จันทร์ซ่อนใจ

  • 98% Rating

  • 6 Vote(s)

  • 36,206 Views

  • 346 Comments

  • 158 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    36,206

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2...100%(รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    2 ส.ค. 57

ตอนที่ 2

 

เช้าวันต่อมาร่างสูงใหญ่เดินลงมาที่ห้องอาหาร การใช้ชุดคนป่วยมาเกือบปีทำให้ไม่ค่อยชินกับการใส่เสื้อสูทสีดำเรียบกริบกับเสื้อเชิ้ตสีขาวและเนคไทสีชมพูอ่อนนัก พันธินไม่ได้เลือกเสื้อผ้าของตัวเองด้วยซ้ำ พอออกมาจากห้องน้ำสาวใช้ก็เตรียมเสื้อผ้าสำหรับวันนี้ไว้บนเตียงแล้ว เขาเพลียเล็กน้อยจากการนอนไม่พอ

แข็งแรงดีแล้วจริงๆ สินะ คุณท่านคงสบายใจได้เสียที

พันธินได้ยินเสียงเสียงความคิดของขจร เขาหันไปมองและยิ้มให้คนที่ทำหน้าเหมือนไร้ความรู้สึกทั้งวันทั้งคืน พูดนับคำได้หากไม่ใช่เรื่องหน้าที่ ไม่ค่อยคุยเล่น แต่ไม่เคยให้ร้ายใคร ขจรเกือบจะยิ้มตอบ แต่ความเคร่งครัดที่มีต่อตัวเองเสมอมาทำให้ก้มหน้าลงเท่านั้น

ตุลยาหันมาเห็นลูกเลี้ยงพอดีรีบยิ้มหวานพลางสั่งให้สาวใช้ตักอาหารเช้าใส่ถ้วยใบสวย ร่างสูงนั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะตัวยาวที่สามารถรับแขกได้ราวๆ ยี่สิบคนได้

“ข้าวต้มไก่ค่ะ ถ้าคุณธินอยากทานอะไรบอกตุลได้นะคะ อ้อ วันนี้คุณเธียรรับประทานอาหารเช้าในห้องค่ะ เมื่อคืนมีไข้นิดหน่อย” ตุลยาเล่า พอเห็นว่ายังเงียบอยู่จึงพูดต่อไปว่า “ตุลดีใจนะคะที่คุณธินกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม ตอนที่โคม่า ตุลกลัวมากเลยค่ะ”

“ขอบคุณครับที่เป็นห่วง” เขาเอ่ยพลางหยิบช้อนมาคนข้าวต้ม

ถ้าคนที่รอดเป็นพันแสงก็คงจะดีกว่านี้ เรื่องนั้นเขาจะพูดหรือเปล่านะ

พันธินถอนใจพร้อมกับเงยหน้ามองแม่เลี้ยงวัยไล่เลี่ยกันทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร เรียวปากสวยเคลือบด้วยลิปติกสีชมพูยิ้มหวานให้ ทั้งที่ในใจกลับคิดไปอีกอย่าง อยากให้เขาตายงั้นหรือ?

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณธิน”

“ไม่มีอะไรครับ แค่อยากบอกว่าข้าวต้มอร่อยเหมือนเดิม”

พันธินคนข้าวต้มอยู่หลายรอบกว่าจะตักขึ้นมาใส่ปาก ความรู้สึกของเขาในตอนนี้ไม่ได้แย่เท่าตอนที่รู้ว่าตัวเองอาจเป็นบ้าเพราะตอบคำถาม หรือไม่ก็คุยกับคนอื่นโดยที่ไม่รู้ว่าคนคนนั้นไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาจากปากแม้แต่คำเดียว การได้ยินความคิดของคนอื่นทำให้เขาทั้งชอบและเกลียด

ขณะที่นั่งอยู่ตรงนี้ชั่วเวลาไม่ถึงสิบนาทีเขาต้องทนฟังเรื่องราวสารพัด เงินค่าเทอมลูก ทะเลาะกับสามี เพิ่งถูกดุมา แม้กระทั่งแม่เลี้ยงที่กำลังกลัวว่าเขาจะพูดเรื่องบางอย่างออกไป แล้วมันคือเรื่องอะไรกัน การไม่รู้ว่าทรมานแล้ว แต่การรู้แต่ไม่ทั้งหมดน่าจะทรมานกว่า

 

การไปทำงานวันแรกคงเหมือนการไปยังที่อันตรายเมื่อเธียรสั่งให้อิชย์หาบอดี้การ์ดมาให้พันธิน ทำให้นอกจากคนขับรถแล้วเขายังต้องมีชายแปลกหน้าตามไปด้วยอีกคน ชายหนุ่มถอนใจไม่อยากขัดใจพ่อ พอเดินมาที่รถความหงุดหงิดก็ค่อยหายไปบ้างเมื่อเห็นทนายคนสำคัญมายืนรออยู่ เขาเดินไปหาแล้วพาไปนั่งที่เบาะหลัง

“ดีใจจังครับที่ลุงอิชย์จะเข้าบริษัทด้วยกัน”

อิชย์ยิ้มไม่พูดอะไร แต่ใช้การคิดในใจแทน

ผมต้องเป็นความทรงจำให้คุณจนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางนี่ครับ การกลับมาของคุณคงถึงหูผู้บริหารหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้คงเป็นงานหนักไม่น้อย

ถึงจะน่าหนักใจ แต่เขามั่นใจในตัวลูกชายของเธียร พ่อกับลูกย่อมมีความเป็นนักสู้เหมือนกัน

 “แค่มีลุงอิชย์งานก็เบาลงไปครึ่งหนึ่งแล้วล่ะครับ”

อิชย์ถอนใจไม่ถึงกับโล่งอก มีหลายอย่างที่พันธินต้องทำและมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องทำ การกลับมาของทายาทคนโตของเอ็มไพร์ กรุ๊ปทำให้ราคาหุ้นที่ทรงตัวกระเตื้องขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ชีวิตของพันธินมีค่าในฐานะลูกชายของเธียร วิวัสวาน และการที่เหลือทายาทเพียงคนเดียวนั่นเองทำให้การรักษาชีวิตของเขาเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาทันที

 

เพียงก้าวแรกที่ลงมาจากรถและอีกไม่กี่ก้าวเพื่อเดินไปให้ถึงลิฟต์ พันธินได้ยินทั้งเสียงพูดและเสียงความคิดของ รปภ. พนักงานต้อนรับ พนักงานฝ่ายการตลาด แม้กระทั่งแม่บ้าน แต่ละคนมองมาที่เขาแล้วพากันคิดต่างๆ นานา ทั้งด้านดีและไม่ดี ถึงไม่อยากรับรู้ แต่ความสามารถพิเศษที่มีเพียงอิชย์ที่รู้ก็ทำให้เขาต้องทำหน้าเรียบเฉย แม้อยากออกคำสั่งให้หยุดคิดกันสักครู่ก็ตาม

ไหนว่าหน้าเสียโฉม ก็ยังหล่อเหมือนเดิมนี่

คุณเธียรส่งลูกชายมากระชากราคาหุ้นทันทีเลยแฮะ

หล่อกว่าเดิมหรือเปล่าเนี่ย เดี๋ยวนี้หน้าเละไม่ต้องไปเกาหลีก็หล่อได้เหมือนกันนะ

“แปลกดีนะครับ” พันธินหัวเราะ ดูเหมือนการวิจารณ์ในใจจะถึงพริกถึงขิงกว่าการรอให้พูดออกมาจากปาก เขาน่าจะใส่หูฟังเพลงให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป

“อะไรที่แปลกหรือครับ” อิชย์ถามพร้อมกับเข้ามาในลิฟต์สำหรับผู้บริหาร

ลิฟต์ถูกกดปิดทันทีทำให้บอดี้การ์ดที่ชื่อปริญเข้ามาไม่ได้และต้องรอไปลิฟต์ตัวอื่น พันธินแทบร้องเฮ้อเมื่อได้อยู่กับอิชย์ตามลำพัง แม้จะเพียงชั่วครู่เท่านั้น

“ตอนที่ยังไม่เป็นแบบนี้ ผมเรียกร้องอยากได้ความจริง ต้องการคนพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม แต่มาตอนนี้ผมกลับได้รู้อะไรมากขึ้น ภายใต้ความหวังดี กลายเป็นคนละเรื่องกับคำที่พูดออกมา”

เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลย ตลอดเวลาที่รักษาตัวจนถึงนาทีนี้ทำให้รู้ว่ามนุษย์เลือกที่จะพูดเพื่อให้ตัวเองดูดี หรือไม่ก็เลือกให้คนฟังสบายใจ หากคิดในแง่บวก แต่อีกไม่น้อยที่ทำเพื่อผลประโยชน์ การโกหกนั้นง่ายกว่าการพูดเรื่องจริงที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน

“อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เป็นดีนะครับ” อิชย์เตือน

“อย่าเพิ่งบอกพ่อนะครับ ผมอยากรู้บางอย่างก่อน” พันธินขอร้อง

อิชย์พยักหน้าก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำออกไปจากลิฟต์ บางทีเขาก็ลืมตัวคิดในใจ อย่าฟังทุกอย่างที่ผมคิดได้ไหม?’

พันธินส่ายหน้า เขาไม่ได้อยากฟัง แต่การรับรู้ของเขามันล้ำหน้าไปเกินกว่าที่จะสั่งให้ตัวเองหยุดได้ วันหลังคงต้องพกหูฟังมาด้วย การฟังทุกอย่างที่คนอื่นคิดเป็นการเสียมารยาท แต่เขาไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย

“งานสำหรับวันนี้ผมคุยกับคุณบุษกรแล้ว ทุกอย่างอยู่ในนี้ ถ้าตรงไหนไม่เข้าใจ...”

“ครับ ผมคงสนิทกับลุงอิชย์มากกว่าพ่อเสียอีก”

อิชย์ไม่ตอบและไม่คิดอะไร พันธินเลยถอนใจ เขาอยากรู้เหมือนกันว่าระหว่างพ่อกับลุงอิชย์มีความลับอะไรต่อกัน ทำไมลุงอิชย์ถึงเป็นเพียงคนเดียวที่พ่อไม่เคยบังคับให้ทำอะไร กลับกันเสียอีก ถ้าลุงอิชย์พูดอะไรไม่เคยเลยสักครั้งที่พ่อจะไม่ฟัง ขนาดบ้านหลังเล็กหลังบ้านที่พ่ออยากทุบทิ้งแล้วสร้างให้ใหญ่โตหรูหรา แค่ลุงอิชย์ไม่อนุญาต บ้านหลังนั้นก็ยังอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงตอนนี้

 

การประชุมเริ่มขึ้นทันทีที่พันธินมาถึง ในฐานะประธานโดยการแต่งตั้งของเธียรยังคงอยู่แม้ว่าเขาจะหายหน้าไปเกือบปี การประชุมวันนี้จึงเป็นเพียงการยืนยันถึงสุขภาพที่แข็งแรงเต็มร้อยเท่านั้น หุ้นส่วนทั้งสองอันได้แก่วิรัตน์และเกียรติก้องซึ่งมีหุ้นรวมกันสามสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ต่างยินดีที่พันธินกลับมา แต่ถ้ารวมหุ้นญาติของพันธินเข้าไปจะถึงสี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เขายิ้มแม้ว่าจะได้ยินอะไรที่ไม่อยากได้ยิน

วิรัตน์เก็บความเสียดายไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนเกียรติก้องดูเหมือนจะดีใจจริงๆ ที่เขากลับมา ส่วนญาติๆ เริ่มไม่แน่ใจในความมั่นคงของตัวเอง น่าแปลกทำไมถึงคิดแบบนั้น ในขณะที่ผู้จัดการฝ่ายต่างๆ เข้ามาแสดงความยินดี แน่นอนว่าเสียงต่างๆ ในความคิดทำให้พันธินอยากเร่งให้การประชุมที่กลายเป็นเพียงการนัดพบเพื่อแสร้งยินดีจบลงเสียที

พันธินเดินมาที่ห้องทำงานพร้อมกับอิชย์ซึ่งยิ้มมาตลอดทาง ถึงฟังเสียงความคิดใครไม่ได้ แต่อิชย์พอเดาได้ไม่ยากว่าการประชุมคงสนุกน่าดู ก่อนจะขอตัวไปห้องของตัวเอง

บุษกรยืนรอรับเจ้านายอยู่แล้ว พอเห็นเขามองไปก็ยิ้มให้ทันที ก่อนจะเดินตามเข้าไปในห้อง ในขณะที่บอดี้การ์ดส่วนตัวต้องนั่งรออยู่หน้าห้องทำงาน

“ดิฉันดีใจที่คุณธินปลอดภัยกลับมาเหมือนเดิมนะคะ ตอนรู้ข่าว ใจหายแทบแย่”

ถ้าขาดคุณธินไป แล้วคนที่กลับมากลายเป็นคุณแสงบริษัทจะเป็นยังไงก็ไม่รู้”

นั่นสินะ เป็นความคิดที่เขาเห็นด้วยด้วยบุษกร พันธินฝืนยิ้ม “ขอบคุณครับ วันนี้ทั้งวันผมต้องการอ่านเอกสารทำความเข้าใจงานที่ทำทั้งหมด ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ห้ามรบกวนนะครับ”

“ได้ค่ะคุณธิน”

บุษกรเดินออกไปและปิดประตูให้ พันธินกางแขนออก คอซบกับพนักพิงก่อนจะเริ่มงานในนาทีต่อมา ความเงียบแบบนี้เองที่เขาต้องการ น่าแปลกที่พ่อตั้งทีมที่ปรึกษาให้เขาและยังมีการอนุมัติงานเอาไว้ล่วงหน้า ถ้าเขาไม่มาทำงานสักสองสัปดาห์บริษัทก็น่าจะเดินต่อไปได้โดยไม่ติดขัดอะไร

 

ภาพจากโปรเจคเตอร์ถูกปิดลงหลังจากนำเสนองานมาเกือบชั่วโมง อรอินทุ์ถอนใจราวกับอำลาก่อนจะหันหน้าหลับมายิ้มให้เพื่อนร่วมงาน...บางคน อีกไม่ถึงสามชั่วโมง เธอจะได้ออกจากบริษัทแห่งนี้ แม้ว่าใบลาออกจะไม่ได้รับการอนุมัติจากสมพงศ์ก็ตาม

อรอินทุ์เริ่มงานนักออกแบบโฆษณาที่บริษัท Leoness ตั้งแต่เรียนจบ หนึ่งปีเศษผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับความรู้สึกดีๆ แน่ละว่าการทำงานต้องตัดเรื่องส่วนออกไปเพื่อความเป็นมืออาชีพ เธออยากจะทำอย่างนั้นไปให้ตลอดรอดฝั่ง แต่หลังจากงานฉลองที่ได้รับรางวัลโฆษณาสร้างสรรค์สังคมเมื่อสามเดือนก่อน เธอก็คิดได้ว่าการมีเจ้านายฉลาด ทว่าพ่วงความเจ้าชู้ไว้ภายใต้ความสุภาพและอบอุ่นนั้นน่ากลัวกว่าการต้องตกงานหลายเท่า

“ขอบคุณสำหรับการทำงานมาด้วยกันตลอด วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่อรจะทำงานที่นี่แล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับประสบการณ์การทำงานตลอดหนึ่งปีกับสองเดือนนะคะ” เธอเอ่ยจะเหมาว่านี่เป็นคำกล่าวลาก็คงได้

สมพงศ์สั่งให้ลูกน้องเปิดไฟเพื่อที่จะได้มองหน้าอรอินทุ์ชัดๆ “เร็วไปหรือเปล่า พี่ยังไม่ได้อนุมัติใบลาออกให้เลยนะอร เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่วันสุดท้ายของการทำงาน”

ไม่ผิดคาดนัก อรอินทุ์เลิกคิ้วกอดอกมองผู้ชายที่กำลังจะเป็นอดีตเจ้านาย ไม่รู้ตอนเรียนมหาลัย เธอไปแอบปลื้มได้ยังไง ยัยแพรพลอยจะรู้ไหมว่ามีแฟนเจ้าชู้มาก แต่เก็บอาการเก่งจนเกือบไหวตัวไม่ทัน

“พอเถอะค่ะ สิ่งที่ควรทำ อรทำไปหมดแล้ว ขอให้เราจากกันด้วยดีน่าจะดีกว่านะคะ”

ว่าที่อดีตเจ้านายลุกขึ้นมาหาลูกน้องเบอร์หนึ่ง สมองในการคิดโฆษณาของอรอินทุ์ทำให้เขาพอใจเสมอมา การที่เธอลาออกเพราะ เรื่องนั้น เขาไม่มีทางยอม มือหนาคว้าข้อมือเล็กแล้วกระชากแรงๆ

“มากับพี่”

อรอินทุ์ไม่ขัดขืนยอมเดินตามไปดีๆ ไม่ใช่ว่าใจอ่อน แต่อยากให้เรื่องมันจบๆ เสียที เบญญาเบ้ปาก ค้อนใส่ วันนี้ควรเป็นวันฉลองที่ยัยอรไปๆ เสียได้ต่างหาก แต่เดี๋ยวนะ ถึงเกิดเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าใบลาออกจะไม่มีความหมายนี่นา โทรศัพท์ถูกกดโทรหาแพรพลอย งานนี้สนุกแน่ รับรองยัยอรไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

 

แพรพลอยมาถึงออฟฟิศภายในห้านาทีเพราะออฟฟิศของเธออยู่สูงขึ้นไปสามชั้นและที่สำคัญคนที่เป็นเจ้าของตึกนี้ก็เธอเช่นกัน พอเข้ามาในออฟฟิศก็เห็นพนักงานพากันมุงอยู่หน้าห้องทำงานของคู่หมั้น เบญญายิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าแฟนสุดขี้หึงของเจ้านายมาเร็วกว่าที่คิด ประตูถูกเปิดไว้รอพอแพรพลอยเข้าไป พนักงานคนอื่นๆ ก็กรูตาม เมื่อเห็นสภาพของสมพงศ์ก็พากันทำหน้าสยอง

“นี่เธอ!

แพรพลอยร้องเสียงหลงวิ่งเข้าไปคว้าตัวของคู่หมั้นมากอดไว้ในสภาพสะบักสะบอม “พี่พงศ์ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะคะ ทำไมต้องทำรุนแรงแบบนี้ด้วยยัยอร”

อรอินทุ์กอดอกมองทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีแม้รอยขีดข่วน ทั้งที่ในมือไม่มีอาวุธอะไรแม้แต่อย่างเดียว หนุ่มในออฟฟิศที่เคยเข้ามาจีบเธอพากันกลืนน้ำลายรู้สึกโชคดีที่ไม่ได้หัวแตกอย่างเจ้านาย

“เธอน่าจะดีใจนะพลอยที่เข้ามาเห็นว่าที่สามีในสภาพนี้ ไม่ใช่กำลังนัวเนียกับผู้หญิงอื่น แล้วที่ฉันทำก็เพื่อตัวเองและเพื่อเธอ ไอ้ผู้ชายเจ้าชู้แบบนี้ ใครได้ไปทำพืชทำพันธุ์มีแต่ซวยกับซวย กลับตัวกลับใจไปหาใหม่ยังทันนะเธอน่ะ”

“ยัยอร! จะมากไปแล้วนะ” แพรพลอยชี้หน้าเพื่อนพร้อมกับลุกขึ้นจะไปเอาคืนให้คู่หมั้น แต่สมพงศ์กระชากแขนไว้แล้วส่ายหน้า ขนาดเขาผู้ชายอกสามศอกยังไม่รอดจากมือมหากาฬของยัยโหดนั่นเลย

อรอินทุ์จุ๊ปาก ก้าวเข้าไปหา สมพงศ์ลากแพรพลอยถอยกรูดไปด้วยกัน ถ้ายัยนั่นปูดว่าเขาทำอะไร เผลอๆ แพรพลอยก็อาจกลายร่างเป็นยัยโหดไปอีกคนก็ได้ ทำยังไงดีวะ

“ไหนๆ เธอก็จะมาเป็นว่าที่ภรรยาของผู้ชายคนนั้นก็ช่วยบอกเขาว่าอย่าตอแยฉันอีก วันนี้ฉันมาทำงานเป็นวันสุดท้ายนึกว่าจะจบสวยๆ ที่ไหนได้ อ้อ ใบลาออกน่ะ ถึงเขาไม่เซ็นฉันก็ไม่สน”

แพรพลอยหันไปมองคู่หมั้นแทนก่อนจะฟาดฝ่ามือไปที่อกของเขาเต็มแรง รายนั้นเจ็บแต่ไม่กล้าตอบโต้ ก็ใครล่ะให้เงินเขามาเปิดบริษัท

“ทำไมฉันไม่รู้มาก่อนว่าเธอจะลาออก”

“ฉันยื่นใบลาออกไปตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว นี่ก็ครบตามเวลาที่แจ้งไว้ ไม่ใช่ลาออกวันนี้ไปวันนี้ ไม่รู้หละ ฉันจะไปแล้ว ไปเคลียร์กันเองแล้วกัน” อรอินทุ์หันหลังไปจะออกจากห้อง พนักงานคนอื่นๆ พากันเขยิบถอย เบญญาเชิดหน้าเหมือนจะเอาเรื่องให้นาย แต่พออรอินทุ์เดินไปใกล้ก็ถอยไม่เป็นท่าเหมือนกัน

“พี่พงศ์ทำไมไม่บอกพลอยคะ”

แพรพลอยละล้าละลัง นี่ก็คนรัก โน่นก็เพื่อน แต่เรื่องที่จะยอมให้คนทำร้ายสมพงศ์เดินจากไปง่ายๆ แบบนั้นน่ะเหรอไม่มีทาง 

“คิดว่าฉันจะยอมให้เธอไปง่ายๆ เหรอยัยอร ใครก็ได้โทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้”

เบญญารีบจัดการให้ทันที อรอินทุ์ไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองแล้วเก็บของที่เหลืออยู่น้อยนิดเพราะทยอยเก็บมาหลายวันแล้วอย่างไม่รีบร้อน เธอไม่คิดหนี ในเมื่อเธอทำร้ายสมพงศ์จริงๆ แต่เหตุผลที่ทำร้ายนี่สิ ก็ว่าจะไม่พูดแล้วเชียวนะ

 

เสียงเคาะประตูตามมาด้วยร่างบอบบางของเลขาวัยสามสิบปลายๆ พันธินเงยหน้าขึ้นจากกองแฟ้มที่อ่านและทำความเข้าใจไปเกือบหมดแล้ว ตลอดสิบเอ็ดเดือนที่ผ่านมาการบริหารของพ่อกับหุ้นเป็นไปด้วยดี แม้ว่าเสียงที่เขาได้ยินจากหุ้นส่วนและผู้จัดการจะบอกว่าไม่น่าไว้ใจใครบ้าง ส่วนบรรดาญาติพากันคิดว่าได้ส่วนแบ่งน้อยไป ตอนนี้เหลือแฟ้มสุดท้ายที่เพิ่งเริ่มอ่านเท่านั้น

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณบุษกร”

“คุณดรุณีมารอเกือบชั่วโมงแล้วค่ะ เธอเกรงใจไม่อยากรบกวนคุณธิน แต่ดิฉันเห็นว่ามันใกล้จะเลิกงานแล้ว” บุษกรยิ้มให้เจ้านาย เขาไม่ค่อยตำหนิใครก็จริง แต่ก็ไม่ชอบหากใครขัดคำสั่ง

แฟ้มถูกวางลงแล้วปิด เขาควรพบกับคู่หมั้น แทนที่จะให้รอแบบนั้น

“ถ้างั้นเชิญเข้ามาได้ครับ”

บุษกรโล่งอกรีบไปทำตามที่ได้รับคำสั่ง ในขณะที่พันธินนึกแปลกใจว่าทำไมดรุณีไม่โทรหาเขาซึ่งมันง่ายกว่าการรออยู่หน้าห้องเป็นชั่วโมง ดรุณีในความทรงจำของเขาไม่ใช่คนขี้เกรงใจขนาดนี้ไม่ใช่หรือ การหมั้นเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน ท่ามกลางความพอใจของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย

ดรุณีเป็นผู้หญิงเรียบร้อย อ่อนหวาน ใจเย็นและเป็นดาราดัง การที่เป็นลูกสาวคนเดียวของนักการเมืองทำให้เธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง เหตุผลสำคัญคงเพราะตำแหน่งทางการเมืองนั้นส่งเสริมธุรกิจของเอ็มไพร์ กรุ๊ปได้

“กลับมาแล้วทำไมไม่โทรบอกณีบ้างล่ะคะธิน ถ้าวันนี้ณีไม่ได้แวะไปหาคุณตุลคงไม่รู้เรื่อง น่าน้อยใจจัง” เธอพ้อเสียงหวานก่อนจะเข้ามาจับมือของพันธินแนบแก้ม

“ผมขอโทษครับ”

เรียวปากบางยิ้มละไมก่อนปล่อยมือของเขาออกแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตามข้าม ดวงตาของเธอวูบไหวยามที่ถูกมองตอบ มือทั้งสองข้างประสานกันไว้พร้อมกับขบริมฝีปาก พันธินมองดรุณีและเกือบจะยิ้มได้เต็มริมฝีปาก หากว่าเสียงหนึ่งจะไม่ดังขึ้นแล้วมีเพียงเขาที่ได้ยินเพียงผู้เดียว

ธินจะจำได้ไหมนะว่าเราเคยคุยอะไรกันก่อนที่จะไปอเมริกา

พันธินอยากถอนใจ ทุกคนล้วนแล้วมีความลับสินะ...

“วันนี้มาหาผมมีอะไรหรือเปล่าครับ หรือว่าจะมาพูดเรื่องที่เราคุยกันไว้ก่อนผมจะเดินทางไปอเมริกา มันนานมากแล้วเสียด้วยสิ ณีจะพูดมันอีกครั้งหรือเปล่า” เขาลองถามดู พอถูกมองก็พูดต่อไปว่า “ผมมีปัญหาเรื่องความจำในบางเรื่อง หมอบอกว่าอีกไม่นานคงกลับมาจำได้เหมือนเดิม”

สีหน้าของดรุณซีดเผือดก่อนจะเกลื่อนด้วยรอยยิ้มหวานๆ  เมื่อรู้สึกได้ว่าเขาจำอะไรไม่ได้จริงๆ อุบัติเหตุได้นำความทรงจำต่างๆ ของเขาไปบางส่วนและส่วนนั้นมีเรื่องที่เธอกังวลใจมาถึงเวลานี้

“เอ่อ ไม่ดีกว่าค่ะ แค่ตอนนี้ธินกลับมาณีก็พอใจแล้ว เย็นนี้เราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันไหมคะ” เธอชวนแม้จะปกปิดน้ำเสียงไม่สบายใจนัก

พันธินกอดอกมองแล้วยิ้มกว้าง บางทีเขาก็ไม่ชอบที่ต้องได้ยินความคิดใครต่อใคร “ขอบคุณที่ไปเยี่ยมผมถึงสองครั้ง ตอนนั้นผมกำลังฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกาย คุณคงไม่เก็บเอามาเสียใจในท่าทีห่างเหินของผม”

“ไม่หรอกค่ะ ณีเป็นคู่หมั้นของธิน” เธอยิ้มอย่างสบายใจขึ้น

ถ้าธินจำได้ขึ้นมา ธินจะเป็นฝ่ายแฉหรือเปล่า ทำยังไงดี นักข่าวคงเล่นข่าวกันสนุก

เธอส่ายหน้าให้ความคิดนี้ ในเมื่อเขาจำไม่ได้ เรื่องนั้นเธอคงต้องรอเวลาที่เหมาะสมกว่านี้

แฟ้มถูกเลื่อนเก็บ เมื่อการหาความลับของดรุณีที่มีต่อเขาน่าสนใจมากกว่า ดรุณีกลัวจะถูกแฉเรื่องอะไร

“เราไปด้วยกันเถอะ ผมกำลังอยากพักสมองพอดี”

ร่างสูงเดินนำ แต่พอนึกได้ก็ยืนรอให้ดรุณีเดินไปพร้อมกัน มือบางยื่นมาจับมือคู่หมั้นไว้เหมือนที่เคยทำก่อนที่เขาจะเดินทางไปอเมริกา ทว่ามือหนากลับดึงออกไปก่อนหันมายิ้มให้ หญิงสาวเม้มปากไม่แน่ใจว่าการที่เขาทำอย่างนี้หมายความว่ายังไง เมื่อเข้าไปในลิฟต์ก็เห็นอิชย์ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ดรุณีเพียงยิ้มให้ทนายคนสำคัญเท่านั้นต่างจากพันธินที่ถามอย่างใส่ใจ

“ลุงอิชย์จะรีบไปไหนหรือครับ”

“ไปสถานีตำรวจครับ” อิชย์บอกก่อนคิดต่อในใจ ยัยอรคว่ำเจ้านายจนหัวแตก แฟนเจ้าทุกข์เอาเรื่อง ต้องรีบไปเคลียร์เรื่องให้ครับ

เรียวปากหนายิ้ม อรอินทุ์มักมีเรื่องกับเด็กผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งโตมาทำงานแล้วเหตุการณ์เดิมๆ ก็ยังเกิดขึ้นอีก ลิฟต์เปิดอิชย์กำลังเดินแยกออกไป พันธินมองดรุณีรู้สึกเสียดายที่การหาความลับคงต้องเป็นวันอื่นแทนเสียแล้ว

“เดี๋ยวครับลุงอิชย์” เขารีบเรียกไว้แล้วหันมาหาคู่หมั้น  “ขอโทษนะครับณี ผมมีธุระสำคัญเสียแล้ว เอาไว้ผมจะโทรไปนัดทานข้าวกันก็แล้วกันนะ”

“ณีไปเป็นเพื่อนไหมคะ เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง”

พันธินนิ่งเผื่อว่าดรุณจะคิดอะไร แต่เธอกลับไม่คิดอะไรสักอย่าง มีเพียงความคิดสั้นแค่ว่า..ทำไมๆ ที่เขาได้ยินเท่านั้น ทำไมเรื่องอะไรกัน

“ผมไปคนเดียวดีกว่า เผื่อว่าต้องจัดการเรื่องนานกว่าที่คิด”

“ก็ได้ค่ะ”

พันธินลูบไหล่ของดรุณีเบาๆ แต่เธอกลับมองเขาเหมือนทำอะไรผิดไป ชายหนุ่มไม่มีเวลาถามเพราะรีบเดินตามอิชย์ไปที่รถ แต่เขาคงลืมบางอย่าง ไม่สิ บางคนไป ปริญเดินมาสมทบและเดินตามกันไปที่ลานจอดรถ คนขับรถมายืนรอพร้อมปฏิบัติงาน

“เชิญครับคุณธิน”

“ผมจะไปรถของลุงอิชย์ ไม่ต้องตามมา...ทุกคน”

            อิชย์หัวเราะเบาๆ พลางเดินมารอที่รถประจำตำแหน่งที่นานๆ จะใช้สักทีแล้วปลดล็อคไว้รอ ส่วนรถของเขาเองจอดอยู่ที่บ้านเพราะมาทำงานพร้อมพันธินเมื่อเช้า หายใจเข้ายังไม่ทันออกคนทำหน้าบูดก็เข้ามานั่งในรถ ส่วนคนอื่นๆ พากันมองไม่รู้จะห้ามอย่างไร อีกเดี๋ยวคงได้ตามไปเป็นขบวน

“น่าเบื่อชะมัด ทั้งคนขับรถทั้งบอดี้การ์ด ทำอย่างกับผมออกมาทำสงคราม หรือว่าพ่อรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่”

“ดูเหมือนคุณดรุณีเป็นห่วงคุณมากนะครับ” อิชย์เลี่ยงที่จะตอบและเลือกพูดจากสิ่งที่เห็น อีกทั้งตอนที่พันธินป่วยดรุณีไม่ดูดายยังไปเยี่ยม

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงคิดเหมือนกับลุงอิชย์ ตอนนี้อยากอยู่ในห้องที่ไม่ต้องได้ยินอะไรจริงๆ”

สีหน้าของพันธินยืนยันคำพูดของเขาได้ อิชย์พอจะเข้าใจ การได้ยินทุกเรื่องคงไม่ใช่เรื่องที่น่ารื่นรมย์เท่าไหร่ แต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานและเรื่องอื่นๆ

“มีใครน่าสงสัยเพิ่มบ้างไหมครับ”

“ก็มีครับ เรื่องนี้เอาไว้ก่อน ลุงอิชย์แน่ใจนะครับว่าคนที่ถูกทำร้ายเป็นเจ้านายของอร ไม่ใช่อร นึกว่าจะเลิกทำตัวโหดๆ แล้วเสียอีก ลืมไปหรือเปล่าตัวเองเป็นผู้หญิง” ว่าแต่คราวนี้เจ็บหนักขนาดไหน แค่หัวแตกหรือว่ามากกว่านั้น

“ถ้าคุณธินได้คุยกับยัยอร รายนั้นอาจจะบอกว่าน้อยไป” อิชย์ยิ้มยังไม่เล่าและไม่คิดในใจอยากให้ไปเห็นภาพเอง

พันธินหัวเราะ อยากถามย้อนกลับไปว่าใครกันหนอที่ส่งอรอินทุ์ไปเรียนเทควันโด มวยไทย แล้วยังยิงปืนอีก การมีพ่อที่มีงานยุ่งทำให้ต้องหากิจกรรมให้ลูกสาวทำ การเรียนพิเศษ เล่นกีฬา รวมทั้งวิชาการต่อสู้ต่างๆ ทำให้อรอินทุ์ดูแกร่งกว่าภายนอกที่เหมือนผู้หญิงไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร แต่ถ้าเอาเรื่องเมื่อไหร่ล่ะก็มีได้เลือดตลอด

 

ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เดินทางมาถึงสถานีตำรวจ มีรถจอดอยู่หลายคัน รวมทั้งรถของเจ้าทุกข์ด้วย อิชย์โทรหาลูกสาวให้แน่ใจว่ายังอยู่สบายดีก่อนจะเดินขึ้นโรงพักไปพร้อมกับพันธิน เสียงของแพรพลอยดึงความสนใจของทุกคนบนโรงพักทำให้อิชย์ไม่ต้องเสียเวลาตามหาเจ้าทุกข์และลูกสาวที่กำลังให้การกับกับตำรวจ

“ยังไงฉันก็ไม่ยอมค่ะ แฟนถูกทำร้ายจนหัวแตกนะคะคุณตำรวจ”

อรอินทุ์เลิกคิ้วถ้าหวังว่าจะเห็นสภาพหงอกลัวลนลานแล้วล่ะก็ ชาตินี้และต่อให้ถึงชาติหน้าก็ไม่มีทางได้เห็น

“ถ้าไม่ยอมฉันก็จะแจ้งตำรวจกลับข้อหาอนาจาร หรือไม่ก็พยายามยัดเยียดความเป็นมือที่สามให้ได้ไหมคะคุณตำรวจ”

คุณตำรวจทำหน้าเหมือนปวดหัวอยากได้พาราเซตามอลสักสองเม็ด พันธินเห็นหน้าอรอินทุ์แล้วได้แต่ส่ายหน้า ก็เจ้าทุกข์ที่หัวแตกน่ะสภาพเหมือนถูกรุมกระทืบมากกว่า ลุงอิชย์ถอนใจยาวก่อนจะเดินแหวกกลางวงเข้าไปคว้าตัวลูกสาวขึ้นมาแล้วขอด้วยสายตาให้พันธินดูแลเธอก่อน ในระหว่างที่เขาต้องจัดการเรื่องยุ่งๆ ตรงหน้า

“เดี๋ยวลุงขอคุยด้วยก่อนนะ บางทีเราอาจจะตกลงกันได้”

แพรพลอยหลับตาปี๋รีบยกมือไหว้ ไม่นึกว่าลุงอิชย์จะมาเอง ถ้าคนของเธอไม่ไปทำรุ่มร่ามใส่อรอินทุ์จริงๆ เธอคงเถียงได้เต็มปากต่อหน้าทนาย เธอไม่น่าลืมเลยว่าพ่อของอรอินทุ์เป็นใคร

“สวัสดีค่ะคุณลุง”  

พันธินได้ยินความคิดของผู้หญิงคนนั้นจึงจัดการพาอรอินทุ์ออกมารอนอกห้อง เรื่องแค่นี้ลุงอิชย์จัดการได้อยู่แล้ว ผู้หญิงร่างเพรียวแต่แรงเยอะยอมเดินมาดีๆ รู้ตัวแล้วล่ะสิว่าก่อเรื่องได้เป็นเรื่องจริงๆ

“คุณธินมาที่นี่ทำไมคะ”

“อย่าเข้าใจผิด ฉันมาเพราะเห็นลุงอิชย์ไม่สบายใจ ไม่ใช่เพราะอยากมาซ้ำเติมเธอหรอก” ถึงไม่ได้ยินอรอินทุ์คิดแต่เขาพอจะเดาได้จากสายตา

“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นสักหน่อย” เธอชะเง้อมองเข้าไปในห้อง เรียวปากบางยิ้มพอใจเมื่อเห็นแพรพลอยเริ่มหงอยไปทันตา

“นั่นสินะ เธอไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ เสียด้วย”

เขามองตามก่อนจะรั้งแขนเรียวเบาๆ ให้อรอินทุ์มานั่งรอหน้าห้องด้วยกัน แต่พอมองไปข้างในอีกทีถึงได้เห็นเจ้าทุกข์ที่น่าจะไม่เจ็บแค่หัวที่พันผ้าก๊อซไว้อย่างเดียวหรอก คงเจ็บปากไปอีกหลายวันด้วยกระมัง

“นั่นเหรอเจ้านายของเธอ”

“ใช่ค่ะ จะว่าฉันโหดล่ะสิ” ยิ่งคิดยิ่งโมโห ที่เห็นน่ะยังโดนน้อยไปมันจะขอจูบ คราวก่อนโดนเตะกล่องดวงใจยังไม่สำนึก

พันธินหัวเราะเบาๆ แต่มันคงไม่เบาพอถึงได้ทำให้อรอินทุ์มองมาอย่างไม่ชอบใจระคนแปลกใจว่าเขาหัวเราะเป็นด้วยหรือ แต่เพราะเขาไม่ใช่พันแสงที่เธอสามารถตอกกลับให้หายโมโหได้ สิ่งเดียวที่เหมาะสมนั่นคือการเฉยเสีย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นคนที่พ่อให้ความสำคัญ ไม่สิ เขาสำคัญเพราะเป็นทายาทคนเดียวที่เหลืออยู่ของคุณเธียรต่างหาก

“เปล่า ตอนนี้ฉันเริ่มจะคิดว่ามันน้อยไปจริงๆ สำหรับผู้ชายเลวๆ แบบนั้น คนนี้หรือเปล่าที่เธอแอบปิ๊งตอนเรียนมหาลัย”

“คุณธินรู้ได้ยังไง”      

“แสงเคยเล่าให้ฟัง ทำไมหรือ มันเป็นความลับหรือไง” พันธินถามกลับ หน้าคนอยากแหวใส่ดูบึ้งตึง ตอนนี้คงอยากชกพันแสงสักหมัดโทษฐานปูดเรื่องล่ะสิท่า

“เปล่าค่ะ แค่สงสัย ไหนพ่อบอกว่าคุณธินความทรงจำหายไป ทำไมถึงจำเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ได้”

คนถูกถามขมวดคิ้วทำหน้าคิด แทนที่จะโกรธพันแสง แต่กลับมาสงสัยเขาแทนหรือนี่

“สมองของฉันคงเลือกจะจำเรื่องหยุมหยิม แต่ดันจำเรื่องใหญ่ๆ ไม่ได้น่ะสิ”

อรอินทุ์พยักหน้าหงึกๆ แล้วเริ่มต่อว่าพันแสงในใจ พันธินหัวเราะอยู่ในใจเช่นกัน ต่อว่าได้แม้กระทั่งคนตาย ถ้าคนเป็นที่ก่อเรื่องยืนอยู่ตรงหน้า ป่านนี้อาจเป็นลมไปแล้วละมั้ง เขาเห็นด้วยที่เธอสั่งสอนไอ้เจ้านายชีกอ แต่ให้ตายเถอะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาสงสารคนชีกอที่สภาพสะบักสะบอมเหมือนถูกรุมกระทืบชะมัด

 

 

 

แล้วจะมา up ต่อค่ะ ถ้าฟังเสียงว่าใครคิดอะไรได้จริงๆ ก็ดีนะคะ ต่อไปนี้มนุษย์คงไม่ต้องโกหกต่อกันเนอะ แต่จะทะเลาะกันมากขึ้นหรือเปล่านี่ไม่แน่ 555 บางทีการโกหกเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจก็ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ แต่ถ้ามีผลประโยชน์ถึงโกหกนี่ไม่ดีแน่ๆ

อัมราน_บรรพตี^^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #334 อาทิต (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มกราคม 2558 / 11:20
    คนที่กลับมาเนี้ยพันแสงแต่แสดงเป็นพันธิน

    เห็นจำได้แต่เรื่องของพันแสงทั้งนั้นรึเปล่า

    #334
    0
  2. #93 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 / 16:45


    สนุกมากๆค่ะ ^^


    #93
    0
  3. #61 Nikals (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 02:24
    อ่านถึงตอนนี้ละชอบสำนวน ขอเหมาทั้งร้านเท่า
    #61
    0
  4. #48 fsn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 11:37
    ดีออกคะ อยากให้ผู้หญิง เก่งกันแบบนี้ ไว้ป้องกันตัวเอง

    ส่วนยัยพลอย น่ามืดตามัว ก็ปล่อยชีไป กรรมของชี สงสารแต่สมบัติพ่อแม่ คงโดนผลาญ
    #48
    0
  5. #27 Krupoo Hn (@poonim1965) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2557 / 17:19
    สนุกค่ะ นึกว่าจะเครียดกว่านี้นะเนี่ย
    #27
    0
  6. #26 แว่นใส (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2557 / 13:14
    สมนำ้หน้าผู้ชายเจ้าชู้จริง ๆ
    #26
    0
  7. #25 www. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2557 / 12:19
    สนุกอ่ะ ชอบนางเอกจัง
    #25
    0
  8. #22 แมงปอ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2557 / 01:23
    นางเอกมือหนักดีจังค่ะ..ตามอยู่นะคะ
    #22
    0
  9. #21 www. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 08:28
    น่าติดตามมากค่ะ
    #21
    0
  10. #20 น้ำทะเลสีฟ้า (@tarto048) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 17:20
    มาตามลุ้นด้วยคน ^^
    #20
    0
  11. #19 annie (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 13:47
    สนุกมากคะเรื่องนี้
    #19
    0