กำราบรักจอมเผด็จการ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 12,003 Views

  • 54 Comments

  • 62 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    28

    Overall
    12,003

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 9...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    13 มิ.ย. 58



ตอนที่ 9


 


สายตาของชัคกำลังมองไปยังรถที่ขับเข้ามาจอด พ่อบ้านลงไปรับและช่วยเปิดประตูให้ภารดีกับลิลลา นี่เองหรือเหตุผลที่พ่อโทรให้เขารีบกลับมา แผนจับคู่ช่างน่าเบื่อหน่ายพอๆ กับคำถามที่ใครต่อใครมักเอ่ย...ดีขึ้นแล้วหรือยัง ทำใจได้แล้วใช่ไหม ทำไมถึงคิดว่าเขายังเสียใจ ในเมื่อความเสียใจมันอยู่เพียงวันเดียวเท่านั้น ที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่เพราะเสียใจจากความรัก


            “วิธีนี้มันไม่ได้ผลหรอกครับพ่อ” ชัคเห็นรอยยิ้มของพ่อแล้วอดไม่ได้


            “แต่มันก็น่าจะลองดูนี่หว่า ถ้าเจ้าคินว่างคงมาช่วยพ่ออีกแรง ไม่เห็นหรือว่าเชื่อพ่อแล้วดียังไง ปีหน้าพี่ของแกก็แต่งงานแล้ว”


            ชัคไม่อยากจะเถียงเพราะภาคินได้ฤกษ์แต่งงานมาแล้วจริงๆ ผลงานการหาลูกสะใภ้ของคุณชรันตามเคย แต่ตัวเองกลับครองตัวเป็นพ่อหม้ายเหมือนลุงบูรไม่มีผิด


            อาหารค่ำจงใจสร้างบรรยากาศให้เหมือนออกเดท บรรดาพ่อกับแม่พากันมานั่งฝั่งหนึ่ง ทำให้ลิลลากับชัคต้องนั่งเคียงกันในสวนสวย แสงไฟรวงเคล้าเพลงเบาๆ ที่ภาคินมาช่วยจัดให้ก่อนไปดูแลร้านของตัวเอง อาหารพร้อมแล้วที่โต๊ะ ลิลลาช่วยรินไวน์ให้ทุกคน แล้วยังตักอาหารให้ชรันและชัคอย่างเอาใจ


            “ช่างจดช่างจำเชียวยัยหนูลิล ต่อไปอยู่ด้วยกัน ชัคจะได้ไม่ต้องมาบอกอะไรมากนะคะ มีคนรู้ใจแบบนี้แล้ว”


            ชรันหัวเราะชอบใจเห็นด้วยกับภารดี ลิลลาเขินเอียงอาย อนาคตว่าที่ลูกสะใภ้ของคุณชรัน เจ้าของอีกคนของ Prime Corporation ก็ใกล้แค่เอื้อมสมใจตามที่แม่ต้องการ


            “ถ้าเรื่องชอบอะไร ไม่ชอบอะไร  เลขาของผมก็พอทราบครับคุณน้า” ชัคคลี่ริมฝีปาก


            ชรันส่ายหน้าใส่ลูกชาย “พูดไม่ถนอมน้ำใจน้องเลยว่ะเจ้าชัค ดูสิหน้าเสียไปแล้วนั่น ไม่ต้องคิดมากนะหนูลิล ลูกชายลุงมันพูดเล่นน่ะ”


            ลิลลาฝืนยิ้มแม้ว่าในใจเหลวเป็นน้ำไปแล้ว บรรยากาศชวนฝันโรแมนติกกลายเป็นอึมครึม แม้ภารดีกับชรันจะคุยกันให้อะไรๆ มันดีขึ้น แต่ชัคยังคงขมวดคิ้วอย่างกันใครบังคับให้มา จนอาหารถูกเก็บไป ของหวานเข้ามาแทน แต่เขาไม่มีอารมณ์อยากกินอะไรอีก


            “เอาไว้คราวหน้านัดกินข้าวกันใหม่นะครับพ่อ วันนี้ผมคงทำเสียเรื่องแล้ว”


            ชัคลุกขึ้นก้มหน้าลงให้แขกเป็นเชิงขอโทษแล้วเดินจากไปทันที ลิลลาหน้าเจื่อนเหวอ ภารตียังคงยิ้มเหมือนไม่ถือสาอะไร ทว่ายามมองเพื่อนเก่ากลับน้ำตาคลออย่างกับจะร้องไห้


            “คุณชรันคะ...”


            มือของชรันวางลงบนมือนุ่มในเชิงเพื่อนแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ ให้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร


            “อย่าเพิ่งไปขวางเลย ถ้าหนูลิลใช่สำหรับชัค เดี๋ยวก็รู้ตัวเอง ตอนนี้เร่งรัดไปหนูลิลจะเสียใจในอนาคตได้นะรดี” ชรันเตือน เขาไม่บังคับใจลูก ถ้าสุดท้ายเด็กสองคนไม่ได้รักกัน ก็เป็นเพื่อนกันไป


            ภารตีถอนใจเบาๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วลงมือทานของหวานพลางบอกให้ลูกสาวช่วยตักโน่นตักนี่ให้ชรัน การขอตัวไปของชัคกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปในพริบตา เมื่อความโกรธถูกปิดเม้นไว้อย่างแนบเนียน


           


            “มีคนอยู่แถวนี้บ้างรึเปล่า ได้ยินไหม มาเปิดประตูให้ที!


            อันนาไอโขลกๆ มือก็ช้ำเพราะทุบประตูให้มีเสียง แต่หลายชั่วโมงผ่านไปยังไม่มีใครมาร้องหาให้มีความหวังได้สักคน รอถึงเช้าจะมีใครรู้หรือเปล่าว่าเธอมาติดแหง็กในห้องนี้ ประตูบ้านี่ก็ต้องใส่รหัส ถ้าเป็นลูกบิดเธอพังไปแล้ว ยอมเสียค่าซื้อลูกบิดกับบานประตูใหม่ด้วยเอ้า


            “ได้ยินไหม หิวน้ำ หิวข้าว ได้ยินบ้างไหม”


            มือที่หายเจ็บตบบานประตูซ้ำๆ หูแนบฟังเผื่อ รปภ จะเดินมาตรวจแถวๆ นี้บ้าง แต่คงหวังผลยาก ตั้งหลายชั่วโมงแล้วยังไร้หวัง แต่...ไม่ใช่หนนี้ เธอได้ยินเสียงเดินจากรองเท้าหลายคู่ ความหวังเรืองรองราวกับแสงไฟ


            “ช่วยด้วย มีคนติดอยู่ในนี้” อันนาส่งเสียงตะโกนลั่น


            “ได้ยิน เดี๋ยวจะเปิดประตูให้”


            บิงโก!!! มีเสียงคนตอบมาแล้ว


อันนาบอกขอบคุณลั่นแล้วถอยหลังรออย่างใจจดใจจ่อ ประตูกระชากเปิดออกอย่างรวดเร็ว หญิงสาววิ่งออกไปอย่างที่อยากเมื่อ 5 ชั่วโมงก่อน แสงไฟด้านนอกทำให้เห็นผู้มีพระคุณอย่างสุดซึ้ง แต่พอจำได้ว่าเป็นใคร องค์นางมารก็ลงประทับมองตาขวาง


            “คุณใช่ไหมที่ล็อคประตูขังฉันไว้ในนั้น ฉันโมโหจนนึกคำด่าไม่ออกแล้วนะ ทำไมต้องแกล้งกันด้วย”


            ชัคมองไปยังเงาสุดท้ายที่หลบเกือบไม่ทัน ผู้หญิงอะไรเร็วอย่างกับลิง ยังดีที่คนของเขาเร็วกว่า


            “นี่คือคำพูดที่ผมควรได้รับหลังจากมาช่วยคุณให้ออกมาจากห้องมืดๆ อับๆ อย่างงั้นหรือ เสียเวลาจริงๆ ผมไม่เคยดีในสายตาคุณเลย”


            อ้าว! อันนาขมวดคิ้วใส่ เธอไม่มีคู่แค้นที่ไหนนอกจากเขานี่ แล้วดูเถอะพอสะบัดบ๊อบใส่ก็เกินลิ่วๆ ไป อาการเกรียนใส่แบบนี้สงสัยไม่ใช่เขาหรอกมั้ง


            “คุณไม่ได้ขังฉันไว้ในห้องจริงๆ หรือคะ”


            ชัคหยุดแล้วหันมาคนรีบเดินเลยจมูกทิ่มอกเข้าเต็มรักแถมจะเซล้มเสียเอง คนถูกกล่าวหายังมีน้ำใจคว้าแขนไว้ให้ยืนตั้งหลักแล้วปล่อย เดี๋ยวจะถูกยัดข้อหาอะไรอีก อันนามองตาแป๋วก็เขายังค้างคำตอบอยู่นี่


            “ไม่จริง ผมทำทุกอย่างนั้นแหละ”


            ซะงั้น เดินหนีอีกแล้ว อันนาเดินเร็วๆ ไปดักหน้าแล้วยกมือไหว้เท่าที่แขนแข็งๆ จะทำได้ ตอนนี้รู้ตัวแล้วว่าใจร้อนเกินไป


            “ฉันขอบคุณ แล้วก็...ขอโทษที่คิดร้ายๆ ใส่คุณไปแบบนั้น”


            ชัคเลิกคิ้วกอดอกใส่ “ทีโกหกทำไมถึงเชื่อ พอพูดจริงกลับไม่เชื่อ”


            “ไม่รู้สิ โมโหหิวละมั้ง แล้วงานก็ยังทำไม่เสร็จเพราะมาติดแหง็กอยู่ในห้องนั้น แล้วคุณตามหาฉันพบได้ยังไงล่ะคะ”


อันนาถามเรื่อยๆ ชักกังวล ถ้า รปภ มาเห็น มันคงเป็นเรื่องแปลกๆ ที่พนักงานดันมาอยู่กับเจ้านายในเวลาเที่ยงคืนพอดี บอกว่ามาทำงานใครจะไปเชื่อ


            “ผมกลับมาทำงาน พอดีได้ยินเสียงคุณน่ะสิ” ชัคเดินช้าให้พอๆ กับคนโมโหหิว


            “กลับมาทำงานตอนเที่ยงคืนเนี่ยนะ โห ทำงานจนตัวเป็นเกลียวแบบนี้นี่เองถึงได้รวยเอาๆ”


            ชัคจงใจเฉยไม่ตอบไปมากกว่านั้น เบี่ยงตัวให้อันนาเดินขึ้นบันไดแล้วเขาเดินตามหลัง ฝนกำลังตกพรำๆ อากาศหนาว หญิงสาวมองหาทางที่จะเข้าไปในตึก แต่ให้ขึ้นไปคนเดียวคงไม่รอด ลิฟต์ก็ปิดไปหมดแล้ว ท้องเจ้ากรรมก็ดันมาส่งเสียงไม่รักษาหน้าอีก อย่าได้สงสัยว่าชัคได้ยินหรือเปล่า


            “หิวไหม”


            อันนายิ้มเขินๆ หัวเราะแก้อาย แม้ว่ามันจะช่วยไม่ได้เท่าไหร่


“ถ้าบอกว่าไม่หิว คุณคงไม่เชื่อหรอกเนอะ ไส้แทบขาดแล้วน่ะสิคุณ แค่ไม่เป็นลมยังมีแรงแหกปากร้องจนคุณได้ยินนี่ฉันก็คิดว่าตัวเองใกล้เป็นแรมโบ้แล้วล่ะ”


โชคดีที่เขาไม่หัวเราะเยาะใส่ ทำให้เธอยังพอยิ้มออก ตอนนี้หากเดินไปทางซ้ายจะเป็นลานจอดรถ แต่ถ้าไปทางขวาจะเจอบันไดที่พาไปชั้น 14 หอบแทบตายแน่ แต่มันจำเป็น ไม่มีกระเป๋าสตางค์จะกลับบ้านได้ยังไง


            “กระเป๋าของฉันอยู่ที่โต๊ะทำงาน คุณไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม”


            “ป่านนี้ห้องคงล็อกไปหมดแล้ว ไปบอก รปภ ก็จะกลายเป็นเรื่องเอิกเกริกเปล่าๆ” ถ้าชาญได้ยินคงหัวเราะ


            “ถ้างั้นฉันขอมยืมเงินคุณหน่อยได้ไหมคะ จะได้มีเงินจ่ายค่ารถกลับหอ”


            เรื่องนี้เองหรือที่ทำให้เธอกังวล ชัคไม่ทันคิดเพราะหากเป็นเรื่องแค่นี้ทำไมเขาจะดูแลไม่ได้ มือหนายื่นมาจับแขนของอันนาไว้


            “มาด้วยกันทางนี้”


            ทางนี้ของเขาคือลานจอดรถ อันนายอมเดินตามไปดีๆ ขืนดึงดันไม่ไปด้วยคงถูกอุ้มจนไปด้วยกัน แขนยังเข้าเฝือกแบบนี้ต่อยใครถนัดได้เสียที่ไหน ชาญเปิดประตูรถไว้รอนาย แถมยังเผื่อมาถึงเธออีกด้วย น่าแปลกที่รถสีดำคล้ายๆ กันจอดอยู่ใกล้ๆ อีกสามคันกลับตามมาด้วย แต่เพียงไม่นานก็ขับแยกออกไป เขาไปไหนต้องพกคนเป็นกองร้อยหรือไง


            อันนายกแขนอีกข้างมากอดอกเพราะแอร์ในรถเย็นอย่างกับอยู่ขั้วโลก แน่ล่ะ ใส่สูทเต็มยศแบบนี้คงสบายกำลังดี แต่เธอหนาวจะแย่


            สูทสีดำตัวหนายื่นมาวางให้ตรงหน้าขา อันนาก้มหน้าแอบหัวเราะก่อนจะหยิบเสื้อส่งคืนให้เจ้าของที่ใจดีจนขนลุก บางทีคงเพราะแอร์


            “ขอบคุณที่ให้เสื้อฉันอีกแล้ว แต่พอเถอะ ถ้ารับเสื้อคุณมาอีกคงไม่เหลือที่ในตู้ไว้แขวนเสื้อของตัวเองแล้วล่ะค่ะ”


            “รับไปเถอะน่า หนาวไม่ใช่รึ ถ้าคุณใส่เสื้อแล้วผมจะพาไปหากินของอร่อยๆ ตบท้ายด้วยพาไปส่งถึงที่พัก ตกลงไหมล่ะ”


            ชาญยิ้มให้ถนนหลอกล่อแบบนี้ไว้ใช้กับเด็กคงได้ผล แล้วอันนาอยู่ในข่ายยังเด็กหรือเปล่า ตอนโทรเรียกคนมาตามหาอันนาหลังจากรู้ว่าเธอหายไปนั้นอย่างกับจะรื้อตึก


            “ใครไม่ตกลงก็บ้าแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวฉันไม่มีตังสักบาท”


            “คุณให้เงินผมไว้ร้อยบาท ลืมไปแล้วหรือไง” เขาไม่เคยลืมน้ำใจของอันนาในวันนั้น ถ้ารู้ว่าความเข้าใจผิดจะพาไปสู่อะไร เขาคงไม่สงสัยเธอจนกลายเป็นเรื่องราวระหว่างเราหรอก


            “ฉันคงเหมือนคุณ ให้แล้วไม่ขอรับคืน แต่ถ้าจะมีน้ำใจให้กัน ก็โอเครับได้”


            รอยยิ้มระบายที่ริมฝีปากหนา ราวกับใบไม้แห้งเพราะขาดน้ำกำลังฟื้นคืน แม้ไม่เขียวสดดังเดิมแต่ยังคงมีชีวิตต่อไปได้ ชัคหันมามองที่มาของหยดน้ำที่ไหลรินเข้าสู่ใจ เธอเป็นใครกันแน่หรืออันนา


 


            อันนามั่นใจว่าเผลอหลับไปวูบเดียวเท่านั้นจริงๆ นะ ซอยที่ควรเห็นกลับไม่ใช่กลายเป็นทางเข้าหมู่บ้านที่คราวก่อนไม่รู้ตัวตอนขามา แต่ขากลับทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ หญิงสาวหันไปมองชัคอย่างไม่พอใจระคนหวาดนิดๆ ครั้งแรกเข้าใจได้ว่า...จำเป็นแล้วคราวนี้เรียกว่าจำเป็นได้ตรงไหน เธอหิวข้าว อยากกลับบ้าน ไม่ใช่อยากมาทัวร์บ้านของเขาสักหน่อย


รถจอดตรงหน้าบ้าน เขาลงไปแล้ว แต่ยังมีแก่ใจกรุณาเปิดประตูให้ พอนั่งเฉยๆ ไม่ลงไปเลยถูกมองอยู่อย่างนั้น ถึงไม่สึกหรอ แต่ว่าเขินปนกลัวอย่างไรชอบกล


            “ทำไมไม่ลงมาจากรถ หรือว่าไม่หิวแล้ว”


            “หิวค่ะ แต่ทำไมฉันต้องมาที่นี่ด้วย การไว้ใจคุณคงกลายเป็นเรื่องผิดอีกแล้ว ถ้างั้นฉันกลับบ้านเองดีกว่า” อันนาลงจากรถแล้วจะเดินไปประตูหน้าบ้าน


            ชัคกอดอกมองจนแน่ใจว่าไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจจึงตามไปแล้วคว้าจับแขนเรียวรั้งให้เดินตามมา แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ให้ความร่วมมือเลย


            “มาด้วยกันเถอะน่า จะตีสองแล้ว ผมไม่ใช่คนง่ายๆ อะไรก็กินได้”


            “ลิ้นสูงเสียด้วย แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ฉันควรเข้าไปในบ้านของคุณอยู่ดี”


            ป่วยการพูดซ้ำ เขาไม่ชอบขอร้องใคร แต่บังคับล่ะก็ถนัดนักเชียว ร่างสูงย่อตัวลงแล้วกระหวัดอุ้มร่างเพรียวที่ไม่หนักแรง แต่ดิ้นอย่างกับเขาจะพาไปฆ่าอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งดิ้นแรงกอดก็ยิ่งแน่น จนคนขัดขืนหอบเหนื่อยไปเอง ชาญเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่อยากยิ้มกว้างให้นายรู้ตัว


“ถ้าไม่ได้บังคับใครจะอึดอัดหายใจไม่ออกหรือไงคะ” เสียงอันนาแผดลั่น


ชัคกลับก้มหน้าลงมามองเฉยๆ เหมือนไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่นิดเดียว ด้วยความโกรธที่พุ่งปรี๊ด หญิงสาวรั้งคอของเขาไว้แล้วส่งเสียงเต็มพิกัดใส่


“กรี๊ด...”


ชัคสะดุ้งตกใจแต่ไม่ปล่อย ยังไม่ทันได้ใคร่ครวญอะไรทั้งสิ้นเมื่อประกบริมฝีปากที่เผยอเปิดถูกปิดเสียงจนสิ้น ความเงียบที่ควรเป็นกลับมา ทว่าเสียงหัวใจของร่างในอ้อมแขนกลับดังกระหน่ำ แม้ว่าเขาจะถอนริมฝีปากจากมาทันทีที่เธอหยุดเสียง ดวงตาตื่นตะหนกมองมาเหมือนกันว่าเขาโหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้ ริมฝีปากชาเห่อขยับคำด่าจ่ออยู่ปลายลิ้น ทว่ายังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะพูดออกไป


            “ไม่ต้องด่าว่าถูกผมจูบ ที่ทำไปแค่ปากประกบปาก ถ้าจูบคุณได้เข่าอ่อนไปแล้ว” เรียวปากหนาแกล้งขยับใกล้เข้าไป อันนายกมือมาปิดปากหลับตาปี๋ “หรืออยากลองพิสูจน์ว่าจะเข่าอ่อนจริงหรือเปล่า”


            เสียงหัวเราะแสนรื่นรมย์ของชัคทำให้ความกลัวเร้นหายไปชั่วคราวเพื่อเปิดให้ความกล้าที่มาแบบไม่ยั้ง ได้สำแดงหมัดออกไปชกใส่ที่ปลายคางของคนอารมณ์ดี แม้ไม่เต็มแรงนัก แต่เสียงหัวเราะก็หายในพริบตา คนถูกชกยิ้มบางๆ อย่างกับไม่โกรธสักนิด


            “หายกันนะ ตอนนี้ฉันหิวแล้ว กินแล้วจะได้กลับ คืนนี้ฉันไม่ยอมอยู่ที่นี่จนถึงเช้าแน่ๆ ผู้ชายอย่างคุณนี่มัน...”


            “ยังไง” ชัคปล่อยอันนาลงแล้วคว้าเอวไว้หลวมๆ ไม่สนใจว่าจะถูกหยิกหลังมือให้เจ็บๆ คันๆ


            “ช่างเถอะ พูดไปคุณก็ไม่สะดุ้งสะเทือนหรอก ไม่รู้ยัยลิลมาชอบคนเผด็จการเจ้าอารมณ์ โมโหร้ายแบบนี้ได้ยังไง”


            เอวบางถูกปล่อยง่ายดาย อันนารีบก้าวถอยหลังไปอยู่ห่างๆ ชัคไว้ เรื่องที่จะวิ่งหนีไปหมดทาง นี่มันบ้านคนหรือรังโจรกันแน่ คนเฝ้าเต็มพรืดไปหมด ถ้าไม่กลัวใครมาถล่มก็คงพร้อมไปถล่มใครๆ นั่นล่ะ


            “ผมว่าลิลลาไม่ได้ผิดปกติ แต่คุณต่างหาก” สายตาคมแฉลบมองไปข้างหลัง “ไปนั่งรอตรงนั้น ไม่เกินครึ่งชั่วโมงอาหารจะเรียบร้อย”


            อันนาถอนใจยาวพลางเดินไปนั่งรอที่โซฟากลางห้องซึ่งตรงข้ามเป็นเคาน์เตอร์ซึ่งด้านบนเป็นกระจกใสมองเห็นครัวด้านใน พ่อครัวกำลังคุยกับเจ้าของบ้าน เธอมองอย่างระวังพลางหาอาวุธไปด้วย ถึงจะไม่ถูกทำร้าย แต่ใครไว้ใจชัคคงไม่ต่างจากเอาคอไปพาดในปากเสือ


                        


            พาสต้าส่งกลิ่นหอมจนอันนาแทบจะลอยไปหาถึงในครัวที่เปิดประตูแง้มไว้อย่างกับยั่ว ชัคถือจานเอง พ่อครัวหยิบไวน์มาตามคำสั่งของเจ้านาย ช้อนส้อมพร้อมลุยทันทีเมื่อไวน์ถูกรินใส่แก้ว เธอยกขึ้นดื่ม แค่ไวน์ทำอะไรเธอไม่ได้หรอก ถ้าเหล้าล่ะไม่แน่ อาหารมื้อเย็นที่ล่วงเลยมาเป็นมื้อดึกมากเริ่มทันทีแบบไม่ต้องขออนุญาตใคร


            ชัคมองเส้นพาสต้าที่อันนาม้วนใส่ช้อนเข้าปากคำแล้วคำเล่าก็อดยิ้มไม่ได้


            “เผื่อจะไม่พอ” เส้นพาสต้าถูกแบ่งมาใส่จานของแขก


            “ขอบคุณ ตอนนี้ฉันหิวมาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องดูมากเดี๋ยวจะติดตา” ถ้าบอกตรงๆ ว่าเขินเพราะเขามองก็เสียฟอร์มน่ะสิ


            ชัคเกือบหัวเราะ มันน่าจะติดตาอยู่หรอก เวลาผู้หญิงกินอะไรกับเขาเห็นแต่เหนียมๆ อย่างกับดมก็อิ่มแล้ว แต่ผู้หญิงตรงหน้ากินอย่างหิวโหย ซอสติดข้างแก้มยังไม่รู้ตัวกระมังหรือเกือบลืมไปด้วยซ้ำว่ามีเขานั่งอยู่ด้วยกัน            


            “เวลากินอาหารกับแฟน คุณทำแบบนี้หรือเปล่า”


            “ไม่รู้สิคะ ไม่เคยมี หรือถ้ามีคงไม่ต่างกันหรอก เวลาหิวๆ จะมาทำว่าไม่หิว ฉันคงเป็นลมก่อน แล้วยิ่งมากินอาหารกับคุณ ฉันยิ่งไม่ต้องห่วงว่าตัวเองจะดูดีหรือดูไม่ดีหรือเปล่า” ไวน์ถูกดื่มไปอีกอึก ทำไมมันไม่หมดแก้วเสียทีก็ไม่รู้


            ชาญเข้ามาแล้วกระซิบบอกบางอย่าง อันนาเงยหน้ามองรู้สึกเหมือนกำลังจะมีเรื่อง


            “เดี๋ยวผมจะไปโทรหาใครบางคนสักหน่อย รอไม่นานหรอก กินรอไปก่อน เดี๋ยวพาไปส่งบ้าน”


            อันนาไม่ได้รับปาก แน่ละสิ แค่ออกไปจากห้องนี้ยังทำไม่ได้เลยละมั้ง ว่าแต่เขาทำงานตลอดเวลาเลยหรือไง อย่าได้สน ตอนนี้ห่วงตัวเองก่อน กินหมดเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน แต่ทำไมพอใกล้อิ่มแล้วมันถึงง่วงแบบนี้หนอ แล้วถ้าเขากลับมาช้าเธอควร...ทำ...ยังไง...ดี


           


            เสียงเดินตามมาหลังจากประตูเปิดออก เหล้าในขวดใบสวยกำลังเทลงแก้วราวกับความร้อนของมันจะช่วยทำให้ความชังในหัวใจยิ่งซึมลึกประหนึ่งตราตรึงไว้ให้เวลาไม่อาจทำให้สิ่งเหล่านี้หายไปจากหัวใจอันบอบช้ำ ทว่าเวลาได้เยียวยาจนแข็งแรงและพร้อมสำหรับการฆ่าที่ค่อยๆ ให้ยาพิษที่เรียกว่าความผิดหวังเจียนบ้าคลั่ง แล้วมองมันอย่างผู้ชนะสาแก่ใจ


“ผู้หญิงที่จับมาคราวก่อนคงเป็นคนรักคนใหม่ไอ้ชัคจริงๆ เสียแล้วล่ะ”


เสียงหัวเราะเป็นคำตอบที่ไม่เกินความคาดหมาย เหล้าที่รินมายกขึ้นจิบอย่างแค้นใจ เขาเป็นฝ่ายจำ ในขณะที่เจ้านั่นเป็นฝ่ายลืมงั้นรึ เร็วไปแล้ว


            “ก็ดี มันทำใจได้เร็วกว่าที่คิดไว้มาก ตามต่อไป รอให้มันรักจนขาดไม่ได้ นั่นล่ะ เวลาที่มันจะจดจำในชีวิตคงมาถึงอีกครั้ง”


            “ก็ได้ ไปนอนได้แล้ว อย่าดื่มต่ออีกเลย”


            สายตาเหวี่ยงๆ มองมาอย่างไม่พอใจ ชายชรามองกลับไม่กลัวแต่ห่วงมากกว่า แก้วเหล้าถูกวาง นานมาแล้วเขาเคยมีความสุข จนกระทั่งถูกมองว่าไร้ค่าและไม่มีประโยชน์อีกต่อไป


            “มีความสุขไปเถอะ อีกไม่นานฝันร้ายของอารตีจะกลับมา คราวนี้แกหรือใครๆ คงขวางฉันไม่ได้อีก”


            เมื่อใดคนที่รักทุกข์ใจ คนที่มองด้วยความเศร้ามักมองหาทางออกเพื่อช่วยเหลือ เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ทุกข์ใจแต่ยังมีคนรัก แต่ไม่ใช่เลย เขามีคนที่แสร้งว่ารักอยู่ใกล้ตัวต่างหาก


           


            อุ่น...สบายเหมือนอยู่ที่ไหนสักแห่งแบบคุ้นเคยมาก่อน แน่ล่ะบนที่นอนไงล่ะ เรียวปากบางยิ้มให้ตัวเอง แม้จะเพลียเมื่อย เมื่อวานมันเหนื่อยจริงๆ เสียด้วย อันนาถอนใจเป็นสุขที่ได้พักผ่อน แต่มันเช้าแล้วหรือยัง ทำไมโทรศัพท์ไม่มีเสียงปลุก พอลืมตาก็เห็นว่าห้องสว่างแล้วจริงๆ แต่ทำไมโต๊ะที่เธอนั่งกินพาสต้ากับชัคถึงยังอยู่ล่ะ


            “เฮ้ย...!         


            อันนาร้องเสียงหลงพร้อมๆ กับเหวี่ยงขาลงจากโซฟาที่จำไม่ได้ว่ามานอนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผ้าห่มร่วงลงพื้นพันขาจนล้ม แต่มันไม่น่าตกใจเท่าชัคอยู่ตรงนั้นแล้วมองมาอย่างขบขัน นี่เธอยังไม่ได้กลับบ้านใช่ไหม


            “ตื่นแล้วเหรอ อาหารเช้าพร้อมแล้วนะ จะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนหรือว่ากินด้วยกันเลย” ร่างสูงย่อตัวลงแล้วยื่นมือให้คนซุ่มซ่ามจับ อยากพาไปนอนที่ห้องรับแขก แต่เขาทำงานจนเกือบเช้าตรงนี้เหมือนกัน


            “ทำไมฉันยังไม่ถึงบ้านอีก คราวนี้ฉันโกรธคุณจริงๆ แล้วนะ” อันนาแหวลั่นลุกขึ้นได้เกือบวิ่งไปที่ประตู ถ้าเพียงแต่ไม่เห็นคนของเขาเฝ้าอยู่ตรึม


            “โกรธตัวเองดีกว่า ผมปลุกแล้ว แต่คุณไม่ตื่นเองต่างหาก ถ้าไม่เชื่อ จะเอาภาพจากกล้องวงจรปิดมาดูก็ได้”


            คิ้วเรียวขมวดใส่ ไม่แน่ใจว่านอนขี้เซาได้ขนาดนั้นจริงๆ หรือเปล่า แต่สภาพของตัวเองเสื้อผ้ายังอยู่ครบดี ไม่มีอะไรผิดปกติ ขอภาพวงจรปิดคงเกินไปสำหรับคนที่ช่วยเหลือมาตั้งหลายครั้ง แต่ครั้งหน้าไม่มีอีกแน่ๆ


            “ต่อไปนี้คุณห้ามพาฉันมาที่บ้านหลังนี้อีก ขอร้องล่ะ ให้ใครก็ได้พาฉันไปส่งที่หอพักที ฉันไปทำงานด้วยชุดเดิมไม่ได้ค่ะ”


            “ชุดทำงานของคุณมีพร้อมอยู่บนห้อง พอดีเพื่อนของผมมีห้องเสื้ออยู่ใกล้ๆ เลยขอหยิบยืมกันได้”


            เสียงหัวเราะเล็ดลอดมาจากริมฝีปากหนา แต่ให้ตายเถอะ ไม่ว่าเขาทำด้วยความหวังดีหรือเหตุผลอะไรก็ตาม มันน่ากลัวสำหรับเธอทั้งนั้น


            “ความใจดีของคุณทำฉันสยอง บอกตรงๆ เกือบซึ้งใจ แต่คงบอกได้ว่าขอบคุณ แต่หลังจากวันนี้แล้วคุณไม่ต้องเตรียมอะไรไว้ให้ฉันอีก ไม่ว่าคุณจะทำด้วยเหตุผลอะไร ฉันไม่ยอมรับทั้งนั้น”


             “แค่เงินเหลือๆ ไม่เท่าไหร่ ไม่ต้องคิดมากก็ได้” เรียวคิ้วหนาขมวดใส่ “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมจะรอ”


            หมดทางเลือกแล้วนี่ จะไปทำงานด้วยชุดเดิมคงหาคำตอบดีๆ ไม่ออก แม่บ้านเดินนำทางอันนาไปยังห้องที่เคยมาพักคราวก่อน เสื้อผ้าและของอื่นๆ ที่ต้องใช้มีพร้อมแล้วอย่างที่ชัคบอกไว้จริงๆ เขาทำแบบนี้ทำไม ชอบเธองั้นหรือ ไม่ใช่หรอกน่า ลิลลาสวยหยาดฟ้า แล้วมันมีเหตุผลอะไรอีกที่เธอไม่รู้กันอีกล่ะ เฮ้อ


 


            การที่ต้องนั่งรถคันเดียวกับชัคมาทำงานทำให้อันนารู้สึกว่าผีหมดความน่ากลัวไปเลย ชุดใหม่ใส่พอดีตัว แต่ใส่แล้วไม่สบายใจ แน่ล่ะมันเป็นอุปทานของเธอล้วนๆ เวลา 7 โมงกว่าพนักงานคงยังไม่ถึงตึก Prime เท่าไหร่ หญิงสาวมองหาทางออก เพื่อป้องกันประเด็นที่คงเกิดแน่ๆ หากใครมาเห็นเธอลงจากรถไปพร้อมๆ กับท่านประธาน แค่คิดก็ไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว


            “ให้ฉันลงตรงป้ายทางเข้าซอยด้วยนะคะ มันคงไม่ดีถ้าฉันลงจากรถของคุณในเวลาเช้าแบบนี้”


            “กลัวใครเข้าใจผิดงั้นหรือ”


บางทีเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอันนาต้องทำเหมือนหลบซ่อน ไม่กล้าเปิดเผยว่าเราสองคนรู้จักกัน


            “กลัวทุกคนที่เห็นจะเข้าใจผิด คุณไม่เสียหาย แต่ฉันเสียหาย อย่าให้ฉันต้องอธิบายเลยว่าเสียหายยังไง ฉันว่าคุณน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ต่อไปนี้ทำเป็นไม่รู้จักฉันเวลาอยู่ที่บริษัทจนกว่าฉันจะหางานใหม่ได้นะคะ”


            “คุณไม่มีทางหนีผมพ้นได้หรอก ถึงลาออกไปก็จะไม่มีบริษัทไหนรับคุณเข้าทำงาน”


            เชื่อเต็มร้อยว่าชัคทำได้จริงๆ อันนาถอนใจยาวๆ ยังไม่อยากทะเลาะกับเขาในตอนนี้


            “พอก่อน ฉันไม่อยากหงุดหงิดเพราะคุณไปทั้งวัน จอดด้วยค่ะ”


            ชัคพยักหน้าอนุญาต ชาญจอดรถให้อันนาลงแล้วขับอีกนิดเดียวก็อยู่หน้าบริษัท ท่านประธานก้าวออกไปอย่างสง่างาม เลขามารอรับแล้วเข้าตึกไป คนที่เพิ่งลงจากรถค่อยๆ เดินมาจนถึง โดยที่ไม่มีใครสงสัยค่อยโล่งใจได้หน่อย ทว่าวินาทีที่อันนาก้าวลงจากรถของชัคในเวลาเช้าอาจจะเป็นความลับสำหรับคนอื่น แต่ไม่ใช่สำหรับเมธาที่ขับรถตามมาพอดี สองคนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่


 


            อันนาระแวงมองไปที่ประตูอยู่บ่อยๆ แม้ว่าผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม ชัคไม่โผล่พรวดมาให้สติปลิวหายอีก เธอเริ่มหางานใหม่ไปบ้างแล้ว ถ้าจะลาออกก็ควรเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เมธาและคนอื่นๆ ในฝ่ายเสียเวลากับพนักงานที่มีเหตุจำเป็นต้องไป แต่พูดออกมาไม่ได้แบบเธอ แต่ข่าวร้ายคือยังไม่มีบริษัทไหนเรียกไปสัมภาษณ์เลย เขาทำอย่างที่พูดไว้จริงๆ หรือเปล่า


            เมธาเดินมาหาอันนาที่โต๊ะเมื่อเห็นว่าไม่มีลูกน้องคนไหนพอจะปลีกเวลามาทำงานด่วนได้ แฟลชไดรฟ์ยื่นให้ก่อนจะตามมาด้วยคำสั่งที่เธอรีบจดกันลืม


            “พรุ่งนี้จะมีการอบรมพนักงานในเครือของ Prime ทั้งหมด คุณตรวจทานพวกคำผิดต่างๆ แล้วส่งให้โรงพิมพ์ รอรับแผ่นพับกลับมาให้เสร็จภายในเย็นวันนี้ กะทันหันหน่อยนะ โรงพิมพ์เจ้าก่อนข้ามคิวของบริษัทเราไป ผมเลยต้องหาที่ใหม่”


            “ได้ค่ะพี่เมธ”


            อันนาเสียบแฟลชไดรฟ์เข้าโน้ตบุ๊กแล้วตรวจคำผิดต่างๆ อยู่หลายรอบจนแน่ใจ สั่งพิมพ์สีออกมาเพื่อนำไปให้เมธาเอาไว้ดูเทียบ ก่อนจะรีบนั่งรถบริษัทไปโรงพิมพ์ประจำที่พริมมาให้ข้อมูลไว้ในเวลาก่อนเที่ยงแล้วทำงานไปด้วยระหว่างรอแผ่นพับ


 


            แผ่นพับ 5 ลังลำเลียงมาชั้น 14 เลยเวลาเลิกงานไปเล็กน้อย แต่สีหน้าของอันนาไม่ค่อยดีนัก เมธาทำงานเสร็จพอดีจึงออกมาช่วยอีกแรง แต่พอเห็นหน้างานความเครียดก็มาเยือนเมื่อแผ่นพับ 3 ใน 5 ลังมีปัญหา อันนาอธิบายความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและเหตุผลที่เธอนำของที่สีเพี้ยนกลับมา แม้จะเป็นเพียงจุดเดียว แต่เป็นจุดสำคัญเมื่อเป็นภาพรวมของผลิตภัณฑ์ที่ฝ่ายของเธอออกแบบไปตลอดหนึ่งปี


            เมธารับฟังเหตุผลอย่างใจเย็นไม่ต่อว่าเพราะมันเป็นความผิดของโรงพิมพ์ไม่ใช่ของอันนา แม้ว่าจะไม่ชอบใจนักที่ทำแบบนี้ก็เหมือนยอมรับงานที่พิมพ์ออกมา เขาผิดด้วยเช่นกันที่ส่งมือใหม่ไปคนเดียว


            “พรุ่งนี้คงแจกแผ่นพับไม่ได้ อาจต้องส่งตามไปให้ทีหลัง จะพิมพ์ใหม่คงไม่ทัน”


            “น้ำผิดเองค่ะพี่เมธที่ไม่รอก่อน แล้วตรวจให้ครบทุกลัง แต่ทางโรงพิมพ์จะพิมพ์ในส่วนที่สีเพี้ยนมาให้นะคะ แค่แปะทับลงไป อีกชั่วโมงคงเสร็จแล้วพนักงานจะเอามาส่งให้ที่นี่เป็นการขอโทษและไม่คิดราคาเพิ่มค่ะ”


            คำปรามาสในใจเหมือนถูกตอกกลับ อย่างน้อยอันนาก็หาวิธีแก้ไข ไม่ใช่รอแก้ตัว


            “งั้นรึ เก่ง รู้จักแก้ปัญหา แล้วจะให้ใครอยู่ช่วยบ้าง ผมจะจัดการให้ วันนี้ผมมีธุระต้องไป แต่ถ้าเสร็จธุระแล้วจะรีบกลับมาช่วยอีกแรง”


            อันนายิ้มอย่างเกรงใจมันเป็นความผิดพลาดของเธอกับโรงพิมพ์ จะให้ใครมาเดือดร้อนช่วยคงไม่ดีเท่าไหร่ แผ่นพับแค่ 3 ลัง ถ้าตั้งทำใจคงใช้เวลาไม่นานนัก


            “ไม่เป็นไรค่ะพี่เมธ แค่แปะทับตรงที่สีเพี้ยน คนเดียวคงไหวค่ะ”


            “แต่...” อคติในใจทำให้เมธายั้งคำไว้ “ตามใจ เอาไว้ผมจะรีบมาช่วยแล้วกัน”


            ภายในห้องที่มีเสียงปรึกษางานกันตลอดเงียบกริบเมื่อเมธากลับไปแล้ว อันนาเปิดลังใส่แผ่นพับไว้รอ พอ 6 โมงนิดๆ รปภ ก็ขนลังใส่รูปที่สีเพี้ยนเข้ามา แต่มันไม่ได้ง่ายแค่แปะกาวแล้วติดทับลงไปนี่สิ การที่แขนข้างหนึ่งใช้งานไม่ได้นัก ทำให้การกรีดคัตเตอร์ลงกระดาษทาบไม้บรรทัดกลายเป็นเรื่องยากและใช้เวลานานจนน่าโมโหตัวเอง



         แล้วจะมา up ต่อนะคะถึงตอนที่ 15 ค่ะ


         มีจำหน่ายแล้วในรูปแบบ E-BOOK ค่ะ ส่วนรูปแบบหนังสือจะมาแจ้งอีกครั้งนะคะ

         


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #34 fsn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2558 / 18:02
    กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คุณชัค หุๆ



    แต่ว่าอันนาเอ้ย เสนออะไรเนี้ย ไม่ได้นึกถึงสภาพตัวเองเลยหน้อ ได้ถึงมือเฮียชัคอีกละ
    #34
    0
  2. #26 rosa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2558 / 21:22
    เอ้า คุณชัคแกล้งเด็กอีกแระ..
    #26
    0
  3. #25 เจ้นจ้า! (@slimpigeon888) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2558 / 21:08
    หลับไปเลยค่ะคุณน้อง~ ไม่ต้องคิดหรอกค่ะว่าจะทำอย่างไรดี 555+
    #25
    0