือนผ่านไปเร็วกว่าที่คิด กลับมาได้เสียที นึกว่าจะอยู่อเมริกาไปตลอดชีวิตเสียแล้วนะชัค” 

            ชัคเลิกคิ้วไม่อยากปฏิเสธว่าบางวูบก็คิดอยากให้ชีวิตเงียบๆ หางานทำอยู่ที่โน่นเหมือนกัน แต่ทำไม่ได้ สงสารพ่อกับพี่ชายที่ต้องดูแลทางนี้แทน

            “ขอโทษที่ทำให้ยากลำบากมาตลอดเวลาที่ผมเหลวไหลไป ตอนนี้ผมกลับกลับมาเข้มแข็งแล้ว ไม่สิ เข้มแข็งกว่าเดิมต่างหาก”

            “ไปกัน พ่อรออยู่ที่บ้าน คงอยากสละเก้าอี้ให้ชัคบริหาร แล้วไปมองต้นไม้ที่บ้านสวนแล้วกระมัง” ภาคินพูดเหมือนเล่นๆ แต่ความหมายตามนั้นจริงๆ

            ชัครู้สึกเสียดายแทนพี่ชาย แม้จะเป็นความตั้งใจที่อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายมากกว่าต้องผจญมารร้ายในคราบคนดีอย่างที่เขาพบบ่อยๆ ในโลกธุรกิจ

            “แล้วพี่คินล่ะครับ โครงการในฝันใกล้เสร็จเรียบร้อยหรือยัง”

            ภาคินยิ้มกว้างการก่อสร้างเสร็จแล้วเหลือแค่ตกแต่ง มันคงเป็นความฝันเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากมีกิจการบริหารด้วยตัวเองหลังจากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ไม่ได้ ร้านอาหารกึ่งฟิตเนสจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเขา

            “เดือนหน้ามาเปิดงานให้ด้วย”

            ระหว่างเขากับน้องชายในด้านความสนใจของสื่อแล้ว การเป็นชัค ลูกชายคุณชรันย่อมเป็นที่น่าสนใจกว่า เขาตบบ่าน้องชายเบาๆ พลางมองทางอีกไม่นานก็ถึงบ้านที่มีพ่อและลูกชายสองคนแล้ว แม่จากพวกเราไปตั้งแต่... ช่างเถอะ ตอนนี้ที่เป็นอยู่ก็ดีพอแล้ว

 

            อันนาจดหัวข้อการสอบที่อาจารย์กำลังบอกลงสมุดเล่มเล็ก เรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อรู้สึกตัวก็ยกมือขึ้นมากดเบาๆ ฝันนั่นทำให้เธอปวดหัวมาตั้งแต่เช้าจนบ่ายมาแล้วยังไม่หาย เสียงออดในชั่วโมงสุดท้ายดังขึ้น เธอสะดุ้งทั้งที่ไม่เคยเป็น อาจารย์ย้ำเรื่องวันสอบก่อนจะเดินออกไปจากห้อง นาวินเหยียดแขนออกไปจนสุด ในขณะที่ธีราทำหน้าเหมือนโลกจะแตก

“หมดชั่วโมงสุดท้ายในการเรียนแล้ว จันทร์หน้าสอบ แค่คิดก็หัวจะระเบิด น้ำช่วยติวให้หน่อยสิ”

อันนาหันมายิ้มให้เจ้าของใบหน้าหมวยปากเล็กสวย แต่น่าแปลกธีรามีดวงตากลมโตไม่หยีเล็กอย่างหลายคนที่เธอเคยเห็น ผมดัดหยิกแบบหยาบๆ ทำให้ดูละมุมตายามมองเพื่อนคนนี้

            “ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าวิชาคำนวณต้องกวนวินแล้วล่ะ น้ำเองก็ไม่ค่อยถนัด”

            คนถูกพาดพิงหันมาทำหน้าเหรอหรา นาวินเป็นนักแสดงและนายแบบ แต่ก็ไม่ทิ้งการเรียน แม้เขาจะใบหน้าไทยแท้ๆ แต่ได้รับความสนใจ ถึงแม้ว่ายุคนี้จะนิยมหล่อใสๆ แบบเกาหลี แต่เขามีแฟนคลับในอินสตาแกรมเกือบล้านคนเหมือนกัน ผลพวงจากการที่ไปเล่นละครแล้วมีคนชื่นชอบจึงดังชั่วข้ามคืน

            “ถ้างั้นมาช่วยๆ กัน แค่ยัยมดอย่าหลับเหมือนเรียนในห้องเป็นพอ”

            ไหล่หนาถูกตีไม่เบานัก           “พูดเวอร์ไปแล้วย่ะ แล้วนี่ต้องให้ฉันสองคนไปดูลาดเลาก่อนออกจากห้องอีกหรือเปล่า เดี๋ยวโดนแฟนคลับรุมเหมือนคราวก่อนอีก”

ธีรานึกหวั่น ใครว่ามีแฟนคลับเยอะแล้วดีเสมอไป อีตานาวินก็หล่อใช่เล่น สาวตามกันตรึม ตามเฉยๆ ยังพอว่า บางทีจับก้น จับแก้มนี่ทำให้ชักสงสาร เป็นผู้ชายก็ถูกลวนลามได้เหมือนกัน

            “ไม่เป็นไร วันนี้วินพร้อมมาก ไปกันเถอะ ถ้ากินข้าวแล้ว ไปติวบ้านวิน เอ หรือว่าจะไปหอพักของน้ำดี”

            สองสาวสบตากัน คราวก่อนไปบ้านของนาวินจนได้เป็นสาวปริศนาแฟนคลับตามหาให้ควั่กยังเข็ดขยาดไม่หาย อย่างน้อยหอพักของอันนาก็ไม่พลุกพล่าน หลายครั้งที่ไปก็ไม่เคยเป็นข่าว

            “ไปหอของน้ำก็ได้ ใกล้แค่นี้เอง ยัยมดจะได้งีบก่อนติว”

            “เอาใจกันอีกแล้ว” คนถูกตีไหล่ดังป้าบเอาคืนยิ้มๆ เลยถูกค้อนใส่ตามเคย

            “เงียบไปเลยวิน ขอบใจนะน้ำ ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงเรียนไม่จบแหงๆ”

            ทั้งสามเดินออกมาจากห้อง แฟนคลับของนาวินพากันเข้ามาขอถ่ายรูปและลายเซ็น สองสาวยืนรออยู่นานเพราะมาออกันล้นหลาม เกือบ 15 นาทีนั่นล่ะถึงแยกย้ายกันไป นาวินยิ้มอารมณ์ดีมาหาเพื่อนก่อนจะเดินกันไปที่โรงอาหาร

           

อันนาแวะที่ล็อคเกอร์เผื่อว่าจะมีอะไรส่งมาถึงเธอบ้าง เมื่อไขเปิดก็พบว่าภายในช่องเล็กๆ นั้นมีซองสีฟ้าคุ้นตา เธอหยิบมาใส่กระเป๋ายังไม่เปิดออกดู รู้ดีว่าเป็นอะไร โปสการ์ดจากที่คนที่เธอเรียกว่า คุณแม่มาเรียส่งมาให้เพราะช่วงนี้เธอไม่ว่างไปหา สัปดาห์หน้าจะมีงานเลี้ยงเล็กๆ ให้ศิษย์เก่าคอนแวนต์ที่กำลังจะแต่งงาน เธอไม่พลาดแน่นอน

            “น้ำไม่กินเหรอ”

            หญิงสาวหัวเราะพลางส่ายหน้าเพิ่งกินข้าวมาเอง ตอนนี้ขนมเต็มตรงหน้าอีกแล้ว คนบอกว่าพร้อมติวเอนตัวนอนกับพื้นพรม ส่วนคนอยากงีบกลับกินเอาๆ

            “ให้เวลาหลับครึ่งชั่วโมงนะ วันนี้วินมีถ่ายละครตอนห้าโมง”

            “จำได้ด้วย รักน้ำที่สุดเลย” มาวินบอกเสียงง่วงๆ

            ธีราหัวเราะเสียงดังเลยถูกเหล่ ก็มันน่าไหมล่ะ ทำเสียงหล่ออย่างกับกำลังถ่ายละคร พอมองยัยเพื่อนก็เห็นเฉยๆ ไม่ได้ปลื้มอะไรที่ถูกบอกรัก บางทีอาจจะชินเพราะถูกนาวินบอกรักมาตั้งแต่ปี 3 ทำทีเล่นทีจริงจนกลายเป็นคำที่เหมือนสร้อยติดประโยคไปแล้ว

            “ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา ถ้าไม่จำเรื่องของเพื่อนจะให้ไปจำเรื่องอะไรล่ะ”

            นาวินเลิกคิ้วถอนใจก่อนจะหลับตาถอนใจเหนื่อยๆ อันนาเดินไปหยิบมาผ้ามาห่มให้ ธีราออกไปที่ระเบียงคุยโทรศัพท์ เสียงโทรศัพท์ของนาวินดัง เธอหยิบมาให้เพื่อนที่ปรือตากลอกเสียงให้ปลายสายอย่าเพิ่งรับงาน เขาอยากดูรายละเอียดพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว

 

ร้านอาหารใกล้ๆ กับหอพักเป็นที่ทำงานในยามเย็นของอันนา เจ้าของเป็นสาวใหญ่ร่างท้วมที่ใครๆ เรียกว่าป้าอร มีพ่อครัวกับพนักงานรวมๆ กันแล้วไม่ถึงสิบคน เรียกว่าใครว่างก็มาช่วยกัน บางวันงานดูแลแขกไม่หนักก็เข้ามาช่วยล้างจาน ทำกันด้วยใจแต่ได้เงิน แล้วยังสบายใจ นอกจากบริการอาหารในร้านแล้วยังมีการไปส่งถึงที่อีกด้วย

อันนาสอบไปหลายวิชาแล้วพอมีเวลาว่างจึงมาช่วยงานที่ร้าน วันนี้เธอขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งอาหารโดยมีตะกร้าสี่เหลี่ยมมัดไว้อานท้าย ปกติแล้วจะมีน้องศึกษาชายอีกคนทำหน้าที่นี้แต่พอดีติดสอบ ตึกที่หาอยู่ไม่ไกล แต่ไม่ค่อยได้มาเพราะปกติแล้วแถวๆ นี้จะร้างผู้คนเพราะถูกปิดตายมานาน เธอลองกดออด แต่ไม่ติดก็เลยดุ่มเดินเข้าไปทั้งที่ยังใส่หมวกกันน็อค มีมีดเล็กๆ ในกระเป๋าเป็นอาวุธเผื่อไม่ชอบมาพากล

            “สวัสดีค่ะ มาส่งอาหารตามที่สั่งค่ะ”

            มีเสียงตึงตังมาจากชั้นบน อันนายืนรอไม่ก้าวต่อ ข้างนอกมีรถตู้จอดห่างออกไปไม่กี่เมตรกำลังส่องกล้องเข้ามา เบาะแสแจ้งว่าบริเวณนี้มีการมั่วสุมเสพยาในยามวิกาล ตอนนี้สายของตำรวจกำลังทำหน้าที่

            “สายของเราเข้าไปแล้ว รอสัญญาณบุก เตรียมพร้อมไว้”

            ตำรวจนอกเครื่องแบบอีก 3 นายพยักหน้าตามองจดจ่อที่ตึกนั้น อันนาถอนใจโล่งอกเมื่อมีคนลงมารับอาหาร เสียงดังขรมข้างบนเดาได้ว่าคงมีอีกหลายคน แน่ละสั่งอาหารมามากขนาดนี้คงกินสองคนไม่หมดแน่

            “ทั้งหมด 1,570 บาทค่ะ”

            เงินยื่นมาตามจำนวน อาหารในถุงใหญ่ส่งให้ยกเว้นจานที่เตรียมมาสำรองไว้เผื่อว่าลูกค้าจะขอยืมใช้ เธอยกมือไว้

            “ขอบคุณค่ะ ถ้าครั้งต่อไปมาประชุมกันที่นี่โทรสั่งอาหารจากร้านของเราได้อีกนะคะ”

แต่งตัวเหมือนพนักงานออฟฟิศ แถมมากันตั้งหลายคนจะมาทำอะไรได้ล่ะเนอะ อันนาเดินลงบันไดมาเรื่อยๆ แต่ดันก้าวพลาดสะดุดขาตัวเองจานกระเด็นหลุดมือออกมาแตกคาตา

            เพล้ง...?!?

            บุกได้!!!

            อันนาก้มลงเก็บเศษกระเบื้องพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายหลายคนกำลังกรูเข้ามา เธอถูกดึงแขนให้ไปอยู่ข้างหลัง คนในตึกวิ่งออกมามองกันเลิกลั่ก พายกกันมือขึ้นเหมือนในละครที่ตำรวจมาจับผู้ร้าย คนพวกนั้นเนี่ยนะ

            “ทุกคนอย่าขยับ คำให้การของพวกคุณจะถูกใช้ในชั้นศาล”

            “ขอบใจมากนะน้อง ส่งสัญญาณชัดดี”

            “ส่งสัญญาณ หนูหรือคะ” อันนาถามยังงงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธอแค่มาส่งอาหาร

            ชายที่จ่ายเงินให้อันนาขยับแว่นมองตำรวจนอกเครื่องแบบถอนใจเซ็งๆ ไม่ใช่กลัวความผิด ใครๆ ก็ดูออก

            “จับพวกเราด้วยข้อหาอะไรไม่ทราบครับ พวกเรามาประชุมงาน ไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายสักหน่อย เข้าใจอะไรผิดแล้วกระมังครับ”

            “เข้าใจผิดหรือเปล่า ตำรวจจะพิจารณาให้เองครับ”

            เอ หรือว่ามาซ่องสุมทำเรื่องผิดกฎหมายจริงๆ ตำรวจมั่นใจเสียขนาดนั้น ชักไม่แน่ใจ เอาไงดี เธอควรกลับหรือว่าต้องอยู่เป็นพยานก่อน อันนามองคนโน้นคนนี้ไม่รู้จะถามใครดี

            “สายตำรวจหรือเราน่ะ”

            “อย่ายุ่งกับคนของตำรวจ”

            หา! ใช่เสียที่ไหนล่ะ อันนายกมือปฏิเสธ แต่กลับถูกลากออกไปนอกตึก ตำรวจส่งเงินมาให้อีกแล้วเร่งให้ไปจากตรงนี้มีอะไรจะโทรเรียกใช้ในภายหลัง เธอขี่มอเตอร์ไซค์จากไปแบบไม่เข้าใจอยู่ดี มาส่งอาหารกลายเป็นสายตำรวจไปได้ยังไง แล้วสายตำรวจตัวจริงไปไหน

 

            สีหน้าของชัคไม่ค่อยดีนักเพราะมีเรื่องให้โมโหตั้งแต่เมื่อคืน พนักงานของเขาถูกล้อมจับข้อหามั่วสุมเสพยา ทั้งๆ ที่ย้ายออฟฟิศระหว่างปรับปรุงชั่วคราวเท่านั้น ยังดีที่พอตรวจสอบแล้วไม่พบอะไรกลายเป็นตำรวจที่พลาด อย่างน้อยก็ออกมาขอโทษรวมทั้งนายของตำรวจพวกนั้นก็โทรมาอธิบาย ไม่อย่างนั้นเป็นเรื่องแน่

            “ยังดีที่ระงับข่าวทัน แต่ในโลกโซเชียลอาจมีหลุดไปบ้าง แล้วคุณชัคจะให้จัดการอะไรต่อไหมครับ” ชาญถามพลางเก็บหนังสือพิมพ์ออกไป สั่งด้วยสายตาให้สาวใช้เข้ามาเสิร์ฟของเช้าได้ ปลอดภัยแล้วเพราะเจ้านายเริ่มอารมณ์ดี

            “จับตาดูสายตำรวจที่ส่งสัญญาณคนนั้นไว้ บางทีผมอาจถูกเล่นงานลับหลังเป็นการต้อนรับที่กลับมาก็ได้”

            ก่อนหน้านี้ชัคคิดว่าก็แค่เข้ามาทำธุรกิจต่อจากพ่อไม่มีอะไรน่าห่วงนอกจากงานของตัวเอง ที่ไหนได้เพื่อนในคราบศัตรูมีกันให้เต็มไปหมด ที่เขาไปอเมริกาอยู่นานก็เพราะการแทงข้างหลังไงล่ะ

            “ครับ คุณชัค”

            ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพของสายตำรวจรายนั้นไว้ได้ ชัคดูคลิปแล้วก็ยิ่งอยากเข้าไปหักคอ เด็กบ้า ไม่รู้อะไร ยังมาใส่ร้ายคนอื่น หรือว่ามีใครจ้างมา แน่ล่ะ ยุคนี้มันเงินครองเมืองแล้ว ใส่ร้ายใครสักคนง่ายจะตาย สงสัยนิดเดียวใครเป็นคนจ้าง

           

            นาวินออกจากห้องสอบเกือบคนสุดท้าย อันนากับธีรารอเขาอยู่หน้าห้อง สีหน้าของหนุ่มคนเดียวในกลุ่มไม่ค่อยดีนัก ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่ทำไม่ทันต่างหาก อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าไม่ติดเอฟแน่ๆ ล่ะ  ทั้งสามเดินลงจากตึก แต่ก็ต้องหยุดรอเป็นพักๆ เมื่อมีสาวๆ มาขอลายเซ็นดาราดาวรุ่ง

สองสาวเห็นว่าน่าจะนานเลยมารอที่ม้าหินอ่อนหน้าคณะ ไม่นานนักนาวินก็ตามมาสีหน้าดูเหนื่อยล้าอย่างกับไม่ได้นอน

            “หิวแล้วไปหาอะไรกินกัน วันนี้วินเลี้ยงเอง”

            “แน่ใจนะว่าพวกฉันสองคนจะไม่ถูกสาวๆ ของนายดักตบ” ธีราพูดดักเอาไว้ก่อน

            นาวินเดินนำสาวๆ มาที่รถพลางคิดไปด้วย “ถ้างั้นไปร้านอาหารที่วินเป็นหุ้นส่วนแล้วกัน เป็นส่วนตัวดี กันนักข่าวได้ด้วย โอเคไหม”

            “โอเค ของฟรีมดไม่ยอมพลาด” ธีราเปิดประตูรถเข้าไปนั่งเบาะหลัง

            เรียบร้อยไปหนึ่ง ยังเหลืออีกหนึ่ง นาวินยิ้มให้อันนาแล้วถามเสียงหวานๆ ใส่อย่างจงใจ

            “แล้วน้ำล่ะ ไปด้วยกันนะ”

            “ก็ต้องไปด้วยกันสิ น้ำก็ไม่ยอมพลาดของฟรีเหมือนกันนั่นแหละ”

            ธีราหัวเราะเสียงดังจงใจให้นาวินได้ยิน อันนายิ้มบางๆ คงตายด้านจนไม่รู้สึกถึงสายตาหวานๆ ของนาวิน หรือไม่เราคงรู้จักกันมากเกินไปจนกระทั่งไม่มีวินาทีหวานซึ้งต่อกันในฐานะอื่นนอกจากเพื่อนอีกแล้ว        ดาราหนุ่มหน้าจ๋อยๆ อุตส่าห์หว่านเสน่ห์ใส่อันนา แต่กลับเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง

           

            ใช้เวลาเดินทางไม่นานนักก็มาถึงร้านอาหารกึ่งผับในซอยที่ยามค่ำคืนจะเต็มไปด้วยนักท่องราตรี ลานจอดรถยังว่างเพราะยังบ่ายอยู่ นาวินขับเข้าไปจอดยังช่อง VIP ซึ่งใกล้กับทางเข้าร้านอาหารเพียงเดินไม่กี่ก้าว ร่างสูงลงมาจากรถก่อน แต่สองสาวกลับยังนั่งเฉย ธีราเปิดประตูเยี่ยมหน้าออกมามองซ้ายและขวาอย่างระแวงหน่อยๆ

            “แน่ใจนะว่าไม่มีแฟนคลับมือตบ” ธีราชักไม่แน่ใจ คราวก่อนที่มากินข้าวด้วยกัน ยัยน้ำถูกสาดน้ำใส่หน้าเพราะดันถูกเข้าใจว่าเป็นกิ๊กเข้าน่ะสิ

            นาวินส่ายหน้า บางทีเขาก็อยากเป็นผู้ชายธรรมดา แต่ทำอย่างไรได้ ชื่อเสียงได้เกิดขึ้นแล้ว อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อธุรกิจของเขาด้วย

            “ลงมาเถอะน่า แถวนี้ไม่มีหรอก”

            สองสาวลงมาจากรถ มองสวนเล็กๆ อย่างแปลกตา ดอกกุหลาบสีแดงคงเป็นสัญลักษณ์ของร้าน ทำให้ทั่วทางเดินมีกุหลาบบานสะพรั่งในกระถางส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ

            ทั้งสามเดินตรงไปยังประตูทางเข้าที่พนักงานรอเปิดประตูให้อยู่ พลันชายคนหนึ่งก็เดินตามแล้วผ่านไป เพียงแวบเดียวที่เห็นใบหน้า ความทรงจำราวกับผุดพราย อันนาชะมักมองยืนนิ่ง ใบหน้าราบเรียบประหนึ่งหินศิลาหันมามองชั่วกะพริบตาแล้วห่างออกไปทุกที

            “มีอะไรหรือน้ำ” ธีรามองตาม แต่ก็ไม่เห็นใครนอกจากคนแปลกหน้า

            อันนาเขม้นมอง แต่ไม่ถนัดนักเมื่อผู้ชายคนนั้นเดินไกลออกไปจนเห็นเพียงแผ่นหลังแล้ว

“เหมือนจะเจอคนไม่รู้จัก แต่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ไม่สำคัญอะไรหรอก เข้าไปในร้านกันดีกว่า”

            “ฟังแล้วงง สงสัยหิว”

            นาวินหัวเราะเห็นด้วยกับธีรา อันนาเลยหัวเราะตาม แม้ว่าจะมองไปยังชายที่เพิ่งเดินแซงไปอย่างไม่แน่ใจนัก คิดว่ารู้จัก แต่ไม่มีเหตุผลจะต้องเข้าไปทักทายถึงในอนาคตอาจได้เป็นพรีเซนเตอร์เครื่องดื่มก็ตาม ผู้จัดการส่วนตัวเพิ่งบอกเขาเมื่อวาน ได้ข่าวว่าพอแฟนตายก็ไปอเมริกา ทำใจได้แล้วกระมังถึงได้กลับมา

           

ภายในร้านตกแต่งเน้นสีฟ้าอ่อนสลับสีขาวดูสบายตา อันนากับธีราช่วยกันสั่งอาหาร ในขณะที่นาวินดูแลเรื่องเครื่องดื่ม รวมทั้งเพลงที่เปิดให้แขกได้ฟังด้วย มีคนยิ้มมาเพราะจำได้ แต่ก็ไม่ได้เข้ามารบกวนเวลาส่วนตัว ความที่อดนอนและเครียดมาหลายวัน ทำให้ธีราไม่สนใจเรื่องน้ำหนักของตัวเองจัดการอาหารอย่างมีความสุข อันนาก็พลอยเจริญอาหารไปด้วย แล้วยิ่งมีเสียงคุยกันไปมาจนหัวเราะเกือบสำลัก

            “สั่งของหวานไว้ก่อนไหม พออิ่มข้าว จะได้กินของหวานต่อได้เลย” นาวินเสนอพลางเรียกพนักงานมาขอเมนู

            ธีราวางมือจากอาหารมาเปิดเมนูดวงตาสดใสเมื่อเห็นขนม แม้จะบ่นเสมอว่าอ้วนง่าย แต่ใจอ่อนให้ตัวเองบ่อยๆ จนถูกนาวินล้อ

            “กินอะไรดีน้ำ เป็นเค้กหรือพวกหวานเย็นดี”

            “อะไรก็ได้จ้า เดี๋ยวน้ำไปห้องน้ำก่อนนะ แสบตาน่ะ ไม่รู้อะไรเข้าไป เดี๋ยวมานะ” อันนาบอกเพื่อนแล้วก็เดินไปตามลูกศรที่เห็นตรงประตู

            ห้องน้ำถูกสร้างออกมาอยู่นอกตัวอาคารซึ่งมีแขกจำนวนหนึ่งมานั่งรับประทานอาหารท่ามกลางสวน พอได้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดอาการแสบตาก็ค่อยดีขึ้น อันนาเดินมากำลังจะกลับเข้าไปในร้านอาการอยู่แล้ว ถ้าไม่เห็นชายที่มองหาตั้งแต่เข้ามาในร้านเสียก่อน

            เขามองมาเหมือนไร้การจดจำได้ อีกฝั่งมีชายอีกคนนั่งอยู่ ด้านข้างมีชายสองคนยืนเฝ้าประหนึ่งเงาคุ้มครองนาย ราวกับพวกมาเฟียค้ายาอย่างไรอย่างนั้น หญิงสาวถอนใจเมื่อต้องเดินผ่านโต๊ะตัวนั้นไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

“จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” เสียงต่ำๆ ทว่าไม่เบานักเอ่ยขึ้นเสมือนเรื่องทั่วไป

            “ครับ ตอนนี้คงต้องเคลียร์กับทางตำรวจ”

            อันนาก้าวขาลงรู้สึกมวนในท้องจากคำพูดเพียงไม่กี่คำที่บังเอิญได้ยิน

“หลักฐานต่างๆ โยงมาแบบนี้ คงไม่ดีแน่ๆ อีกฝั่งเล่นหนักเหลือเกิน ยังดีที่คุณชัครู้ทัน เลยตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม”

เสียงหัวเราะคล้ายคำรามแผ่วพลิ้ว “ระวังด้วย อย่าให้เป็นข่าวออกไป”

“ครับ ไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน”

ดวงตาของผู้ลอบมองเห็นนิ้วเรียวยาวของชายที่เหมือนเคยพบมาก่อน แต่เมื่อไหร่นี่สินึกไม่ออก ก่อนจะเบือนหน้าไปทำทีเปิดกระเป๋า แล้วก้าวไปยังทางเข้าก่อนที่จะถูกสงสัย

ชาญมองไปยังหญิงสาวที่กำลังลุกลี้ลุกลนรีบเดินเข้าประตู เขามั่นใจว่าเคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อนแน่ๆ เด็กส่งอาหารที่ให้สัญญาณกับตำรวจในคลิปอย่างไรล่ะ นายคงเห็นแล้วเหมือนกัน บังเอิญเสียจริงที่มาเจอที่นี่

 

อันนาไม่เข้าใจว่าทำไมคิดถึงความฝันของตัวเองขึ้นมา คำพูดของชายอีกคนช่างน่ากลัว จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? มันคือจัดการอะไรกันแน่ แล้วยังท่าทีไม่เป็นมิตรของคนที่รายล้อม อย่าคิดมากไปเอง เธอต้องไม่กังวลอะไรเกินกว่าความเป็นจริง

            “ของหวานสั่งให้แล้วนะ ทำไมหน้าซีดจังล่ะยัยน้ำ” ธีราวางมือที่ไหล่เพื่อน

            ร่างเพรียวสะดุ้ง “มีอะไรหรือมด ขอโทษทีนะ สงสัยน้ำจะเพลียน่ะ”

            ถ้วยขนมเค้กหน้าตาหน้ากินเลื่อนเข้ามาใกล้อีกนิด “ถ้างั้นต้องกินเยอะๆ นะ”

            “ขอบใจนะ” อันนายิ้มกว้าง แต่เพื่อนยังมองไม่เลิก “ กินกันสิ หน้าของน้ำมีอะไรงอกมาหรือไงจ๊ะ”

            นาวินหัวเราะพลางตกเค้กขึ้นมากินแก้เก้อ ถ้าบอกว่าอยากมองหน้าเพราะคงจะไม่ได้เจอกันอีกหลายวันตุนไว้แก้คิดถึง คงถูกเบ้ปากใส่แน่ๆ แต่หลายครั้งที่เขาพูดจริงจากใจกับอันนา แต่เธอกลับคิดว่าเป็นพูดเล่นอยู่เรื่อย

            อันนาเหลียวมองไปยังโต๊ะด้านนอกอีกครั้ง ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีกลับว่างเปล่าไม่มีใครนั่งอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว เธอหันกลับมาสนใจเพื่อนๆ แล้วลืมเรื่องราวของชายแปลกหน้าและคนชุดดำจนกระทั่งหลายวันผ่านไป

 

 

 

 

 

                แล้วจะมา up ต่อนะคะ  ขอโทษที่ up ช้านะคะ ช่วงนี้เดินทางบ่อยค่ะ

            อัมราน_บรรพตี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #9 fsn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 17:01
    มีหลายเงื่อนงำเลยนะคะ ช่วงน้ำโดนจับตัวไปน่ากลัวมากเลยคะ เฮ้อ พวกคนชั่วเนี้ย ไม่เคยคำนึงถึงวิธีการใดๆ
    #9
    0
  2. วันที่ 3 เมษายน 2558 / 10:29
    รออ่านต่อนะคะ

    #4
    0