จันทร์ซ่อนใจ

  • 98% Rating

  • 6 Vote(s)

  • 36,206 Views

  • 346 Comments

  • 158 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    36,206

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3...100%(รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1193
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    2 ส.ค. 57

ตอนที่ 3

 

อิชย์ใช้เวลาเจรจากับเจ้าทุกข์ที่แก้ตัวเรื่องการลวนลามไม่เต็มปากไม่ถึงสิบห้านาทีก็เปิดประตูออกมาจากห้องที่ตำรวจค่อยยิ้มได้ หลังจากปวดหัวจากสองสาว พันธินได้ยินเสียงความคิดของผู้คนในห้องก็รู้ได้ทันทีว่าเราคงได้ลงจากโรงพักกันเร็วขึ้น อรอินทุ์ยิ้มประจบพ่อ รู้ตัวตลอดว่าทำผิด แต่ถ้าไม่ทำน่าจะแย่กว่านี้ เป็นผู้หญิงไม่ได้หมายความว่าจะถูกผู้ชายรังแกได้ง่ายๆ

“กลับกันเถอะ”

“แล้วทางนั้นว่ายังไงบ้างคะพ่อ” ที่ถามนี่ไม่ได้กลัว แต่จะได้รับมือถูก บางทีน่าจะแจ้งความกลับไปเลย

อิชย์วางมือบนบ่าของลูกสาวทำหน้าขรึม “ไม่แจ้งความและขอให้จบลงแค่นี้”

“หือ ทำไมยอมง่ายจัง ค่าปรับก็ไม่ต้องเสียสักบาทด้วยหรือคะ”

พันธินทำหน้านิ่งอยู่ครู่เดียวก็ยิ้มกว้าง สมพงศ์มีประวัติการลวนลามผู้หญิงซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีบันทึกประจำวันอยู่ เพราะฉะนั้นหากมีการแจ้งความจริงๆ ล่ะก็ ข้อหาที่ได้อาจเป็นอนาจารเสียด้วย คนพวกนี้กลัวเสียชื่อเสียงมากกว่ากลัวเสียเงินเลยถอยตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าว

“แล้วไม่ดีหรือที่เรื่องจบง่ายๆ” ผู้เป็นพ่อถาม

อรอินทุ์ยิ้มกว้างกอดแขนพ่อไว้ แม้จะได้ยินเสียงของแพรพลอยลอดออกมาจากกระจกประตูที่กำลังจัดการอบรมว่าที่สามีต่อหน้าคุณตำรวจ ถ้าไม่ไว้ใจแฟนจนตาบอดก็คงไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเลยจริงๆ ละมั้ง

“พ่อเราหรือซุปเปอร์แมนเนี่ย เท่สุดๆ”

“ต่อไปก็อย่าใจร้อน ทำแบบนี้มันไม่ดีนะลูก” อิชย์ช่วยลูกก็จริง แต่ก็ต้องสอนไปด้วย “ไม่ต้องเถียง มันเป็นการป้องกันตัวพ่อรู้ แต่การใช้กำลังมันเป็นเรื่องที่เราจะใช้เมื่อไม่มีหนทางอื่นแล้ว”

“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”

“ผมหิวแล้ว เราไปหาอะไรทานกันดีกว่าครับลุงอิชย์”

“บอกคนของคุณธินด้วยนะครับ” อิชย์มองไปที่รถคันงานที่มีคนขับและบอดี้การ์ดพร้อม

พันธินถอนใจ แกล้งเดินไม่สนใจไปที่รถประจำตำแหน่งของอิชย์ แต่ปริญกลับเดินตามมา อรอินทุ์แอบยิ้มอยากรู้เหมือนกันว่าคนเยือกเย็นเวลาไม่ได้ดั่งใจจะทำยังไง จะว่าไปแล้วเธอไม่เคยเห็นคนอย่างพันธินโมโหใส่ใคร แต่ถ้าด่านิ่มๆ แต่เจ็บไปถึงทรวงน่ะ ใช่เลย

“พวกนี้พูดเข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวาหรือไงนะ ไม่รู้ล่ะพวกเราจะไปหาอะไรกินด้วยกัน ถ้าอยากตามก็ตามมา” บอกเสร็จก็เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ เลยโดนลูกสาวเจ้าของรถมองมาตาเขี้ยวปั้ดโทษฐานนั่งที่ของเธอ

อิชย์ได้แต่ส่ายหน้ารีบเข้าไปในรถอีกคน พันธินกลับบอกให้เขามานั่งข้างๆ ส่วนตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคนขับแทน ใครจะไปอยากถูกบ่นตลอดทางเล่า ถึงใครไม่ได้ยิน แต่เขาได้ยิน เขาก็ดันลืมสัญญาว่าจะไม่แย่งพ่อใคร ไม่ให้แย่งก็ต้องอยู่กันแบบเราสามคนแบบนี้แหละ

 

คนบอกทางที่หน้าหงิกในตอนแรกเริ่มอารมณ์ดีเมื่อพันธินยอมขับรถไปยังร้านอาหารที่เธอบอก กลับมาคราวนี้ดูเหมือนความบ้าอำนาจลดลงไปมากเลยทีเดียว อย่างน้อยก็ไม่ได้เห็นพ่อของเธอเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งของเอ็มไพร์ กรุ๊ปจากการดูแลกันมาเกือบปี ตอนนี้เขาคงอยากดูแลพ่อของเธอบ้าง

รถขับได้เรื่อยๆ ไม่ติดขัดนักจึงมาถึงร้านอาหารเร็วกกว่าที่คิด ในร้านอาหารมีคนเข้ามาพอสมควร พอได้ที่จอดรถเราทั้งหมดก็เข้ามาในร้าน แต่พอเห็นว่าใครนั่งอยู่ก่อนแล้ว อิชย์ก็อยากลากพันธินออกมา แต่ว่าคนที่เขาห่วงกลับพาไปหาโต๊ะที่ใกล้กับคู่แข่งทางธุรกิจ

สรัชลุกจากโต๊ะเดินมาหา ในขณะที่พันธินทำหน้าเฉยราวกับรู้อยู่แล้วว่าอีกเดี๋ยวจะเกิดอะไรขึ้น

“ไม่นึกว่าจะพบนายที่นี่ ได้ข่าวว่ากลับมาแล้ว ดูเหมือนนายจะดวงแข็งดี”

มันมาทำอะไรที่นี่ หรือว่ามันจะรู้แล้ว

เรียวคิ้วหนาขมวดมุ่นเมื่อได้ยินเสียงความคิดนี้จากสรัช ทำไมมีแต่คนคิดว่าเขารู้อะไรต่อมิอะไร ทั้งที่เขาไม่รู้อะไรสักอย่าง เขาไม่ควรมาที่นี่อย่างนั้นหรือ พันธินแฉลบมองไปยังโต๊ะของสรัช ไม่ได้มาคนเดียวแน่ๆ

“นี่เป็นคำทักทายหรือแค่อยากจะบอกว่าคิดยังไงอยู่กันแน่ อยากพูดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ จะได้มีเวลากับคู่นัดของนาย”

สรัชกดยิ้มที่มุมปาก เมื่อคิดว่าคนอย่างพันธินมันจะไปรู้อะไร ก่อนหน้านี้ก็ทำแต่งาน ถูกพ่อบงการให้ไปทางไหนก็ต้องไป ตอนนี้คงไม่ต่างกัน ถ้าทุกอย่างพร้อมเขาจะประกาศเรื่องที่จะทำให้คนอย่างมันกระอักเลือดตาย ขอเวลาอีกนิดเดียวเท่านั้น

“เอาล่ะ ไหนๆ ก็มาเจอกันแล้ว ดูเหมือนบริษัทของนายกับฉันจะถูกใจที่ดินผืนเดียวกัน”

พันธินยิ้ม เพิ่งอ่านงานทั้งหมดมาวันนี้ทำไมเขาจะจำไม่ได้

“อ้อ ที่ดินผืนนั้น แล้วยังไง จะมาอ้อนวอนให้ทางฉันถอยหรือ ถ้างั้นก็รีบๆ พูดมา”

สรัชหน้าตึงขึ้นมาทันที อิชย์ยื่นมือไปจับต้นแขนของพันธินแล้วส่ายหน้า อรอินทุ์กอดอกรอฟังไม่นึกว่าคนที่ใครๆ พากันเรียกลับหลังว่า...อารมณ์เดียว จะมีมุมกวนประสาทแบบนี้ด้วย ถ้าเป็นพันแสงเธอคงไม่แปลกใจสักนิดเลย

“ดูเหมือนการผ่าตัดจะทำให้นายกล้าพูดตรงๆ มากขึ้น”

“แล้วยังไง จะพูดหรือไม่พูด เห็นไหมว่ามีอีกสองชีวิตรอฟังนายอยู่เหมือนกับฉัน” พันธินยิ้มกวนๆ ใส่ เขาอยากฟังความคิดของเจ้านั่น สรัชมองมาเหมือนอยากชกสักหมัด แม้สีหน้าจะกังวล

ทางเอ็มไพร์ กรุ๊ปส่งคนไปเจรจาอีกรอบหรือยังวะ พรุ่งนี้คงต้องส่งคนไปเจรจาเพิ่มราคาที่ดินอีกรอบ

เรียวปากหนาเม้มปิด ดวงตาสาสมใจ เรื่องนี้สินะที่สรัชกังวลใจจนยอมลดตัวมาคุยกับเขา การฟังความคิดได้ก็ใช่ว่าจะทำให้เกิดแต่ความน่ารำคาญ บางครั้งผลประโยชน์ก็ใกล้แค่เอื้อม

“ถ้านายไม่พูด ฉันจะพูดเอง อย่าคิดจะส่งคนไปเจรจาเพิ่มราคาเสียให้ยาก บอกไว้เลยว่าราคาที่ทางฉันเสนอน่ะมันไม่ได้สูงลิบลิ่วหรอก แต่พอดีว่ามันขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของที่ดิน”

“ไม่แน่หรอก” สรัชกัดฟันพูดก่อนจะกวักมือเรียกพนักงานให้เปลี่ยนโต๊ะไปอยู่ในห้องที่มิดชิดไม่ต้องมาทนเห็นหน้าพันธินให้เสียอารมณ์

พันธินรอจนสรัชไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาเขาบ้าง

“ขอเวลาผม 1 นาที” เขาบอกแล้วรีบโทรหาเลขาทันที “คุณช่วยโทรหาฝ่ายวางแผนธุรกิจด้วยว่าพรุ่งนี้ให้รีบส่งคนไปเจรจาราคาที่ดินผืนที่กาญจนบุรีก่อนสิบโมงเช้า อ้อ อย่าลืมบอกว่าเงื่อนไขที่ชุมชนต้องการเราเห็นด้วย แต่ขอเวลาพิจารณาสามวัน”

อิชย์เลิกคิ้วไม่ได้ถามอะไร แต่คนมองเฉยๆ นี่สิ กลับสงสัย

 “อ้าว ไหนว่าเสนอราคาไปก่อนแล้วไงคะ”  อรอินทุ์เลิกคิ้วมอง “อย่ามองแบบนั้นสิคะ ฉันไม่ใช่สปายเสียหน่อยค่ะ”

ดวงตาคมมองคนช่างสงสัย “ไม่ได้ว่าอะไรสักคำ สั่งอะไรมากินกันเถอะครับลุงอิชย์ ผมหิวแล้ว”

จะกินกันแค่สองคนว่างั้น?’

พันธินหัวเราะไม่นึกว่าคนชอบวางตัวเป็นผู้ใหญ่จะน้อยใจเป็นเด็กๆ

“เธอก็ด้วย วันนี้ออกแรงมาก ก็กินให้มากๆ ด้วย”

อรอินทุ์ปั้นหน้าเฉย เธอกับพันธินไม่ได้สนิทกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตลอดทั้งเดือนคุยกันนับคำได้ เขามักทำงานยุ่งและทำหน้าเหมือนคนแบกโลกไว้ตลอดเวลา ก็สมควรอยู่หรอก ความเป็นไปของเอ็มไพร์ กรุ๊ปขึ้นอยู่กับเขา แล้วยังความหวังทั้งหมดของคุณเธียรอีก เป็นใครก็กดดันจนแทบกระดิกตัวไม่ได้ อย่างน้อยการที่วันนี้เขาอยู่เคียงข้างพ่อของเธอก็ทำให้ความขวางหูขวางตาน้อยลงไปนิดนึง ถึงเขาจะดึงเวลาที่พ่อควรให้เธอไป แต่เวลามีเรื่องอะไร เขาก็ไม่ทิ้งพ่อของเธอล่ะน่า

อาหารอร่อยและดูเป็นกันเอง นานมากแล้วที่อรอินทุ์กับพ่อได้ไปทานข้าวด้วยกันที่บ้านวัสวาน อาหารเลิศรส แต่กินไม่ค่อยลงเพราะสายตาของตุลยา อาหารมื้อนั้นจบลงอย่างรวดเร็ว เธอกลับบ้านมาก่อนในขณะที่พ่อคุยกับคุณเธียรอยู่พักใหญ่ ทว่าสำหรับอาหารมื้อนี้ถึงจะมีหนึ่งในวิวัสวานอยู่ด้วย แต่กลับสบายๆ ไม่อึดอัด

อรอินทุ์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำเมื่ออิ่มเป็นคนแรก พอทำธุระเสร็จกำลังจะเดินกลับมาที่โต๊ะ ถ้าสายตาไม่ไปทันเห็นใครคนหนึ่งมาที่นี่กับผู้ชายที่ไม่น่าเป็นไปได้ เธอเดินตาม ทว่าเมื่อเข้าไปใกล้ใครคนนั้นกลับหายไปแล้ว เธอเดินหาให้แน่ใจ ทว่ากลับไม่พบใครจนต้องเดินกลับมาที่โต๊ะ

“เป็นอะไร ทำไมทำหน้าเหมือนได้เจอเจ้านายเก่า” พันธินถาม

“ไม่ใช่สักหน่อย เราอิ่มแล้วก็กลับกันเถอะค่ะ” เธอบอกสีหน้ายังดูครุ่นคิดไม่สบายใจนัก ไม่ใช่หรอกมั้ง ตาฝาดแหงๆ ถ้าคุณธินเห็นคงรับไม่ได้แน่ๆ

ความสงสัยบังเกิด อรอินทุ์ไปเห็นอะไรเข้าหรือถึงได้ทำหน้าแบบนั้น แล้วเพื่อไม่ให้สงสัยจนนอนไม่หลับ ร่างสูงจึงลุกขึ้น อิชย์เงยหน้ามอง

“เดี๋ยวผมมานะครับ”

พันธินเดินไปทางห้องน้ำแยกหญิงชายที่อรอินทุ์เพิ่งเดินออกมา เขากวาดตามองหาต้นเหตุที่ทำให้อรอินทุ์มีสีหน้าแปลกๆ อะไรกันที่เขาจะรับไม่ได้ เขายืนรอและมองหาคนหรืออะไรที่น่าสงสัย แต่ก็ไม่พบอะไร ผ่านไปนานพอถึงได้เดินกลับมาที่แคชเชียร์เพื่อเช็คบิล ก่อนเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วแยกกันเดินทางกลับมา สีหน้าของปริญเรียบกริบ แต่ความคิดที่พันธินได้ยินทำให้เขาต้องเอาทิชชูมาอุดหู เจ้านี่เอาแต่คิดถึงแฟนและบ่นว่าเขาทำให้การทำงานยากลำบาก

 

            พันธินลงจากรถแล้วเดินเข้าประตูใหญ่ไปสวนทางกับหมอประจำตัวของพ่อพอดี เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อต้องเรียกหมอมาหาที่บ้าน การที่ไม่ได้อยู่บ้านมานาน สิ่งต่างๆ ย่อมเกิดขึ้น เขาเปลี่ยนใจเดินไปที่ห้องของพ่อแทนที่จะไปห้องของตัวเอง พ่อไม่อยู่ในห้อง ในห้องหนังสือก็ไม่อยู่ ขจรเดินมาหาและนำทางไปยังห้องนอนของเขาเองที่ประตูเปิดเอาไว้รอ เธียรรอพันธินอยู่ที่นั่น แล้วพอเขาเข้าห้องไป ประตูห้องก็ปิดลงทันที

            สีหน้าของพ่อดูแจ่มใส ไม่เหมือนคนป่วย มีเพียงริ้วรอยของความเครียดที่หางตาและหน้าผากเท่านั้น แล้วถ้าอย่างนั้นหมอประจำตัวของพ่อมาทำอะไร

            “พ่อมารอผมนานแล้วหรือยังครับ”

            เธียรพยักหน้า ดวงตาที่ผ่านอะไรมามากในชีวิตมองลูกชายที่เขายังเหลืออยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“ไปทำงานเป็นยังไงบ้าง คิดว่าจะทำได้ดีเหมือนที่เคยดีหรือเปล่า”

พันธินถอนใจเบาๆ ยื้อเวลาไว้ด้วยการหาที่นั่งให้กับตัวเองจนได้ที่นั่งตรงปลายเตียง เขารู้พ่อคาดหวังเอาไว้มาก ถ้าเขาล้มสักคน ญาติพี่น้องคงรุมทึ้งทุกอย่างที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ การให้หุ้นคนละเล็กละน้อยคงไม่เพียงพอเมื่อต่างรู้ดีว่ามีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลอยู่ภายในเอ็มไพร์ กรุ๊ปตั้งเท่าไหร่

“ผมจะพยายามทำให้ดีเหมือนที่เคยดีครับ พ่อคงกังวลเรื่องนี้มากถึงเรียกให้หมอมาใช่ไหมครับ”

เธียรถอนใจบ้าง น่าแปลกที่พันธินไม่ได้ยินเสียงความคิดของพ่อเลย ลุงอิชย์ไม่ได้บอกพ่อว่าเขาทำอะไรได้ไม่ใช่หรือ ถ้าตอนนี้เขาได้ยินว่าพ่อคิดอะไรอยู่กันแน่คงดีไม่น้อย

“ทุกอย่างที่พ่อทำทั้งหมดก็เพื่อธิน ขอแค่อย่าทำให้เลวลง แค่เหมือนเดิมหรือต้องมากกว่าเดิม ในฐานะทายาทที่เหลือเพียงคนเดียวของพ่อ ต้องทำให้ได้นะธิน”

สายตาของเธียรยามที่มองพันธินนอกจากความหวังแล้วยังเต็มไปด้วยความกังวล พันธินอดคิดไม่ได้ว่าพ่ออาจจะป่วยด้วยโรคอะไรสักอย่าง

“ครับ ผมจะทำให้ได้”

เธียรพยักหน้าขยับตัวลุกขึ้นราวกับที่รอลูกชายมาร่วมชั่วโมงก็เพื่อพูดเพียงเท่านี้ พันธินมองพ่อ ภายนอกพ่อไม่ได้เปลี่ยนไป ยังคงดูแข็งแรงและเดินได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า แม้ว่าขาหนึ่งจะได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนต้องดามเหล็กไว้

“เดี๋ยวครับ พ่อยังไม่ได้บอกผมเลยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหมอถึงมาที่บ้าน”

“ไม่มีอะไร พ่อยังสบายดี พักผ่อนเถอะ” เธียรตอบพร้อมๆ กับประตูที่เปิดออกโดยมีขจรยืนรอคุณท่านของบ้านอยู่

พันธินนั่งลงที่เดิมรู้สึกบ่าทั้งสองข้างหนักอึ้ง มันคือหน้าที่ของลูกชายคนโต การรักษาทุกอย่างไว้ภายใต้ความคาดหวัง ก่อนหน้านี้พ่อเคยพูดแบบนี้หรือเปล่า ช่างเถอะ ต่อไปนี้เขาจะพยายามให้มากขึ้นเป็นหลายเท่า ทุกอย่างจะพังลงเพราะเขาไม่ได้เด็ดขาด

 

การทำงานอย่างหนักเริ่มต้นหลังจากคืนนั้นและวันต่อๆ มา การเจรจาซื้อที่ดินที่กาญจนบุรีเป็นไปด้วยดีเมื่อคนของเอ็มไพร์ กรุ๊ปเร็วกว่าคนของคู่แข่ง เขาเดินทางไปทำสัญญาด้วยตัวเองเพราะมีคนไปปล่อยข่าวเรื่องการทำโรงแรมบังหน้า แต่เบื้องหลังเปิดเป็นบ่อน การเปิดโรงแรมย่อมนำมาซึ่งตำแหน่งงานต่างๆ ที่คนในชุมชนที่มีคุณสมบัติตรงสามารถผ่านการคัดเลือกเข้าไปทำงานได้

เกิดปัญหาในสัปดาห์ต่อมาเมื่อคนโทรไปแจ้งตำรวจเรื่องการจ้างคนงานต่างด้าว แน่นอนว่าเอ็มไพร์ กรุ๊ปไม่เกี่ยวข้องในเรื่องการก่อสร้าง แต่อาจทำให้เกิดประเด็นในวงธุรกิจ แต่คนจงใจทำให้เกิดเรื่องคงผิดหวังเมื่อตำรวจตรวจสอบแล้วไม่พบการจ้างงานที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมีเรื่องปวดหัวให้พันธินต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่เขาพบจากการฟังความคิดนั่นคือมีคลื่นใต้น้ำกำลังร่วมกันก่อตัว โดยมีคนเริ่มเป็นวิรัตน์และญาติบางคนของเขา แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเนื่องจากหุ้นที่คนกลุ่มนั้นมีรวมๆ แล้วก็ยังไม่มากพอให้เกิดการต่อรอง

วันแรกของสัปดาห์ที่สองหลังจากเข้ามานั่งเก้าอี้ประธาน คงเป็นวันแรกที่พันธินได้นั่งพักเงียบๆ โดยที่ไม่มีเรื่องให้ต้องคิด แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคิดวางแผนงานต่อ ตอนนี้สรัชได้เปิดตัวเป็นคู่แข่งอยากเปิดเผยโดยการไปกว้านซื้อที่ดินในละแวกใกล้เคียงกับที่ดินผืนที่เอ็มไพร์ กรุ๊ปกำลังดำเนินการก่อสร้างโรงแรมอยู่ 

บุษกรโทรมาบอกว่ามีแขกมาขอพบ แขกรายนี้ขอไม่บอกเชื่อและเข้ามาทันทีที่เขารับสายจากเลขา พันธินเลิกคิ้วมอง ถึงใครจะเข้าใจว่าความทรงจำของเขามีปัญหา แต่ว่าเขาจำผู้ชายตัวสูง หน้าตาหล่อแบบตี๋ๆ ได้

“ไงวะธิน ฉันรีบมาเลยนะนี่พอรู้ว่านายกลับมาแล้ว ทำไมไม่บอกกันบ้าง แล้วนายน่ะเปลี่ยนเบอร์ทำไมไม่บอกกันบ้าง ดูสิ ฉันคงรู้เป็นคนสุดท้ายแล้วมั้งว่านายกลับมา”

“นั่งก่อนสิ...ดรัณ”

ดรัณหาที่นั่งให้ตัวเองก่อนที่เจ้าของห้องจะบอกด้วยซ้ำ พันธินวางมือจากงานที่กำลังทำและหันมาสนใจเพื่อนที่บินตรงจากอังกฤษมาหาทันทีที่รู้ถึงข่าวการมาทำงานแล้วกว่าสองสัปดาห์ของเขา

“ยังหล่อเหมือนเดิมนี่หว่า แหมๆ นึกว่าหน้านายจะมีแผลเป็นเสียแล้ว”

คนถูกชมยิ้มก่อนจะกอดอกรอฟัง ดูเหมือนในสมองของดรัณมีเรื่องมากมายที่อยากจะบอกกับเขา รวมทั้งสัปดาห์หน้าจะได้อยู่ทีมคุ้มกันของคนสำคัญระดับประเทศ

“ก็มีเหมือนกัน แค่ไม่ได้อยู่ที่หน้า ขอโทษที่ไม่ได้โทรบอกใครเลย”

“ฉันก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ เห็นนายกลับมาเหมือนเดิมก็ดีใจแล้วล่ะ” ดรัณหัวเราะ แปลกจังแฮะ ทำไมไม่โดนบ่นวะ

พันธินหัวเราะ ดรัณมองมายิ่งงงหนัก เขารับเงินไปแล้วก็ตอนที่เขาทำทรัพย์สินของราชการพัง ไม่มากมายอะไรแค่รถกระบะของตำรวจสี่คัน ชนท้ายเพราะดันเบรกรถไม่ทัน เพื่อแลกกับการสืบบางอย่างให้ ด้วยความที่พ่อของเขาเป็นตำรวจที่มีชื่อเสียงที่ดี มีเพื่อนในวงการตำรวจมากอยู่ แถมพ่อของเขานี่แหละที่ทำคดีจิรเมธ  แล้วไหงพันธินทำเหมือนจำอะไรไม่ได้ อืม หรือว่าจำไม่ได้จริงๆ

“นอกจากดีใจที่ฉันกลับมา นายมีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า” ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาทำอะไรไว้หลายอย่าง

“ก็ที่นายขอให้ฉันช่วยสืบไงล่ะ”

“มันนานแล้ว นายเล่าๆ มาเถอะ ตอนนี้ฉันปวดหัวมาก ไม่อยากนึกอะไร เข้าใจไหม”

ดรัณลุกขึ้นเดินไปล็อคประตูให้แน่ใจว่าเรื่องที่เขาพูดจะไม่มีใครรู้อีกนอกจากเขากับเพื่อนเท่านั้น เดี๋ยวนี้มันยุคโซเชียลมีเดีย พูดตรงนี้ เสียงไปซีกโลกนึงทำไมจะเป็นไปไม่ได้

“ก็เรื่องไอ้...คนที่แสงมันไปมีเรื่องด้วยน่ะ ฉันว่าแล้วว่ามันแปลกๆ อย่างที่นายสงสัย แล้วนี่นายแสงตายไปแล้วจะมาล้างบาปให้ตัวเองได้ยังไงวะ” ดรัณถอนใจทั้งเสียดายและโมโหแทน

สีหน้าของพันธินเปลี่ยนไปทันที “เข้าเรื่องเลยดีกว่าไหม”

“คืออย่างนี้คุณจิณณ์น่ะเป็นคู่แค้นของคุณภาวิต แต่ภายนอกเหมือนไม่มีอะไร แต่โคตรเกลียดกันเข้าไส้ เพราะฉะนั้นที่แกสงสัยการตายของนายจิรเมธก็อาจเป็นเรื่องการขัดแย้งผลประโยชน์ ส่วนนายแสงน่ะน่าจะถูกใส่ร้ายจริงๆ ถึงว่าสิคดีนี้มันหลักฐานแปลกๆ ชอบกล พ่อฉันยังสงสัยเลย แต่ก็นะต้องว่าไปตามหลักฐานเลยยังปิดคดีไม่ได้ ถ้าพ่อนายไม่ใช่ระดับบิ๊กเบิ้มมีหวังนายแสงเป็นไข้โป้งก่อนถูกส่งไปอเมริกาแล้ว”

พันธินจำได้ดี จิณณ์เป็นนักธุรกิจส่งออกที่มีอิทธิพลมากและมีลูกชายสองคน จิรกรเป็นลูกชายคนโต ส่วนจิรเมธเป็นลูกชายคนเล็ก คนที่พันแสงไปพบเป็นศพนั้นคือจิรเมธ ส่วนภาวิตเป็นผู้มีอิทธิพลแถบภาคตะวันออกเกี่ยวกับธุรกิจค้าไม้ ถ้าดรัณไม่บอกเขาหรือใครๆ ก็คงไม่รู้เพราะภายนอกที่แสดงออกหน้าสื่อ จิณณ์กับภาวิตดูเป็นพันธมิตรที่ดีทางธุรกิจ แม้กลุ่มลูกค้าจะคนละกลุ่มก็ตาม มีข่าววงในว่าสองคนนี้เคยแย่งผู้หญิงกันสมัยหนุ่มๆ 

“ตำรวจพบหลักฐานอะไรเพิ่มบ้างหรือเปล่า” เท่าที่เขาจำได้ยังมีการสืบลับๆ อยู่เพราะคดีนี้เป็นคดีใหญ่ ดรัณย่อมรู้เรื่องดี แม้พันแสงจะถูกฟ้องและยกฟ้องไปเพราะหลักฐานอ่อน แต่ทางจิณณ์คงไม่เชื่อเช่นนั้น

“มีสิ แต่แค่นี้มันยังมัดตัวคนร้ายไม่ได้หรอกนะ ฉันขอให้มือแฮกที่เคยถูกพ่อจับไปแฮกไฟล์ของคนที่ทำงานในผับ แต่ไม่ได้ นานจนฉันลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่จู่ๆ เจ้านั่นเพิ่งตายเมื่อสัปดาห์ก่อน เสพยาเกินขนาดน่ะ พอไปค้นบ้านก็เจอคลิปในคืนเกิดเหตุที่ตำรวจสืบลับๆ จากคลิปทำให้รู้เพิ่มว่าจิรเมธไปสาดเหล้าใส่คุณภาวิตมาก่อนน่ะสิ อย่างที่นายรู้ภาพตอนที่นายจิรเมธโดนยิงหายไป คลิปที่ตำรวจได้มาก็ไม่มีภาพในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน แล้วดันมามีภาพอีกทีตอนที่เจ้านี่ซี้แหงและมีน้องนายสลบอยู่ใกล้ๆ น่ะสิ  แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเจ้านั่นเมายาก่อนเป็นไข้โป้ง

แล้วปืนที่ก่อเหตุก็ดันมีรอยนิ้วมือของนายแสง แต่มือของนายแสงดันไม่มีเขม่าดินปืน น้องนายถึงรอดไง ถ้าจะโยงว่านายจิรเมธไปมีเรื่องกันคุณภาวิตมาก่อน เรื่องมันก็น่าจะสืบต่อได้ ตามความเห็นฉันนะ คุณภาวิตน่าสงสัยมาก ส่วนคุณจิณณ์ฉันว่าน่าจะยังผูกใจเจ็บอยู่ ถ้านายบอกว่าไอ้ที่รอดตายมาได้เป็นฆาตกรรมฉันจะเชื่อเต็มร้อยเลย”

พันธินพยายามคิดย้อนไปเมื่อสิบห้าเดือนก่อน ทุกอย่างเป็นไปตามที่ดรัณพูดมาทั้งหมด แต่รายละเอียดมันมีมากกว่านั้น พันแสงไม่ได้บังเอิญไปสลบอยู่ข้างศพของจิรเมธ แต่พันแสงไปที่นั่นเพื่อตามหาอรอินทุ์ต่างหาก

“ถ้าฉันขอให้นายสืบต่อไปคงไม่รบกวนงานของนายใช่ไหม” พันธินไม่แน่ใจนัก เขาต้องทดสอบดรัณดู

“ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ต้องทำลับๆ ถ้ามีใครรู้ บ้านฉันอาจโดนบึ้มแทนบ้านของนาย” ดรัณรับปากทันที การมีพ่อเป็นตำรวจจน่ะล่อเป้าอย่างดีเลย

การทดสอบเหมือนจะผ่าน อย่างน้อยเขายังมีคนที่มีความจริงใจให้อยู่ ดรัณเป็นหนึ่งในนั้น ณ เวลานี้

“ถึงโดนบึ้มจริงๆ ฉันก็สร้างบ้านให้นายใหม่ได้หรอกน่า” พันธินพูดจริงๆ พร้อมกับหยิบเช็คขึ้นมาเขียนตัวเลขแล้วเซ็นก่อนจะส่งให้  “รับไปสิ นี่ไม่ใช่การใช้เงินฟาดหัว แต่เพราะนายจริงใจและอยากช่วยฉันจริงๆ ฉันถึงให้”

“เฮ้ย! ไม่ต้องหรอก”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันสั่งให้เลขาโอนเงินเข้าบัญชีนายก็แล้วกัน”

“ไม่ต้องจริงๆ นายให้ฉันมามากแล้ว คราวนี้ฉันอยากตอบแทนที่นายเคยช่วยฉันไว้” ดรัณบอกเสียงจริงจัง ที่บอกว่ากลัวบ้านบึ้มเขาพูดไปอย่างนั้นเอง รู้หรอกว่าเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่เขาหรอก

พันธินไม่บังคับ ความคิดของดรัณไม่ได้บอกปัดตามมารยาท แต่ไม่ต้องการเงินนี้จากใจจริง การตอบแทนไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของเงินเสมอไป

“ขอบใจมากนะ”

ดรัณพยักหน้าก่อนจะขอตัวกลับ เขาไม่ชอบอะไรที่มันซึ้งๆ ยิ่งเป็นคนอย่างพันธินที่ทำหน้าแบกโลก แต่พร้อมช่วยเพื่อนแล้วล่ะก็ เขายิ่งไม่อยากเข้าโหมดนั้น ถึงตอนนี้หน้าตาจะผ่อนคลายยิ้มเป็นบ้างแล้วก็เถอะ เขายังรู้สึกผิดไม่หาย ถ้าตอนนั้นเขาเตือนเพื่อนว่าอย่าไปหาพันแสง เรื่องราวเลวร้ายคงไม่เกิดขึ้น

 

อรอินทุ์ขึ้นมานั่งเล่นที่ระเบียงชั้นสอง การกลายเป็นคนตกงานหลังจากทำงานมาหนึ่งปีทำให้เธอเรียนรู้และได้บทเรียนว่าไม่ควรใจร้อน ถ้าอดทนจนได้งานใหม่ แล้วค่อยลาออกคงไม่เจอคำถามเดิมๆ ว่าลาออกทำไม มีปัญหาอะไร ซึ่งกลายเป็นว่าเธอไม่มีความอดทน เธอยอมรับเพียงครึ่งเดียวว่าไม่อดทนต่อผู้ชายเลวๆ แบบสมพงศ์ เธอสมัครงานไปหลายที่ และในหลายๆ ที่นั้นก็เรียกเธอไปสัมภาษณ์ คำตอบที่ได้ก็ทำให้มานั่งถอนใจอยู่ในตอนนี้อย่างไรล่ะ

...ได้คนแล้ว

...คุณสมบัติไม่เหมาะสม

...รอผลการสัมภาษณ์

เฮ้อ! เมื่อไหร่จะมีคนรับเธอเข้าทำงานนะ ประสบการณ์หนึ่งปีกว่าๆ น่าจะมีประโยชน์บ้างสิ เอาน่า มันเพิ่งสามสัปดาห์เอง เธอใจร้อนไปเองต่างหาก อรอินทุ์ปลอบใจตัวเอง

“เปิดบริษัทเป็นของตัวเองไหมลูก พ่อออกทุนให้” อิชย์ถามลูกสาวที่ใจลอยไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ขนาดว่าเขานั่งมองอยู่ตั้งนานยังไม่รู้ตัว เอาแต่ถอนใจจนอายุลดลงไปหลายชั่วโมงแล้ว

อรอินทุ์เพิ่งเห็นว่าพ่อมานั่งใกล้ๆ อารมณ์อยากอ้อนพ่อเลยคว้าแขนพ่อมากอด ใจโหวงๆ เริ่มกลับมาเต็มปรี่เข้าที่เข้าทาง

“อย่าดีกว่าค่ะ อรไม่อยากรบกวนพ่อ ลองหางานอีกสักพัก ถ้าไม่ได้แล้วค่อยคิดขยับขยายหาทางอีกทีแล้วกันนะคะ”

มือหนาลูบผมลูกสาว อรอินทุ์มีใบหน้าที่เหมือนแม่มากจนบางครั้งยามหมดกำลังใจ พอเห็นหน้าลูกสาวก็เหมือนได้รับกำลังใจจนมีแรงมีพลัง นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลือไว้จากภรรยาผู้ล่วงลับ

“ก็ได้ พ่อช่วยลูกเพราะรัก อย่าใช้คำว่ารบกวน”

“พ่อใครก็ไม่รู้น่ารักจัง”

อรอินทุ์กอดพ่อไว้ รู้สึกดีที่เวลาไม่สบายใจมีพ่ออยู่ข้างๆ บางทีพันธินคงทำตามสัญญาที่จะไม่เอาเวลาของพ่อไปจากเธอแล้ว อิชย์นั่งเล่นเป็นเพื่อนสักพักหนึ่งก็ขอตัวไปนอน ลูกสาวก็ว่าจะไปนอนเหมือนกัน แต่การตกงานทำให้เธอเจอเกมที่เล่นแล้วติดนี่สิ ขอเล่นอีกสักเกมแล้วกัน เธอติดด่านนี้มาตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว

แสงไฟกระพริบใส่ที่คนที่กำลังตั้งอกตั้งใจเล่นเกมอยู่หลายครั้งจนต้องเงยหน้าขึ้น อรอินทุ์ยกมือขึ้นบังตา คนส่องไฟคงรู้ว่าเธอรู้ตัวแล้วจึงลดไฟลง เมื่อมองฝ่าความสลัวรางไปก็เห็นพันธินยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นสามของคฤหาสน์วัสวาน เขากำลังโบกมือให้

ร้อยวันพันปีไม่เห็นออกมาจ๊ะเอ๋กัน วันนี้นึกยังไงออกมาที่ระเบียงเธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะยกมือโบกตอบ

แล้วยังไงต่อล่ะที่นี้ พันธินกระพริบไฟใส่เธออีกครั้งแล้วชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า อรอินทุ์มองตาม คืนนี้พระจันทร์ทรงกลดนี่นา เธอหันไปมองพันธินแล้วยิ้มให้ ไม่แน่ใจหรอกว่าเขามองเห็นไหมเลยยกนิ้วโป้งให้เขารู้ว่าเธอรู้แล้ว

เราต่างยืนมองพระจันทร์กำลังทรงกลด ก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายโบกมือลาแล้วเข้ามาในห้องนอน พอมองไปที่หน้าต่างซึ่งหันหน้าไปทางระเบียงก็เห็นว่าพันธินไม่อยู่แล้ว คนหน้าหินมีน้ำใจเหมือนกันแฮะ

 

 

               ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ เรื่องนี้มีบทตลกแทรกเข้ามาบ้าง กลัวดราม่าเกินไปคนอ่านหายหมดจ้า 5555 อาจจะไม่เหมือนนิยายที่เขียนมาก่อนเพราะพระเอกของเรื่องจะต้องฟังความคิดและคิดตาม 

            อัมราน_บรรพตี^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #50 อัมราน (@Darrano) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 11:12

    ตะวันซ่อนเงา เป็นนิยายที่เขียนขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ต่อมาจากนิยายเรื่องไหนที่เคยเขียนมาค่ะ แล้วก็ไม่มีภาคต่อ เล่มเดียวจบค่ะ

    #50
    0
  2. #49 fsn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 11:37
    เรื่องนี้ต่อเนื่องมาจากเรื่องอื่นหรือเปล่าคะ
    #49
    0
  3. #37 Pnutik (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2557 / 14:16
    ชอบมากเลยค่ะ
    #37
    0
  4. #36 www. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2557 / 10:35
    ชอบมาก
    #36
    0
  5. #35 แมงปอ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 21:00
    ติดตามค่ะ...ยังไม่เม้นต์นะตามก่อน...
    #35
    0
  6. #34 แว่นใส (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 17:06
    อย่างน้อยก็ยังมีคนจริงใจนะ
    #34
    0
  7. #33 onenuengkha (@onenuengkha) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 16:58
    ลุ้น ติดตามและเป้นกำลังใจให้คร้าาาาา
    #33
    0
  8. #32 น้ำทะเลสีฟ้า (@tarto048) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2557 / 13:53
    ชอบจังเลย นิยายที่ต้องลุ้นๆแบบนี้^^ 
    รออ่านต่อนะคะสู้ๆ
    #32
    0
  9. #31 แว่นใส (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2557 / 12:48
    เรื่องยังลึกลับเหมือนเดิม
    #31
    0
  10. วันที่ 9 มิถุนายน 2557 / 11:20
    หัวใจแสงอยู่ในร่างของธินหรือเปล่า
    #30
    0
  11. #29 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2557 / 14:27
    ใครกันนะที่หักหลัง
    #29
    0
  12. #28 แว่นใส (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2557 / 19:11
    ผู้หญิงกับศัตรูหักหลังพระเอกอะดิ
    #28
    0